เนื่องในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569
ในนามของคณะกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ผมขอส่งความปรารถนาดีมายังท่านผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย และยึดมั่นในสันติธรรมทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ โปรดดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีพลังใจ พลังปัญญา และความเข้มแข็งในการดำเนินชีวิตตลอดปีใหม่นี้
พุทธศักราช 2569 นับเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ จากการก้าวสู่การมีพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่สำหรับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาคารที่ทำการแห่งใหม่มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนเมษายน และคาดว่าจะเปิดดำเนินงานภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
สถาบันฯ มุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้ เป็นพื้นที่สืบสานปณิธาน “เพื่อชาติและราษฎรไทย” ของรัฐบุรุษอาวุโส ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผ่านการบูรณาการงานวิชาการเข้ากับศิลปวัฒนธรรม เพื่อรองรับกิจกรรมสาธารณะที่หลากหลาย อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตย พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ห้องสมุด Co-working space และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเรียนรู้ร่วมสมัย รวมถึงห้องประชุมขนาด 100 ที่นั่ง สำหรับการจัดเสวนา สัมมนา ห้องเรียน คอนเสิร์ต และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยเปิดพื้นที่ให้แก่เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายศิลปวัฒนธรรม เครือข่ายธุรกิจ SME และ Startup ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม (NGO/NPO)
ขณะเดียวกัน สถานการณ์โลกและภูมิภาคยังเผชิญความท้าทายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างประเทศที่ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งคุกคามสันติภาพในภูมิภาค และส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตาย
ท่ามกลางความซับซ้อนของข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งอาจถูกเร่งเร้าด้วยกระแสชาตินิยม แนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของปรีดี พนมยงค์ ยังคงเป็นเสมือนเข็มทิศทางปัญญาในการชี้นำแนวทางคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ บนพื้นฐานของเหตุผล ความยุติธรรม และความร่วมมือ โดยเน้นการเจรจาสันติวิธี การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน และการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้น สถาบันปรีดี พนมยงค์ เห็นว่าการธำรงความเป็นกลางอย่างมีหลักการ และการรู้เท่าทันการแทรกแซงจากภายนอก เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งต่อการรักษาเอกราช อธิปไตย และสันติภาพของประเทศในระยะยาว
แนวคิดเรื่อง ดุลยภาพแห่งอำนาจ ซึ่งรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ได้เคยใช้ปลดแอกชาติไทยจากสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม ตลอดจนการนำพาชาติให้พ้นจากภัยสงคราม และธำรงเอกราชไว้ได้ มิได้หมายถึงการวางตัวเป็นกลางอย่างเฉยเมย หากแต่คือการใช้การทูตเชิงรุกเพื่อถ่วงดุล ระหว่างขั้วมหาอำนาจบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือสนามแข่งขันของอำนาจภายนอก
การยึดมั่นในหลักดุลยภาพแห่งอำนาจ จะช่วยให้ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนเองไว้ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เปิดช่องให้การเจรจา ความร่วมมือ และสันติวิธีดำรงอยู่เหนือแรงกดดันทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารจากมหาอำนาจ พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค
การประยุกต์ใช้แนวคิดดังกล่าวอย่างจริงจัง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามวงจรความขัดแย้ง และร่วมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เราจึงต้องเรียกร้องให้รัฐบาลไทย กัมพูชา และประเทศสมาชิกอาเซียน ดำเนินการอย่างทันท่วงทีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยกลับสู่กระบวนการเจรจา และปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในเจตนารมณ์และตัวบทของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation: TAC) ซึ่งยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งใด ๆ ที่มีแนวโน้มคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ จะต้องได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการสันติวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม อนุญาโตตุลาการ หรือกลไกทางตุลาการ
