ปิยนุช โคตรสาร:
สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับสู่รายการ PRIDI Interview ดิฉัน ปิยนุช โคตรสาร ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการในครั้งนี้ ซึ่งก็ตื่นเต้นมาก ๆ เพราะเราจะพูดคุยถึงบุคคลสำคัญ สุภาพบุรุษ นักคิด นักเขียน นักปฏิวัติทางสังคม นั่นก็คือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ซึ่งวันที่ 31 มีนาคมนี้ จะเป็นวาระชาตกาล 121 ปีของท่าน และคนที่จะมาคุยกับเรา เล่าเรื่องราวของท่านให้เราฟัง จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนะคะ ขอแนะนำคุณชมัยภร บางคมบาง หรือชมัยภร แสงกระจ่าง สวัสดีค่ะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
สวัสดีค่ะ
ปิยนุช โคตรสาร:
ขออนุญาตเรียกว่าป้าอี๊ดนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ได้ค่ะ
ปิยนุช โคตรสาร:
ขอให้ป้าอี๊ดช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2557 เวลาเขียนหนังสือใช้ ชมัยภร แสงกระจ่าง นะคะ ปัจจุบันเป็นประธานกองทุนศรีบูรพาค่ะ

สัมภาษณ์ อ.ชมัยภร ที่บ้านศรีบูรพา
ปิยนุช โคตรสาร:
ช่วยเล่าให้หน่อยว่าทำไมศรีบูรพาถึงถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
อ๋อ เป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยเนี่ย เป็นอยู่แล้ว และท่านก็เป็นบุคคลสำคัญของโลก
ปิยนุช โคตรสาร:
ค่ะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เมื่อปี 2548 ยูเนสโกประกาศเมื่อตอนท่านครบรอบชาตกาล 100 ปีว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งในประเทศไทยอาจจะรู้สึกว่าท่านเป็นคนสำคัญในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง แต่ก็ยังรู้ไม่กว้างขวาง แต่พอยูเนสโกประกาศเนี่ย ท่านก็ยกสถานะขึ้นเลย เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าท่านต้องสำคัญในประเทศไทยสิ ถึงได้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
การเป็นบุคคลสำคัญของโลกหมายความว่าต้องมีผลงาน พฤติกรรมและการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลสำคัญจริง ๆ ซึ่งไม่ใช่ว่ายูเนสโกมองเห็นนะ เราเป็นคนประมวลข้อมูล แล้วส่งให้เขาดู เพราะฉะนั้นยูเนสโกเขาก็เห็นข้อมูลว่า อ้อ บุคคลนี้สำคัญทุกหมวดหมู่เลย ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วรรณกรรม วรรณศิลป์ทั้งหลาย จึงได้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
ปิยนุช โคตรสาร:
งั้นวันนี้ป้าอี๊ดช่วยประมวลให้พวกเราฟังสั้น ๆ ทีนะคะ เริ่มตั้งแต่ปูมชีวิตของท่านศรีบูรพาว่าเป็นมายังไง
