(1) ความนำ
สงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่านรอบนี้ เป็นอีกครั้งที่หลายฝ่ายเป็นกังวลกันว่า สุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 อย่างมาก ซึ่งเข้าใจได้ หากมองศักยภาพของทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็เป็นประเทศใหญ่ที่มีอิทธิพลในระดับสากล กองทัพสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีฟาสซิสต์ขวาจัดอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีท่าทีเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของโลกมาโดยตลอด
นับเป็นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาตกต่ำทั้งที่ทรัมป์หาเสียงกับชาวอเมริกันว่า ตนจะสร้างความยิ่งใหญ่ของอเมริกาให้กลับฟื้นคืนมา (Make America great again) แต่ความยิ่งใหญ่ของอเมริกาที่คนแบบทรัมป์เห็นนั้นเป็นอเมริกาที่ทั่วโลกเกลียดชัง เพราะเป็นอเมริกาที่เป็นภัยคุกคามสันติภาพโลก ช่างย้อนแย้งพอ ๆ กับที่ทรัมป์อยากได้รางวัลโนเบล แต่กลับก่อสงคราม
ถ้าไม่เข้าใจ ก็ขอให้นึกถึงคนที่เป้าหมายจะไปเชียงใหม่ แต่กลับขับรถลงใต้ไปภูเก็ต หรือคนที่ปลูกมะพร้าว แต่อยากได้ทุเรียน คือทำสิ่งที่ขัดแย้งไม่สอดคล้องต้องกันระหว่าง “เป้าหมาย” กับ “วิธีการ” หวังผลอย่างหนึ่ง แต่กลับทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุผลนั้น เป็นต้น
และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาก่อสงครามสเกลนี้ที่พาให้คนทั่วโลกหวาดวิตกกลัวว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่รอมร่อ เมื่อนาซีเยอรมนีบุกโปแลนด์ ณ ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) โลกก็ยังไม่กังวลว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือการบุกจีนกับคาบสมุทรเกาหลีของญี่ปุ่นในช่วงไล่เลี่ยกัน ก็ยังไม่เห็นว่าจะขยายมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยนั้นก็ยัง “หลั่นล้า” อยู่กับ “ระบอบเชื่อผู้นำ-ชาติพ้นภัย” อาศัยจังหวะที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้แก่นาซีเยอรมนี ฮิตเลอร์บุกยึดกรุงปารีสได้สำเร็จ ก็เป็นจังหวะที่จอมพล ป. เห็นช่อง ส่งทหารบุกอินโดจีนภายใต้ฝรั่งเศสบ้าง แต่แม้กระนั้นฝ่ายไทยก็รู้ดีว่าลำพังตนเองไม่อาจเอาชนะฝรั่งเศสได้ จึงขอตัวช่วยคือ “ญี่ปุ่น” ให้เข้ามาเจรจา ญี่ปุ่นซึ่งมีนโยบายเอเชียเพื่อชาวเอเชียอยู่แล้ว ก็ไกล่เกลี่ยโดยให้ไทยได้ดินแดนบางส่วนของลาวและกัมพูชา แต่ก็ต้องยอมคืนไปภายหลังเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง
อย่างไรก็ตาม ไทยในสมัยนั้นอย่างน้อยปรีดี พนมยงค์ ก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น ปรีดีมองว่าอย่างไรเสียสงครามจะขยายเป็นระดับโลกและไทยจะตกเป็นเป้าได้รับผลกระทบจากสงครามไปด้วย จึงสร้างภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก เพื่อให้โลกเห็นว่า ไทยนี้รักสงบ อย่าได้มารุกรานกัน แต่ก็ไม่เป็นผลในการห้ามสงครามดังที่ทราบกัน กองทัพญี่ปุ่นก็ยกทัพขึ้นบกและขอเดินทัพผ่านประเทศไทยไปตีอังกฤษในพม่าและอินเดีย พาให้ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิสงครามโลกไปด้วย
สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงแล้วต่อด้วยสงครามเย็น ก็ทำให้ปัญญาชนทั่วโลกต่างกังวลว่าจะเกิดสงครามโลกกันขึ้นมาอีก คราวนี้ไม่ใช่ระหว่างฝ่ายโลกเสรีกับเผด็จการฟาสซิสต์ อาจจะเป็นระหว่างฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกากับยุโรปเป็นผู้นำ กับฝ่ายโลกสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตกับจีนคอมมิวนิสต์เป็นผู้นำ
นายผี-อัศนี พลจันทร เป็นปัญญาชนท่านหนึ่งที่มีบทบาทในการนำเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา นายผีมีผลงานในรูปกวีนิพนธ์หลายชิ้นที่แสดงออกถึงจุดยืนต่อต้านสงครามและเรียกร้องการรักษาสันติภาพโลก ผู้เขียนเลยอยากจะชวนอ่านบทกวีเหล่านี้ของนายผี ในช่วงเวลาที่สถานการณ์อย่างเดิมกำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปอยู่เช่นนี้ บางทีเราอาจพบคำตอบบางอย่างที่ยุคสมัยเรียกร้องหรือตามหากันอยู่ก็ได้
นายผี-อัศนี พลจันทร มีผลงานมากมายทั้งในรูปกวีนิพนธ์และความเรียง เมื่อก่อนหาอ่านยาก ต้องอาศัยไปเดินเสาะหาตามร้านหนังสือเก่าที่ยังเหลือหนังสือฝ่ายซ้ายอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้บางสำนักพิมพ์อย่างเช่น สำนักพิมพ์สามัญชน สำนักพิมพ์อ่าน ได้รวบรวมมาตีพิมพ์ไว้ ปัจจุบันเราจึงหาอ่านผลงานของนายผีได้ไม่ยาก ในที่นี้ด้วยวัตถุประสงค์ของบทความจะขออภิปรายเฉพาะผลงานนายผีที่อยู่ในประเภทกวีนิพนธ์ เป็นกวีนิพนธ์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านสงครามและเรียกร้องสันติภาพ ดังที่จะนำเสนอในลำดับต่อไป

ภาพในบัตรประจำตัวข้าราชการของอัศนี พลจันทร
ถ่ายเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2484
