เนื่องในวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ตรงกับวันกวีนิพนธ์สากล และสืบเนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นโอกาสครบรอบ 100 ปี ชาตกาล อังคาร กัลยาณพงศ์ มาเมื่อไม่นานนี้ วรา จันทร์มณี เลขานุการส่วนตัวของ อังคาร กัลยาณพงศ์ มหากวีและจิตรกรเอกแห่งยุคสมัย ผู้ได้รับการยกย่องเป็นกวีดีเด่นของมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป พ.ศ. 2515 ได้รางวัลกวีซีไรต์ พ.ศ. 2529 และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี พ.ศ. 2532 จึงรวบรวมบทสัมภาษณ์ของ อังคาร และบุคคลใกล้ชิด คือ อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ ภรรยา รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 ท่าน คือ เอกวิทย์ ณ ถลาง นักวิชาการ และแนบ ทิชินพงศ์ ศิลปินอาวุโส รุ่นพี่ของอังคารไว้อย่างน่าสนใจ โดยได้รวบรวมมา ดังนี้
บทสัมภาษณ์ อังคาร กัลยาณพงศ์ วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2551
(พิมพ์ครั้งแรกในสูจิบัตร ครบรอบ 81 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์ จัดโดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
วรา จันทร์มณี :
อยากให้ท่านพูดถึงการรับเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับองค์กรด้านสาธารณสุขอย่างมูลนิธิโรคตับในครั้งนี้
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คือหลักมันเราเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วคุณสมบัติของมนุษย์โดยหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คือ ความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นมโนธรรมประจำใจมนุษย์ เหมือนเราเห็นมดตัวหนึ่งตกไปในต่อมน้ำ แล้วมันก็พยายามตะเกียกตะกายรักชีวิต ซึ่งสัตว์โลกทุกรูปทุกนามจะต้องรักชีวิต มดนี่ถ้าเราเอื้ออาทรเอื้ออารี โยนเศษอะไรไปช่วยให้มดพ้นจากการจมน้ำตาย มันจะเสียหายอะไร เท่ากับเราไปปลุกมโนธรรมของเราให้ตื่นขึ้น ไปปลุกความเมตตากรุณาในหัวใจให้ตื่นขึ้น ได้ให้ความเป็นมนุษย์ของเราเป็นประโยชน์กับเพื่อนร่วมโลกนี้ อย่างน้อยก็เราไม่เป็นเขี้ยวเล็บแบบไดโนเสาร์ที่ไปขย้ำมนุษย์อีกที
มนุษย์เกิดมานี่มักจะมาทำร้ายกัน เช่นคิดปืนคิดลูกระเบิดไปฆ่ากันทีหนึ่งมาก ๆ ไม่มีใครที่คิดจะช่วยให้มนุษย์อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ท่านคิด การที่เราปลุกความเมตตากรุณาในหัวใจเราให้ตื่นขึ้นนี่เป็นของดี เหมือนกับดอกไม้ต้นไม้ในป่าออกดอกหอมสะพรั่งไปทั้งป่า นี่มันเป็นประโยชน์แก่โลกมนุษย์มากทีเดียว
วรา จันทร์มณี :
การทำหน้าที่ของดอกไม้หรือการทำหน้าที่ของศิลปินมีความเชื่อมโยงอย่างไรกับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้มีใจรุ่งเรืองขึ้นมันเป็นของดี เมื่อก่อนพระพุทธยอดฟ้าท่านตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พอตั้งบ้านตั้งเมืองได้ ท่านนั่งมาคิดถึงศิลปวัฒนธรรม ต้องสร้างวัดวาอารามขึ้นมาให้เหมือนครั้งบ้านเมืองดี เหมือนคนครั้งอยุธยาที่เขาสร้างสิ่งงดงามอะไรต่าง ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนคนสุโขทัย พญาลิไทที่ท่านสร้างพุทธชินราชขึ้นมาแทนพระพุทธเจ้าอย่างนี้
ฉะนั้น มันเกี่ยวข้องกันหมดแหละ เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์นี่ ความดีความงามเหมือนที่พญาลิไทท่านสร้างพุทธชินราชมานี่ เราต้องสร้างสิ่งวิเศษขึ้นในหัวใจเพื่อนมนุษย์ แล้วทุก ๆ คนรุมกันสร้างเหมือนกับเราเป็นต้นไม้ป่า มันจะทำให้เป็นป่าอารยะเจริญไปด้วยกัน หมายถึงเราเป็นเรือด้วยกัน หมายถึงว่าลูกประสักก็เจริญ เสากระโดงเรือก็เจริญ ไม่ใช่จะไปแต่กัปตันคนเดียว อะไรประมาณนั้น
หมายถึงเราคิดถึงเอกภพในจักรวาลนี้ ในทางช้างเผือกนี้จะมีดาวอยู่ดวงเดียวก็ไม่สวยไม่งาม มันต้องมีหลาย ๆ ดวงถึงเป็นทางช้างเผือก มีหลาย ๆ ดวงถึงจะเป็นเอกภพ เป็นสุริยจักรวาล นี่วิธี ถ้าเราไปด้วยกัน ถ้าเพื่อนมนุษย์ทั้งหมดนี่ ถ้าหากว่าเราไปแบบมีอารยธรรมรุ่งเรือง ก็เห็นจะไปสู่ที่สันติสุขที่ดีเลิศ แล้วตับนี่เป็นอวัยวะภายในของมนุษย์
จริง ๆ แล้วไม่เฉพาะตับหรอก มันยังมือวัยวะอื่นอีกมากมายที่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อมนุษย์มีสุขภาพอนามัยวิเศษขึ้นมา มีผลเนื่องถึงความเจริญทางอื่นจะเป็นศิลปะศาสตร์แขนงอื่นก็ต้องอาศัยสุขภาพที่ดี นี่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะดำรงไว้ซึ่งชีวิตให้เป็นหลักสมุฏฐานอันยิ่งใหญ่

อังคาร กัลยาณพงศ์
วรา จันทร์มณี :
บทกวีหนึ่งของท่านที่ว่า "โลกนี้มิได้อยู่ด้วยมณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลภาพ ภาคจักรพาลมิร้าง เพราะน้ำแรงไหน" ก็หมายถึงว่าทุกคนมีเกียรติ มีหน้าที่ ไม่มีใครสำคัญกว่าใคร เราต้องร่วมเป็นองค์ประกอบ ซึ่งกันและกัน?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คืออันนี้โดยหลักแล้ว แม้แต่บทกวีก็ต้องเข้าไปในหลายแขนง ผมเคยเสนอให้คณบดีทางแพทย์เขาสอนวรรณคดี ท่านก็เห็นด้วย วรรณคดีนี่ที่เราเห็นอย่าง "โลกนี้มีได้อยู่ด้วยมณี เดียวนา" มันต้องอาศัยดวงตาที่สาม คือวิสุทธิทัศนะ เหมือนเรามองมาจากข้างบนน่ะ เหมือนเราเป็นตาเหยี่ยวแล้วมองวิสัยทัศน์มาจากข้างบน เราก็จะเห็นวิสุทธิทัศนะคือเห็นองค์ประกอบส่วนรวม จะเห็นตัวเอกภาพของสิ่งที่ประกอบขึ้นต่าง ๆ เหมือนเรามองมาที่เรือ เราก็จะไม่เห็นว่ากับตันเรือคนเดียวเท่านั้นที่สำคัญ แต่จะมองเห็นองค์ประกอบทั้งลำเรือที่มีเอกภาพอันดี สำเภานั้นจึงจะถึงฝั่งฝันที่มุ่งหมายก็ด้วยวิธีนั้น เหมือนร่างกายเรานี้ไม่ใช่จะสำคัญแต่หัวใจ ดวงตาก็สำคัญ เท้าก็สำคัญ
เพราะฉะนั้นจะมาเถียงกันว่าปากนี่สำคัญเพราะต้องกินอาหารเข้าไปเลี้ยง มันก็สำคัญด้วยกันทั้งหมดแหละ มันพึ่งพาอาศัยกัน ถึงจะเป็นเอกภาพร่างกายขึ้นมา จะให้มือนี่สำคัญอย่างเดียว มันก็เป็นการที่เขาเรียกว่ามันพูดยกย่องกันเกินไป ต้องพูดให้พอเหมาะกับความจริง เอาความยุติธรรมเป็นหลักโดยไม่ประจบประแจง นี่วิธี หมายถึงว่าปากก็ต้องพูดให้เหมาะ ว่าปากมีความสำคัญอย่างไร กระเพาะอาหารสำคัญอย่างไร หัวใจสำคัญอย่างไร ไม่ต้องเถียงกันจนกระทั่งเสียเอกภาพ เหมือนเจดีย์น่ะ ฐานก็สำคัญ องค์สถูปก็สำคัญ บัลลังก์ก็สำคัญ ปล้องไฉนก็สำคัญ ทุกอย่างมันสำคัญเท่ากันหมด ถึงประกอบกันเป็นเอกภาพขององค์เจดีย์ที่เรากราบไหว้ เหมือนกับการที่เราเห็นอะไรโดยหลักการจริง ๆ เราก็ต้องเห็นที่เอกภาพ
วรา จันทร์มณี :
ในทัศนะของท่าน มนุษย์ต้องมีหน้าที่อย่างไร?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
มนุษย์จะต้องมีหน้าที่รักษาความเป็นมนุษย์ของตัวให้ดี เช่น มีมโนธรรมกำกับ ไม่ใช่เราเกิดมาแล้วมีไอ้ธรรมของหมามา เราจะต้องเห่าต้องนินทาคนอยู่ทั้งวันทั้งคืน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ธรรมของมนุษย์ มนุษย์จะต้องมีมโนธรรมที่ยุติธรรมแล้วเกิดขึ้นมา เพื่อทะนุถนอมโลกมนุษย์นี้ด้วย มิใช่ว่าพอมนุษยชาติเกิดขึ้นมาคราวไหนแล้วโลกก็ฉิบหายย่อยยับไปด้วยอย่างนั้นทุกทีก็ไม่ได้ ขนาดไดโนเสาร์ที่เราดูถูกมันว่าป่าเถื่อนที่สุด มันก็ยังไม่ทำลายโลกถึงกับที่มนุษย์ทำอยู่ทุกวันนี้
มนุษย์ใช้โลกแบบสุรุ่ยสุร่ายแล้วก็ไม่ประหยัด แล้วใช้ในฐานะที่โลกนี้จะเกิดอันตรายทุกเมื่อ เช่นสร้างความร้อนในโลกมนุษย์ให้เป็นเตาอบ ทำให้น้ำแข็งละลายจนน้ำท่วมโลก มนุษย์จะย่อยยับทุกข์ยากสาหัส มนุษย์คิดลูกระเบิดบรรลัยกัลป์ขึ้นมาทำลายโลกนี้ มนุษย์เกิดขึ้นมาแล้วไม่รับผิดชอบต่อพิษสงของตัวเอง มันก็ไม่ถูกต้อง เรามีหน้าที่หลายอย่าง บางคนทำหน้าที่ดีจนกระทั่งเป็นโพธิสัตว์ก็มี ทำหน้าที่สูงสุดอย่างพระพุทธเจ้าก็มี มันไม่ต้องมนุษย์หรอก แม้แต่มะม่วงนี่มันเกิดมาแล้วมันยังทำหน้าที่ของมะม่วงอย่างดี เช่น ต้องไปพบกับข้าวเหนียวทำให้มนุษย์อร่อย
แม้แต่หิ่งห้อยเล็ก ๆ แมลงน้อยหิ่งห้อยกระจิริดน่ะ ยังสว่างแววชีวิตพร่างพร้อย ทีนี้มนุษย์เกิดมาแล้วจะมืดบอดไม่มีตามันไม่ถูกต้อง ฉะนั้นมนุษย์จะต้องสว่างไสวเพื่อความรู้ของอัจฉริยะบรรพบุรุษทั้งหลายที่สั่งสมมา ต้องประกอบไว้ด้วยความรอบรู้ ถึงจะช่วยเพื่อนมนุษย์ให้มีมโนธรรมที่ประเสริฐเลิศล้ำไป

