การอภิวัฒน์ 2475 ปรากฏฉากสำคัญหลายประการซึ่งได้รับการเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านประกาศคณะราษฎร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม การอัญเชิญกรมพระนครสวรรค์จากวังบางขุนพรหม ตลอดจนการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์เหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากการปะทะและการสูญเสีย ก่อให้เกิดภาพจำของการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่สงบ งดงาม และคล้ายจะไร้รอยเลือด หากพิจารณาเพียงผิวหน้า ย่ำรุ่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ดูประหนึ่งเป็นรุ่งอรุณของระเบียบแบบแผนใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น โดยแทบไม่ต้องแลกด้วยชีวิตของผู้ใด
กระนั้น ภายใต้ความสงบนิ่งดังกล่าว ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ในเงามืดของความทรงจำ และมิได้รับการกล่าวถึงในระดับเดียวกัน การเข้าควบคุมตัวพระยาเสนาสงคราม ม.ร.ว. อี๋ นพวงศ์ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดของห้วงเวลาเปลี่ยนผ่าน เมื่อคณะราษฎร นำโดยขุนศรีศรากร พร้อมกำลังผู้ร่วมอุดมการณ์ เข้าปฏิบัติภารกิจ ณ บ้านของขุนทหารคนสำคัญแห่งระบอบเดิม ความมุ่งหมายเพื่อควบคุมตัวโดยสันติกลับเผชิญจังหวะอันไม่อาจคาดหมาย เสียงปืนที่ดังขึ้นโดยมิได้ตั้งใจจึงกลายเป็น “เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย” เรื่องเล่าที่แตกแขนงจากเหตุการณ์นี้ปรากฏทั้งจากฝ่ายผู้ก่อการและผู้คนในระบอบเดิม หากในบั้นปลาย ชะตากรรมของทั้งสองฝ่ายกลับบรรจบกันอย่างน่าพิจารณา เมื่อผู้ถูกกระทำอุปสมบทก่อน ส่วนผู้กระทำก็ดำเนินตามเส้นทางเดียวกันในเวลาต่อมา ในฉายาบรรพชิต “พระปัญญาคุณ ปุณฺณวํโส”
บทความนี้จะนำพาผู้อ่านให้รู้จักผู้ก่อการท่านนี้ผ่านสถานะต่าง ๆ แห่งชีวิต จากขุนศรีศรากรในระบอบเดิม สู่พลตำรวจตรี ชลอ ศรีศรากร ในระบอบใหม่ ก่อนจะลงท้ายที่พระปุณณะวังโสในบั้นปลายชีวิต

ขุนศรีศรากร
เกิดในเรือ ชีวิตปฐมวัย
ชลอ ศรีศรากร เกิดบนเรือบรรทุกข้าวซึ่งจอดอยู่กลางแม่น้ำน่าน ใกล้วัดยาง จังหวัดพิษณุโลก ในเช้าวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2444 บิดาชื่อกัน มารดาชื่อสวาท มีบุตรรวมกันห้าคน เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ครอบครัวประกอบอาชีพค้าข้าว ล่องเรือรับซื้อจากพิษณุโลก อุตรดิตถ์ และพิจิตร แล้วนำไปขายที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ชีวิตทั้งครอบครัวผูกพันอยู่กับเรือ เด็กคนนี้จึงเติบโตมากับสายน้ำ การพายเรือ และการเดินทางขึ้นล่องตามจังหวะของการค้า
เมื่ออายุได้ 9 ขวบ ในปี พ.ศ. 2453 บิดาพามาอาศัยอยู่กับหลวงพ่อเที่ยง เจ้าอาวาสวัดยาง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเข้าเรียนชั้นปฐมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดยาง แม้อายุจะมากกว่านักเรียนทั่วไปจนถูกล้อเลียน แต่ด้วยพื้นฐานที่บิดาสอนมูลบทบรรพกิจมาก่อน จึงอ่านเขียนได้ดีและสอบได้ที่ 1 ในปีถัดมา ครูใหญ่จึงให้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ปฐมปีที่ 3 ต่อมาในปี พ.ศ. 2455 เมื่อจบชั้นปฐม บิดาพาเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลพิษณุโลก (ปัจจุบันคือโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม) โดยช่วงแรกต้องเดินทางไกลไปกลับทุกวัน ก่อนจะย้ายไปอาศัยอยู่ใกล้โรงเรียนที่วัดพระพุทธชินราชเพื่อความสะดวกในการศึกษา พ.ศ. 2461 ภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม บิดาพาเข้ากรุงเทพฯ พามาฝากไว้กับท่านเจ้าคุณพระสารภารณกวี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ด้วยความมุ่งหมายให้ศึกษาบาลี แต่เขาตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก และสอบได้ลำดับที่ 12 จากผู้สมัครกว่าสามร้อยคน เปิดทางสู่ชีวิตอีกช่วงหนึ่งซึ่งจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองในเวลาต่อมา