สืบเนื่องจากช่วงที่นายผีผลิตผลงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญอยู่นั้น เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีภัยสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่สงครามอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา สงครามเย็น สงครามเกาหลี (ที่ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลสมรภูมิ แต่เนื่องจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามนี้ด้วย เป็นเหตุให้สงครามเกาหลีต้องมาพัวพันกับการเมืองไทย) สงครามปฏิวัติในจีน (ศึกชิงแผ่นดินกันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง เมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์ชนะบนแผ่นดินจีน ก็ส่งผลให้คอมมิวนิสต์ไทยเป็นประเด็นใหญ่) สงครามเวียดนาม (ที่จริง ๆ เป็นศึกระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าไปถือหางเวียดนามใต้และใช้ไทยเป็นฐานทัพส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิด ไทยก็หลีกเลี่ยงความขัดแย้งนี้ด้วยไม่ได้) ต่อมาคือ “สงครามประชาชน” ระหว่างฝ่ายเผด็จการทหารกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 (วันเสียงปืนแตก) เป็นต้น
(2) “สุขหรือสงคราม” เมื่อโซเวียตภายใต้สตาลิน สร้างระเบิดปรมาณู
บทกวีชื่อ “สุขหรือสงคราม” นายผีส่งไปเผยแพร่ครั้งแรกกับวารสาร “อักษรสาส์น” (บ.ก. คือ สุภา ศิริมานนท์) ฉบับที่ 11 กุมภาพันธ์ 2493 หน้า 61 เนื้อความมีดังนี้:
“คิดสองพิโรธสู้ สงคราม
ยกพยุหตามยาม ย่างย้าย
ฆ่าฟันหั่นถึงหาม โหยหอบ
ครวญคร่ำร่ำร้องร้าย กว่าร้อนไฟลน
ศึกสกลขนแข่งเข้า ขืนยุทธ
ปืนใหญ่ยิงอุตลุด ไป่รั้ง
เรือปืนระเบิดสุด สามารถ
ทุกขไต่ใครเคยตั้ง แต่นี้จักไฉน
ศึกในอนาคตนั้น นึกเห็น
ผองพินาศพึงเพ็ญ เพียบหล้า
จักตายไป่ตายเป็น ปานอยู่
ย่อใช่ใครอาจอ้า โอษฐด้วยกำเดา
สงครามทรามสุดเศร้า สาหัส
ไฉนนี่ริบรบรัด เร่งสู้
เตรียมรบจักร่านจัด จริงแน่ ไฉนเฮย
ควรขัดคนร้ายกู้ สุขแก้กลับศานติ
ผิผองชนช่วยค้าน สงคราม
ยืนหยัดไปยอมตาม ศึกเต้า
จักแก้ทุรยุคยาม ยับย่อย
สุขย่อมยืนอยู่เหย้า ไปย้อนขยับหนี”[1]
ฉบับตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน เมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นฉบับตีพิมพ์ผลงานของนายผีที่จัดว่าดีเยี่ยมที่สุด เพราะได้มีเชิงอรรถให้รายละเอียดเกี่ยวกับแรงบันดาลใจที่มาของผลงานแต่ละชิ้นเอาไว้ ชิ้นนี้จากความทรงจำของ “ป้าลม” (วิมล พลจันทร) คู่ชีวิตของนายผี ในส่วนของบทกวี “สุขหรือสงคราม” ระบุว่า:
“สืบเนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาว่าตนสามารถสร้างอาวุธสงครามที่มีอานุภาพในการทำลายล้างมนุษยชาติได้เทียบเท่ากับระเบิดปรมาณูอีก 2 ชนิด ดังข่าวที่ปรากฏใน สยามนิกร (28 พ.ค. 2490): นายอัลเบิต ทอมัส สมาชิกสภาคองเกรสของอเมริกาได้เปิดเผยว่า ลูกระเบิดเชื้อโรคอันมีอานุภาพสามารถจะล้างพลเมืองของเมืองใหญ่ ๆ รวมทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารให้พินาศไปได้ในชั่วพริบตานั้น กำลังอยู่ในขั้นใช้ได้แล้ว... ดร.ดับบลิว เอ. อิยินบอแรม ประธานของคณะวิทยาศาสตร์ปรมาณูยังได้ยอมรับว่า “อย่างน้อยที่สุดขณะนี้มีอาวุธลับสำคัญสองชนิด ซึ่งเชื่อว่าสามารถยังความอันตรายให้แก่มนุษยชาติได้พอ ๆ กันกับระเบิดประมาณู” ต่อมาในต้นปี 2492 สหภาพโซเวียตรุสเซียประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดปรมาณูลูกแรก ฉะนั้นหากเกิดสงครามโลกครั้งใหม่ขึ้นจะเป็นที่น่าวิตกว่า สหรัฐอเมริกาและสหภาพรุสเซียจะใช้อาวุธสงครามชนิดร้ายแรงเหล่านี้มาประหัตประหารกัน และย่อมรุนแรงกว่าสงครามครั้งที่แล้ว”[2]

ที่บรรจุอัฐินายผี-อัศนี พลจันทร และ ป้าลม-วิมล พลจันทร
ณ วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.ราชบุรี
ถึงแม้ว่านายผีจะเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางฝ่ายโลกสังคมนิยม แต่การที่สหภาพโซเวียตภายใต้ “ระบอบสตาลิน” (Stalinism) แข่งขันกับฝ่ายโลกเสรี[3] จนกระทั่งสร้างอาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดปรมาณูขึ้นมาบ้าง ก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดสงครามระดับล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ
หลังจากเลนินถึงแก่อสัญกรรมเมื่อค.ศ. 1924 (พ.ศ. 2467) มีการมองกันว่าระบอบสังคมเศรษฐกิจยุคสตาลินและหลังจากนั้นจนถึงมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ประกาศใช้นโยบายเปเรสทรอยก้า (Perestroika) โซเวียตไม่ได้เดินตามแนวทางสังคมนิยม หากแต่เป็นชาตินิยมรัสเซีย ไม่เน้นปฏิวัติโลก เน้นปฏิวัติภายในประเทศตนเอง จนเป็นสาเหตุความพ่ายแพ้ของขบวนการสังคมนิยมทั่วโลก[4] การสร้างอาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดนิวเคลียร์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การมองว่าโซเวียตสมัยนั้นไม่ได้เดินตามแนวสังคมนิยมที่ท้ายสุดจะต้องนำพาสันติภาพมาให้แก่โลก
ในเรื่องนี้นายผีไม่ได้มีจุดยืนสนับสนุนสหภาพโซเวียต พอ ๆ กับที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา เพราะมองประเด็นเรื่องสันติภาพเป็นหลัก ต่างจากฝ่ายซ้ายคนอื่นที่มองว่าการที่สหภาพโซเวียตมีระเบิดปรมาณูนั้นจะก่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกา และทำให้ฝ่ายโลกสังคมนิยมไม่เป็นรองฝ่ายโลกเสรีในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนที่มีจุดยืนต่อต้านสงคราม-เรียกร้องสันติภาพเช่นนายผี ย่อมมองว่าหากเกิดสงครามปรมาณู ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะไม่ใช่ผู้นำของทั้งสองฝ่าย หากแต่จะคือประชาชนคนธรรมดาที่ต้องมาสังเวยชีวิต
(3) นายผี ผู้ถามว่า “สันติอยู่ที่ไหน?”