อังคาร กัลยาณพงศ์
วรา จันทร์มณี :
ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองตึงเครียด เต็มไปด้วยความวุ่นวายขัดแย้ง ขาดความสามัคคีอย่างนี้ ท่านมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
อันนี้คิดว่าทุกคนต้องปลุกมโนธรรมหรือสติปัญญาให้ตื่นขึ้น แล้วก็ต้องช่วยกันทุกแรง เพราะเรื่องของมนุษย์นี่มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ความเป็นไปของมนุษย์นี่ถ้าจะเปรียบแล้วมันเหมือนกระแสคลื่นในทะเล มันไม่หมดสิ้น กระแสคลื่นในมหาสมุทรไม่หมดสิ้น ถึงเราคนเดียวนี่เราจะมีกำลังมากขนาดไหน เอาบ่าเข้าไปรับกระแสคลื่น คลื่นจะสาดบ่าเราจนเนื้อเปื่อยเห็นกระดูกขาวโพลนก็ยังไม่สิ้นกระแสคลื่น ฉะนั้นคนคนเดียวนี่จะทำไม่ได้ นอกจากจะปลุกสติปัญญาของมนุษย์ทั้งหมดให้ตื่นขึ้น แล้วสู้กับกระแสความเป็นไปอันนี้ พร้อมใจกันทำประโยชน์ใหญ่กับโลกมนุษย์ กับมนุษยชาติจริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านั้นแหละจะบรรเทาสร่างโศกสร่างทุกข์ลงด้วยการที่มนุษย์ไม่หลับใหล ตื่นขึ้นแล้วทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ก็คิดว่าโลกจะดีขึ้น
วรา จันทร์มณี :
ก่อนที่เราจะเรียกร้องความสามัคคี เราต้องปลุกวิญญาณ ปลุกสติปัญญาของมนุษย์ขึ้นมาก่อน ใช่หรือไม่?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
ใช่ คือมุ่งถึงประโยชน์ส่วนรวมน่ะ อย่าหวังประโยชน์ส่วนตัว ถ้าอย่างพระเจ้าตากนี่ กรุงแตกย่อยยับไปแล้ว เราก็ช่วยอะไรไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ แต่ท่านก็คิดที่จะกู้บ้านกู้เมือง ความคิดนี่เป็นความคิดที่ประเสริฐเลิศล้ำมาก คือคิดที่จะกู้บ้านกู้เมือง แล้วคิดที่จะเป็นเอกราชมีอิสรภาพขึ้น เราต้องเอาสิ่งนี้มาเป็นธาตุวิเศษใส่ในหัวใจเราทุก ๆ คน คือ ตื่นขึ้น ช่วยประโยชน์ส่วนรวมเหมือนที่เราช่วยอยุธยาให้ตั้งเป็นแผ่นดินได้มีอายุตั้งเกือบ 500 ปี ช่วยสุโขทัยให้เป็นอาณาจักรรุ่งเรืองได้
ฉะนั้น ควรจะสืบต่อมรดกอันนี้จากบรรพบุรุษอย่าให้ขาดสาย มิฉะนั้นจะย่อยยับแบบกรุงศรีอยุธยาที่แตก กรุงศรีอยุธยามีกำลังมิใช่น้อย แต่ว่ายังต้องแตกย่อยยับ สู้แค่ชาวค่ายบางระจันไม่ได้ พม่าต้องยกกองทัพไปตั้ง 7-8 ครั้งถึงจะแตก แล้วแตกด้วยสิ่งเหลือวิสัยด้วย ถึงอย่างไรก็ขอให้เราตื่นขึ้นแบบค่ายบางระจันก็ดี คือคิดสู้กู้บ้านกู้เมือง เหมือนที่พระเจ้าตากท่านคิดสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งประเสริฐเลิศล้ำแล้ว
บทสัมภาษณ์ต่อเนื่อง อังคาร กัลยาณพงศ์ วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551
(พิมพ์ครั้งแรกในสูจิบัตร ครบรอบ 81 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์ จัดโดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
วรา จันทร์มณี :
วันก่อนท่านพูดถึงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
ถ้าเราเก่งอยู่คนเดียว หมายถึงว่าเพื่อนบ้านเป็นขอทานหมด เราจะอยู่ได้อย่างไร มันต้องไปด้วยกัน เป็นสัตว์เมือง ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อันนี้เองที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้จาคะ แต่ก่อนข้างบ้านเขาแกงอะไร เขาเรียกกันกินนะ คือหลักการจาคะ เอื้อเพื้อเผื่อแผ่ ไม่ใช่ให้ทานทีเดียวนะ เอ๊ย! วันนี้แกงอะไรวะ วันนี้แกงบอน เอาเอาไปกินสักถ้วย นี่คือตัวจาคะ ซึ่งเข้าหลักสังคหวัตถุ
แล้วปิยวาจา ปิยวาจานี่หลักคือไปทำลายความโกรธ มนุษย์เรานี่ถ้าพูดมาด้วยความโกรธแค้นชิงชังพยาบาท แล้วมันไม่อ่อนหวานหรอก ลองไปดูน้ำตาลในทุ่งนา น้ำตาลโตนด ถ้ามันออกมาจากงวงแล้วขม ใครเขาจะกิน แล้วที่ไหนจะชื่อน้ำตาล ฉะนั้นมนุษย์ต้องมีปิยวาจาแทนไมตรีจิต เมตตากรุณา มีคุณงามความดี อย่างนี้ก็เข้าหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้วก็อย่าไปยกตนข่มท่าน อย่าไปเหยียบเขา เพราะคนไม่ใช่หญ้าที่จะไปเหยียบให้แบน เราต้องรู้จักเมตตา
และเราต้องรู้จักข้อบกพร่องของตนเองสม่ำเสมอ เราต้องมีความสม่ำเสมอ ประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย มีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล คือสมานัตตตาแล้วทำประโยชน์กับคนอื่น อย่าว่าแต่เราเลย อย่างต้นข้าวเล็ก ๆ จริง ๆ มันเป็นหญ้านะ ไปถามควายควายก็กิน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่พอเป็นรวงข้าวขึ้นแล้ว ก็เป็นประโยชน์กับคนทั่วโลก อันนี้ต้นข้าวทำตัวให้เห็นประโยชน์ เขาเรียกอัตถจริยา คือการสงเคราะห์หรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
ถ้าคิดอะไรไม่ออก ให้คิดถึงต้นไม้ที่ให้ลูกให้ผล แล้วมนุษย์ก็ได้รับ แมลงตัวเล็ก ๆ อย่างหิ่งห้อย มันยังมีแววชีวิต สว่างแววววาวพร่างพร้อย เอ๊ะ! มนุษย์นี่เกิดมามีอะไรที่เป็นแวววาวของชีวิตบ้าง ถ้าอย่างนี้ต้องถามตัวเอง ต้องร้อนตัว มนุษย์ควรจะคิดให้ตัวเองมีคุณค่าดีไปยิ่งกว่าเพชรพลอย

อังคาร กัลยาณพงศ์
วรา จันทร์มณี :
มนุษย์ต้องเรียนรู้อะไรบ้างจึงจะสมกับการที่เกิดเป็นมนุษย์?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
มนุษย์เราต้องรู้จักตัวเอง รู้หน้าที่ มนุษย์เราส่วนใหญ่จะจมอยู่ในห้วงโลกียะ เวียนว่ายตายเกิด เรามารู้จักช่วงนี้ให้ดีก่อนที่จะรู้จักโลกุตระ พระพุทธเจ้าท่านชี้แนะไว้อย่างดีแล้ว และการที่เรามาถือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าเราถือแต่พระพุทธศาสนานะ ถือว่าพุทธศาสนาเป็นพวกกูแต่ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องชีวิตมนุษย์ทั้งหมด ไม่ว่ามนุษย์ที่ขั้วโลก มนุษย์ที่นี่ มนุษย์ที่ไหน ๆ มันก็มีชีวิตเหมือนกัน ท่านพูดเรื่องชีวิต พูดเรื่องสมบัติกลางของมนุษย์ เหมือนพูดเรื่องต้นไม้ เรื่องวงปี พูดเรื่องรากอะไร อะไร ก็เป็นเรื่องของพฤกษชาติ จริง ๆ ไม่ได้เล่นพวกหรือถือแต่พุทธศาสนานะ แต่เป็นหลักธรรมดาของโลกที่เราเกิดมาแล้วเราต้องเข้าใจโลก เรียนรู้โลก ถ้ารู้อย่างนี้ก็ค่อยดีขึ้นหน่อย
ก็ลองคิดดูสิ ถ้าเราเกิดมาเป็นคางคก ขั้นแรกต้องทำอะไร เราหิวเราก็ต้องแลบลิ้นกินแมลง แต่มนุษย์ไม่ใช่ มนุษย์นี่ยิ่งเราใช้ครูของเราคือภารตะคืออินเดีย อินเดียเขาจัดวิถีชีวิต ก่อนพระพุทธศาสนาเขามีมาแล้ว เขาแบ่งวิถีชีวิตออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกเรียกพรหมจรรย์อาศรม แล้วก็คฤหัสถ์อาศรม คือการครองเรือน แล้วก็วานปรัสถ์ หลังจากมีลูกหลาน กลายเป็นผู้เฒ่า ก็ให้ละทิ้งครอบครัวบำเพ็ญเพียร์ในที่สงบ เพื่อบรรลุธรรมขั้นสูง แล้วก็สันยาสี คือออกไปอยู่ในป่าเป็นนักบวชที่ออกจาริกไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้าป่าปฏิบัติตนเป็นสมณะ เป็นโยคี อันนี้วิถีชีวิตเดิม
ไอ้ตัวเราคือเรามีฮินดู ฮินดูนี่คือแม่น้ำสินธุนั่นเอง เสร็จแล้วมีจีน แล้วหลายชาติหลายภาษา ทางสายจีน มีขอม มีจาม มีอะไรอีกเยอะแยะ อีกหลายชาติ แล้วทางอินเดียก็มีหลายชาติหลายภาษา มาถึงเรารวมกันเป็นสยาม ที่เขาเรียกอินโดจีน ฮินดูกับจีนมาพบกัน มาเหมือนน้ำตกไนแองการ่าใหญ่ แล้วมาตกเป็นศาสตร์เป็นศิลป์ ก็ควรจะตักตวงเอาอารยะธรรมซับซ้อนจากประวัติศาสตร์ก็ดี จากบรรพบุรุษก็ดี จากความดีงามของพระพุทธเจ้าก็ดี ทางสายนักปราชญ์จีนนักปราชญ์ต่าง ๆ ก็ดี เราก็มีหน้าที่ต้องศึกษาเล่าเรียน
เพราะเราเกิดมาทีหลังนี่ เหมือนเราเกิดมาเป็นปลาเล็ก ๆ ในมหาสมุทร เราต้องรู้ว่าอาหารเราอยู่ตรงไหน อยู่ที่ปะการังตรงไหน ต้องไปที่หินไหนถึงจะมีตะไคร่ให้กิน เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องเรียนรู้ และเมื่อเรียนรู้อย่าไปลบหลู่บรรพบุรุษหรือครูบาอาจารย์ หรืออัจฉริยะมนุษย์ที่ประทับรอยไว้แล้ว เราก็เรียนรู้ความรู้ของท่าน เราต้องตั้งใจอยู่ในความไม่ประมาท หมายถึงเราต้องรู้คุณค่าครรโภทรของตัวเอง ครรโภทรในที่นี้หมายถึงการที่เราได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์