ชีวิตนักเรียนทหารปืนใหญ่ และการรับราชการภายใต้ระบอบเดิม
เมื่อเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบกในระยะแรก ชลอยังไม่มีนามสกุลใช้ ต้องอาศัยนามสกุล “ชูยศ” ของพี่เขยไปพลางก่อน ตามข้อบังคับของโรงเรียนนายร้อยที่กำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องมีนามสกุล เขาจึงเข้าเฝ้ากรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ วัดราชบพิตร และได้รับประทานนามสกุล “ศรีธนากร” อันสืบเนื่องจากชื่อและอาชีพของบรรพบุรุษในตระกูล ทั้งสายของนักมวย ชาวนา และข้าราชการเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเขานึกย้อนถึงรากเหง้าที่ลึกลงไปกว่านั้น ซึ่งโยงไปถึง “พระยาพิชัยดาบหัก” นักรบแห่งเมืองพิชัย ทำให้ชื่อสกุลที่ได้รับดูเสมือนเป็นเพียงชั้นหนึ่งของประวัติที่ยังไม่เปิดเผยทั้งหมด
วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ภายหลังสำเร็จการศึกษา ได้เข้ารับราชการประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 7 จังหวัดพิษณุโลก สังกัดกองพลที่ 7 กองทัพน้อยที่ 2 โดยสอบได้ลำดับที่ 36 จากผู้สำเร็จ 86 นาย ได้รับพระราชทานยศนายร้อยตรี รุ่นเดียวกับนายทหารที่ต่อมามีบทบาทสำคัญในกองทัพหลายคน มิตรภาพในรุ่นดำเนินยาวนานไปตลอดชีวิตราชการ และก่อรูปเป็นเครือข่ายสำคัญในเวลาต่อมา ในช่วงรับราชการที่พิษณุโลก ผู้บังคับบัญชาคือ พล.ท. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฎ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนพระยศเป็นกรมหมื่นอดิสรอุดมศักดิ์ และดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมจนถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์ทรงสนับสนุนกิจกรรมกีฬา โดยเฉพาะเทนนิส มีการแข่งขันประจำปีระหว่างหน่วยทหารในสังกัดกองทัพน้อยที่ 2 จากหัวเมืองฝ่ายเหนือหลายจังหวัด ชลอเข้าร่วมแข่งขันอย่างสม่ำเสมอและชนะเลิศติดต่อกันตลอดห้าปี อีกทั้งยังเคยร่วมเล่นเทนนิสกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสภาคเหนือ นับเป็นประสบการณ์สำคัญของนายทหารหนุ่มในยุคนั้น
ต่อมา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 ได้รับพระราชทานยศนายร้อยโท และย้ายไปเป็นนายทหารฝึกหัดราชการในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ หลักสูตรสองปี ปีแรกศึกษาในกรมจเรทหารปืนใหญ่ ณ กระทรวงกลาโหม มี ร.อ. หลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. ในเวลาต่อมา) เป็นอาจารย์สอนวิชาปืนใหญ่ต่างประเทศ เขาสอบได้ที่หนึ่งในวิชานี้ ส่วนปีถัดมาฝึกภาคสนามที่โคกกะเทียม จังหวัดลพบุรี ภายใต้การดูแลของพระยากำแหงรามภักดี เป็นช่วงวางรากฐานความรู้ด้านเทคนิคอย่างเข้มข้น พ.ศ. 2473 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนศรีศรากร” มีศักดินา 600 หลัง สำเร็จหลักสูตรย้ายไปประจำกองพันที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ทำหน้าที่ฝึกทหารใหม่จากหัวเมืองอีสาน ก่อนจะย้ายเข้าสังกัดกองตรวจอากาศ กรมจเรทหารปืนใหญ่ ทำงานร่วมกับหลวงพิบูลสงคราม และพระยาพหลพลพยุหเสนา ในช่วงที่กองทัพกำลังพัฒนาวิชาการยิงปืนใหญ่สมัยใหม่ เขาได้รับมอบหมายให้ไปศึกษาวิชาแผนที่ลัมแพร์ตที่กรมแผนที่ทหารบก และต่อมาได้เขียนตำรา “แผนที่การยิงปืนใหญ่” จนได้รับรางวัลจากกระทรวงกลาโหม
