ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

กุหลาบ สายประดิษฐ์ สวมนามปากกา “หมอต๋อง” เขียนคอลัมน์ “ศาลาธัมม์”

31
มีนาคม
2569

ผู้ที่สนใจเรื่องราวของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักคิด นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญเจ้าของนามปากกา “ศรีบูรพา” ย่อมจะหวนระลึกได้ว่าในวันที่ 31 มีนาคมของแต่ละปีถือเป็นวาระครบรอบชาตกาลของเขา ซึ่ง พ.ศ. 2569 นี้จะครบรอบชาตกาล 121 ปีพอดี

กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้รับการศึกษาค้นคว้าและเอ่ยถึงอยู่เสมอ ทว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะพากันไปมุ่งเน้นความสนใจต่อชีวประวัติและผลงานเขียนในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา อาจมีบ้างที่ย้อนไปพิจารณาถึงช่วงที่เขาร่วมกับเพื่อนพ้องจัดทำหนังสือ สุภาพบุรุษ เมื่อต้นทศวรรษ 2470 หรือกรณีที่เขาเขียนบทความการเมืองอันลือลั่นอย่าง “มนุษยภาพ”

ล่าสุด ก็ได้ปรากฏงานที่พยายามศึกษาถึงช่วงชีวิตของ กุหลาบ ในห้วงยามที่ไปพำนักอยู่ในเมืองจีน เฉกเช่นวิทยาพนธ์ระดับปริญญาโทของ กนกวรรณ เปี่ยมสุวรรณศิริ ขณะที่ทางกองทุนศรีบูรพาก็กำลังนำเอกสารส่วนตัวของ กุหลาบ จัดทำหนังสือ ทินกรณ์ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคงจะออกเผยแพร่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 นี้

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าเรื่องราวของ กุหลาบ ที่ดูเหมือนจะยังมีการพิจารณาและศึกษากันน้อยเกินไป ถึงแม้ในแวดวงวรรณกรรมหรือแวดวงวิชาการอาจจะเชื่อว่าได้ศึกษากันมามากโขแล้ว นั่นคือชีวประวัติและผลงานในช่วงที่กุหลาบเริ่มต้นเขียนหนังสือแล้วยึดอาชีพนักประพันธ์

พูดง่าย ๆ คือ เรามักจะพบเห็นงานศึกษาที่บ่งบอกว่า กุหลาบ เริ่มมาเขียนหนังสือได้อย่างไรและเขียนเรื่องอะไรบ้างเท่าที่พอจะเสาะหาข้อมูลได้ หากแท้แล้วยังมีผลงานเขียนของ กุหลาบ ช่วงวัยหนุ่มอีกหลากหลายชิ้นที่ตกหล่นไปจากการนำมาศึกษา อีกทั้งเราก็มิค่อยได้รับรู้ถึงกระบวนความคิดของเขาที่ถ่ายทอดผ่านงานเขียนยุคแรก ๆ อย่างรอบด้าน เพียงแต่พอจะอนุมานกันคร่าว ๆ ว่า ก่อนที่ กุหลาบ จะเริ่มมาแสดงความคิดทางการเมืองผ่านบทความ “มนุษยภาพ” เขาก็เคยถูกจัดเป็นนักประพันธ์ทั่ว ๆ ไปที่สร้างงานเขียนบันเทิงคดีแนวประโลมโลก

ผมเองมีความสนใจต่อชีวิตและการสร้างผลงานประพันธ์ในช่วงแรก ๆ ที่ กุหลาบ กำลังเริ่มต้นเขียนหนังสือ ทั้งยังมีสมมติฐานว่าในงานเหล่านั้นย่อมจะสะท้อนกระบวนการคิดที่ดูเหมือนยังขาดหายไปจากความรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ ศรีบูรพา

เรื่องราวหนึ่งของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในช่วงเริ่มต้นเป็นนักเขียนที่มักจะได้รับการเอ่ยถึง นั่นคือการที่เขาเคยใช้นามปากกา “หมอต๋อง” เขียนบทลำตัด และยังเคยเขียนลำตัดวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทย ในหนังสือบางเล่มที่นำเสนอเรื่องราวของกุหลาบ ยังนำบทลำตัดมาเผยแพร่ไว้ด้วยเพียงหนึ่งชิ้น ซึ่งถือว่ายังเป็นจำนวนน้อย เพราะแท้จริงแล้ว กุหลาบ ในวัยหนุ่มได้เขียนบทลำตัดออกมามากมายเลยทีเดียว แต่งานเขียนประเภทนี้เผยแพร่กันอย่างกระจัดกระจาย ทำให้คนรุ่นหลังเสาะหามาให้ครบถ้วนได้ยากยิ่ง ถ้ามีโอกาสเหมาะสม ผมจะรวบรวมแล้วนำมาเขียนบอกเล่าสู่สายตาคุณผู้อ่านอีกหนในคราวต่อไป

สำหรับคราวนี้ ผมจะกล่าวถึงการใช้นามปากกาว่า “หมอต๋อง” ซึ่งอันที่จริง  กุหลาบ หาได้ใช้แค่เพียงเขียนบทลำตัดดังที่รับรู้กันไม่ แต่ยังนำมาใช้ในการเขียนจดหมายและคอลัมน์อีกด้วย

ย้อนไปในช่วงปลายทศวรรษ 2460  กุหลาบ ได้ใช้นามปากกา “หมอต๋อง” ในการเขียนบทลำตัดอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมือง จึงส่งผลให้นามปากกานี้ค่อนข้างมีชื่อเสียง