แต่มนุษย์เรามักไม่ค่อยเรียนรู้คุณค่าของบรรพบุรุษ เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว พอปอดสอนให้ร้องอุแว้แล้ว เรายังต้องเรียนอะไร ความรู้สำคัญจากพ่อแม่ จากญาติใกล้ชิด และจากครูบาอาจารย์นี่เป็นหน้าที่โดยตรง ถ้าเราไม่เรียนรู้ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่ส่งรากไปหยั่งในแผ่นดิน แล้วที่ไหนจะดูดอาหารขึ้นมาเป็นดอกเป็นผลได้
ถ้ามะม่วงตันนี้ไม่มีราก ที่ไหนมันจะมีลูกเป็นมะม่วงขึ้นมาได้ ถ้าเราขุดดินตัดรากให้ขาด กิ่งนั้นจะตายไปหมดทั้งแถบเลย ฉะนั้นมนุษย์ถ้าเกิดมาแล้วไม่รับสิ่งดีจากบรรพบุรุษจากครูบาอาจารย์ ก็เหมือนต้นไม้รากแก้วขาด ถ้ามนุษย์ไม่ได้รับส่วนดีของบรรพบุรุษเลย ความเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จะค่อย ๆ เข้ามาในหัวใจของมนุษย์ มนุษย์ก็จะบกพร่อง
วรา จันทร์มณี :
ครั้งก่อนท่านพูดว่ามนุษย์ต้องมี "มโนธรรมที่ยุติธรรมกำกับ" มโนธรรมนั้นหมายถึงอะไร?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คือหมายถึงอย่าตกต่ำไปนัก เหมือนพระนี่ ถ้าเราฉันเช้าแล้วเอน ฉันเพลแล้วนอน บ่าย ๆ พักผ่อนก็ขาดมโนธรรมของความเป็นสมณะ ก็เหมือนสัตว์ทั้งหมดที่กินนอนสืบพันธุ์ ฉะนั้นเราต้องระวังข้อนี้ เหมือนเราถ้าหากว่าเราขาดหิริโอตัปปะ ก็เหมือนสัตว์เดรัจฉาน หิริโอตัปปะนี่คือการละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป ทำให้จิตใจสูงขึ้น ทำให้ขัดเกลาตนเอง มันทำให้มีหลักขึ้นมา เหมือนสำเภาชีวิตน่ะ ถ้ามันมีดาวเหนือนำทาง มันก็ไปหาฝั่งฝันเป้าหมายที่ถูกต้องได้
หลักของมนุษย์ มนุษย์แปลว่าใจสูง ฉะนั้นมนุษย์ต้องเรียนรู้ให้แปลกกว่าสัตว์เดรัจฉานหน่อย คือการมีหัวใจนักปราชญ์ ชอบศึกษาเล่าเรียน เราต้องมีความรู้ เช่นง่าย ๆ อย่างเราจะทำสวนทุเรียน มันจะออกดอกตอนไหน หน้าไหนมันจะสุกจะหล่น เรียนไปเรื่อย ถ้าเราไม่เรียนรู้มันก็อายควาย พระพุทธเจ้าท่านก็เกิดมาแล้ว เราก็เรียนรู้หลังท่าน คนโบราณนี่เขานับถือครูบาอาจารย์ อย่าง "เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง" ถ้าเจอครูดี ๆ ก็นับว่าเป็นโชคดี หัวใจนักปราชญ์นี่คือ สุ จิ ปุ ลิ สุ เสาวนิตถ้อย ทั้งผอง เสาวนิตแปลว่าฟังดีแล้ว จิ เจตนาตรอง ตริ ค้น คือคิดต่อตริตรอง ปุจฉาไต่สวนลอง เลาเลศ สิ่งหนที่ไม่เข้าใจก็ไปถามผู้รู้ หรือครูบาอาจารย์ที่รู้ดีกว่าเรา

อังคาร กัลยาณพงศ์
เราอย่าไปทำโมเมว่าเราเก่งแล้วไม่ถาม ผู้ที่รู้มักจะไม่ค่อยพูด นิ่ง ๆ คือเขาสงบน่ะ แต่ผู้ไม่รู้ตีขลุมทำเป็นผู้รู้ นิ่ง ๆ ไม่ถามเลยก็ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจอะไรก็ถามตรง ๆ เราก็ต้องยอมรับบอกตัวเองว่าเราไม่รู้ ก็ไปแสวงหาศึกษา และถ้ารู้อะไรแล้วกลัวจำไม่ได้ก็จด ลิขิต ข้อคำตน เกี่ยงแก้กันลืม ลิขิตคือจด นี่คือหัวใจนักปราชญ์ โกษาปานเวลาท่านฟังอะไรท่านเอาสมุดขึ้นมาจด ท่านอยู่ด้วยหัวใจนักปราชญ์ บาทหลวงฝรั่งในสมัยพระนารายณ์ ปกติไม่เคยยกย่องคนเอเชีย ไปเห็นโกษาปานทำอย่างนี้ก็ยกย่อง
วรา จันทร์มณี :
รู้สึกว่าคนในยุคหลังจะไม่รอบรู้เหมือนคนในอดีต?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คือตอนหลังนี่คนถูกบังคับให้ต้องหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจนหน้ามืดไป คิดว่าชีวิตนี่ต้องไปหาเงินมาเลี้ยงอย่างเดียว แต่จริง ๆ ต้องหาแก้วมณีอันเป็นแก้วสารพัดนึกมาเลี้ยงหัวใจ นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ลืมไป ถ้ามนุษย์เอาสติปัญญาของนักปราชญ์ทั้งปวงมาปรุงแต่งให้มนุษย์เป็นแก้วสารพัดนึก มาคิดเป็นมโนธรรม มาใส่ในหัวใจให้สูงขึ้น ถ้าสูงมาก ๆ ก็จะเป็นพระโพธิสัตว์ที่ทำให้ประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์
วรา จันทร์มณี :
หากเยาวชนรุ่นหลังอยากจะอ่านหนังสือ ท่านจะแนะนำหนังสืออะไรบ้าง ?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
หนังสือก็มีหลักอยู่เยอะแยะ เขาจะเป็นอะไร ถ้าเขาจะมาทางโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มันก็ต้องอ่านหนังสือวรรณคดี มีหลายคนที่ไม่เรียนทางวรรณคดี ทำให้แห้งแล้ง สุภาษิตฝรั่งเศสบอกว่า คนเราเรียนอะไรเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ใจแคบ ถ้าเราเรียนเรื่องปรัชญาศาสนา เรียนประวัติศาสตร์ วรรณคดี สังคมวิทยา มนุษยวิทยา เรียนวิชาที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ขึ้นมา อันนี้มันก็เป็นประโยชน์ ฉะนั้นมนุษย์เราควรจะศึกษาวิชาที่เกื้อกูลความเป็นมนุษย์ของเราให้ดีขึ้น
วรา จันทร์มณี :
ขอความกรุณาท่านแนะนำหนังสือให้อ่านสัก 5 เล่ม
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
หนังสือของผมบางทีมันก็อ่านยาก อย่างปฐมสมโพธิอย่างนี้ มันก็ใช้ศัพท์มาก คือมนุษย์เราต้องเอาพระพุทธศาสนาเป็นฐานรองไว้น่ะดี คือหนึ่งศึกษาเรื่องทางศีลห้าน่ะ นวโกวาทที่เขาแจงไว้เยอะ ๆ มีธรรมเป็นคู่ ๆ อย่างหิริโอตัปปะ ขันติโสรัจจะ นวโกวาทนี่เขาสอนภิกษุบวชใหม่ แล้วก็ไปศึกษาพุทธธรรม
แล้วมากล่อมเกลาด้วยวรรณคดี จะเป็นรามเกียรติ หรืออะไรก็ได้หนังสือของเราเยอะแยะ หนังสืออิเหนา พระลอ ขุนช้างขุนแผน วรรณคดีเราเรียนไปไม่เสีย เลยไปอีกหน่อยก็ไปเป็นสามก๊ก ซึ่งถือเป็นหลักตำราพิชัยสงคราม ไซฮั่นของจีน เรียนวิชาประวัติศาสตร์ประกอบกับวรรณคดี
เข้าไปในหอสมุดน่ะ อย่าไปกลัวหนังสือ ปลวกตัวเล็ก ๆ มันยังไม่กลัวเลย ถ้าเราเป็นกิ้งกือ เราก็ไม่ต้องกินพวกนี้ แต่ถ้าเป็นมนุษย์เราต้องกิน ถ้าเราเกิดเป็นคางคก เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้อะไร แล้วอย่าไปเที่ยวสะสมอย่างอื่นมากนัก มนุษย์ต้องสะสมวิชาความรู้ของครูบาอาจารย์
วรา จันทร์มณี :
ตอนนี้เขากำลังจะจัดตั้งรัฐบาล สมมุติว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะมีนโยบายอะไรบ้าง?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คือจริง ๆ เรื่องการเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เคยมาอยู่ในจิตใจในวิญญาณผม ผมนี่เกิดมาเป็นกวี หน้าที่ของผมต้องเป็นกวีไปอีกหลายชาติ แม้แต่ในมิติของนิรพาน ผมก็ต้องไปแต่งกวี หน้าที่ของนักการเมืองก็เป็นอีกเรื่อง ผมเห็นว่านักการเมืองของเรา ส่วนใหญ่ฉ้อราษฎร์บังหลวง แล้วโกงสาหัส ไม่มีอุดมคติที่จะทำประโยชนให้ส่วนรวม ฉะนั้นผมไม่คิดอยากจะเป็น และไม่ยอมรับสมมุติอันนี้ด้วย
วรา จันทร์มณี :
ท่านมีอะไรจะฝากไปถึงนักการเมืองบ้าง?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คือนักการเมืองนี่โดยหลักแล้ว ที่แขวนอะไรกันเยอะแยะ ควรเอาธาตุของพระพุทธเจ้าที่ท่านสั่งสอนมาสถิตในหัวใจบ้าง ควรมีธรรม มีมโนธรรม มีจิตใจสูงคิดเพื่อส่วนรวม เป็นประโยชน์กับชาติ เหมือนที่พระเจ้าตากท่านคิดกู้บ้านกู้เมือง
วรา จันทร์มณี :
ท่านจะฝากอะไรถึงพี่น้องประชาชนบ้าง?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
ก็ให้ตื่นตัวขึ้น อย่ามัวหลับใหล ควรจะเป็นป่าหิมพานต์ จะเป็นต้นไม้โด่เด่อยู่ต้นเดียวก็ไม่ได้ มีที่นาก็ปลูกต้นตาลให้ลูกหลานกินบ้าง เราเป็นคนไม่ใช่ทะเลทราย อย่าแห้งแล้ง มนุษย์นี่ควรคิดให้ได้ ที่เราเกิดมาอย่าให้เสียชาติ ควรทำหน้าที่ทำตัวให้เป็นประโยชน์ อย่าให้ชีวิตไปซ้ำกับคางคก กิ้งก่า อะไรต่าง ๆ
"แม้นเรามิได้เกิดเป็นดอกซากุระ ก็อย่ารังเกียจที่เกิดเป็นบุปผาพรรณอื่นเลย ภูเขาฟูจิมีอยู่ลูกเดียว แต่ภูเขาทั้งหลายก็หาไร้ค่าไม่ แม้มิได้เป็นซามูไร ก็จงเป็นลูกสมุนของชามูไรเถิด เราจะเป็นกัปตันหมดทุกคนไม่ได้ ด้วยว่าถ้าปราศจากลูกเรือแล้ว เราจะไปกันได้อย่างไร แม้นเรามิอาจเป็นถนนของจงเป็นบาทวิถี ในโลกนี้มีตำแหน่งและงานสำหรับทุกคน งานใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่เราย่อมมีตำแหน่งและงานเป็นแน่ แม้นเป็นดวงอาทิตย์ไม่ได้ จงเป็นดวงดาวเถิด จะเป็นอะไรก็ตาม จงเป็นเสียอย่างหนึ่ง จะเป็นอะไรมิใช่ปัญหา สำคัญที่ว่าจะเป็นอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม"
นี่เขาให้ระลึกถึงสันตุฏฐีธรรม อริยทรัพย์ และความเคารพตนเอง (สันตุฏฐีธรรมคือความยินดีและพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ อริยทรัพย์มี 7 ประการ ได้แก่ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา)