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ต้องบอกว่าท่านเป็นนักเขียนสามัญชนที่ไม่มีบรรดาศักดิ์ และได้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ท่านทำงานเขียนมากมายมาโดยตลอด เราจะต้องมองเห็นเส้นทางของท่านว่าทำไมท่านถึงสร้างสรรค์งานเขียนแบบนี้ พ่อท่านเกิดเป็นสามัญชน ท่านเป็นคนธรรมดา เกิดแถวหัวลำโพง คุณแม่ก็เป็นคนเย็บเสื้อผ้า คุณพ่อเป็นพนักงานรถไฟ แต่ก็ต้องถือว่าสถานะพนักงานรถไฟสมัยนั้นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ แต่ว่าคุณพ่อเสียชีวิตเร็ว ก็คือพอศรีบูรพาได้อายุได้ 6 ขวบ คุณพ่อก็เสียชีวิต แล้วท่านก็อยู่กับคุณแม่ ซึ่งเป็นคนตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนพี่สาวเล่นละครร้องน่ะค่ะ
ชีวิตของศรีบูรพา ไม่สบาย ลำบากมาตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นตอนเล็ก ๆ ทีแรกคุณแม่จะให้ไปเข้าโรงเรียนของทหาร แต่พอเห็นว่าอยู่แล้ว มีระเบียบวินัยเยอะ ไม่สะดวกสบาย ก็เลยย้ายลูกมาอยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เพราะหัวลำโพงกับเทพศิรินทร์อยู่ใกล้กัน พอไปเรียนที่เทพศิรินทร์ ท่านก็ได้เห็นวิถีชีวิตที่เทพศิรินทร์ เพราะเด็กที่มาเรียนมีทุกชนชั้น มีเจ้า มีคนยากจน มีคนจีน มีคนไทย มีครบหมด ตรงนี้แหละเป็นที่มาของนิยายเรื่อง แลไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่าท่านเห็นชีวิตทุกชนชั้นมาหมดแล้ว แล้วท่านสนใจเรื่องการเขียน การเรียนภาษามา พอท่านเรียนจบ ม.ปลาย ม. 8 สมัยก่อนก็ทำงานโรงพิมพ์เลย คือเขาบอกว่าศรีบูรพาเนี่ย พอก้าวออกจากประตูโรงเรียน ก็เข้าประตูโรงพิมพ์เลย
เขาเหมือนพูดเล่น ๆ กัน แต่เป็นเรื่องจริง พอจบแล้วก็ทำงานเลย แล้วเผอิญมีโรงพิมพ์อยู่โรงพิมพ์หนึ่ง อยู่ตรงข้ามประตูโรงเรียนพอดี เหมือนก้าวทีเดียวข้ามไปทำงานที่นั่นเลย ท่านเขียนหนังสือตั้งแต่เรียนจบเลย แล้วก็ไปเป็นครูที่โรงเรียนรวมการสอนการแปล ซึ่งเป็นโรงเรียนที่คุณชนิด [ชนิด ปริญชาญกล (ภรรยากุหลาบ สายประดิษบ์ ในเวลาต่อมา)] ไปเรียน ตอนอายุประมาณ 11-12 ปี จึงเจอกับครูกุหลาบ สายประดิษฐ์นี่แหละ
ในที่สุด ทุกคนก็มาเกี่ยวพันกัน ท่านศรีบูรพาเนี่ย ท่านพอท่านทำงานก็มีความมุ่งมั่นในทางการเขียนหนังสือชัดเจนขึ้น สิ่งแรกที่ท่านทำ ซึ่งทำให้เราจดจำท่านได้ก็คือทำหนังสือพิมพ์ ฉบับที่ทำให้เรารู้สึกว่าท่านนำวิถีชีวิตของท่านไปไว้ตรงนั้นจริง ๆ ก็คือ สุภาพบุรุษประชามิตร คำว่าสุภาพบุรุษเนี่ย ท่านเขียนไว้ในเรื่องสั้นก่อน ในเรื่องเล่นกับไฟ ท่านบอกว่า ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับผู้อื่น ประโยคนี้ทำให้ท่านรู้สึกว่า การทำเพื่อคนอื่นเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นความดีนะ จริง ๆ ก็คือท่านตั้งใจจะพูดว่าสุภาพบุรุษคือคนดี คนดีก็คือคนที่ทำเพื่อคนอื่น แล้วท่านก็นำประโยคจากเรื่องสั้นเรื่องไปใส่ในปกหนังสือด้านในเล่ม สุภาพบุรุษ
ช่วงปี 2472 ท่านก็เขียนบทความชิ้นหนึ่งที่ชื่อ มนุษยภาพ บทความนี้โด่งดังมาจนทุกวันนี้ ทุกคนก็พูดถึงกันว่า ท่านเป็นคนแรกที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ เห็นค่าของความเป็นมนุษย์ เพราะว่าปีนั้นยังไม่ถึงปี 2475 เลย