บทกวีต่อต้านสงครามชิ้นต่อมาของนายผี คือเรื่อง “สันติอยู่ที่ไหน” ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “สยามสมัย” ฉบับที่ 158 พฤษภาคม 2493 หน้า 18 มีเนื้อความดังต่อไปนี้:
“เคยยินยลคนนิยมชมความสุข
พุทธยุคยิ่งนิยมชมนักหนา
ศรีสิทธารถปราชญ์ใหญ่ไวปัญญา
ก็ว่าว่าสุขสันตินั้นสุดแล้ว
ส่ำสาวกยกคาถามาว่าว่า
ต้องตั้งหน้านิ่งไว้จึงได้แก้ว
ใครข่มขี่บีฑาเหมือนหมาแมว
ถึงเปนแถวถั่งมาอย่าตอแย
เขื่องขันตีดีนักจักสพสุข
ผิริลุกรับรบจะจบแน่
จะไม่จบสพศานติรำคาญแด
ตบมือแต่ข้างเดียวดังเทียวฤา
ผมนายผีมีจิตต์คิดสงสัย
ผิโจรไพรคุมพลปล้นล่ะหือ?
ยอมจำนนทนท้อเฝ้าอออือ
ให้มันยื้อหยิบถันกันหรือไร?
ตบมือข้างเดียวดังก็ยังเห็น
หน้าทะเล้นตบลั่นเหลือหวั่นไหว
เจ้าประคุณขุนเถนช่างเจนใจ
เชิงรับใช้ชวนประชาไปหาทุกข์
เจ้าประคุณบุญรอดยอดสมุน
แสนสถุลเที่ยวเคล้าเพื่อเข้าสุก
ทรยศจนพุทธจะสุดยุค
แสนสนุกนักหนาเจ้าข้าเอ๊ย
ทุกวันนี้มีโจรทโมนปล้น
ใครเคยยลมันนิยมชมไหว้เหวย
ขอร้องมันหมั่นไส้ล่อให้เลย
คงเสบยะบะร่าท่าละคราวนี้
แม้ทโมนโจรทมิฬหมิ่นมาข่ม
อย่านิยมยอบระย่อไม่พอที่
เอาปืนไปไล่มันนั่นแหล่ะดี
เมื่อมันลี้แล้วสันติมั่นมา
มันเกณฑ์ใครไปปล้นจะป่นปี้
ต้องหลบลี้รวมกันสู้มันหวา
อันกำลังทั้งผองของประชา
จะรักษาสันติภาพตราบนิรันดร”[5]
ฉบับตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่านได้มีเชิงอรรถระบุไว้ข้างท้ายบทกวีชิ้นนี้ว่า “สันติภาพที่ถาวรจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประชาชนร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้กับผู้ที่มารุกรานกดขี่ และกำจัดศัตรูให้สิ้นไป”[6] เข้าใจว่าเป็นบทกวีที่แต่งขึ้นภายใต้บรรยากาศทางสังคมการเมืองระหว่างประเทศอย่างเดียวกับที่แต่งเรื่อง “สุขหรือสงคราม” เป็นการชี้ให้เห็นว่า “ศัตรูที่แท้จริงของประชาชน” ไม่ใช่คนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ หรือต่างความเชื่อศาสนา หากแต่เป็นชนชั้นปกครองในประเทศของตนเอง
เนื่องจากในทศวรรษ 2490 ช่วงที่นายผีแต่งบทกวีต่อต้านสงครามนี้ นอกจากโลกสากลกำลังมีสงครามเย็นที่สุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว ภายในประเทศ สยามประเทศไทยยังอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารซึ่งนายผีกับฝ่ายซ้ายไทยสมัยนั้นเรียกว่า “ระบอบขุนศึก” หรือ “ระบอบขุนศึกฟัสซิสต์” นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก่อนที่ในทศวรรษ 2500 ระบอบนี้จะถูกแทนที่ด้วย “ระบอบขุนศึกศักดินา” ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
อย่างไรก็ตามทั้งสองระบอบต่างก็สนับสนุนแนวคิดชาตินิยม เชิดชูความเป็นไทยแท้อย่างล้นเกิน จนนำไปสู่สงครามกับเพื่อนบ้าน เช่น ในยุคจอมพล ป. นำไปสู่สงครามอินโดจีน พ.ศ. 2484 ยุคจอมพลสฤษดิ์ ประเทศไทยกลายเป็นฐานบินของสหรัฐอเมริกันในการทำสงครามเวียดนาม ทำให้เกิดความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านมาเท่าทุกวันนี้ ทั้งที่เพื่อนบ้านเช่น ลาว เขมร เวียดนาม นั้น ไทยควรเป็นมิตรไมตรีต่อกันเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองประเทศ
(4) “สันติภาพก่อนเพื่อน” สันติภาพจากมุมมองชาวนาสามัญชน
ในบทกวีเรื่อง “สันติภาพก่อนเพื่อน” นายผีส่งมาตีพิมพ์ใน “สยามสมัย” ฉบับที่ 188 ธันวาคม 2493 หน้า 25 นายผีได้เขยิบประเด็นมามองจากจุดของชาวนาว่าสงครามมีโทษอย่างไรต่อพวกเขา โดยจำลองบทสนทนาระหว่างตากับหลานคู่หนึ่ง ดังความต่อไปนี้:
“ตาจ๋า...