วรา จันทร์มณี :
ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ต่อการที่หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะจัดงานให้ท่านในเดือนกุมภาฯนี้?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
ก็รู้สึกเรื่อย ๆ มันก็อาจจะต้องจัดอีกก็ได้ถ้ายังไม่ตาย เหมือนกับต้นไม้ เหมือนกับมะม่วง มันก็ต้องออกลูกเหมือนกับมะม่วง วันหนึ่งก็ต้องพบกับข้าวเหนียว ข้าวเหนียวพบกับมะม่วงคืออะไร คือโลกธรรม มนุษย์นี่ถ้าใจไปหวั่นไหวกับโลกธรรมมันก็จบ เรามีอายุ 80 ปี แทนที่เราจะเป็นภูเขาหิมาลัยไม่หวั่นไหวกับพายุอะไรที่พัดมา นี่ถ้าเราเป็นภูเขา ไม่หวั่นไหวแม้แต่แสงอาทิตย์ที่ส่องมาให้ภูเขาดูเหมือนทองคำ เราก็เฉย ๆ เราต้องรู้สภาพความจริงที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บตาย อย่าไปหลงโลกธรรมนัก
ฉะนั้นผมต้องเรื่อย ๆ ผมต้องทำงานให้มันดีจริง ๆ ทำให้มุ่งไปข้างหน้า ให้งานนี่เป็นอมตะ อกาลิโก (โลกธรรม 8 ประกอบด้วย โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์พอใจ มี 4 เรื่อง ได้แก่ ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับสรรเสริญ ได้สุข และโลกธรรมฝ่ายอนิฏธารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์ไม่พอใจ มี 4 เรื่อง ได้แก่ เสียลาภ เลื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์)

วรา จันทร์มณี :
สุดท้าย ขออนุญาตถามว่าท่านอังคารกลัวตายไหมครับ?
อังคาร กัลยาณพงศ์ :
คือผมกลัวบ้างเหมือนกัน คือกลัวที่จะไม่ได้แต่งโคลงกลอนให้มันจบหลายเรื่อง เช่น ผมจะทำนิราศเรื่องใหม่ให้แปลกกว่านายนรินทร์ ผมอยากจะทำงานให้เสร็จเพื่อฝากไว้เป็นผลงานเมื่อเราตาย
บทสัมภาษณ์ อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ ในวาระจัดทำหนังสือ “รับอังคารกลับบ้านเกิด” ซึ่งใช้ในงานที่วัดท่าโพธิ์วรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2556 สัมภาษณ์วันพฤหัส ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556
(พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรับอังคารกลับบ้านเกิด)
วรา จันทร์มณี :
อยากให้คุณอุ่นเรือนเล่าถึงช่วงชีวิตในวัยเด็กของท่านอังคารครับ
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
ท่านอังคารได้เขียนกวีไว้ว่า "วัดดอนกวียากไร้" ท่านเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่า ได้เอาข้าวบูดที่วัดมาล้างแล้วต้มกินใหม่ บางครั้งก็ไปนั่งที่วัดดอน แล้วระลึกถึงตนเองและรู้สึกว่า เป็นเพราะอะไรหนอทำให้ชีวิตตัวเองถึงลำบากเช่นนี้ ท่านไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ไม่เคยทำให้ที่บ้านเดือดร้อน
ท่านเคยพูดเองว่าวัดดอนกวียากไร้ ซึ่งบ่งบอกถึงชีวิตที่ยากไร้ของท่าน เมื่อได้ขึ้นมาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับศรีสัชนาลัย เพชรบุรี อยุธยา ได้สัมผัสกับครูโบราณหลายท่าน ท่านอังคารออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรตอนเรียนอยู่ปี 2 ตอนนั้นทุกคนมองว่าท่านหัวรุนแรง แต่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องปกติ
วรา จันทร์มณี :
ขอให้คุณอุ่นเรือนพูดถึงความผูกพันของท่านที่มีต่อแม่และเมืองนครศรีธรรมราชครับ
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
ท่านอังคารรักแม่ขุ้มมาก พูดถึงแม่ทีไรท่านน้ำตาไหลทุกครั้ง ท่านรักเมืองนครฯ สมัยที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นขึ้นนครศรีธรรมราช ทำให้ครอบครัวท่านลำบาก แม่ท่านอังคารน่าสงสาร อยู่ห่างจากลูกชายเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่ลูกชายขึ้นมาเรียนที่กรุงเทพฯ ท่านอังคารรักเมืองนครฯ รักพระบรมธาตุเมืองนครฯ
วันที่ดิฉันได้ลงไปเมืองนครฯ กับท่านในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้มีโอกาสไปเยือนนครฯ เป็นครั้งที่ดิฉันได้ไปกราบแม่ของท่านในคราวนั้นด้วย คุณแม่ท่านอังคารพูดกับดิฉันด้วยความเอ็นดู ดิฉันรู้สึกเหมือนว่าครอบครัวของท่านคือญาติแท้ ๆ ของดิฉัน เมื่อรถไฟเข้าเขตเมืองนครฯ มองเห็นยอดพระบรมธาตุ พอถึงเมืองนครฯ ท่านอังคารขอเดินกลับบ้าน เพราะท่านไม่ได้สัมผัสเมืองนครฯ มานานแล้ว ส่วนดิฉันนั่งรถสามล้อไป
ตอนที่ท่านป่วย คุณหมอบอกว่ามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือรักษาต่อไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รับประกันว่าจะดีขึ้นหรือไม่ เนื่องจากท่านอายุมาก และป่วยด้วยโรคหลายชนิดมีปัญหาเรื่องหัวใจ ต้องทำบายพาส ต้องฟอกไต มีปัญหาด้านสายตา มองเห็นไม่ชัดเนื่องจากโรคเบาหวานระยะสุดท้าย ท่านจำลอง ศรีเมือง ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่ายินดีให้การสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ในที่สุดดิฉันและครอบครัว ได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ 2 เนื่องจากไม่อยากให้ท่านทุกข์ทรมาน หลังจากท่านอังคารจากไปแล้ว ดิฉันยังคงคิดถึงท่านตลอดเวลา บางครั้งยังอยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ บ่อยครั้งดิฉันยังคงเผลอเรียกชื่อท่าน ไม่แน่ใจว่าตนเองตัดสินใจถูกหรือไม่ในครั้งนั้น
วรา จันทร์มณี :
คุณอุ่นเรือนรู้จักท่านอังคารได้อย่างไร?
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
ดิฉันรู้จักกับท่านอังคารช่วงกลางปี พ.ศ. 2517 หลังจากขึ้นมากรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ช่วงนั้น ดิฉันขึ้นไปตรวจปรู๊ฟให้เพื่อน ซึ่งเป็นงานที่ดิฉันไม่ค่อยถนัด ท่านจึงเข้ามาให้คำแนะนำ วันนั้นดิฉันใส่กระโปรงฟูสีชมพูเข้มลายดอกไม้ ท่านอังคารก็พูดกับคุณสุวรรณีซึ่งเป็นเจ้าของนิตยสารลลนาว่า สุวรรณีขอดอกไม้ดอกนึง แล้วท่านก็เอาดอกกุหลาบให้ดิฉันวันนั้น ท่านชวนทานข้าวเที่ยง
จากวันนั้นมา ดิฉันรู้สึกว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ ความรู้สึกกับท่านในช่วงนั้น ไม่ใช่ความรักอย่างหนุ่มสาว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านอังคารหายไป ดิฉันก็รู้สึกเป็นห่วง หลังจากนั้น 2 เดือน ท่านก็โทรศัพท์มาหา แล้วถามว่าตอนนี้ดิฉันทำอะไรอยู่ ตอนนั้นดิฉันเพิ่งเรียนจบจากวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ด้านเอกภาษาไทย ซึ่งเป็นสถาบันฯ ที่ดิฉันผูกพันรู้สึกอบอุ่น
ย้อนกลับไปที่คำถาม ดิฉันได้ตอบท่านไปว่ากำลังหาโรงเรียนเพื่อไปสมัครสอน ซึ่งยังหาไม่ได้ ท่านอังคารก็แนะนำให้ดิฉันไปสอนเด็กชาวเขา จากนั้น ท่านพาดิฉันไปที่วังสระปทุม ซึ่งธรรมดาแล้วผู้ที่จะไปสอนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น
จากวันนั้น ท่านก็เลี้ยงดิฉันมาตลอดจนกระทั่งถึงวันนี้ ท่านอังคารเลี้ยงครอบครัวมาตลอด ในช่วงที่เจอกับท่านตอนนั้น ดิฉันค่อนข้างลำบาก ท่านได้ให้ความช่วยเหลือดิฉัน สอนให้ดิฉันได้รู้จักการใช้ชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นบุญของดิฉันอย่างมากที่ได้พบกับท่านอังคาร
วรา จันทร์มณี :
คงเหมือนกับบทกวีที่ท่านอังคารแต่งไว้
"คงเป็นบุพเพสันนิวาส แต่ชาติปางหลังขลังแม่นมั่น
ดลใจพี่ให้ปรานีแบ่งปัน แด่น้องนั้น สละสิ้นวิญญาณฯ"
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
ค่ะ ที่มาของบทกวีนี้ คือ ในช่วงแรกที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน ท่านอังคารตื่นขึ้นแล้วบอกกับดิฉันว่าฝันถึงบทกวีหลายบท แต่จำได้เพียงบทเดียว คือ ในความฝันท่านเห็นพม่าเข้ามาอยุธยา แล้วฉุดดิฉันไปด้วย
จากการที่ท่านเกลียดพม่าที่เข้ามาทำลายอยุธยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความฝันครั้งนี้ยิ่งทำให้ท่านไม่พอใจพม่ามากยิ่งขึ้น ตื่นขึ้นมาจึงจำได้เพียงบทเดียว ท่านอังคารและดิฉันรักความเป็นอิสระ เรียกได้ว่าเป็นอิสระชน เราไม่ได้บังคับลูก ๆ ของเรา ปล่อยให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบด้วยตนเอง
วรา จันทร์มณี :
หลังจากที่ลงไปนครฯ ในปี พ.ศ. 2518 แล้ว ท่านอังคารได้ไปนครฯ ช่วงไหนอีก?