ท่านเห็นค่าของความเป็นมนุษย์ ก็เรียกว่าสุดยอดแล้ว แต่หนังสือพิมพ์เล่มนั้นถูกปิดนะคะคือมันเหมือนว่ามีอาการก้าวหน้า
ท่านเป็นนักเขียนที่บุกเบิก ตั้งต้น โดดเด่นในเรื่องของความคิด ท่านคิดใหม่ คิดในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำ คิดในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่เป็น

กุหลาบ สายประดิษฐ์ (พ.ศ. 2449 - 2517) นักคิด นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์ เจ้าของนามปากกา “ศรีบูรพา”
ปิยนุช โคตรสาร:
เหมือนเป็นผู้มาก่อนกาลเหมือนกันนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ใช่ เพราะฉะนั้น ภาพท่านจึงเป็นสุภาพบุรุษที่ทำเพื่อคนอื่นตลอดชีวิต แม้กระทั่งท่านไปอยู่เมืองจีน หรือไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ท่านก็ยังทำเพื่อคนอื่น ตอนอยู่เมืองไทย สิ่งที่เห็นชัดเจนมากว่าทำเพื่อคนอื่น คือตอนที่ท่านติดคุก ท่านติดคุก 2 ครั้งนะคะ ถูกจับ 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ปี 2483 อีกครั้งหนึ่งคือปี 2495 ตอนปี 83 ยังไม่ได้เข้าคุก คืออยู่ที่โรงพัก ส่วนปี 95 เนี่ย ติดคุกเลย คือเข้าไปอยู่ในเรือนจำยาวเลย ตอนนั้นเขาเรียกว่ากบฏสันติภาพ ก็คือมันมีเรื่องสันติภาพโลก ช่วงนั้นปี 95 จะมีเรื่องรณรงค์กันทั่วโลก แล้วท่านก็ไปลงชื่อเป็นกรรมการด้วย ท่านเป็นกรรมการสันติภาพประเทศไทยก็เลยโดนจับกันทั้งคณะเลย
ปิยนุช โคตรสาร:
อ๋อ ค่ะ ๆ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
แล้วท่านก็ติดคุก ทีนี้ช่วงที่ท่านติดคุกเนี่ย ท่านแสดงความเป็นสุภาพบุรุษที่ทำเพื่อคนอื่นยังไง ก็คือท่านเขียนนิยายไว้ก่อนนะคะ หลายเรื่องเลย อย่าง แสนรักแสนแค้น ปราบพยศ แล้วก็มีคุณชนิดซึ่งเป็นนักแปลเนี่ย เข้าไปขอว่า ขอนำนิยายเรื่องนี้ไปพิมพ์ได้ไหม ก็คือจะได้เงินนั่นแหละ ท่านบอกไม่ให้พิมพ์
ปิยนุช โคตรสาร:
อ้าว ทำไมล่ะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง: เพราะมันเป็นนิยายไร้สาระ มันไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็ไม่ให้พิมพ์ เนี่ยค่ะ คือความเป็นสุภาพบุรุษของท่าน ซึ่งมันชัดเจนมากเลยค่ะ แล้วก็มีนิยายที่ทุกคนรู้จัก นั่นก็คือ ข้างหลังภาพ
ข้างหลังภาพนี่ก็คือนิยายที่เริ่มจะไม่ได้เป็นนิยายรักอย่างเดียว เราเริ่มมองว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิสตรีรึเปล่า เป็นการชี้ให้เห็นว่าสตรีอยู่ในมุมที่น่าเห็นใจยังไง คุณหญิงกีรติเป็นยังไง ข้างหลังภาพนี่เป็นนิยายที่ดังสุดของท่าน จวบจนปัจจุบันนะคะ
ปิยนุช โคตรสาร: เพราะเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาด้วยรึเปล่าคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ใช่ค่ะ เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาด้วย แล้วก็อ่านง่าย มีประเด็นพอสมควร ก็เลยเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุด จำนวนพิมพ์ก็สูงสุด พิมพ์สัก 50 ครั้ง ได้ ในขณะที่เรื่องอื่น พิมพ์ไม่เท่าเรื่องนี้ บางเรื่องที่รองลงมาก็พิมพ์สัก 20 กว่าครั้ง