แต่แล้วจู่ ๆ นามปากกา “หมอต๋อง” ก็เงียบหายไปจากหน้ากระดาษอยู่ช่วงระยะหนึ่ง ก่อนที่จะหวนกลับกลับมาปรากฏต่อสายตานักอ่านอีกครั้งในหนังสือพิมพ์ ธงไทยหรือ THE THONG THI WEEKLY NEWS

ผู้ที่จัดทำหนังสือพิมพ์ ธงไทย คือ เฉวียง เศวตะทัต ซึ่งเขาเป็นทั้งเจ้าของ และบรรณาธิการ ส่วนผู้จัดการคือ พระอินทราภิบาล ที่ทำการสำนักงานต้องอยู่เชิงสะพานแม้นศรี พระนคร และจัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์เฮงหลี ละแวกใกล้ ๆ กัน ออกวางจำหน่ายทุกวันอังคาร ราคาฉบับละ 10 สตางค์

 

 

 

ก็อย่างที่ผมบอกแล้วว่า กุหลาบ เคยใช้นามปากกา “หมอต๋อง” แต่งบทลำตัดวิจารณ์สังคมและการเมือง มาตั้งแต่ครั้งยังคลุกคลีอยู่กับนักประพันธ์รุ่นพี่เยี่ยง บุญเติม โกมลจันทร์ ผู้ใช้นามปากกา “เสือเตี้ย” ขณะที่ เฉวียง ก็เฉกเช่นเดียวกันกับ กุหลาบ แต่ เฉวียง ใช้นามปากกา "วงศ์เฉวียง"

สำนวนกลอนลำตัดของ "วงศ์เฉวียง" เป็นที่ลือลั่นและดุเด็ดเผ็ดร้อนจนกระทั่งทำให้ผู้แต่งต้องถูกจับกุมตัวไปคุมขังอยู่ระยะหนึ่ง ในห้วงเวลานี้เอง กุหลาบ ตัดสินใจยุติการแต่งบทลำตัดวิพากษ์วิจารณ์สังคม แล้วหลีกลี้เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครไปพำนักพักใจที่หัวเมืองต่างจังหวัดและไม่มีผลงานเผยแพร่ตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ นัยว่าเขาเกิดข้อไม่สบายใจจากอะไรบางอย่าง ซึ่งก็น่าสนใจเหลือเกินว่า ตอนนั้น กุหลาบ ไปอยู่ที่จังหวัดใดและเขามีชีวิตเป็นเช่นไรบ้าง ผมกำลังมานะพยายามติดตามแกะรอยให้พบเพื่อจะได้นำมาบอกเล่าให้กระจ่างชัด

ช่วงต้นปี พ.ศ. 2469 (ยุคนั้นนับเริ่มต้นปีใหม่ที่เดือนเมษายน) เฉวียง ตัดสินใจที่จะออกหนังสือพิมพ์ของตนเอง โดยให้ชื่อว่า ธงไทย ซึ่งเผยแพร่ฉบับปฐมฤกษ์ปีที่ 1 เล่ม 1 ประจำวันอังคารที่  25 พฤษภาคม พ.ศ. 2469  เฉวียง จึงเขียนจดหมายเพื่อชวนให้ กุหลาบ กลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง

กุหลาบ รับปากและเขียนตอบจดหมายเป็นบทร้อยกรองส่งมาถึง เฉวียง เมื่อบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ธงไทย ได้อ่านแล้ว จึงนำถ้อยคำในจดหมายของ กุหลาบ มาลงพิมพ์ในเล่มปีที่ 1 เล่ม 2 ประจำวันอังคารที่  1 มิถุนายน พ.ศ. 2469 ให้ชื่อเรื่อง “ฎีกาแผ่ส่วนกุสลมายังท่านทายกทายิกาของธงไทย” และลงนามผู้เขียนว่า โวหาร “หมอต๋อง” อันมีเนื้อความดังนี้

 

พอทราบสารหวานหูพ่อวงศ์เฉวียง ปิยมิตร์ชิดหรูผู้ร่วมเตียง, ร่วมจำเรียง, ร่วมภัตตา,สารพรรค์  แต่ได้อ่านซ่านซาบฤดีปรีดิ์ เห็นเพื่อนมีมานะไม่หมดหมั่น อันความจริงเราสองปองประพันธ์ ได้ร่วมบัณณ์สัปดาห์มานมนาน เมื่อคราจากข้าฝากฝีปากไว้ เปนลำตัดติดใจไม่ข้องสาร สู่หัวเมืองเปลื้องทุกข์ทุราราญ สิ้นรำคาญเพลิดเพลินเจริญใจ แต่ครุ่นคิดมิตระภาพมิแผกผัน สืบสัมพันธ์มั่นอยู่มิหวั่นไหว หากแว่นแคว้นคมนาจะมาไป เปนแสนไกลเชียวนะเพื่อนเยือนยากครัน มีแต่ใจใสสะอาด, มิปิดบัง จะแจ้งตามสัจจังไม่เสกสรร ว่ามีจิตต์คิดคนึงถึงทุกวัน ถ้าเชื่อกันแล้วก็เหมือนเพื่อนเห็นใจ

ที่กล่าวมาในสาราว่าให้ช่วย  จนนามม้วยเลือนลับกลับไม่ได้  ซึ่งขอแรงแบ่งประมวลส่วน 'ธงไทย'  เปนไรไปปากกาข้ายังดี  ขอรับรองต๋องจะร่างลิขิตส่ง  ว่างพะวงแล้วต้องช่วยด้วยเต็มที่ แต่ลำตัดจัดจ้านยุตติที ล๊อดเตอรี่สิ้นแล้วก็แล้วกัน