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
เมื่อตอนคุณแม่ท่านอังคารเสีย ท่านลงไปนครฯ เมื่อมองเห็นยอดพระบรมธาตุแล้ว ท่านพูดว่าจิตใจห่อเหี่ยว แม่ท่านไม่มีโอกาสขึ้นมาที่กรุงเทพฯ เพราะข้อจำกัดด้านการเดินทางซึ่งไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ หลังจากนั้นท่านอังคารก็ลงไปนครฯ เป็นระยะ ตอนนั้นท่านลงไปอีกครั้ง เมื่อคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช และคณะได้จัดงานมอบรางวัลคนดีเมืองนครฯ ให้ ทุกครั้งที่เราลงไปนครฯ ก็จะติดต่อคุณหมอบัญชา หลายครั้งก็ไปพักที่บ้านของคุณหมอ และได้รับความสะดวกสบายจากการช่วยเหลือของคุณหมอและคุณแม่ทุกครั้ง ซึ่งต้องขอขอบพระคุณทั้งสองท่านเป็นอย่างมากที่ได้ดูแลเราเป็นอย่างดี
หลังจากนั้นท่านอังคารก็ลงไปงานมุทิตาจิตที่คีรีวงก์ (มุทิตาจิต 80 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 จัดโดย วรา จันทร์มณี ร่วมกับกลุ่มลูกขุนน้ำ และกลุ่มคีรีวงเพื่อความยั่งยืน ชุมชนคีรีวง นครศรีธรรมราช) ท่านอังคารชอบคีรีวงก์มาก ท่านชอบเพราะอากาศดี น้ำในคลองขุนน้ำใส ยังเป็นป่าเป็นอะไรอยู่ คนเค้าก็ดี
ท่านเคยพูดว่าถ้าจะทำอะไรเกี่ยวกับท่านก็อยากให้ทำที่คีรีวงก์ ท่านเคยถามเรื่องที่ดินอะไร ตอนนั้นคุณวรา จันทร์มณี ลูกศิษย์และเลขาฯ ท่านอังคาร ก็ไปดูที่ดินกันแล้ว แต่ทางเราก็ยังไม่พร้อมเรื่องการเงิน ครั้งสุดท้ายท่านอังคารก็ลงไปในพิธีมอบดุษฎีบัณทิตที่ราชภัฎนครฯ เขาจัดให้อย่างดีที่วัดพระธาตุ

วรา จันทร์มณี :
ขอให้คุณอุ่นเรือนเล่าถึงทางญาติท่านอังคารครับ
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
ญาติตอนนี้ที่เหลืออยู่ คือหลาน ๆ ของท่านอังคาร พี่สาวและพี่เขยของท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านมีศักดิ์เป็นน้าของหลาน ๆ เป็นน้องของแม่ ที่ผ่านมา ลูกของพี่สาว คือหลาน ๆ ก็ไปมาหาสู่ตลอด โดยเฉพาะอาจารย์เสาวภา หรือคุณตุ้ม เราได้ใกล้ชิดกับคุณตุ้มตั้งแต่มีน้องเข้ม (ภูหลวง กัลยาณพงศ์) ลูกคนแรกจนกระทั่งน้องขา (วิศาขา กัลยาณพงศ์) คนที่สาม คือเป็นญาติที่สนิทสนม พอทราบข่าวว่าน้าเสีย คุณตุ้มก็ได้ติดต่อทางวัดและประสานงานทุกอย่างให้ด้วยความเรียบร้อย หลาน ๆ ท่านอังคารมาครบหมดทุกคน และทุกคนก็มีส่วนทำให้งานนี้เสร็จลุล่วงไปด้วยดี
ท่านอังคารเสียตอนหกทุ่มครึ่ง (00:30 น.) ดิฉันอยู่กับท่านตั้งแต่บ่ายสามโมงจนกระทั่งถึงหกทุ่มครึ่งโดยลุกเข้าห้องน้ำแค่ครั้งเดียว ดิฉันจับมือท่านไว้ตลอด พูดกับท่านทั้งออกเสียงและพูดอยู่ในใจ โดยทราบว่าท่านคงรับรู้ด้วยจิตวิญญาณของท่าน ในตอนนั้นเรายังคิดกันว่าจะพาท่านกลับบ้าน แต่สุดท้ายท่านก็จากไปอย่างรวดเร็ว ท่านเข้าโรงพยาบาลสมิติเวชในวันศุกร์ตอนประมาณเที่ยง โดยคุณวราได้โทรบอกคุณธาดา เง่าสวัสดิ์ คุณธาดาก็รีบมาช่วยติดต่อหมอให้มาดูท่าน จากนั้นก็รีบนำท่านส่งโรงพยาบาล ซึ่งดิฉันต้องขอขอบคุณคุณธาดามา ณ ที่นี้ด้วย
ตอนนั้นชีพจรและหัวใจของท่านยังเต้นเป็นปกติ ในวันนั้นดิฉันพูดกับท่านอยู่ในใจบางครั้ง ท่านจันทร์มาเยี่ยมและพูดกับท่านว่า ถ้าท่านอยู่ก็ขอให้อยู่อย่างมีความสุข แต่ถ้าไปก็ขอให้มีความสุขเช่นกัน และได้สวดมนต์ให้ท่าน คุณวราก็ได้อ่านบทสวดธรรมะให้ท่านอังคารฟัง
ก่อนท่านจะสิ้น ลูก ๆ อยู่กับท่านครบทุกคน อาจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี และพี่ลาวัลย์ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทมาก ก็ได้มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล และอีกหลาย ๆ คน คือ คุณณัฐกานต์ และภรรยากับลูกสาวตัวเล็ก คุณลลิสา จงบารมี มาพร้อมกับคุณหมอท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลศิริราช ท่านอังคารจากไปโดยแวดล้อมด้วยครอบครัวและกัลยาณมิตรทุกคน ท่านอังคารไม่โดดเดี่ยว ท่านจากไปอย่างสงบ มีสีหน้าเหมือนนอนหลับปกติ
ช่วงสุดท้าย นางพยาบาลเข้ามาวัดคลื่นหัวใจ ซึ่งเต้นอย่างปกติ และได้ถามว่าท่านอังคารมีอะไรอยู่ที่ตัวหรือเปล่า พอน้องขวัญ คือ อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ นำสร้อยคอพร้อมพระเครื่องที่ติดตัวท่านอยู่เสมอออกจากคอท่าน หัวใจก็หยุดเต้น ดิฉันนึกว่าอยู่ในความฝัน ในสมองของดิฉันรู้สึกว่าอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งทุกอย่างเงียบสงบ และถามตนเองในใจว่าท่านอังคารจากเราไปจริงหรือนี่ ถามนางพยาบาลว่าท่านอังคารจากดิฉันไปจริงหรือนี่ รู้สึกบอกไม่ถูก ทำอะไรไม่ถูก
จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่นาน ดิฉันจึงได้โทรศัพท์หาอาจารย์สุลักษณ์ โดยได้ขอคำปรึกษาเป็นท่านแรก อาจารย์สุลักษณ์กับท่านอังคารนั้นติดต่อกันเรื่อยมา คือเป็นกัลยาณมิตรกัน ท่านอังคารจากไปแล้ว เหมือนความฝัน หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง จึงได้ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่าน เรามีญาติผู้ใหญ่ไม่มาก มีอาจารย์สุลักษณ์ คุณนงเยาว์ นฤมิตรเลขการ อาจารย์เอกวิทย์ ณ ถลาง คุณขรรค์ชัย บุญปาน อาจารย์อนันต์ วิริยะพินิจ คุณเชิดชัย เจียรวนนท์ คุณสุรางค์ ปิ่นทอง และท่านอื่น ๆ ในวันที่ท่านอังคารเสีย ทำให้ดิฉันได้รู้ว่าท่านเหล่านี้ยังคิดถึง และไม่เคยทอดทิ้งครอบครัวเราให้อยู่โดดเดี่ยวเลย
วรา จันทร์มณี :
อยากให้คุณอุ่นเรือนพูดถึงความเป็นมาของการนำอัฐิท่านอังคารกลับบ้านเกิดในครั้งนี้
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
คือลูก ๆ และดิฉันทราบว่าท่านอังคารผูกพันกับนครฯ ทางญาติก็มาขออัฐิไปบรรจุร่วมกับแม่ขุ้ม พ่อ พี่สาว และพี่เขยท่านอังคาร ท่านอังคารเกิดเมืองนครฯ ซึ่งเป็นเมืองแห่งกาพย์กลอน ก่อนหน้าท่านก็มีศรีปราชญ์ และท่านยังเคารพรักเจ้าฟ้ากุ้งมาก จึงอยากทำหนังสือกวีนิพนธ์เกี่ยวกับการชำระงานของเจ้าฟ้ากุ้ง
ท่านอังคารตื่นแต่เช้าก่อนที่แสงตะวันจะเรื่อเรืองขึ้น เพื่ออ่านหนังสือพิมพ์ สวดมนต์ก่อนนกกาจะออกหากินทุกวัน ในช่วงหลังนี้กิจวัตรประจำวันของท่านอังคาร คือสวดมนต์ อ่านบทกวี อ่านหนังสือ ท่านต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้า ท่านเคยบอกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ทำให้รู้ความเป็นไปของโลกมนุษย์นี้ หลังจากทานอาหารเช้า ท่านจะพักผ่อน เนื่องจากท่านใช้เวลาเขียนบทกวีในช่วงดึก
ในช่วงหลังท่านอังคารจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแต่งบทกวีมากกว่าวาดรูป แม้แต่อาหารการกินท่านยังแต่งเป็นบทกวีได้ ท่านอังคารรักบทกวีมากพอ ๆ กับงานจิตรกรรม แต่ท่านให้เวลากับบทกวีและหนังสือมากกว่า ซึ่งการวาดรูปนั้นถือว่าเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระครอบครัว
ช่วงที่ครอบครัวเราลำบาก ดิฉันต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดใหญ่ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้ให้ยาอายุวัฒนะซึ่งได้มาจากทิเบตเม็ดเดียวให้ดิฉัน ท่านเสียสละไม่ทานยานั้น แต่ได้นำมาให้ดิฉันทานแทน ซึ่งดิฉันขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