ปิยนุช โคตรสาร:
แต่เรื่องอื่น ๆ ก็มีคุณค่ามาก ๆ เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องใช้เวลาค้นหา ตรงนี้พูดในนามของคนรุ่นใหม่นะคะ
เห็นว่าท่านมีบทบาทสำคัญในเรื่องของสันติภาพและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยใช่ไหมคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ใช่ค่ะ คือท่านเป็นนักหนังสือพิมพ์ สิ่งนี้แหละที่ทำให้ท่านถูกจับ ยิ่งกว่าตอนเป็นนักเขียนอีกเพราะด้วยความเป็นนักหนังสือพิมพ์ แล้วก็เป็นนักคิด ท่านคิดเพื่อให้สังคมดีขึ้น ท่านเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์รายวันทุกวันเลย แล้วบทความของท่านเนี่ย เรานำมารวมช่วง 100 ปีชาตกาล
ตอนช่วงที่ประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลก เราก็รวมเล่มที่ชื่อว่า มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ ออกมา
ถ้าเราไปศึกษานะ จะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นไง ท่านเขียนไว้หมดเลย นายกพูดอะไร เป็นยังไง สมัยนั้นเกิดอะไรขึ้น ท่านก็จะเขียนทุกวัน ๆ ๆ มันทำให้เห็นว่า ท่านมีความคิดที่ชัดเจนที่จะดูการทำงานของรัฐบาล แล้วก็ตอบโต้ ชี้ประเด็น และทำให้สังคมมองเห็นความเป็นจริง
ปิยนุช โคตรสาร:
ถือว่าเป็นบุคคลที่กล้าหาญมากนะคะ เพราะช่วงนั้นมีความผันผวนทางการเมืองพอสมควร
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
กล้าหาญมากค่ะ เลยติดคุกค่ะ ท่านกล้าหาญมาก ตลอดเวลา นี่แหละคือตัวท่าน ทีนี้พอถึงปี 2495 ท่านถูกจับ ท่านก็ดูแล้วว่ามันไม่มีประเด็นอะไรนะ ยังไงวันที่ศาลพิพากษา ท่านก็รอด เพราะว่าท่านเป็นนักกฎหมายนะ ท่านเรียนกฎหมายที่ธรรมศาสตร์ด้วยนะคะ แต่ปรากฏว่า ศาลพิพากษาให้จำคุก 14 ปี 3 เดือน เราเป็นท่าน เราคงงง เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย แต่ว่ามันเป็นไปตามระบบการเมือง แต่พอดีปี 2500 เนี่ย จอมพล ป. เขานิรโทษกรรม
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เขานิรโทษกรรมนะคะ จริง ๆ เขาจะอภัยโทษ แต่ท่านศรีบูรพาไม่ยอม จะมาอภัยโทษได้ไงคะ เพราะไม่ได้ผิด เพราะฉะนั้นต้องนิรโทษกรรม
ปิยนุช โคตรสาร:
อื้ม
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เห็นไหม ละเอียดไหม แม้แต่คำ เพราะฉะนั้นก็เลยได้นิรโทษกรรม แล้วท่านก็ได้รับเชิญไปเมืองจีน โซเวียต รัสเซีย ช่วงที่ประเทศไทยปฏิวัติรัฐประหาร ท่านลี้ภัยไปอยู่เมืองจีน 17 ปี ตั้งแต่ปี 01 จนถึงปี 17 แล้วก็ปีนี้ครบรอบชาตกาล 121 ปีใช่ไหม แต่ตอน 120 ปีคือปีที่แล้ว เราได้เปิดบันทึกของท่านนะคะ
ปิยนุช โคตรสาร:
ค่ะ