ปีนี้น่าปลื้มใจไม่น้อยหนอ
นาของเราแลไปก็ไกลพอ
ตะวันทอแสงส่องต้องรวงทอง
เคียวของเราตาหลานแทนผาลไถ
จะกวัดไกวเกี่ยวข้าวของเราสอง
เก็บไว้กินกันสมอารมณ์ปอง
ความสุขของเราคงยืนยงไป
หลานเอ๋ย...
เรื่องนี้เคยตาคิดผิดไฉน
นาของเขาเราทำด้วยจำใจ
ข้าวนั้นใช่ข้าวของเราของเขาล้วน
เหลืองอร่ามงามนาเวลานี้
ใช่ชูชีวิตวันหน้าผันผวน
เคยระกำลำบากมามากมวล
คงทบทวนความทุกข์สุขไม่มี
ตาจ๋า...
อันวันหน้าสุขนั้นไม่หันหนี
เคียวของเราชาวนาดูท่าที
คงเกี่ยวศรีสุขสันต์ให้หันมา
เคียวนับล้านรวมกันมั่นมืออยู่
จะช่วยชูชาติไทยให้หรรษา
พอเสียงค้อนเคาะสนั่นลั่นโลกา
เคียวในนาหมุนไปเปนได้การ
หลานเอ๋ย...
ตะวันเลยยอดไม้แสงไพศาล
คือโคมทองส่องกลางทางกันดาร
เอ๊ะ นั่นยานฟ้าอะไรอยู่ไกลโน้น...
ตาจ๋า...
มันทำท่าผกผินบินผาดโผน
ทิ้งอะไรลอยหาวอยู่ขาวโพลน
แล้วร่อนโจนจู่กลับหายลับไป
สองตาหลานแลดูไม่รู้จัก
ลอยไกลนักเหลือดูให้รู้ได้
เปนประกายกล้าวับเหมือนกับไฟ
สนั่นในท้องนาฟ้าสท้าน
เปนควันคลุ้มกลุ่มพุ่งคลุ้งเวหา
นาทั้งนาเหี้ยนดังไฟสังหาร
รวงทองเพ็ญเปนเถ้าไม่เนานาน
สองตาหลานหายร่างไปกลางแปลง
แต่ว่าเคียวสองคันอันคมกล้า
ที่ในนานั้นกลายกำจายแสง
รับอรุณอุ่นหล้าดาดฟ้าแดง
ศึกดำแคงข่มปรมาณู
อาวุธร้ายไม่กำหราบลงราบได้
กลับก่อให้สามัคคียิ่งมีอยู่
สาวสยามงามเลิศน่าเชิดชู
ขาดระดูตั้งท้องยิ่งผ่องพรรณ”[7]
ฉบับตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน ได้ระบุไว้ในเชิงอรรถข้างท้ายบทกวีชิ้นนี้ โดยอ้างอิงมุมมองของนายผีจากบทความที่ตีพิมพ์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับบทกวี “สันติภาพก่อนเพื่อน” ความว่า:
“ใน “วิจารณ์แห่งวิจารณ์: วรรณคดีของปวงชน” ของชลธิรา กลัดอยู่” อุทิศ ประสานสภา (อีกนามปากกาของนายผี-อัศนี พลจันทร) กล่าวถึงการเกิดของสังคมใหม่ว่า “ย่อมจะต้องมีความเจ็บปวดและเสียเลือดเป็นธรรมดา หน้าที่ของนักปฏิวัติก็คือจะต้องทำให้การเสียเลือดเนื้อนี้เป็นไปอย่างน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นและสุดจะหลีกเลี่ยง จุดมุ่งหมายสำคัญก็คือทารกแห่งสังคมไทยได้คลอดออกมามีความสมบูรณ์และรอดอยู่เป็นผู้ใหญ่ การปฏิวัติก็คือแพทย์ผดุงครรภ์ของสังคมนั่นเอง และว่า “ที่นายผีกล่าวไว้ในสมัยพิบูลเรืองอำนาจว่า “สาวสยามงามเลิศน่าเชิดชู ขาดระดูตั้งท้องยิ่งผ่องพรรณ” ก็หมายถึงกระบวนการพัฒนาของสังคมไทยยุคนั้นที่กำลังตั้งท้องสังคมใหม่ นั่นคือหน่อของการเมืองใหม่และความคิดใหม่ได้ปฏิสนธิขึ้นแล้วในครรภ์ของสังคมเก่า และสังคมตั้งครรภ์เช่นนี้น่าพิสมัยหนักหนา (อ้างใน โต้ลัทธิแก้ไทย. สำนักพิมพ์ประกายไฟลามทุ่ง, 2518, น.88)-สนพ.อ่าน)”[8]
ที่นายผีเพิ่มบทบาทให้นักปฏิวัติจะต้องเป็น “แพทย์ผดุงครรภ์” ก็เพราะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงควรดำเนินไปอย่างสงบสันติ ไม่ใช่ด้วยวิถีทางแห่งสงครามและความรุนแรง แทนที่จะมองว่านักปฏิวัติเป็นผู้ก่อความรุนแรงเสียเองเหมือนอย่างที่ คนอื่นมองบทบาทของนักปฏิวัติโดยเปรียบเทียบกับการปฏิวัติรัสเซียเมื่อ ค.ศ. 1917 กับการปฏิวัติจีน ค.ศ. 1911 ที่กำเนิดเกิดขึ้นท่ามกลางสงคราม อีกทั้งในจีน ขบวนการคอมมิวนิสต์จีนก็เพิ่งจะได้รับชัยชนะจากการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ผลของสงครามปลดแอก ประธานาธิบดีเจียง ไคเชค กับพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่เกาะไต้หวันเมื่อค.ศ. 1949
แต่นายผีไม่ได้มองว่าสงครามและความรุนแรงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่มี “มันสมอง” คือ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ ม.ธ.ก. ที่นายผีภาคภูมิใจ ก็แสดงให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้โดยละมุนละม่อม แม้ว่าจะต้องมาสู้รบกันในสงครามกลางเมืองปราบปรามขบถบวรเดช พ.ศ. 2476 ก็ตาม “24 มิถุนายน 2475” ก็เป็นตัวอย่างของความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่เกิดความรุนแรง ตรงนี้ทำให้นายผีมีมุมมองต่อ 2475 ตลอดจนต่อปรีดี พนมยงค์ ในมุมต่างจากฝ่ายซ้ายคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอุดม สีสุวรรณ หรือจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น[9]