อาจารย์สุลักษณ์เป็นคนช่วยเหลือครอบครัวเรามาตลอดไม่ว่างเว้น ตอนแต่งงานอาจารย์สุลักษณ์กับพี่สาวท่านอังคาร (แม่สมจิตต์ ชัยมุสิก) ก็เป็นคนไปช่วยสู่ขอดิฉันที่โคราช ตอนนั้นพี่สาวท่านอังคาร เป็นนักการทูตชั้นหนึ่ง พอพี่สาวท่านอังคารพูด พ่อกับแม่ดิฉันยกให้เลย บ้านที่อยู่ปัจจุบันก็เพราะอาจารย์สุลักษณ์ กับคุณเชิดชัย เจียรวนนท์ช่วย คุณเชิดชัยพาไปหาผู้จัดการธนาคารทหารไทย เค้าถามว่าจะเอาอะไรค้ำประกัน ท่านอังคารบอกว่าผมมีอริยทรัพย์ ก็เอาอริยทรัพย์ค้ำประกัน
ตอนหลังคุณวราก็ได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าราคาบทกวีของท่านเป็นคนแรก ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือครอบครัวเราเป็นอย่างมาก ท่านอังคารและดิฉันระลึกถึงความช่วยเหลือนี้อยู่เสมอ คุณวราเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานท่านอังคาร มีคนรุ่นลูกรุ่นหลานไม่กี่คนที่สามารถพูดคุยหยอกล้อกับท่านได้อย่างสนิทใจ ก็มีเพื่อนของน้องเข้ม และคุณวรา
วรา จันทร์มณี :
ขอให้คุณอุ่นเรือนฝากอะไรทิ้งท้ายถึงผู้ที่เคารพรักท่านอังคารครับ
อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์ :
ขอให้ผู้ที่รักและเคารพท่านอังคารทุกท่านละความเศร้าเสียใจต่อการจากไปของท่านอังคาร เพราะท่านเคยพูดไว้เสมอว่า หากเราเข้าใจพุทธศาสนาก็จะต้องไม่เสียใจกับความตาย ท่านเคยเล่าว่าคุณสุวรรณี สุคนธา บอกไม่ชอบการแต่งชุดดำไปงานศพ ท่านอังคารก็ไม่ชอบเหมือนกัน ท่านบอกว่าคนเมื่อก่อนเค้าจะแต่งชุดขาว และเค้าจะนุ่งผ้าซิ่นผืนสวยที่สุดไปงานบุญ ซึ่งดิฉันก็ได้ฝากคณะจัดงานที่นครฯ กรุณาบอกไปยังผู้ที่จะมาร่วมทำบุญกระดูกท่านอังคาร ว่าไม่ใช่งานที่ต้องโศกเศร้า และหากเมื่อไรที่ท่านคิดถึงท่านอังคาร ก็ขอให้หยิบบทกวีของท่านมาอ่าน และชื่นชมภาพจิตรกรรมของท่าน เพราะนี่คือ ผลงานที่ท่านอังคารรักและได้ฝากไว้แทนตนเอง ดังบทกวีบทหนึ่งของท่านที่ว่า
"ฝากมรดกประเสริฐเสิศล้ำ คือกาพย์แก้วน้ำใจกวีเหนือสมัย
อำลาเป็นดินน้ำลมไฟ ให้โลกไซร้เกษมสันต์นิรันดร"
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบพระคุณในความกรุณาและไมตรีจิตทั้งของท่านผู้ใหญ่ ญาติ ๆ และกัลยาณมิตรทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงานรับอังคารกลับบ้านเกิดในครั้งนี้
บทสัมภาษณ์ วรา จันทร์มณี หัวข้อ “อังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ข้าพเจ้ารู้จัก” เอกวิทย์ ณ ถลาง ตรวจทาน/แก้ไข ในวาระจัดทำหนังสือ “รับอังคารกลับบ้านเกิด” ใช้ในงานที่วัดท่าโพธิ์วรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556
(พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรับอังคารกลับบ้านเกิด)
คุณอังคารเป็นกวี เป็นนักปราชญ์เป็นศิลปิน อยู่ในตัวคนเดียวกัน เป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ ที่สำคัญคือ คุณอังคารเป็น "ลูกนครศรีธรรมราช" จึงย่อมนำเกียรติภูมิมาให้เมืองนครฯ สมควรที่คนเมืองนครฯ จะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
คุณอังคารเป็นชาวนครศรีธรรมราช ผมเองก็ถือว่าเป็นลูกหลานเมืองนครฯ เพราะตายายและแม่เป็นคนนครฯ ขนานแท้ ส่วนคุณพ่อผม นามสกุล ณ ถลาง ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนภูเก็ต เมื่อผมเป็นเด็ก ผมก็อยู่กับคุณยายผมที่นครศรีธรรมราชนานพอสมควรจนรักเมืองนครฯ มาก ผมมารู้จักคุณอังคารเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ 5 ปี กลับมาจึงได้รู้จักคุณอังคารผ่านทางอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ตั้งชมรมศึกษิตเสวนาเมื่อผมได้พบคุณอังคาร ก็ถูกชะตา แล้วก็คบไปมาหาสู่กัน ห่างกันไปบ้าง ใกล้ชิดกันบ้างเป็นระยะ ๆ นานหลายสิบปี ทั้งคุณอังคารและผม เรารู้สึกว่าเป็น "กัลยาณมิตร" กัน พึ่งพากันได้ในยามยาก สรรเสริญกัน ยกย่องให้เกียรติกันในโอกาสอันควร

อังคาร กัลยาณพงศ์ (ใส่หมวก) วรา จันทร์มณี (ใส่แว่นตา)
สิ่งที่ผมทึ่งคือ คุณอังคารเป็นกรณีตัวอย่างลูกหลานคนนครฯ ที่รับมรดกศิลปวัฒนธรรมของนครศรีธรรมราชไว้ในตัวอย่างเต็มที่ แล้วแสดงออกโดยภาษาและงานศิลปะ โดยเฉพาะจิตรกรรม ได้อย่างงดงาม จริง ๆ แล้ว เป็นที่น่าภูมิใจว่าเมืองนครฯ เป็นอู่อารยธรรมของภาคใต้ที่เป็นเพื่อนกับสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ตลอดมา เมืองนครฯ เป็นเมืองหลักที่มีอารยธรรม มีความคิด มีศิลปะดี ๆ มาก ฉะนั้น เมื่อคุณอังคารเป็นลูกเมืองนครฯ แล้วเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นกวี เป็นศิลปินระดับนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่สืบทอดคุณสมบัติอันดีงามนี้ไว้ได้
นอกจากนั้นความพิเศษของคุณอังคาร คือไม่เพียงแต่ในตัวท่านมีมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาเท่านั้น แต่ตัวคุณอังคารเองสามารถเนรมิตงานสร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยความรู้ความสามารถ และอัตลักษณ์ของคุณอังคารเอง ผ่านตัวหนังสือเช่นที่เขียนกวีนิพนธ์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองที่กล่าวได้ว่าเป็นตัวของตัวเองต่อยอดจากที่ "รับมรดกทางวัฒนธรรม” มา
คุณอังคารยังมีลักษณะพิเศษในตัว คือนอกจากคนร่วมสมัยแล้ว คุณอังคารสามารถย้อนอดีตไปทำความเข้าใจและดื่มด่ำผลงานของนักปราชญ์ในอดีตมากมาย ตั้งแต่พญาลิไท ศรีปราชญ์ จนถึงเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง จนถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส เจ้าพระยาพระคลัง รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 น.ม.ส. สุนทรภู่ ชิต บุรทัต พระยาอุปกิต เสฐียรโกเศศ นาคประทีป เป็นต้น คุณอังคารรู้จักจินตนาการและผลงานของนักปราชญ์ในอดีตเหล่านี้อย่างดี แทงทะลุ ขณะเดียวกันก็มีศักดิ์ศรีและมีความเป็นตัวของตัวเอง
สำหรับงานเนรมิตของคุณอังคาร ทั้งกวีนิพนธ์ และจิตรกรรมนั้น ถือว่าเป็นตัวของตัวเองมาก จริง ๆ แล้วคุณอังคารเป็นลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์ พีรศรี ซึ่งเป็นชาวยุโรป ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุโรปไว้อย่างดี คน 90 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นลูกศิษย์ก็เชื่อตามแล้วสร้างสรรค์งานออกมาตามแนวทางที่อาจารย์ศิลป์ปูทางไว้ แต่คุณอังคารเป็นตัวของตัวเองมาก ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้าน คือเป็นลูกศิษย์นอกครู คือเคารพครู แต่ในที่สุดก็พบแนวทางที่เป็นตัวของตัวเอง ปลีกตัวออกมาสร้างสรรค์ในสไตล์ในวิธีการและสาระสำคัญที่เป็นตัวของตัวเองตลอดมา
ขณะเดียวกันคุณอังคารก็มีเพื่อนรุ่นพี่ของท่าน คืออาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ซึ่งเป็นจิตรกรที่บูรณะหอไตรวัดระฆัง 2 ท่านนี้ถูกคอกันมาก และเป็นศิลปินชั้นนำของเมืองไทย ผมรู้จักอาจารย์เฟื้อ เท่า ๆ กับที่รู้จักคุณอังคาร ก็รู้สึกภูมิใจ คุณอังคารเป็นตัวของตัวเองมาก จนกระทั่งทำให้ไม่สามารถเรียนจบที่ศิลปากรได้ เพราะนอกครู ซึ่งน่าเสียดาย เมืองไทยควรจะส่งเสริมคนที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ แหลมคมลึกซึ้งอย่างคุณอังคาร แต่ว่าไม่มีอะไรหยุดยั้งคุณอังคารได้ จึงเป็นชีวิตที่น่าศึกษามาก