สังคมอาเซียนในวันนี้ยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างการเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพหรือการถลำสู่ความขัดแย้ง สถาบันฯ ขอเรียกร้องให้ผู้นำทั้งหลายก้าวข้ามวาทกรรมชาตินิยมและความเป็นปฏิปักษ์ทางประวัติศาสตร์ และตระหนักร่วมกันว่า เราทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สันติภาพต้องเป็นเป้าหมายปลายทางของรัฐ มิใช่เพียงผลลัพธ์ชั่วคราวจากการบริหารความขัดแย้ง การบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนในเวทีระหว่างประเทศ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ อย่างแยกไม่ออกจากกัน
เสถียรภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประเทศมี รัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบและสถาปนาขึ้นเพื่อประชาชน โดยประชาชน เป็นกติกาสูงสุดที่ยึดโยงอำนาจอธิปไตยกับประชาชนอย่างแท้จริง และมีรัฐบาลที่ยึดมั่นในจิตสำนึกประชาธิปไตย เคารพหลักนิติรัฐ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค พร้อมมุ่งมั่นปกป้องและพัฒนาประชาธิปไตยให้หยั่งรากในสังคม
เมื่อการเมืองภายในตั้งอยู่บนความชอบธรรมและความไว้วางใจของประชาชน ประเทศย่อมมีพลังทางศีลธรรมและความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ สามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยสันติวิธี การทูต และการถ่วงดุลอำนาจอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ถูกบีบคั้นจากแรงกดดันภายนอกหรือความเปราะบางจากภายใน
สารอวยพรปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ ในปีนี้ เชื่อมโยงโดยตรงกับข้อความใน ส.ค.ส. ที่ยกถ้อยคำจาก พระเจ้าช้างเผือก ซึ่งย้ำเตือนว่า ความสุขของบุคคลจะงอกงามได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองมีสันติภาพที่ตั้งอยู่บนสติปัญญาและความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของผู้ปกครอง มิใช่สันติภาพที่เกิดจากการยอมจำนนหรือการละทิ้งศักดิ์ศรี หากแต่เป็นสันติภาพที่ได้รับการธำรงรักษาด้วยเหตุผล คุณธรรม และความกล้าหาญทางจริยธรรม
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนแก่นความคิดของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ อย่างลึกซึ้งว่า สันติภาพไม่ใช่เพียงภาวะไร้เสียงปืน หากคือผลลัพธ์ของการเมืองที่มีความชอบธรรม รัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และผู้นำที่มีสติปัญญาเพียงพอจะปกป้องประเทศจากการถูกดึงเข้าสู่วงจรความรุนแรง ความขัดแย้ง และการแทรกแซงจากภายนอก
ในวาระเดียวกันนี้ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เตรียมเปิดตัว รูปปั้นรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ภายในอาคารที่ทำการแห่งใหม่ ซึ่งออกแบบให้เป็นมากกว่างานประติมากรรม หากแต่เป็น สัญลักษณ์แห่งความหวัง สันติภาพ และปัญญาทางการเมือง รูปปั้นดังกล่าวสะท้อนภาพของผู้นำทางความคิด ผู้ยืนหยัดบนหลักเอกราช อธิปไตย ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในประชาคมโลก
รูปปั้นอาจารย์ปรีดีจะทำหน้าที่เป็น “หมุดหมายทางคุณค่า” เตือนใจผู้มาเยือนว่า สันติภาพมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ต้องอาศัยความเพียรพยายามของสังคม การเมืองที่มีคุณธรรม และการยืนหยัดในหลักการ แม้ในห้วงเวลาที่โลกเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งและการแข่งขันเชิงอำนาจ
สถาบันปรีดี พนมยงค์ เชื่อมั่นว่า การสืบสานความคิดของท่านปรีดี ผ่านพื้นที่เรียนรู้ งานวิชาการ ศิลปวัฒนธรรม และสัญลักษณ์แห่งสันติภาพเช่นนี้ จะช่วยหล่อเลี้ยงความหวังให้สังคมไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก้าวไปสู่อนาคตที่ตั้งอยู่บน สันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 นี้ ผมและคณะกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอส่งความปรารถนาดีและความหวังมายังทุกท่าน ให้เราร่วมกันใช้พลังของเหตุผล คุณธรรม และสันติวิธี สร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้า เป็นธรรม และยั่งยืนสืบไป
รองศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
ประธานกรรมการบริหาร
สถาบันปรีดี พนมยงค์
1 มกราคม 2569