ข้าตั้งจิตต์เจตนาจะหาเรื่อง  พอเปนครื่องดับกิเลสวิเสสสรรค์  กล่าวสุนทรกลอนแปดเปนสำคัญ เพื่อหมายมั่นการมงคลผลยืดยาว เรื่องเช่นนี้เห็นมีก็ธัมมะ วจนะของพระสัพพัญญูจ้าว บริสุทธิ์ผุดผาดสะอาดราว น้ำค้างพราวใสสดหมดมลฑิล แม้นได้มาร้อยกรองทำนองกลอน ชาวนครได้อ่านทั่วกันสิ้น เหมือนปลูกโรงธัมม์ใหญ่ในแผ่นดิน ประชุนจินตน์คาระวะพระธัมม์คุณ ได้เช่นนี้คงเปนที่ประเสริฐนัก เปนการชักชวนไทยให้ใผ่สุน- ทราภาพซาบจิตต์คิดทางบุญ ไม่หมกมุ่นครุ่นบาปการหยาบคาย ให้รู้จักรักสาสนาพุทธ บริสุทธิ์กายวจีฤดีหมาย ถ้วนองค์สามดีแน่แท้สบาย โจรผู้ร้ายจะไม่มีมาบีฑา ต๋องคิดเห็นเช่นนี้มีประโยชน์ ถ้าเพื่อนโปรดว่างามไปตามข้า จะได้เริ่มเพิ่มเพียรเขียนส่งมา  ทุกสัปดาห์ถึงมิเว้นไม่เปนไร  ด้วยเครื่องบุญอุ่นมานการที่ชอบ ถึงเหนื่อยหอบก็ยินดีพลีแรงให้ อีกเพื่อมิตร์สนิธรักเสมอใจ จวบบรรลัยจึงจะวางร่างสารา

ที่สุดขออวยพรสมรมิตร์ การที่คิดจงสมมาตปราถนา สรรพสุขปลุกเปรอเสมอ มา ภัยพยาธิ์สารพัตร์ตัดกระเด็น !

 

ไม่เพียงเท่านั้น เฉวียง ในฐานะบรรณาธิการยังเขียนหมายเหตุตอนท้ายอีกว่า

 

หมอต๋องนี้แต่เดิมก็เปนนักเขียนลำตัดฝีปากดีคนหนึ่ง เปนเพื่อนเกลอกับวงศ์เฉวียง เคยร่วมมือทำงานหนังสือพิมพ์มาด้วยกันหลายครั้ง แต่มีเรื่องไม่สบายใจขึ้น หมอต๋องจึงทิ้งพระนครเสีย ออกเที่ยวเตร่ไปตามหัวบ้านหัวเมือง ก็ว่าสบายอกสบายใจดี มาบัดนี้วงศ์เฉวียงมีจดหมายไป หมายจะได้ฝีปากลำตัดของหมอมาสนองพระเดชพระคุณท่านผู้อ่านให้เปนการครึกครื้นขึ้น แต่ตามความที่หมอต๋องตอบมาบอกว่าเต็มใจช่วยเต็มที่ แต่ลำตัดนั้นตั้งใจจะเลิกเขียนเสียแล้ว แลเกิดมีหัวเอียงไปทางธัมมะ ตอบมาว่าถ้าต้องการในเรื่องที่เกี่ยวแก่ทางธัมม์แล้วก็จะเขียนให้ทุก ๆ วิก วงศ์เฉวียงตอบรับรองไปแล้ว ความจริงนั้นการเมืองกับการสาสนาควรเปนของเดินคู่กันไปอย่างเอก เมื่อหมอต๋องรับกระทำเช่นนี้ดูเหมาะแก่สภาพหนังสือของเรามาก เปนการย้อมใจสมาชิกของเราได้ใคร่ธัมม์อยู่เปนนิจสิน แลการเขียนเปนกลอนย่อมฟังง่าย  เพราะเปนกวีที่นิยมกันมาช้านาน ฉะนั้นเราจึงถือโอกาสนำคำกลอนของหมอต๋องที่มีมาถึงวงศ์เฉวียงลงเกริ่นในเล่มนี้แทนฎีกาแผ่ส่วนกุสลมายังท่านทายกทายิกาของเราทั้งหลายเลยทีเดียว หวังว่าสมาชิกทุกชั้นของเราคงจะพอใจ บางทีในสัปดาห์น่าหมอต๋อง อาจส่งเรื่องมาทันตีพิมพ์ก็ได้

 

 

เดิมที เฉวียง เคยเขียนคอลัมน์แนวพิจารณาสังคม “คำบรรยายฝัน” อยู่แล้ว แต่ก็ตั้งใจจะเป็นผู้เขียนประจำคอลัมน์ที่จะเปิดใหม่เพิ่มเติมด้วยตนเองโดยอาศัยนามปากกา “วงศ์เฉวียง” ซึ่งจะนำเสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมืองแล้วโยงเข้ามาหลักคุณธรรม ส่วน กุหลาบ นั้นหมายมั่นจะชวนมาเขียนบทลำตัดแนวการเมืองอีก แต่เมื่อ กุหลาบ สื่อสารมาทำนองว่า

 

ขอรับรองต๋องจะร่างลิขิตส่ง ว่างพะวงแล้วต้องช่วยด้วยเต็มที่ แต่ลำตัดจัดจ้านยุตติที  ล๊อดเตอรี่สิ้นแล้วก็แล้วกัน

 