นับเป็นเวลานานร่วม 40-50 ปีมาแล้วที่ผมรู้จักคุณอังคาร ก็ไปมาหาสู่กันเป็นครั้งคราว ดูแลซึ่งกันและกันอยู่ห่าง ๆ บางครั้งก็ใกล้ชิด ที่ผมทึ่งคือวันหนึ่งเมื่อคุณอังคารมากินข้าวที่บ้านผม ความที่เป็นคนใต้ ผมทำแกงไตปลา คุณอังคารกินข้าว แต่ไม่ได้กินด้วยปากเท่านั้น แต่กินด้วยจมูกด้วย หมายความว่า รสตะไคร้ ใบมะกรูด อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในเครื่องแกงไตปลานั้น คุณอังคารกินไปสูดกลิ่นรสเหล่านี้ไป คำที่อาจารย์สุลักษณ์ชอบใช้ คือ "โกสุมรส" คือความประณีตลึกซึ้งของอาหารไทยที่คุณอังคารรู้จักดี แต่ไหนแต่ไร คุณอังคารกินไม่เหมือนคนอื่น คือกินได้ทั้งปากและจมูก ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่ผมแอบสังเกตและชื่นชม

ประเด็นสำคัญ คือคุณอังคารเป็นอะไรหลายอย่างในตัวของท่าน คนมักจะรู้จักคุณอังคารว่าเขียนรูปเก่ง และแต่งโคลงกลอนเก่ง แต่ผมว่ามันลึกกว่านั้น คุณอังคารเป็นนักคิด เป็นนักภาษา หรือนักอักษรศาสตร์ เป็นศิลปิน เป็นกวี และเป็นนักปราชญ์ ความเป็นนักปราชญ์ของคุณอังคารนั้นไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่ผมคาดว่าคุณอังคารเข้าถึงโลกและจักรวาล เข้าถึงชีวิต ไม่เพียงชีวิตของมนุษย์ แต่เข้าถึงชีวิตของสรรพสิ่ง และที่สำคัญคือเข้าถึงพุทธธรรม คุณอังคารเป็นนักปราชญ์ที่สร้างสรรค์กวีนิพนธ์และจิตรกรรมที่ทำให้คนทั้งหลายเข้าถึงเบื้องลึกที่เป็นความจริงของโลกและจักรวาล
นอกจากนั้นในความเป็นนักอักษรศาสตร์ของคุณอังคาร คุณอังคารผลิตวรรณกรรม ที่ใช้ศัพท์ถ้อยคำที่ลึกซึ้ง ดื่มด่ำ อลังการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเอาคำภาษาไทยภาคใต้มาใช้ได้ถูกจังหวะจะโคน อย่างบางตอนที่ผมอ่านพบ คุณอังคารเรียกลูกของตัวเองในวรรณกรรมคำสอนของตนเองว่า ลูกบ่าว ลูกสาว และอันนี้ก็มาสัมพันธ์กับในความเข้าใจของคนทั่วไปคำว่า เจ้าบ่าว เจ้าสาว บ่าวในที่นี้ไม่ใช่คนใช้ แต่บ่าวคือหนุ่ม คนหนุ่ม ลูกบ่าว ลูกสาว คุณอังคารเรียกลูกอย่างนั้น ซึ่งเป็นภาษาไทยที่น่ารักมาก แต่คนทั่วไปลืมที่มาที่ไปแบบนี้หมดแล้ว นี่ถือเป็นตัวอย่างการใช้ภาษาไทยใต้ของคุณอังคาร
คุณอังคารไปไกลโลก ไปถึงจักรวาล ไปถึงพระผู้เป็นเจ้า ถึงดินฟ้าอากาศทั้งสิ้น ทั้งปวงอันลึกซึ้งกว้างไกล แต่คุณอังคารก็เท้าติดดิน เข้าใจการเมือง เข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจกิเลสมนุษย์ที่กระทำชั่วร้ายต่อกัน ชั่วร้ายอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ตอนที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมกันที่เชิงสะพานมัฆวาน คุณอังคารก็ไปร่ายกวีนิพนธ์ให้ให้คำเตือนสติ ให้คำวิเคราะห์ วิจารณ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังจนได้รับการปรบมือกันกราว นี่เป็นการยืนยันว่าคุณอังคารมองดูดาว แต่เท้าติดดิน และสามารถวิจารณ์สังคมร่วมสมัยได้ถึงแก่น ทำอยู่เช่นนี้ จนแก่จนเฒ่า
ที่วิเศษที่สุดที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือน้ำใจของคุณอังคาร คุณอังคารมีน้ำใจกับทุก ๆ คน ลูก ๆ ของผม และตัวผมเองได้รับน้ำใจของคุณอังคารมาก ไปเยี่ยมเยียนกัน รู้ทุกข์รู้สุขกันตลอดมา กับครอบครัวโดยเฉพาะกับคุณอุ่นเรือนและลูกทั้งสามก็คุ้นเคย พึ่งพากันด้วยดี
มาถึงเรื่องความลึกซึ้งเฉียบคมของงานกวีนิพนธ์คุณอังคาร ผมขอยกเป็นตัวอย่างคือ ร้อยกรองบางบท เช่น กวีนิพนธ์เรื่อง "เสียเจ้า" คือเสียคนรักไป คุณอังคารเขียนว่า
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายจะให้หัวใจ
อีกบทหนึ่ง คือบทกวีที่ใช้โวหารโลดโผน คือ เมื่อเดินทางไปเห็นทะเล คุณอังคารเขียนไว้ว่า
วักทะเลใส่จาน รับประทานกับข้าวขาว
เอื้อมเก็บบางดวงดาว ไว้คลุกเคล้าซาวเกลือกิน ฯ
อีกชิ้นหนึ่งเป็นหัวเรื่อง "ฤาแผ่นดินสิ้นกวี" ท่อนท้ายที่ท่านเขียนไว้ คือ
วางทัศนะไว้ให้ดิน เห็นสิ้นสุดสวรรค์ชั้นฟ้า
งามทิพย์นฤมิตมา ชุบชีวาแหล่งหล้าสากลเอย
สำหรับบทนี้ ในความเห็นของผมคือ "วางทัศนะไว้ให้ดิน" หมายถึง มอบไว้ให้ชาวบ้าน จากนั้นก็มองทะลุถึงชั้นสวรรค์ชั้นฟ้า ชีวิตชีวาของแหล่งหล้าก็เข้าถึงได้อย่างงดงาม
นอกจากกวีนิพนธ์แล้ว ยังมีเรื่องบันทึกของจิตรกร ซึ่งเขียนไว้เป็นความเรียง ขอยกตัวอย่างบางตอนดังนี้
"เทือกเขานั้น สลับซับซ้อนลาดสูงลิ่วขึ้นเทียมเมฆ เสมือนมรรคาไปสู่ทิพยสถานของเทพเจ้า เรานั่งอยู่บนเนินสูง เห็นวงไปจบเวิ้งเทือกเขาลำเนาไม้ บ้างก็เขียวแก่อ่อนละออ บ้างก็ชูช่อสะพรั่งพราว ทั้งใกล้ไกลกลมกลืน ปริมาตรซับซ้อนลึกซึ้ง เนินนั้นลาดลงต่ำสลับป่าหญ้า เนินน้ำค้างนุ่มนวลเสมือนความฝัน บางเนินสะอาดเตียน มีสุมทุมพุ่มไม้ ผลสีหม่นปนน้ำตาลหล่นอยู่เรียงราย จักจั่นเรไร ร่ำลำนำอยู่เจื้อยแจ้ว แพร้ว ๆ พร่างพรายซู่ซ่า เสียงสายธาราสนั่นหวั่นไหว สายน้ำนั้นบ่าไหลบนหลืบหินอันสลับเหลี่ยม ราวรูปทรงเลขาคณิตที่เทพเจ้าลืมไว้ในเหลี่ยมผลึกรูปแก้วมณี ในภูผาอันลี้ลับ บ้างก็กลมมนรียาว จากแรงปะทะของน้ำนับจำนวนนับล้านปี ประดิษฐ์ประดับไว้จนเกินเลยสมบัติในโลกมนุษย์"
ข้ามมาอีกตอนหนึ่ง เขียนไว้ว่า
"ดูรา ท่านผู้อยู่ชั่วนิจนิรันดร์ สักวันหนึ่งท่านจะเห็นเราแตกดับ ผุเปื่อยปนดินทราย ไม่ทราบว่า ท่านจะจดจำคำเรา เพื่อนผู้ยากไร้ได้หรือไม่ เราจะซ่อนเร้นภาษาไว้สุดเบื้องลึกแห่งวิญญาณ วันตายเราจะฝังวาจาไว้ในแผ่นดิน คำพูดของเราจะไหลไปกับโคลนตม ปะทะโขดหินผา ละลายหายไปกลางวนวังกระแสน้ำไหล"

อังคาร กัลยาณพงศ์
สุดท้าย ในตอนท้าย คุณอังคารบันทึกไว้ว่า
"เราจิตรกรผู้ยากไร้ ก็เตรียมกระดานรองเขียน ดินสอร่าง ป่ายปืนขึ้นบนชะง่อนหินสูง พร้อมสมาธิประทับภาพนั้นลงไว้ในกระดาษขาวนวลทันที เป็นการดื่มทิพย์จากธรรมชาติ ทำให้มีพลังแข็งแรงอิ่มเอิบในดวงวิญญาณ ซึ่งเราถือเป็นหน้าที่ จะต้องตั้งใจเรียนรู้ปฏิบัติประจำวัน สะสมสิ่งสุนทรีวิเศษไว้นฤมิตในงานศิลปกรรม เสมือนกินข้าวกินน้ำให้เกิดแรงกายฉันใด ใจเราดื่มรสสุนทรีย์ เพื่อเกิดพลังใจฉันนั้น ทุกครั้งที่พินิจพิจารณาธรรมชาติในสกลจักรวาล เรารู้สึกแปลกประหลาดตื่นเต้นมหัศจรรย์ปีติยินดีเป็นที่สุด ไม่มีเหนื่อยหน่าย จนเราถือเป็นหน้าที่พิเศษ ที่จะต้องเรียนรู้ปฏิบัติไปจนกว่า จะหมดลมหายใจ"
นี่คือความพิเศษของคุณอังคาร ที่ไม่เหมือนคนอื่น อีกบทหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นบทที่คุณอังคารพูดถึงคนแก่ คนทั่วไปก็รู้จักคนแก่ แต่คุณอังคาร พูดถึงคนแก่ไม่เหมือนใคร คือตัวท่านเป็นคนแก่ที่มีวิธีและลีลาสอนลูก ๆ
"พ่อยังไม่กล่าวถึงวัยชราให้ลูกฟังโดยทันทีทันใด ซึ่งจะเปรียบเทียบด้วยหยดน้ำค้างที่กำลังจะหยดหยาด แล้วแตกสลายทำลายตัวเองไป ทั้งวัยชราเป็นวัยชราของชีวิตกำลังจะปิดม่านอวสาน คือสลายลับหายไป ชีวิตมนุษย์พึงแตกดับประดุจหยาดน้ำค้างแตกสลาย"
นอกจากนั้น ผมอยากจะอ้างถึงความเห็นของคนที่รู้จักคุณอังคารดีคนหนึ่งในเชิงการประพันธ์ คือ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผมเห็นว่าอาจารย์ท่านนี้เข้าถึงคุณอังคารได้ลึก ทำให้คนทั่วไปที่ได้อ่านงานของคุณอังคารได้เห็นว่า คุณอังคารไม่ใช่คนธรรมดา ขออ้างถึงสิ่งที่ ดร.ธเนศ เขียนดังนี้
"อังคารได้ครุ่นคิด ไตร่ตรอง และซับซาบ "ธรรมะ" จากธรรมชาติเกินกว่าสามัญมนุษย์จะเข้าใจได้ต่างหาก เขามองธรรมชาติในฐานะแม่บทแห่งครรลองชีวิต คือมีการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนแปร และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แม้ขุนเขาอันตระหง่านและดูแข็งกร้าว อังคารก็สามารถเพ่งพิศเห็นความนุ่มนวลแฝงเร้นอยู่ เมื่อสายฝนโปรยปรายเปลี่ยนปริมาตรสีให้ขุนเขาดูนุ่มนวลอ่อนหวาน "ปานจะยิ่งกว่ากลีบดอกไม้" อังคารจึงสามารถกล่าวย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า เล่าอย่างมั่นใจ และมั่นใจว่า ธรรมชาติคือสมบัติทิพย์ คือ คุณค่าวิเศษทางวิญญาณ อันควรที่มนุษย์จะฝึกตนให้พร้อมทั้งแววตาและแววสติปัญญาเข้าสัมผัสอย่างจริงจัง"