กุหลาบ สายประดิษฐ์ ถูกจับกุมในเหตุการณ์ “กบฏสันติภาพ” ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2495
ที่มา : ปฏิทินชีวิต กุหลาบ สายประดิษฐ์
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
บันทึกของท่านเนี่ย อยู่ในบ้านหลังนี้แหละ ใส่กล่องไว้เรียบร้อย ทายาทเขียนสั่งไว้ว่า ให้เปิดได้ในปี 2568 ก็คือปีที่หมดอายุลิขสิทธิ์แล้ว ซึ่งหมดอายุลิขสิทธิ์ หมายความว่าท่านเสียชีวิตไปครบ 50 ปีแล้ว เราก็เปิด แล้วพบว่ามันมีบันทึกที่ท่านเรียกว่าทินกร 25 เล่ม เรากำลังถอดคำออกมาให้ทุกคนได้เห็นกัน เราถอดคำของท่านตามที่ท่านบันทึกค่ะ แล้วก็จะมาวิเคราะห์ สรุป และรวมเล่มประมาณปลายปีนี้ค่ะ ก็จะได้เป็นเล่ม เราขอทุนจากกองทุนสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์
ปิยนุช โคตรสาร:
โอ้ ค่ะ รอคอยด้วยความหวังเลย ถ้างั้นขออนุญาตย้อนนิดนึง เพราะพูดถึงเรื่องการเมือง ความผันผวนความทางการเมือง ความกล้าหาญในการยึดมั่นตามหลักการ ทำให้เรานึกถึงบุคคลอีกท่านนึงก็คือ นายปรีดี พนมยงค์ อยากจะให้ป้าอี๊ดช่วยเล่าว่า ทั้ง 2 ท่านมีความเกี่ยวโยงกันยังไงบ้าง
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เราเห็นในบันทึกและได้ยินมาตลอดว่า ศรีบูรพาเจอกับท่านปรีดีที่เมืองจีน แต่เราไม่เคยรู้รายละเอียด แต่ในบันทึกคราวนี้ที่เรากำลังทำกันอยู่เนี่ย เราจะเห็นเลยว่าเดือนไหน พ.ศ.ไหน ไปพบกันที่กวางโจว ที่ปักกิ่ง แต่เนื่องจากมันเป็นบันทึก ท่านก็เลยบันทึกแค่ว่าพบ แต่ไม่ได้บันทึกว่าพบกันแล้วพูดว่าอะไร เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีคำพูดที่คุยกัน แต่มันมีพฤติกรรม มีการกระทำแสดงว่าวันนี้ท่านปรีดีนัดเลี้ยงข้าวกับท่านผู้หญิงพูนศุข (พูนศุข พนมยงค์) ท่านก็ไปรับ กินข้าวกลางวันด้วยกัน อร่อย กินอะไรบ้าง อะไรอย่างนี้แต่ในรายละเอียดว่าท่านปรีดีคิดอะไร ศรีบูรพาคิดอะไร ไม่มีบอก คือท่านคงไปเขียนไว้ที่อื่นน่ะ
ปิยนุช โคตรสาร:
แล้วในแง่ของความสัมพันธ์ ที่แชร์ประสบการณ์ หรือว่าหลักการร่วมกันในแง่สันติภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นข้อมูลที่ไม่ปรากฏ แต่มันเป็นข้อมูลการพบกันเฉย ๆ ตรงนี้ป้าอี๊ดพอจะเล่าให้ฟังไหมคะว่าทั้ง 2 ท่านมีอะไรที่เชื่อมกันบ้าง
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
สิ่งที่เหมือนกันก็คือทั้ง 2 คน รักสันติภาพและสันติเหมือนกัน พี่เคยเขียนประวัติท่านปรีดีไว้ด้วยนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เราก็รู้เลยว่าท่านไม่ใช่คนที่จะเอาความรุนแรง ท่านสงบ แล้วท่านก็รู้ว่าควรจะทำอย่างไร และ แน่นอนสิ่งที่เหมือนกันคือท่านทั้งสองลี้ภัย คือมีคนไทยจำนวนมากลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองจีน สมัยนั้นเรายังไม่มีสัมพันธภาพกับจีน เราเพิ่งมามีสัมพันธภาพกับเมืองจีนช่วงปี 2518 สมัยอาจารย์คึกฤทธิ์นะคะ แต่ก่อนหน้านั้น คนไทยยังเดินทางไปเมืองจีนได้ค่ะ เพราะฉะนั้นตอนศรีบูรพาไปเมืองจีนเนี่ย จึงได้เจอคนไทยที่นั่นเยอะเลย แล้วคนไทยบางกลุ่มก็คือคนไทยที่ไปพร้อมท่านปรีดี