เนื้อความนี้แสดงให้เห็นว่า กุหลาบ ไม่ต้องการที่จะเขียนบทกลอนลำตัดวิพากษ์วิจารณ์สังคมอีกแล้ว โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “ล๊อดเตอรี่สิ้นแล้วก็แล้วกัน” ผมใคร่จะขออธิบายบริบทว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 2460 นั้น ได้เกิดกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตการออกรางวัลลอตเตอรี่เสือป่า กล่าวคือในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี ปลัดบัญชาการกระทรวงวังและเป็นนายพลเสนาธิการเสือป่าได้รับพระบรมราชานุญาตจากในหลวงรัชกาลที่ 6 ให้ออกลอตเตอรี่เสือป่าจำนวน 1 ล้านฉบับ ฉบับละ 1 บาท จึงเรียกขานกันว่า “ลอตเตอรี่เสือป่าล้านบาท” เพื่อระดมทุนหารายได้ซื้ออาวุธให้กองเสือป่า โดยจัดแบ่งเป็นเงินรางวัล 60 เปอร์เซ็นต์ และอีก 40 เปอร์เซ็นต์นำมาใช้บำรุงเสือป่า  แต่ปรากฏว่า เมื่อมีการออกรางวัลในงานฤดูหนาวที่สวนสราญรมย์ตอนเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2467 (หากเทียบการนับศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับ 24 มกราคม พ.ศ. 2468 แล้ว) ทางคณะผู้จัดให้ออกลอตเตอรี่ได้จ่ายเงินรางวัลให้กับบุคคลที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ๆ เพราะแท้แล้ว พระยานนทิเสนฯ กับพรรคพวกขุนนางอีกหลายรายสมคบกันแก้ไขเลขสลากรางวัลในบัญชีเพื่อโกงและล็อกผลการออกลอตเตอรี่ แล้วยักยอกเงินรางวัลไปใช้กันเอง พวกนักหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยการแต่งกลอนลำตัดวิพากษ์วิจารณ์สังคม ได้นำกรณีการโกงนี้มาตีแผ่จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หนังสือพิมพ์ที่มีบทบาทสำคัญคือ เกราะเหล็ก ผู้จัดทำคือ เสม สุมานันท์ ซึ่งทยอยปรากฏกลอนลำตัดของ “คณะแก่นเพชร” ที่วิจารณ์ พระยานนทิเสนฯ อย่างเผ็ดร้อน (“แก่นเพชร” เป็นนามปากกาของ เสม) ไม่เพียงเท่านั้น นักหนังสือพิมพ์รายอื่น ๆ และสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ก็ร่วมด้วยช่วยกันใช้บทลำตัดวิพากษ์วิจารณ์ พระยานนทิเสนฯ อย่างหนักหน่วงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งท้ายที่สุด ทางการต้องสอบสวนกรณีนี้และนำไปสู่การที่ พระยานนทิเสนฯ ต้องโทษจำคุก

ทั้ง กุหลาบ ในร่างทรง “หมอต๋อง”  และ เฉวียง ในร่างทรง “วงศ์เฉวียง”  ก็ล้วนเป็นผู้ที่ได้เขียนกลอนลำตัดพากษ์วิจารณ์ พระยานนทิเสนฯ เสียดุเดือดเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าขบคิดก็คือเหตุใดเล่า การที่ กุหลาบ เขียนกลอนลำตัดว่าด้วยกรณีโกงลอตเตอรี่อันอื้อฉาวนี้ จึงส่งผลให้เขาเกิดความไม่สบายใจจนต้องหนีเมืองกรุงไปอยู่ที่หัวเมืองอยู่ระยะหนึ่ง ครั้นพอจะหวนกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้งก็ตัดพ้อกับ เฉวียง ว่าไม่อยากจะเอ่ยถึงกรณีดังกล่าวอีก

กุหลาบ แจ้งต่อ เฉวียง ผู้เป็นบรรณาธิการว่า เขาสนใจที่จะเขียนเนื้อหาว่าด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อันเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้ แต่จะร้อยเรียงในรูปแบบของบทร้อยกรอง โดยคาดหมายว่าข้อเขียนบนหน้ากระดาษนี้จะเป็นประหนึ่งโรงธรรมในแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้ เฉวียง จึงตั้งชื่อคอลัมน์ที่จะมอบหมายให้ กุหลาบ เป็นผู้เขียนประจำว่า “ศาลาธัมม์”

 

 

นามปากกา “หมอต๋อง” ปรากฏในฐานะผู้เขียนคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” ครั้งแรกสุดคือในหนังสือพิมพ์ ธงไทย ฉบับปีที่ 1 เล่ม 3 ประจำวันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2469  โดยเขียนเรื่อง “น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่ควรเปนคนรกโลก” ดังมีเนื้อความว่า

 

พระพุทธองค์ทรงเวทนาสัตว์ ซึ่งเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร เสียสละผละหนึกิเลศมาร บำเพ็ญญาณยอดตะบะชำนะใจ  สรรพสิ่งโลกีย์มีในโลก ทั้ง ทุกข์โศกสารพัตร์สลัดได้ เครื่องเพลิดเพลินเจริญตามิอาลัย  ล้วนเหลวไหลไม่จริงทุกสิ่งอัน สู้กรากกรำบำเพ็ญจนเห็นแจ้ง แล้วชี้แจงแบ่งสอนห่อนเดียดฉันท์ รสพระธรรรมฉ่ำชื้นทุกคืนวัน ใครถือมั่นเปนมงคลผลแก่ตัว