ท้ายที่สุดนี้ ผมขอสรุปว่า คุณอังคารเป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งต้องตราไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า นาน ๆ จะมีคนแบบนี้มาเกิดสักคน คุณอังคารเป็นศิลปิน เป็นนักอักษรศาสตร์ เป็นกวี เป็นนักปราชญ์ และเป็นมนุษย์ที่แท้ คำว่า "มนุษย์ที่แท้" เป็นคำของท่านอาจารย์ท่านพุทธทาส คุณอังคารเป็นลูกเมืองนครฯ ที่คนนครฯ ควรภูมิใจ และควรทำความรู้จักคุณอังคารให้ลึกซึ้งให้ถ่องแท้ ให้สมเกียรติภูมิของ "ลูกนครศรีธรรมราช"

อังคาร กัลยาณพงศ์
บทสัมภาษณ์ แนบ ทิชินพงศ์ ศิลปินอาวุโส ในวาระจัดทำหนังสือ “รับอังคารกลับบ้านเกิด” ซึ่งใช้ในงานที่วัดท่าโพธิ์วรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556 สัมภาษณ์วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556
(พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรับอังคารกลับบ้านเกิด)
วรา จันทร์มณี :
อยากให้อาจารย์เล่าถึงความสัมพันธ์กับท่านอังคารครับ
แนบ ทิชินพงศ์ :
ผมเป็นรุ่นพี่อังคาร 5 ปี ตอนเด็กอยู่บ้านถนนเส้นเดียวกัน บ้านผมอยู่หน้าวัดท่าโพธิ์ บ้านอังคารอยู่วัดจันทาราม ตอนที่ผมเรียน ม. 4-6 ที่เบญจมฯ (โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช) ก็วาดรูปแล้ว วาดประกวดได้รางวัลจากงานเดือนสิบหลายปีหลายภาพ ตอนนั้นอังคารซึ่งเป็นรุ่นน้องหลายปีก็ชอบศรัทธาผม ต่อมาผมไปเรียนเพาะช่างก่อนอังคาร พอปิดเทอมกลับมาบ้านที อังคารก็มาหา ตอนนั้นที่บ้านมีภาพเขียนอยู่มาก แต่ที่อังคารชอบมากคือภาพดอกทองกวาวที่รู้สึกผมจะวาดจากภาพของอาจารย์จิตรบนปกหนังสือ
ตอนเรียนเพาะช่างมีรุ่นผมรุ่นเดียวที่โชคดีได้เรียนกับอาจารย์ศิลป์ด้วย เป็นโครงการพิเศษของกระทรวงศึกษา ภาคเช้าเรียนที่เพาะช่าง ภาคบ่ายไปเรียนที่ศิลปากรกับอาจารย์ศิลป์ เรียนทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมอยู่ประมาณ 6 เดือน อาจารย์ศิลป์ท่านเป็นคนไม่พูดมาก ตอนที่ท่านสอนผมจำได้ว่า เอารูปฝรั่งมาให้ดู แล้วสอนวิธีการเขียน การใช้สี แต่ไม่ได้สอนตั้งแต่เริ่มต้นจริง ๆ เพราะเราเรียนไปจากเพาะช่างบ้างแล้ว
ตอนนั้นเราจึงเข้าเรื่องการใช้สีมากขึ้น อาจารย์ศิลป์เป็นคนเก่งมาก ท่านไม่ได้ยึดมั่นว่าท่านเป็นฝรั่ง ท่านมาสอนที่เมืองไทยอย่างทุ่มเท ผมว่าท่านเป็นของโลก ซึ่งคนที่เก่งเข้าระดับจริง ๆ นั้น รวมถึงอังคารด้วย เขาไม่ใช่คนของนครฯ หรือของชาติ แต่เป็นคนของโลก เราจึงต้องควรให้เกียรติยกย่อง
วรา จันทร์มณี :
ท่านอังคารในมุมมองของอาจารย์เป็นยังไงครับ?
แนบ ทิชินพงศ์ :
อังคารตอนเด็ก ๆ เขาก็เป็นตัวของตัวเอง เขามีจินตนาการสูง ไม่ว่าพูดอะไร เขาก็จะไปของเขาต่างหาก ไม่เหมือนคนอื่น สำหรับผมเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นคนแบบเดียวกัน แต่สำหรับคนอื่นทางสังคมไม่แน่ใจอาจจะคุยกันยากสักหน่อย
ตอนอังคารเด็ก ๆ นี่คงได้เห็นงานศิลปะจากวัดจันทร์อยู่มาก เพราะมีพระเป็นช่าง ทำกนก ช่อฟ้า ใบระกา และลวดลายต่าง ๆ ถือเป็นวัดที่มีงานศิลปะอยู่มาก สมัยผมเรียนอยู่ ม. 1-2 นี่ก็ต้องมาเรียนอยู่วัดจันทร์ เพราะตอนนั้นโรงเรียนเบญจมฯ มีห้องอยู่น้อย ชั้นละห้อง พอไม่มีที่เรียนก็มาอาศัยเรียนใต้ถุนกุฎิพระที่วัดจันทร์ พอได้มาเรียนก็ได้มาเห็นงวนศิลปะอย่างที่ว่าไปด้วย
ตอนหลังอังคารตามไปเรียนที่เพาะช่างกับเปรม ไสยะวงศ์ เขาเป็นเพื่อนรักกัน อังคารเรียนเพาะช่างมักไม่ค่อยได้คะแนนดี เพราะวิธีเขียนของเขามาแปลก ๆ ผิดจากแนวเพื่อน เช่นเขียนต้นไม้ก็มักจะเขียนใบจนละเอียด มักใส่พวกสัตว์ใส่มดอะไรไป แต่พอไปอยู่ศิลปากรก็ดังเลย เพราะศิลปากรเขาเปิดกว้าง ใครจะไปทางไหนก็ได้
อังคารนี่ที่เขียนรูปได้ดีส่วนหนึ่งก็เพราะเขาอ่านหนังสือมาก เก่งทางวรรณกรรมด้วย เขาจะมีเริ่มชื่อตอนเรียนเพาะช่างปีสุดท้าย ตอนนั้นมีสงคราม กลับบ้านไม่ได้จึงไปบวชที่วัดบุปผาราม ทางฝั่งธน ทำให้มีเวลาว่าง ได้อ่านหนังสือมาก
มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนนั้น ปี พ.ศ. 2525 ผมได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในศิลปินประมาณ 50 คนจากทั่วประเทศ ไปเขียนภาพประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จักรี ผมจึงถือโอกาสไปเยี่ยมอังคารที่บ้านเช่าในหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ซึ่งอยู่ซอยติดกันกับบ้านเพื่อนผมพอไปถึงก็มีแต่หนังสือเต็มไปหมด เว้นไว้เฉพาะที่นอนตรงกลางนิดเดียว
วรา จันทร์มณี :
อยากให้อาจารย์ฝากประเด็นในวาระการทำบุญให้ท่านอังคารครั้งนี้
แนบ ทิชินพงศ์ :
ผมอยากให้ชาวนครฯ มองเห็นความสำคัญของศิลปะมากกว่านี้ เพราะนครฯ มันแปลกอยู่อย่าง แม้ชาวนครฯ ด้วยกันจะมีชื่อเสียง หรือไปเป็นใหญ่ ชาวบ้านก็จะไม่ยกย่อง คือถือเป็นกันเองไปหมด แต่ถ้าคนมาจากที่อื่นกลับยกย่องกันเหลือเกิน อย่างพวกราชการ เมียผู้ใหญ่อะไร ก็จะไปพะเน้าพะนอกันเหลือเกิน ยิ่งเรื่องศิลปะยิ่งไปกันใหญ่ เราเพิ่งมีหอศิลป์กันไม่กี่ปี แต่ก็ยังเป็นหอศิลป์ที่ไม่สมบูรณ์
คือหอศิลป์ที่ดีต้องสะอาดเรียบร้อย มีพื้นที่กว้างขวาง และต้องมีแสงสว่างมากพอ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีของประชาชน อย่างอังคารก็เหมือนกัน ควรจะได้รับความสนใจมากกว่านี้ ไม่เฉพาะอังคารหรอก ใครก็ตามที่มีฝีมือ ก็ควรจะยกย่องเขา ชาวนครฯ นี่ไม่ค่อยสนใจชาวนครฯ ด้วยกันไม่เหมือนจังหวัดอื่น เช่น เชียงใหม่หรือภาคอีสาน เขายกย่องกันมาก เขารักกัน ยกย่องกันเหลือเกิน เรานี่อย่าครูหมอมากนัก ต้องลดอัตตา ลดความเห็นแก่ตัวลงมา ทั้งที่ผมก็เป็นคนนครฯ พูดไปก็เหมือนกับตำหนิตัวเอง แต่เราก็ต้องช่วยกัน เพราะบ้านเราเป็นแบบนี้จริง.

อังคาร กัลยาณพงศ์
บรรณานุกรม
- อังคาร กัลยาณพงศ์. บทสัมภาษณ์ [สัมภาษณ์]. ใน: หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. สูจิบัตร ครบรอบ 81 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร; 2551. สัมภาษณ์เมื่อ 17 ม.ค. 2551.
- อังคาร กัลยาณพงศ์. บทสัมภาษณ์ต่อเนื่อง [สัมภาษณ์]. ใน: หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. สูจิบัตร ครบรอบ 81 ปี อังคาร กัลยาณพงศ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร; 2551. สัมภาษณ์เมื่อ 21 ม.ค. 2551.
- อุ่นเรือน กัลยาณพงศ์. บทสัมภาษณ์ [สัมภาษณ์]. ใน: รับอังคารกลับบ้านเกิด. นครศรีธรรมราช: วัดท่าโพธิ์วรวิหาร; 2556. สัมภาษณ์เมื่อ 8 ส.ค. 2556.
- วรา จันทร์มณี. อังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ข้าพเจ้ารู้จัก [สัมภาษณ์]. ใน: รับอังคารกลับบ้านเกิด. นครศรีธรรมราช: วัดท่าโพธิ์วรวิหาร; 2556.
- แนบ ทิชินพงศ์. บทสัมภาษณ์ [สัมภาษณ์]. ใน: รับอังคารกลับบ้านเกิด. นครศรีธรรมราช: วัดท่าโพธิ์วรวิหาร; 2556. สัมภาษณ์เมื่อ 13 ส.ค. 2556.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- https://mgronline.com/live/detail/9500000018481