ปิยนุช โคตรสาร:
รู้สึกว่าเรามีนักโทษทางการเมือง หรือคนที่ลี้ภัยทางการเมือง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเลยนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ค่ะ

กุหลาบ และชนิด สายประดิษฐ์ ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
ที่มา: หนังสือคืออิสสรชน คือคนดี คือศรีบูรพา
ปิยนุช โคตรสาร:
ถ้างั้นมาพูดถึงปัจจุบันกันบ้าง อยากให้ป้าอี๊ดเล่าถึงกองทุนศรีบูรพาบ้างดีกว่าว่า กองทุนทำอะไร และมีจุดมุ่งหมายอะไร หรือมีโครงการอะไรบ้าง
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
กองทุนศรีบูรพาเนี่ย เป็นกองทุนที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณสุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร นะคะ ไม่ใช่ครูกุหลาบก่อตั้งนะ
ช่วงที่ครูกุหลาบเสียชีวิต คือปี 2517 คุณชนิดก็ไม่กล้ากลับมาประเทศไทย ใครจะกล้ากลับล่ะ คุณชนิดก็ไปอยู่อเมริกากับลูกสาว จนกระทั่งกลับมาไทย น่าจะประมาณต้นปี 2530 แล้วคุณสุวัฒน์ก็ตั้งรางวัลรพีพรขึ้นในปี 2531 ด้วยแนวคิดที่ว่าศรีบูรพากำลังจะหายไปจากสังคมไทย
แล้วคุณสุวัฒน์ก็คิดว่า ถ้าเราไม่ตั้งรางวัล หรืออะไรที่ทำให้คนระลึกถึงศรีบูรพาขึ้นมา ชื่อของท่านจะหายไป ก็เลยตั้งกองทุนศรีบูรพา แล้วก็มอบรางวัลศรีบูรพา ปีแรกคือปี 2531 มอบให้คุณ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ คนเขียนเรื่องปีศาจ แล้วก็มอบมาเรื่อยสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ และหลังจากท่านเสียชีวิตแล้ว เราก็ยังทำงานต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ปิยนุช โคตรสาร:
แล้วปัจจุบันนี้จะมีโครงการหรือกิจกรรมพิเศษอะไรบ้างคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ทุกปีเราจะมี 2 กิจกรรมนะคะ คือ 3 ปีมาแล้วที่เรามีรางวัลรพีพร ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อครบรอบชาตกาล 100 ปีคุณสุวัฒน์ วรดิลก ส่วนรางวัลศรีบูรพา ตั้งมาตั้งแต่ปี 2531
2 รางวัลนี้ เราจะไปมอบกันในวันนักเขียนก็คือวันที่ 5 พฤษภาคม หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไปเกี่ยวข้องกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นั่นก็เพราะว่าคุณสุวัฒน์เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมนักเขียน
ปิยนุช โคตรสาร:
เชื่อมโยงกันหมดเลยนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ใช่ค่ะ เชื่อมโยงกันหมดเลย
ปิยนุช โคตรสาร:
จากที่ฟังมา ชีวิตท่านยิ่งกว่านวนิยายเสียอีกนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ใช่ค่ะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ต้องรอถอดคำในทินกรนะคะ เห็นเลยว่าท่านมีความรู้สึกว่า ตนเองต้องอุทิศตนให้ประชาชน ท่านไม่อยากมีสมบัติอะไร ท่านยอมหมด