เปนอย่างใดได้ชื่อว่ารกโลก คือโสโครกราคีมีแต่ชั่ว จะจำแนกแยกไว้มิให้มัว เพื่อท่านทั่วพึ่งวิจารณ์ประมาณดู ซึ่งเรียกรกนั้นไช้มิใช่อื่น เห็นตื้นๆพื้นความตามบ่งอยู่  คือสิ่งไร้สาระจะเชิดชู  แม้นหาหรูตอนไหนมิได้มี  ขาดประโยชน์โทษล้นเปนพ้นนัก เห็นประจักษ์ว่าใช้ไม่ได้ที่ แม้แต่น้อยนิดหนึ่งมิพึงมี สิ่งเช่นนี้เกลื่อนอยู่ดูป่วยการ รังแต่สมรมรกระเกะกะ ควรที่จะทำลายไม่หมายสมาน แล้วโยนทิ้งกลิ้งตมถมธ่อธาร ด้วยรกบ้านรกช่องต้องอัปเปหิ์

เปรียบบุคคลเกิดมาในหล้าโลก อย่าให้โชครึงรัดตุปัดตุเป๋ ด้วยหนทางมีสองต้องคะเน ถ้าไขว้เขวแล้วเปนยับกลับไม่ทัน อันทางหนึ่งพึงหมายได้ ประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งเปนไทษกำหนดมั่น หรือจะกล่าวให้ย่อพอสำคัญ ว่าดี,ชั่ว,นั่น นั่นแหละหมั่นขยันตรอง

ภาสิตหนึ่งตรึงตาข้าจำได้ ว่า "ผู้ใดทอดตัวให้มัวหมอง ไม่ทำกิจคิดข้างทางคะนอง กระทั่งท้องร้องหาอาหารกิน เมื่อไม่ได้ดังใจให้พิโรธ  แล้วลงโทษโชคเห็นเปนนิจสิน แต่ตัวเล่าเฉาโฉดโหตระบิล มิได้จินตนานึกตระหนักเพื่ยร"

แม้ปล่อยปละละให้โชคอำนวย ส่วนตัวฉวยข้างนิ่งทิ้งบังเหียน โชดจะดีชีวิตให้วิงเวียน สู่ทางเตียนทางรกมิตกใจ คิดเช่นนี้มีภัยเห็นไม่เหมาะ ด้วยเรื่องเคราะห์เรื่องโชคย่อมโยกได้ อาจมีดีมีร้ายถ่ายเทไป แต่ว่าใจเราเแหละแน่แท้เหลือเกิน  แม้หมายเก็งเล็งข้างทางที่ชอบ แล้วมุงกอบประดยชน์ไว้ไม่ห่างเหิน พยายามตามวิถีที่เจริญ อย่าได้เพลินมุ่งมั่นตะบันไป

ถึงดีน้อยค่อยคืบเถิดอย่าท้อ นับเปนต่อด้วยว่าห่างทางชั่วได้ ทุกนาฑีเดินหน้าอย่าร่ำไร ก็จะไกล, ไกลไกล,ไปทุกครา แม้สบโชคโฉลกมาหาเร็วจี๋ อาจถึงที่มีมาดปราถนา  สรรพสุขปลุกเปรมเหมวิญญา เปนบำเหน็จพระพุทธาประทานเรา อันทางดีที่เดินมาช้านาน ก็ได้หว่านประโยชน์ให้ไว้มาเล่า มิเสียทีเกิดมาแล้วหนาเรา ด้วยโลกเร้าสรรเสริญเจริญใจ มีบางคนเกิดมาช่างหน้าด้าน ไม่คิดอ่านทำกิจสักนิดให้ เปนประโยชน์ต่อราช,สาสน์,ชาติไทย ยังมิหนำซ้ำให้ได้เดือดร้อน  เที่ยวโกงกินสิ้นกันไปวันหนึ่ง ไม่นึกถึงประโยชน์ท่านคิดผันผ่อน มีหัวใจก็ไม่คิดจิตต์อาทร แผ่นดินดอนรกนักชักระอา

อันวารีมีในแก้วก็ใสสอาด เปนธรรมชาติ,ถ้าให้ดีมีบุปผา อย่างละน้อยลอยไว้ในคงคา เพิ่มรสาวารีมีเปนกอง แม้นผกานั้นเสียก็เสียกลิ่น รสวารินแต่เดิมเริ่มหม่นหมอง ไม่ใส่เสียยังดีมีคนปอง ใคร่ประคองครากระหายได้ชื่นใจ เปรียบโลกเราเอาเปนเช่นวารี อันคนดีอุปมาผกาใส ระรวยรื่นชื่นกลิ่นประทิ่นไทย วางประโยชน์โชติไว้ในแดนดิน คนรกโลกตกผกาหากลิ่นไม่ นอกนี้ไซ้ยังเน่าเขาติฉิน ขาดประโยชน์โทษทั่วกลั้วราคิน ใครยลยินเร่งหลบอย่าพบเลย

 

แม้เนื้อความที่ปรากฏในคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” จะเป็นบทร้อยกรอง แต่ก็จัดวางบนหน้ากระดาษในรูปแบบคล้ายกันกับงานเขียนร้อยแก้ว อีกทั้งการที่ กุหลาบ ประเดิมเขียนอธิบายเนื้อหาของพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่ควรเปนคนรกโลก” เป็นเรื่องแรกสุดในคอลัมน์ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าพิศวงหรือชวนแปลกใจอะไร เนื่องจากพุทธศาสนาสุภาษิตบทนี้เป็นคติพจน์ประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ อันเป็นแหล่งศึกษาที่ กุหลาบ ได้ร่ำเรียนมา ซึ่งคติพจน์ดังกล่าวนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส องค์ที่ 5 เมื่อยังดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์เป็น พระสาสนโสภณ คือผู้ประสาทให้แก่โรงเรียนในวาระที่มีการออกหนังสือ แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์ ฉบับแรกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2466 แน่นอนว่า ในตอนนั้น กุหลาบ กำลังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมอยู่ และได้มีส่วนร่วมในการเขียนเรื่องลงในหนังสือเล่มนี้