(5) “ฝนมฤตยู” ครุ่นคิดคำนึงถึง “โลกและชีวิต” หลังยุคปรมาณู
น่าสังเกตว่า หลังจาก พ.ศ. 2493 มา นายผีไม่ได้แต่งกวีต่อต้านสงครามอีก อาจจะเนื่องจากการปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลในกรณีกบฏสันติภาพ พ.ศ. 2495 นายผีเป็นนักคิดนักเขียนอีกผู้หนึ่งที่ต้อง “เซนเซอร์ตัวเอง” ในช่วงนั้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2501 จึงปรากฏบทกวีชื่อ “ฝนมฤตยู” ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ปิยมิตรวันจันทร์” (ฉบับ 2501) ปก “สองมือเฮามีแฮง” หน้า 20 บทกวีชิ้นนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้:
“ฝนตกแล้วโหวย ฝนตกแล้ววา
ไม่แต่พวกเรา พวกเขาก็มา
ตะละล้า
มาเล่นน้ำฝน กันคนละหน่อย
ให้มันอร่อย กันคนละหน่อย
ให้หายเร่าร้อน เหื่อย้อนลงพุง
แก้ผ้าอย่านุ่ง กันเลยเถอะหวา
ลูกเล็กเด็กอ่อน ล่อนจ้อนจูงกัน
ทุกครัวหัวสั่น สนุกกันตะละล้า
เม็ดฝนหล่นทั่ว ตามตัวเต็มปรึง
ทั้งกูทั้งมึง เย็นชุ่มกายา
พายุพัดเฉียง ไม่เลี่ยงปากรับ
กินกันคนละหมับ มันซาบซับอุรา
เร่าร้อนผ่อนหาย หญิงชายทั้งผอง
เด็กเล็กเนืองนอง สนุกเล่นฝนฟ้า
เลิกเล่นน้ำฝน ถลกกันขึ้นเรือน
ร้องลาเหล่าเพื่อน เลิกแล้วละวา
ครั่นเนื้อครั่นตัว เข้าครัวผิงไฟ
ลงนอนจับไข้ เป็นอะไรเล่าหนา
ตัวร้อนไฟรุม ยังไม่รุ่นร้อนเท่า
เอ๊ะแขนขาหน้าเฮา ไหงผื่นแดงดังบ้า
นอนแบบแสบไส้ น้ำตาไหลพรากๆ
เลือดรินจากปาก ซิบๆ จากกายา
เป็นอะไรไม่รู้ หมอดูไม่จัก
พออ้าปากสำลัก ก็ดิ้นชักมรณา
หามศพไปเผา ลูกเราหลานแก
โธ่เอ๋ยพ่อแม่ แทบแผ่สิ้นสังขาร์
ตายเป็นร้อยๆ ป่วยน้อยนับพัน
โอ้โรคอะไรกัน ตายทุกวันหนักหนา
เรียกกันห่าน้ำฝน ปนมาในอากาศ
ฤาว่าเป็นแสงธาตุ ระเบิดชาติอเมริกา
ฝุ่นระเบิดนิวเคลียร์ เหมือนไฟเลียลามโลก
อ้ายรังสีโสโครก โชกน้ำฝนปนมา
ตกสู่ลูกเล็ก เด็กแดงทั้งหลาย
โอ้สุดแสนเสียดาย ต้องมาตายเหมือนหมา
โอ้ว่าไทยหนอไทย ต้องจำใจมรณา - - -
ฝนลงแล้วโหวย ฝนลงแล้ววา
ตายแต่พวกเรา พวกเขามะริกัน
สนุกละวา - หวา – วา”[10]
สำนักพิมพ์อ่านได้มีหมายเหตุจาก บ.ก. เอาไว้ข้างท้ายบทกวีนี้ว่า “สหรัฐอเมริกาทำการทดลองระเบิดปรมาณูอยู่ในเขตรังสีอาจจะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย โดยปะปนมาในอากาศและน้ำฝน สหรัฐอเมริกามุ่งแต่จะรักษาชีวิตพลเมืองของตน โดยไม่สนใจว่า พลเมืองในส่วนอื่นของโลกจะได้รับภัยพิบัติจากกระทำของตนหรือไม่ อย่างไร”[11]
แรกเมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกโค่นล้มไปเมื่อปลายปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มนายทหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฝ่ายซ้ายไทยก็แสดงท่าทียินดีและมีความหวัง เพราะพวกเขาวิพากษ์จอมพล ป. ในฐานะ “ขุนศึกเผด็จการฟัสซิสต์” มาช้านานหลายปีแล้ว และจอมพลสฤษดิ์ก็สนับสนุนขบวนการวิพากษ์นี้ผ่านการให้เงินทุนทำหนังสือพิมพ์ (เช่น สารเสรี) สฤษดิ์ยังเป็นนายทหารที่สร้างภาพลักษณ์ตัวเองเป็น “ทหารอาชีพ ใสซื่อ มือสะอาด”
แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากฝ่ายซ้าย อีกมีอีกกลุ่มที่สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์คือกลุ่มกษัตริย์นิยม เมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้ว สฤษดิ์จึงได้เริ่มเปิดเผย “ธาตุแท้” ดำเนินการทางการเมืองไปในทางอนุรักษนิยม ปราบปรามฝ่ายซ้าย โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
หลังจากนั้น เราจะค่อย ๆ เห็นบทบาทท่าทีของฝ่ายซ้ายไทยที่จะวิพากษ์สหรัฐอเมริกามากขึ้น โดยนิยามเรียกสหรัฐอเมริกาว่า “จักรพรรดินิยม” (Imperialism) เข้ามาล่าเมืองขึ้นแบบใหม่ พวกเขามองว่าสังคมไทยมีสภาพ “กึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินา”
นอกจากนี้ บทกวี “ฝนมฤตยู” ยังทำให้นายผีเป็นนักคิดนักเขียนคนแรก ๆ ที่ส่งเสียงสะท้อนเกี่ยวกับผลกระทบจากการพัฒนาและทดลองปรมาณู ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการทดลองทำให้เกิดสารเคมีปนเปื้อนในธรรมชาติ กรณีนี้คือฟ้าฝน จาก “ฝน” ที่เป็นความปรารถนาของชาวนา กลายเป็น “ฝนมฤตยู” หรือ “ฝนพิษ” และ “ฝุ่น” อันเกิดจากการปล่อยก๊าซพิษจากการทดลอง เรื่องนี้ไม่ใช่จินตนาการที่ปราศจากข้อเท็จจริงยืนยัน