ปิยนุช โคตรสาร:
เรื่องนี้ทำให้เราทั้งตื่นเต้น และรอคอยว่าจะได้อ่านเรื่องราวอะไรจากท่านบ้าง
สุดท้ายนี้ ป้าอี๊ดอยากจะฝากอะไรให้ผู้ชมบ้างไหมคะ ที่เกี่ยวข้องกับศรีบูรพา หรือว่าการทำงาน ก้าวต่อไปของกองทุน
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ถ้าท่านใดสนใจเรื่องกองทุนศรีบูรพา หรือเรื่องของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็รอเรานะคะ ปีนี้เราขอให้รอเพื่อจะดูหนังสือที่ชื่อว่า ทินกร ศรีบูรพา ระหว่างลี้ภัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่อยาวหน่อยนะคะ ขออภัย แต่ว่าจำเป็นต้องเก็บความให้ครบ บันทึกนี้เราก็จะวิเคราะห์กันว่า ระหว่างที่ท่านอยู่เมืองจีน ท่านทำอะไรและเป็นยังไงบ้าง ก็มีบทวิเคราะห์ว่าสุขภาพของท่านเป็นอย่างไร ความผูกพันระหว่างครอบครัวเป็นอย่างไร ตอนอยู่ที่เมืองจีนเกิดอะไรขึ้น ประมาณนี้ค่ะ
ปิยนุช โคตรสาร:
กองทุนศรีบูรพามีกิจกรรมอย่างอื่นบ้างไหมคะ หลังจากครบรอบชาตกาลปีที่ 120 ที่ผ่านมา
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เราจัดกิจกรรมใหม่ขึ้นมากิจกรรมหนึ่งน่าสนใจมาก ก็คือรางวัล Young ศรีบูรพา ซึ่งเป็นรางวัลที่เราจะมอบให้คนที่สร้างสรรค์งานได้ในทำนองเดียวกับศรีบูรพา ปีแรกเราประกวดเรื่องสั้น ปีที่ 2 ก็คือปีนี้ เราประกวดบทความ รางวัลก็ก็พอสมควรนะคะ คือรางวัลที่ 1 หนึ่งหมื่นบาท
ปิยนุช โคตรสาร:
โอ้ น่าสนใจใช่ไหมคะคุณผู้ชม
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เราตั้งชื่อว่า Young ศรีบูรพา ก็เพื่อให้เห็นว่า ศรีบูรพายังอยู่ในใจของทุกคนเสมอ
ปิยนุช โคตรสาร:
ตอนแรกนึกว่าคำว่า Young หมายถึงคนรุ่นใหม่เสียอีก
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ใช้ในความหมายนั้นด้วยค่ะ เพราะว่าเราใช้เป็นภาษาอังกฤษ คือ y-o-u-n-g
ปิยนุช โคตรสาร: อ๋อ ค่ะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
เราใช้คำว่า Young ที่หมายถึงคนรุ่นใหม่ แต่พอเป็นภาษาไทย เราใช้ ยังอยู่ ค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงใช้ 2 ความหมายเลยค่ะ ทั้ง Young (เยาว์) และยังอยู่ รอติดตามนะคะ หัวข้อประกวดบทความใช้ว่า แลไปข้างหน้า
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
หมดเขตรับสมัครเดือนกรกฎาคม 2569 ค่ะ
ปิยนุช โคตรสาร:
แปลว่ายังพอมีเวลาเขียนกันนะคะ
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
ค่ะ ลองดู แล้วก็ติดตามข่าวสารในเพจกองทุนศรีบูรพาได้
อ.ชมัยภร บางคมบาง:
อีกเรื่องคือ ปีนี้ลิขสิทธิ์ศรีบูรพาเป็นอิสระแล้วนะคะ ท่านใดจะพิมพ์ ทำละคร หนัง เชิญตามสบายค่ะ
ปิยนุช โคตรสาร:
วันนี้ได้ฟังเรื่องราวของ ศรีบูรพา แล้ว ก็รู้สึกว่าอยากติดตามต่อ แล้วก็ได้แรงบันดาลใจมากมาย วันนี้ทางรายการ PRIDI Interview ต้องขอขอบพระคุณป้าอี๊ดมาก ๆ ค่ะ