พุทธศาสนสุภาษิตข้างต้นยังมีความเชื่อมโยงกับตัวผมเองด้วย ย้อนไปเมื่อครั้งผมยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนมานิตานุเคราะห์ จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น โรงเรียนของผมก็ถือคติพจน์นี้เช่นกัน  และจะต้องหมั่นท่องจนจดจำขึ้นใจ คลับคล้ายคลับคลาว่าผู้มีบทบาทในการก่อตั้งโรงเรียนมานิตานุเคราะห์คงจะมีความเชื่อมโยงกับโรงเรียนเทพศิรินทร์อยู่ด้วยกระมัง

ในส่วนของ “แถลงกิจของเรา” ซึ่งอยู่หน้ากระดาษท้ายเล่มของ ธงไทย ฉบับประจำวันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2469 นั้น บรรณาธิการยังกล่าวถึงการเปิดคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” ไว้อีกว่า

 

ท่านที่อ่านตั้งแต่เล่มต้นมาจนถึงน่านี้คงนึกสนเท่ห์ว่า เล่มนี้วงศ์เฉวียงไปไหนเสีย จึงไม่ทำน่าที่บรรยายความฝันตามเคย ดูอยู่ ๆ ก็มาหายไปหรือจะไปแอบโกนจุกเสียที่ไหนก็ไม่รู้ ท่านที่เคยเอ็นดูในสำบัดสำนวนกับรูปร่างของ “วงศ์เฉวียง” คงนึกกลุ้มใจ ทั้งนี้เราขอแถลงว่าใช่อื่นไกล คือเล่มนี้เราได้ขยายกิจการขึ้นอีกแผนกหนึ่งคือ “ศาลาธัมม์” ซึ่งหมอต๋องเพื่อนร่วมใจของเรามาแต่ไหนแต่ไรรับภาระนี้อยู่ ประพันธ์เป็นกลอนเทือกเดียวกับคำบรรยายฝัน เมื่อหมอต๋องก็ติดใจในการแต่งกลอนและวงศ์เฉวียงก็เป็นเจ้าบทเจ้ากลอนอยู่แล้ว ฉะนั้น ถ้าปล่อยออกฉากพร้อม ๆ กัน จะมิเป็นการจ๊ะเอ๋กันหรือ?

•••••

 เพื่อปล่อยให้หมอต๋องแสดงธัมม์ไปอย่างสดวกโดยไม่ควรจะให้มีเสียงจอแจในศาลาที่เธอแสดงธัมม์ เราจึงได้งดคำบรรยายฝันอันเปนของค่อนข้างอึกทึกครึกโครมเสีย และท่านทั้งหลายจะได้ไม่ต้องเอาใจไปพะวงอย่างอื่นซึ่งจะเปนการทำให้หัวใจของท่านวอกแวกไม่เปนอันฟังเทศน์ฟังธัมม์ แต่การรับรสธัมม์ซึ่งหมอต๋องแสดงจะนำตัวของท่านไปสู่กุสลวิถีหรือไม่นั้น ข้อนี้ขอมอบให้ท่านพึงวิเคราะห์เอาเองเถอะ

•••••

แต่สำหรับเราเห็นว่า การเปิดแผนก “ศาลาธัมม์” ขึ้นอีกแผนกหนึ่งนั้น ดูก็เหมาะดี เพราะมนุษย์เราที่เจริญได้นั้นก็ต้องอาศัยธัมม์เป็นมูล โบราณาจารย์ย่อมกล่าวไว้ว่าธัมม์ต้องเปนของคู่โลกเสมอ ถ้าโรคปราศจากเสียซึ่งธัมม์แล้วโลกก็คงไม่เปนโลก เกรงว่าจะลั่นเสียเปนมั่นคง เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าศาลาธัมม์ของเราคงจะไม่เป็นที่ระคายต่อโสตประสาทหรือจักษุปสาทของท่านเปนแน่

 

 

อย่างไรก็ดี ในฉบับถัดต่อมาคือ ธงไทย  ปีที่ 1 เล่ม 4 ประจำวันอังคารที่  15 มิถุนายน พ.ศ. 2469 ไม่ปรากฏคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” แต่ได้มีคอลัมน์ “คำบรรยายฝัน” ของ “วงศ์เฉวียง” มาแทนที่ อาจเป็นไปได้ว่า “หมอต๋อง” ส่งต้นฉบับมาไม่ทันลงตีพิมพ์รายสัปดาห์

ล่วงมาถึง ธงไทย ปีที่ 1 เล่ม 5 ประจำวันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2469 ก็ปรากฏคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” โดย “หมอต๋อง” เขียนเรื่อง “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเปนธรรมดา ชนทั้งหลายพึงทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านด้วยความไม่ประมาทเถิด” มีเนื้อความว่า

 