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เพื่ออัตรากำไรสูงสุดของนายทุน และเพื่ออำนาจของผู้นำทางการเมือง ปกติมักไม่ก่อผลให้เห็นโดยทันทีทันใด ไม่เหมือนอย่างเหตุเภทภัยจากอุบัติเหตุรถชน แต่ร่างกายประชาชนที่ต้องอยู่กับมลพิษจะค่อย ๆ สะสม จนเป็นปัญหาสุขภาพและโรคภัยในระยะยาว ทั้ง ๆ ที่ยุคนายผีแต่งบทกวีนี้ ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยยังอุดมสมบูรณ์ แต่นายผีก็ใช้ศิลปะการประพันธ์จินตนาการถึงยุคที่จะพัฒนาไปหลังจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ในแง่นี้วิทยาศาสตร์ก็มีความเป็นการเมืองสูง เพราะที่สงครามขยายใหญ่โตและทวีความรุนแรงขึ้นได้กว่า ส่งผลให้ประชาชนผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ต้องมาบาดเจ็บล้มตายได้มากกว่าแต่ก่อนมาก ก็ด้วยวิทยาศาสตร์ถูกนำไปใช้สนับสนุนสงคราม สงครามเปิดเผยด้านที่ชั่วร้ายของมนุษย์

ภาพลายเส้นอัศนี พลจันทร วาดโดยประยูร จรรยาวงษ์
ปรากฏครั้งแรกในนิตยสารสยามสมัย ฉบับเดือนพฤษภาคม 2495
(6) บทสรุปและส่งท้าย: “สองมือเฮามีแฮง เสียงเฮาแย้งมีคนยิน”
เมื่อเทียบกันแล้วต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า สมัยโน้นปัญญาชนจำนวนไม่น้อยต่างพากันคลั่งชาติ-กระหายสงคราม-สนับสนุนการฆ่าฟัน กรณีที่เห็นได้ชัดก็เช่น หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ซึ่งสก็อต บาร์เม่ (Scot Barmeʹ) นิยามเรียกว่า “Hypernationalism” (ชาตินิยมล้นเกิน)[12]
ขณะที่ฝ่ายซ้ายไทยเองก็มีแนวคิดทางชาตินิยม แต่ไม่ได้เป็นแบบ “ล้นเกิน” (Hyper) และเป็น “ชาติ” ที่หมายถึงประชาชน เช่นมีวลีของพคท. ที่ว่า “ชูธงเอกราช ชาติคือประชาชน” ซึ่งถือเป็นสืบทอดอุดมการณ์ของคณะราษฎรแบบหนึ่ง เพราะคณะราษฎรก็เคยประกาศไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ว่า “ประเทศเป็นของราษฎร”
มีความพยายามที่จะนิยามเรียกชาตินิยมแบบหลังนี้ว่า “ชาตินิยมใหม่” หรือ “ชาตินิยมก้าวหน้า”[13] แต่อย่างไรก็ตาม จุดยืนต่อสงครามในหมู่ฝ่ายซ้ายก็มีความแตกต่าง บางคนเห็นด้วยกับการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ (ในจำนวนนี้มีธง แจ่มศรี และจิตร ภูมิศักดิ์ รวมอยู่ด้วย) บางคนไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังอาวุธ (เช่น อุดม สีสุวรรณ (ในตอนแรก) และกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นต้น) บางคนเสนอให้แยกระหว่าง “สงครามของจักรพรรดินิยม” (สหรัฐอเมริกา) กับ “สงครามปฏิวัติของฝ่ายสังคมนิยม”
กรณีนายผีเป็นข้อยกเว้น แม้แต่กรณีโซเวียต เขาก็ไม่ได้เห็นด้วย สำหรับสงครามดูเหมือนนายผีจะจัดอยู่ในจำพวก “สองไม่เอา” คือไม่เอาทั้งฝ่ายโลกเสรีกับฝ่ายสังคมนิยมที่ก่อสงคราม แต่เมื่อเข้าร่วมพคท. นายผีก็จำต้อง “เซนเซอร์ตัวเอง” อีกครั้ง เพราะต้องอยู่กับพรรค และสนับสนุนแนวทางของพรรคตามหลักการ “ประชาธิปไตยรวมศูนย์”[14]
เมื่อหลายปีก่อนผู้เขียนกับเพื่อน (คือนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ที่บัดนี้กลายเป็นผู้ประกาศข่าวสุดหล่อของช่องพีเพิล) ได้ไปพบและขอสัมภาษณ์ลุงสุพจน์ ด่านตระกูล ที่บ้านพักริมน้ำแถวนนทบุรี มีช่วงหนึ่งเราถามถึงฝ่ายซ้ายรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นจิตร ภูมิศักดิ์, เปลื้อง วรรณศรี, ทวีป วรดิลก ฯลฯ แล้วก็นายผี-อัศนี พลจันทร ผู้เขียนยังจำได้ ลุงสุพจน์บอก “เสียดายนายผี” เสียดายที่ไม่น่าเข้าป่า เพราะการเข้าป่าไปร่วมกับพคท. ทำให้นายผีหยุดพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานทางวรรณกรรมไปเป็นอันมาก อีกทั้งยังต้องจำกัดกรอบความคิดไปตามนโยบายพรรค

อัศนี พลจันทรปฏิบัติงานภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