สรรพสิ่งบรรดามีในตรีโลก ย่อมย้ายโยกเรื่อยไปไม่แน่แน่ว แรกก็ใหม่นานหน่อยค่อยหมดแวว ครั้นเก่าแล้วก็แตกดับยับเยินไป จะหาอยู่คู่โลกทั้งตาปี เปนไม่มีเสียละจะแน่ได้ แม้ฤดูคู่ธรรมดาไซร้ ยังยิ่งหย่อนร้อนหนาวได้ไม่น่าเลย แต่ธรรมชาติยังแปรเห็นเปนพยาน ก็สังขารนี้เล่าเจ้าข้าเอ๋ย เปนของสร้างขึ้นใหม่ใช่คุ้นเคย จะให้เกยโลกอยู่ดูกระไร เมื่อมีเกิดก็ต้องมีชีวีดับ เปนเที่ยงแท้แน่นับสับไม่ได้ ถึงหนุ่มแน่นแม้นล่วงมัชฌิมวัย ที่วิไลก็จะกลับอัปประมาณย์ จะพิศหน้าสกปรกล้วนตกกระ ดูวรรณะแห้งเหี่ยวเจียวสังขาร ตาลึกมองสองแก้มตอบไม่ยั่วมาน จะหาหวานตอนไหนมิได้มี อันความจริงสิงอยู่ดูถนัด สารพัตร์จะต้องวายกลายเปนผี คำนึงเห็นเช่นสิ่งในโลกีย์ ก็เรานี้ควรทำประการใด

พระพุทธองค์ทรงธรรมเปนอำนาจ ก่อนนิราศแรมโลกีย์วิสัย ได้ชี้ช่องเพื่อชนที่สนใจ พึงตริตรึกนึกไว้เจริญตาม อันข้อแรกควรทำส่ำประโยชน์ ไม่เปนโทษแก่ตนกับคนหยาม ทุกนาทีมีจิตต์คิดเพาะความ พยายามกอปร์กิจนิจนิรันดร์ ได้อย่างนี้นับว่าดีแก่สภาพ ไม่มีบาปมีกรรมมาห้ำหั่น ด้วยทำดีได้ดีนี่สำคัญ นับเปนอันตนจะสบายใจ แต่ท่านว่าไว้ว่ามนุสส์นี้ อยู่ปัถพีคนเดียวย่อมไม่ได้ จะต้องพึ่งพากันทุกวันไป การใดใดจึงจะเสร็จสำเร็จดี ฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงสอนเราเพื่อตระหนักทวีศรี ปรุงประโยชน์โปรดไว้ในปัถพี แก่คนมีคนจนทุกคนไป ประการใดให้ผลแก่คนอื่น เราอย่ายืนดูเฉยหัดเคยไว้ เร่งหยิบยื่นให้ท่านด้วยทันใด ผู้รับไซร้คงจะปลื้มไม่ลืมเลย อย่าเกียดกัน,สรรสิ่งแต่จริงชอบ ตามระบอบแบบดีที่เฉลย เครื่องกอปร์โทษโฉดชั่วอย่ากลั้วเลย แต่ก่อนเคยจงผละสละมัน

มีบางคนชั่วชาติประหลาดเหลือ เค็มอย่างเกลือพิษเยี่ยงกรดโทษมหันต์ สองตาวาวแวววับนับสำคัญ มองหาเหยื่อเพื่อมันทุกเวลา ประการใดเปนช่องผ่องประโยชน์ เจ้ารีบโดดรวบกักเปนภักษา จะให้โทษผู้ใดไม่นำพา ขออาตมาดีแล้วเปนแล้วกัน ทำเช่นนี้ท่านว่าเปนประมาท ชนฉลาดรอบรู้ดูแล้วขัน ขอพวกเราจงจำเปนสำคัญ อย่าหุนหันพรวดพราดประมาทเอย

 

การเขียน “ศาลาธัมม์” เป็นครั้งที่สองนี้ พอลองอ่านดูแล้วพบว่าสะท้อนแนวคิดของ กุหลาบ  ในช่วงวัยหนุ่มไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะแนวคิดที่ยังยึดโยงกับกับเรื่องความเป็น “คนดี” ของสังคมตามกรอบของรัฐและหลักพระพุทธศาสนาซึ่งมีอิทธิพลก็การจัดระเบียบแบบแผนของสังคมไทย พูดง่าย ๆ ก็คือในห้วงเวลานี้ดูเหมือน กุหลาบ จะยังไม่หลุดพ้นไปจากกรอบแบบเดิมที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบการศึกษาที่มีเป้าหมายให้ประชาชนกระทำตามแนวทางของรัฐและศาสนา เขาจึงยังไม่ตั้งคำถามต่อสังคมมากเท่าที่ควร

 

 

“หมอต๋อง” เขียนในคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” ได้เพียง 2 ตอน 2 เรื่อง ก็ดูเหมือนจะหายไปเลย จวบจนกระทั่ง ธงไทย  ปีที่ 1 เล่ม 7 ประจำวันอังคารที่  6 กรกฎาคม พ.ศ. 2469  ก็ปรากฏคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” แต่มีผู้อื่นมาเขียนแทนนั่นคือผู้ใช้นามปากกา “วงศ์สะดำ” ซึ่งอ้างไว้ในงานของตนว่า “วงศ์เฉวียง” เป็นผู้ชวนให้มาเขียนคอลัมน์นี้ ต่อจากนั้นก็ยังคงมีคอลัมน์นี้ต่อไปในอีกหลายฉบับและมีผู้เขียนหลายนามปากกา แต่ดูเหมือนจะไม่พบนามปากกา “หมอต๋อง” อีกเลย

น่าเสียดายที่การจัดเก็บข้อมูลจากหลักฐานคือหนังสือพิมพ์ ธงไทย ซึ่งผมค้นคว้ามาเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนมีส่วนที่ตกหล่นหายไปและผมเองยังไม่ได้ไปตามแกะรอยจากหลักฐานใหม่ จึงไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอันใดที่ “หมอต๋อง” ยุติการเขียนในคอลัมน์นี้ เชื่อเหลือเกินว่า บางที เฉวียง ในฐานะบรรณาธิการคงจะชี้แจงไว้ในส่วนของ “แถลงกิจของเรา” ในหนังสือพิมพ์สักฉบับหนึ่ง ซึ่งผมคงจะต้องตามสืบค้นให้ข้อมูลกระจ่างชัดต่อไป

อย่างไรก็ดี นามปากกา “หมอต๋อง” ใช่ว่าจะสาบสูญไปเลยจากหนังสือพิมพ์ ธงไทย พอล่วงผ่านมาถึงฉบับในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2469 (หากเทียบการนับศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2470 แล้ว) จึงปรากฏงานเขียนที่เรียกว่า “จดหมายหมอต๋อง” ลงตีพิมพ์เผยแพร่โดยเขียนเรื่อง “ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน” และไม่ได้เขียนมาเป็นบทร้อยกรอง แต่เขียนเป็นร้อยแก้วมาในรูปแบบจดหมายที่ทำทีว่าเขียนถึงบรรณาธิการพร้อมชี้แจงว่าเหตุใดเขาเงียบหายจากการส่งต้นฉบับไปนานหลายเดือน หากแท้จริงเป็นบทความตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่น่าจะเป็นต้นเค้าไปสู่การเขียนบทความ “มนุษยภาพ” อันลือลั่นในเวลาต่อมา ซึ่งผมคงจะได้หยิบยกงานชิ้นดังกล่าวมานำเสนอและวิเคราะห์อย่างเต็มที่ให้คุณผู้อ่านได้รับทราบอีกคราในอนาคต สำหรับครานี้ผมจึงขออนุญาตอมพะนำยังไม่สาธยายก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นความตื่นเต้นให้ยิ่งทบทวีความใคร่รู้

สำหรับหนังสือพิมพ์ ธงไทย นั้น กุหลาบ หาได้ใช้แค่นามปากกา “หมอต๋อง” เขียนจดหมายและคอลัมน์ “ศาลาธัมม์” เท่านั้น เขายังใช้นามปากกา “นายบำเรอ” เขียนบทความอีกด้วย ดังที่เขียนเรื่อง “พวกไม่กลัวตาย ! กรมสาธารณะสุขลองหันมาโต้กับพวกนี้ดูก่อนปะไร” เผยแพร่ในฉบับปีที่ 1 เล่ม 5 ประจำวันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2469 และเรื่อง “ไปกันหรือยัง?” เผยแพร่ในฉบับปีที่ 1 เล่ม 15 ประจำวันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2469 ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านสนใจก็สามารถอ่านได้จากบทความที่ผมเคยเขียนไว้และเผยแพร่ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์เมื่อปีก่อน คือ “เมื่อกุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนหนังสือโดยใช้นามปากกา “นายบำเรอ””

ในช่วงทศวรรษ 2460 และต้นทศวรรษ 2470 กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้มุมานะสร้างงานเขียนออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเคยอาศัยนามปากกาที่หลากหลายนอกเหนือไปจากนามปากกาที่โด่งดังอย่าง “ศรีบูรพา” สำหรับอีกนามปากกาหนึ่งที่ผู้สนใจเรื่องราวของเขาแบบจริงจังพอจะนึกออกบ้างคงมิพ้น “หมอต๋อง” ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับผลงานประเภทบทกลอนลำตัดวิพากษ์วิจารณ์สังคม แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่านามปากกานี้เคยเขียนคอลัมน์อย่าง “ศาลาธัมม์” ที่นำเสนอหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในรูปแบบบทร้อยกรองด้วย อันเป็นห้วงเวลาที่ดูเหมือนว่า กุหลาบ กำลังหลบภัยจากผลกระทบกระเทือนหรือความไม่สบายที่ได้รับภายหลังจากการเขียนกลอนลำตัดอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน อีกทั้งงานเขียนในคอลัมน์นี้ยังสะท้อนแนวความคิดของเขาที่น่าจะนำไปวิเคราะห์ต่อยอดประเด็นอื่น ๆ ได้อย่างน่าใคร่ครวญ

 

เอกสารอ้างอิง :

  • คืออิสสรชน คือคนดี คือศรีบูรพา รำลึก 100 ปีชาตกาลกุหลาบ สายประดิษฐ์. ตรีศิลป์ บุญขจร บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะอนุกรรมการฝ่ายประสานงานโครงการ 100 ปี กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), 2548.
  • ธงไทย. ปีที่ 1 เล่ม 1 (25 พฤษภาคม 2469).
  • ธงไทย. ปีที่ 1 เล่ม 4  (15 มิถุนายน 2469).
  • ธงไทย. ปีที่ 1 เล่ม 6  (29 มิถุนายน 2469).
  • ธงไทย. ปีที่ 1 เล่ม 7  (6 กรกฎาคม 2469).
  • หมอต๋อง. “ฎีกาแผ่ส่วนกุสลมายังท่านทายกทายิกาของธงไทย.” ธงไทย ปีที่ 1 เล่ม 2 (1 มิถุนายน 2469). หน้า 41, 43, 44.
  • หมอต๋อง. “น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่ควรเปนคนรกโลก.” ธงไทย ปีที่ 1 เล่ม 3  (8 มิถุนายน 2469). หน้า 68-69.
  • หมอต๋อง. “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเปนธรรมดา ชนทั้งหลายพึงทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านด้วยความไม่ประมาทเถิด.”  ธงไทย ปีที่ 1 เล่ม 5  (22 มิถุนายน 2469). หน้า 115-116.
  • อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “เมื่อกุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนหนังสือโดยใช้นามปากกา “นายบำเรอ”” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (1 เมษายน 2568)