ย้อนหลังกลับไปในช่วงวัยเยาว์ ที่บ้านเกิดราชบุรี ซึ่งนายผีเข้าเรียนอยู่จนชั้นมัธยมปลาย ก่อนจะเข้าพระนครฯ มาศึกษาต่อที่ม.ธ.ก. ราชบุรีเป็นดินแดนที่ค่อนข้างสงบสุข แต่แล้วในอีกไม่กี่ปีต่อมาก็เปลี่ยนเป็นสมรภูมิถูกทิ้งระเบิดในสงครามมหาเอเชียบูรพา เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นได้เดินทัพผ่านประเทศไทย เกณฑ์เชลยศึกมา สร้างทางรถไฟไปพม่า ตั้งแต่บ้านโป่งไปถึงชายแดนตะวันตก ความโหดร้ายในสงคราม ชะตากรรมของเชลยศึกที่เมืองกาญจนบุรี แม้จะยังไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสายตาชาวโลก แต่สำหรับชาวกาญจนบุรีและราชบุรีแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาพบเห็นกันในระดับชีวิตประจำวัน
2 ปีหลังจากสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง นายผี-อัศนี พลจันทร ได้เขียนความเรียงชิ้นหนึ่งในคอลัมน์ปริทัศน์ของหนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2489 กล่าวถึงผลของสงครามที่ได้ฝากรอยแผลไว้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่วรรณกรรม เพราะเหตุว่า “วรรณคดีย่อมเสื่อมโทรมไปในสมัยหลังสงคราม ข้อนี้ก็มีความจริงอยู่ สงครามได้ทำลายจิตต์ใจมนุษย์เสียเปนอันมาก แม้จิตต์ใจของกวี เพราะฉะนั้น วรรณคดีที่เกิดขึ้นหลังสงครามจึงมักจะเปนวรรณคดีที่ไม่ค่อยจะเปนภาษาเอาเสียเลย วรรณคดีหลังสงครามมักเปนสิ่งสะเพร่า เหลวแหลก ยุ่งเหยิง ไม่เปนรส และภาษาหลังสงครามนั้นก็ดุจเดียวกัน หาราคาบ่มิได้ เปนภาษาจำพวกกุ๊ยเสียโดยมาก”[15]
บาดแผลและความทรงจำรับรู้ที่มีต่อยุคสงครามโลก เกิดทันยุคญี่ปุ่นขึ้นบกและเดินทัพผ่านประเทศไทย นี่เองทำให้นายผีเป็นปัญญาชนที่เห็นพิษภัยของสงคราม ในฐานะกวีเขาจึงอดที่จะเศร้าสะเทือนใจไปกับความเป็นไปของมนุษยชาติไม่ได้ เพราะในขณะที่บาดแผลจากสงครามโลกคราวที่แล้วในหมู่ประชาชนยังไม่เสื่อมสลาย ก็ต่อด้วยสงครามเย็นซึ่งเป็นความตึงเครียดระหว่างประเทศที่จ่อจะขยายลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่บ่อยครั้ง
บางท่านเช่น ยูวัล โนอาห์ ฮารารี (Yuval Noah Harari) นักประวัติศาสตร์ ปรัชญา และนักเขียนชาวอิสราเอล เจ้าของผลงานเรื่อง “เซเปียนส์” เคยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครนว่า เมื่อย้อนอดีตอันใกล้ เรื่องหนึ่งซึ่งไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า สิ่งอันสร้างสันติภาพให้แก่โลก ทำให้ยุคสงครามเย็นที่เกือบจะกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เกิด ก็เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาวุธร้ายแรงอย่างนิวเคลียร์ เลยไม่กล้าเปิดฉากสงครามกันเต็มรูป[16]
ขณะที่จากข้อมูลและมุมมองของนายผี สหรัฐอเมริกาพยายามยั่วยุจะให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่หลายครั้งด้วยกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ นายผีและฝ่ายซ้ายไทยมองว่าสหรัฐอเมริกาเวลานั้นกำลังเล่นบทเป็น “จักรพรรดินิยม” (ปัจจุบันนิยมเขียน “จักรวรรดินิยม” คำเดียวกัน) ล่าเมืองขึ้นแบบใหม่ และไทยตกเป็น “สังคมกึ่งเมืองขึ้น”[17] ต่อมา จิตร ภูมิศักดิ์ เห็นต่างว่าเป็น “สังคมกึ่งศักดินา” ต่างหาก[18]
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้ซึ่งในสมัยเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 1 ได้เคยประกาศเข้าร่วมสงครามเป็นฝ่ายอักษะไปแล้ว เมื่อกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยตามคำเชิญของคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 คราวนี้ได้ย้ายข้างมาสนับสนุนฝ่ายสหรัฐอเมริกาเพื่อความชอบธรรมและอยู่รอดทางการเมือง จึงส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ทั้งที่เกาหลีเหนือไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยแต่อย่างใดเลย
ถึงแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลจากจอมพล ป. มาเป็นจอมพลสฤษดิ์ ก็ไม่ได้เปลี่ยนตรงนี้ จอมพลสฤษดิ์กับพรรคพวกกลับยิ่งถลำลงไปในเกมบนหมากกระดานของมหาอำนาจ โดยการสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามเวียดนามในเวลาต่อมา
ผลคือขบวนการฝ่ายซ้ายไทยได้นำเอาตรงนี้ไปขยายในรูปงานเขียนหลากหลายประเภททั้งวรรณกรรม เรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย ไปจนถึงงานเขียนทางวิชาการ ฯลฯ[19] มันดูสมเหตุสมผลที่ว่าไทยไม่ได้มีเอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ในเวลานั้น เพราะกองทัพต่างชาติยังคงสามารถเข้ามาตั้งฐานทัพโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน เพียงแต่เปลี่ยนจาก “จักรพรรดินิยมญี่ปุ่น” มาเป็น “จักรพรรดินิยมอเมริกา” เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การที่บทกวีของนายผียังเข้ากันได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะนายผีเป็นคนมีความคิดก้าวหน้า แต่อาจเป็นเพราะปัจจุบันโลกกำลังขวาหันอีกครั้ง หรือเหตุการณ์มีลักษณะเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ก็เป็นได้
เชิงอรรถ
[1] นายผี (อัศนี พลจันทร). กาพย์กลอนวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองสยาม เล่ม 2 (พ.ศ.2491-2493). (กรุงเทพฯ: สนพ.อ่าน, 2557), หน้า 234-235.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า 235.
[3] Alec Nove. Stalinism and After: The Road to Gorbachev. Boston: Unwin Hyman, 1989.
[4] นอกจากลีออน ทรอตสกี้ (Leon Trotsky) แล้ว เออร์เนสต์ แมนเดล (Ernest Mandel) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวมาร์กซิสต์ชาวเบลเยียม ก็มีจุดยืนและมองประเด็นนี้แบบเดียวกันดู Ernest Mandel. Beyond Perestroika: The future of Gorbachev's USSR. translated by Fus Fagan, London: Verso, 1999.
[5] นายผี (อัศนี พลจันทร). กาพย์กลอนวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองสยาม เล่ม 2, หน้า 261-262.
[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า 262.
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า 311-313.
[8] เรื่องเดียวกัน, หน้า 314.
[9] ดูรายละเอียดประเด็นนี้ใน กำพล จำปาพันธ์. “ปรีดี พนมยงค์, ม.ธ.ก., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2490 ในทัศนะของ “นายผี” (อัศนี พลจันทร)” https://pridi.or.th/th/content/2025/10/2666 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568).
[10] นายผี (อัศนี พลจันทร). กาพย์กลอนวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองสยาม เล่ม 3 (พ.ศ. 2494-2495 และ 2501-2502). (กรุงเทพฯ: สนพ.อ่าน, 2557), หน้า 224-225.
[11] เรื่องเดียวกัน, หน้า 226.
[12] Scot Barmeʹ. Luang Wichit Wathakan and the Creation of a Thai Identity. (Singapore: ISEAS, 1993), Chapter 6.
[13] ดูรายละเอียดใน โสภา ชานะมูล. “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2550.
[14] “ประชาธิปไตยรวมศูนย์” คือคำที่วลาดิมีร์ เลนิน (Valadimir Lenin) ผู้นำพรรคบอลเชวิค เสนอเป็นแนวทางการทำงานของพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย โดยก่อนจะเป็นนโยบายพรรคให้มีเสรีภาพถกเถียงกันได้เต็มที่ แต่เมื่อลงมติเห็นชอบเป็นนโยบายแล้วจะต้องเคารพและปฏิบัติตามจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือนำเสนอนโยบายใหม่
[15] นายผี (อัศนี พลจันทร). ชุมนุมบทความและปกิณกคดีของอัศนี พลจันทร เล่ม 1. (กรุงเทพฯ: สนพ.อ่าน, 2561), หน้า 203.
[16] ดูบทสัมภาษณ์นี้ย้อนหลังทางช่องยูทูบได้ใน https://www.youtube.com/watch?v=48Ei3K5Iy1A
[17] ผลงานเด่น ๆ ของมุมมองแบบนี้คือ อรัญญ์ พรหมชมภู (อุดม สีสุวรรณ). เส้นทางสังคมไทย (ไทยกึ่งเมืองขึ้น). กรุงเทพฯ: สนพ.อักษร, 2522; การวิพากษ์แนวคิดและมุมมองดังกล่าวนี้ดู ทรงชัย ณ ยะลา. เศรษฐศาสตร์การเมืองภาคพิสดาร: วิวาทะว่าด้วยสังคมกึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินาของไทย. กรุงเทพฯ: สนพ.น้ำหยาด, 2524.
[18] ดูใน สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (จิตร ภูมิศักดิ์). โฉมหน้าศักดินาไทยในยุคปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: อักษรสัมพันธ์, 2517.
[19] ดูรายละเอียดใน เบน แอนเดอร์สัน (ผู้แปล). ในกระจก: วรรณกรรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน. กรุงเทพฯ: สนพ.อ่าน, 2553.