พ.ศ. 2474 ได้รับหน้าที่เป็นครูสอนวิชาการยิงปืนใหญ่ด้วยแผนที่ตาตาราง และวิชาแผนที่การยิงปืนใหญ่ ณ แผนกการยิงปืนใหญ่โคกกะเทียม จังหวัดลพบุรี โดยกรมจเรทหารปืนใหญ่มีคำสั่งให้ผู้บังคับกองร้อยเข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 1 และผู้บังคับการกรมเข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 2 ซึ่งมีนายทหารสำคัญเข้าร่วม อาทิ พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาฤทธิอัคเนย์ หลวงอดุลเดชจรัส และหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต ซึ่งบุคคลทั้งสี่ล้วนมีบทบาทร่วมในการก่อการอภิวัฒน์ 2475 ในเวลาต่อมา ช่วงเวลานี้ทำให้เขาเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของเครือข่ายนายทหารรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมาจะมีบทบาทอย่างยิ่งต่อทิศทางการเมืองไทยในทศวรรษถัดมา
เข้าร่วมก่อการอภิวัฒน์ 2475 และ “เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย”
ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2475 ร.ต. หลวงพิบูลสงคราม ได้ชักชวนชลอเข้าร่วมคณะราษฎร เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันฝนพรำ ขณะเดินอยู่บนถนนอัษฎางค์ คำชักชวนเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่หนักแน่นพอให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมในทันที ด้วยความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและในตัวหลวงพิบูลฯ จากนั้นเขาได้รับมอบหมายให้ชักชวนนายทหารคนอื่นเข้าร่วม ได้ติดต่อเพื่อนรวม 16 คน มีผู้ตอบรับ 9 คน อีก 7 คนปฏิเสธ แต่ไม่มีผู้ใดนำความไปแจ้งผู้บังคับบัญชา ความเงียบนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากข่าวรั่วไหลก่อนวันลงมือ โทษตามกฎหมายในขณะนั้นคือประหารชีวิต
รุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เขาได้รับมอบหมายให้เข้าควบคุมตัวพลตรีพระยาเสนาสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความรอบคอบอย่างยิ่ง พื้นที่ปฏิบัติการอยู่ภายในบ้านพักบนถนนนครชัยศรี ต้องเดินเข้าซอยไปประมาณ 150 เมตร ก่อนวันลงมือเขาได้ไปสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อม บรรยากาศในเช้าวันนั้นมีฝนโปรยลงมาเบาบาง ผู้ร่วมก่อการบางส่วนมองว่าเป็นสัญญาณอันดี ทุกอย่างดูเป็นไปตามแผน กระทั่งถึงเวลาประมาณ 8 นาฬิกา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพระยาเสนาสงคราม เขาจึงเข้าไปยังประตูบ้านเพื่อแสดงตัวและเชิญตัวตามขั้นตอน
ท่ามกลางฝนพรำเบาบาง เหตุการณ์ซึ่งควรเป็นเพียงการเข้าควบคุมตัวกลับพลิกผันในเสี้ยววินาที เมื่อเขายกมือทำวันทยาหัตถ์เพื่อรายงานเชิญตัว พลตรีพระยาเสนาสงคราม หากผู้ใต้บังคับบัญชาชื่อ “นายจ้อย โอปลัก” เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นสัญญาณให้ลงมือ จึงใช้พานท้ายปืนตีศีรษะทันที สถานการณ์จึงแปรเปลี่ยนจากความสงบสู่ความโกลาหล คนในบ้านวิ่งออกมาพร้อมอาวุธ เสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่อง กระสุนถูกหน้าท้องพระยาเสนาสงครามจนล้มลง ขณะที่ท่านขุนเองยอมรับว่าได้ยิงไปหนึ่งนัดซึ่งเป็นนัดสุดท้าย ก่อนที่ทั้งคณะจะถอนตัวออกจากพื้นที่ และปล่อยให้พระยาเสนาสงครามถูกนำส่งโรงพยาบาล ภายหลังเมื่อสอบถามถึงสาเหตุ นายจ้อยให้คำอธิบายว่าเกิดจากความเข้าใจสัญญาณผิด โดยเชื่อว่าการยกมือคือคำสั่งให้โจมตี อย่างไรก็ตาม กระสุนมิได้ถูกอวัยวะสำคัญ พระยาเสนาสงครามจึงรอดชีวิตและเข้ารับการรักษาจนหายเป็นปกติ เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นกรณีเดียวของวันอภิวัฒน์ที่มีเลือดตกยางออก ขณะที่จุดอื่นดำเนินไปโดยปราศจากความรุนแรง
ชีวิตภายใต้ระบอบใหม่
จากนายทหารสู่ข้าราชการความมั่นคงของรัฐใหม่
ภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ขุนศรีศรากรยังคงรับราชการในสายทหาร โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกองร้อยทหารปืนใหญ่ที่ 2 บางซื่อ และในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2476 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยเอก ไม่นานนัก สถานการณ์การเมืองตึงเครียดจากกรณีกบฏบวรเดช เขาถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเชิญเสด็จพระองค์เจ้าบวรเดชกลับพระนคร แต่กลับถูกควบคุมตัวและเกือบถูกประหารชีวิต ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ เหตุการณ์นี้สะท้อนความผันผวนของอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งแม้ผู้ก่อการเองก็อาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงถึงชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
พ.ศ. 2477 เขาเลือกย้ายเข้าสู่กรมตำรวจตามความประสงค์ของหลวงอดุลเดชจรัส และดำรงตำแหน่งสารวัตรตำรวจสันติบาล อันเป็นกลไกสำคัญด้านความมั่นคงของรัฐใหม่ ในปีเดียวกันยังได้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านตำรวจที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 7 เดือน ก่อนกลับมาเขียนรายงาน “ตำรวจญี่ปุ่น” เสนอแก่กระทรวงมหาดไทย ต่อมา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 ได้เลื่อนยศเป็นนายพันตำรวจตรี พร้อมดำรงตำแหน่งผู้กำกับการโรงเรียนตำรวจปทุมวัน และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 สะท้อนบทบาทที่ขยายออกไปทั้งในทางราชการและการเมืองควบคู่กัน
งานราชทัณฑ์กับการปฏิรูปเชิงมนุษยธรรม
เมื่อถึง พ.ศ. 2480 เขาได้รับมอบหมายให้ไปควบคุมเรือนจำมหันตโทษบางขวาง ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองจำนวนมาก และได้ดำเนินนโยบายปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม การรักษาพยาบาล ตลอดจนส่งเสริมการศึกษาและวิชาชีพ พร้อมทั้งยกเลิกการใช้โซ่ตรวนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผลลัพธ์คือคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และปัญหาภายในเรือนจำลดลง
ใน พ.ศ. 2481 เขาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในเวลาต่อมา แนวคิดสำคัญของเขาคือการมองผู้ต้องขังในฐานะมนุษย์ที่สามารถฟื้นฟูได้ มากกว่าการเป็นเพียงผู้กระทำผิด นโยบายถอดโซ่ตรวนทั่วประเทศจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบราชทัณฑ์ไทย ควบคู่กับการวางระบบการศึกษาและการฝึกอาชีพ รวมถึงการจัดตั้งการผลิตสินค้าในเรือนจำและเครือข่ายแลกเปลี่ยนระหว่างจังหวัด ทำให้ผู้ต้องขังมีรายได้ มีแรงจูงใจ และลดแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำอย่างเป็นรูปธรรม
การบริหารเศรษฐกิจรัฐและการเพิ่มรายได้ประเทศ
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2484 เขาถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต ท่ามกลางความแตกต่างจากงานเดิมที่เน้นการฟื้นฟูผู้คน สู่ระบบภาษีและกฎหมายที่ต้องอาศัยความแม่นยำทางบริหาร เขาเลือกใช้วิธีเปิดให้ข้าราชการทุกระดับมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็น และใช้การประชุมเป็นกลไกตัดสินใจ ทำให้ระบบงานที่เคยติดขัดเริ่มคลี่คลาย
แนวทางดังกล่าวนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดตั้งเครือข่าย “บริษัทจังหวัด” เพื่อจำหน่ายสินค้าสรรพสามิต เช่น สุรา ยาสูบ และไม้ขีดไฟ รวมถึงการเปิดประมูลสัมปทานฝิ่นและการเข้าซื้อกิจการโรงงานยาสูบจากต่างชาติ ส่งผลให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาไม่กี่ปี แสดงถึงความสามารถในการใช้กลไกราชการควบคู่กับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ
ท่ามกลางภาระหน้าที่หลายตำแหน่ง ทั้งในสายตำรวจ เศรษฐกิจ ช่วงต้นสงครามเขาได้กราบถวายบังคมลาออกจากบรรดาศักดิ์ พร้อมกับผู้ร่วมก่อการอีกหลายท่าน พร้อมนำชื่อบรรดาศักดิ์ “ศรีศรากร” มาใช้เป็นนามสกุล
ภารกิจในยามสงครามและการบริหารระบบคมนาคม
วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2485 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมรถไฟ ทั้งที่ยังดำรงตำแหน่งในกรมสรรพสามิตอยู่ เมื่อเข้ารับหน้าที่พบปัญหาสะสมจำนวนมาก ทั้งเอกสารค้างพิจารณาและระบบงานที่รวมศูนย์อยู่กับผู้บริหารเพียงคนเดียว เขาจึงปรับวิธีบริหารโดยกระจายอำนาจให้หน่วยงานระดับกองสามารถตัดสินใจได้ในขอบเขตของตน ทำให้งานที่คั่งค้างได้รับการสะสางลงอย่างรวดเร็ว
ในบริบทของสงครามโลกครั้งที่ 2 การบริหารกิจการรถไฟเกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ของรัฐโดยตรง ทั้งการขนส่งสินค้า การเคลื่อนกำลัง และแรงกดดันจากกองทัพญี่ปุ่น เขาดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เช่น การจำกัดขบวนรถไฟขนส่งทหารต่างชาติ และปฏิเสธข้อตกลงที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ ควบคู่กับการแก้ปัญหาการขาดแคลนหัวรถจักรและตู้สินค้า ด้วยการจัดระบบหมุนเวียนขบวนรถให้มีประสิทธิภาพ
ภารกิจสุดตึงเครียด บอดี้การ์ดนายกรัฐมนตรีควง
วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2487 ชลอ ศรีศรากร ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพันตำรวจเอก ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังสั่นไหวจากแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภายหลังการลาออกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 อำนาจรัฐเข้าสู่ภาวะเปราะบาง สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่อำนาจทางทหารยังคงอยู่ในมือของผู้นำเดิม สถานการณ์จึงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง และจำเป็นต้องมีบุคคลที่ไว้วางใจได้ทำหน้าที่อารักขาอย่างใกล้ชิด
ภารกิจสำคัญเกิดขึ้นเมื่อจำเป็นต้องเดินทางไปยังจังหวัดลพบุรีเพื่อพบจอมพล ป. พิบูลสงครามถึงสองครั้ง โดยมีชลอในฐานะผู้บังคับการตำรวจสันติบาลติดตามนายกรัฐมนตรีไปเพียงผู้เดียว การเดินทางครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2487 บรรยากาศยังผ่อนคลาย ทั้งสามฝ่ายสนทนากันอย่างเปิดเผยในฐานะอดีตผู้ร่วมก่อการ รับประทานอาหารร่วมกัน และแยกย้ายด้วยความเข้าใจ แต่เพียงไม่กี่วันถัดมา สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นจากข่าวการเคลื่อนไหวทางทหารที่โคกกะเทียม การเดินทางครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมจึงเต็มไปด้วยความกดดัน การเจรจาใช้เวลาไม่นานโดยปราศจากบรรยากาศผ่อนคลายดังเดิม และระหว่างการเดินทางกลับพระนครตลอดสามชั่วโมง ความเงียบงันได้เข้าครอบงำทั้งคณะ สะท้อนความไม่แน่นอนของอำนาจรัฐในห้วงเวลานั้นอย่างชัดเจน
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายควง อภัยวงศ์ ได้ขอพระราชทานเลื่อนยศให้เป็นกรณีพิเศษ จนได้รับพระราชทานยศนายพลตำรวจตรี เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2487 อันเป็นผลจากความไว้วางใจในภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน บทบาทในฐานะผู้บังคับการตำรวจสันติบาลในช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นยิ่งเพิ่มแรงกดดันในการปฏิบัติหน้าที่ เขาต้องดำเนินงานด้วยความระมัดระวังทั้งต่อเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและเครือข่ายคนไทยที่เกี่ยวข้อง บางกรณีถึงขั้นต้องจับกุมบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับฝ่ายญี่ปุ่นในข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่อำนาจอธิปไตยของรัฐยังมิได้เป็นของตนเองอย่างเต็มที่ และยังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยแล้ว กระทั่งเวลาผ่านไปจึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายนั้นในภายหลัง
เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย และการเขียน “สันติบาลใต้ดิน”
ภายใต้รัฐบาลนายควง ซึ่งมีปรีดี พนมยงค์อยู่เบื้องหลังในฐานะผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าเสรีไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ดูแลด้านความมั่นคง ได้มีคำสั่งให้ชลอ ศรีศรากร ในฐานะผู้บังคับการตำรวจสันติบาล เข้าไปพำนักประจำที่วังปารุสกวันโดยไม่ให้กลับบ้าน ภายในวังมีบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คน อาทิ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พล.ต.อ.อดุล ชีวิตในช่วงนั้นดำเนินไปเสมือนโรงเรียนกินนอนในบั้นปลายชีวิต หากแต่แวดล้อมด้วยความระแวดระวังและความไม่แน่นอน เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้บังคับบัญชา จากผู้เก็บตัวกลับกลายเป็นผู้ติดต่อบุคคลหลากหลาย ทั้งข้าราชการ นักการเมือง และบุคคลในกองทัพ รวมถึงการไปมาหาสู่กับปรีดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดความสงสัย แต่ก็มิได้ซักถาม ทำได้เพียงเก็บข้อสงสัยนั้นไว้กับตนเองอยู่เนิ่นนาน
จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2488 เขาได้รับมอบหมายให้ถอดรหัสโทรเลขฉบับหนึ่ง เมื่อแปลแล้วจึงทราบว่าเป็นข้อมูลทางการเมืองระหว่างประเทศ และในวันเดียวกันนั้นเอง พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ได้เปิดเผยความจริงว่าได้ร่วมกับปรีดี พนมยงค์ ดำเนินงานในขบวนการเสรีไทยมาเป็นเวลานาน แต่ที่ผ่านมายังมิได้ชักชวนเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของเครือข่าย การปฏิบัติหน้าที่ติดตามนายกรัฐมนตรีไปลพบุรีอย่างเรียบร้อยทำให้ได้รับความไว้วางใจ จึงได้รับการชักชวนให้เข้าร่วม และเขาได้ตอบตกลงโดยไม่ลังเล อย่างไรก็ดี การเข้าร่วมเกิดขึ้นในช่วงปลายสงคราม ทำให้มีเวลาอยู่ในขบวนการเพียงราวห้าเดือน ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมจำนนในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2488 บทบาทของเขาจึงอยู่ในขั้นเตรียมการมากกว่าการปฏิบัติการโดยตรง
ภายหลังสงครามยุติ ความแตกแยกภายในกลุ่มผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองปรากฏชัด พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส จึงขอให้เขาเขียนหนังสือเพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจให้ยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หนังสือ “สันติบาลใต้ดิน” จึงถือกำเนิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงในฐานะตำรวจสันติบาลและสมาชิกเสรีไทย เนื้อหามุ่งยับยั้งการใช้กำลังและการรัฐประหาร แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนักจนถึงขั้นถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท เขากลับเลือกยอมรับผิดและขอขมาโดยไม่ต่อสู้คดี ด้วยความเชื่อว่าผลของงานเขียนได้บรรลุเป้าหมายแล้ว กล่าวคือสามารถชะลอการใช้กำลังทางการเมืองออกไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2490 ซึ่งกลายเป็นจุดสิ้นสุดของช่วงสำคัญในชีวิตราชการของเขา

ปกหนังสือสันติบาลใต้ดิน
ปิดฉากชีวิตราชการ พ.ศ. 2490 ผู้ก่อการผู้เลือกยืนบนหลักการประชาธิปไตย
พ.ศ. 2489 สมาชิกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้กลับมาประชุมพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ระเบียบวาระมีเพียงให้แต่ละคนแสดงจุดยืนต่อเส้นทางในระบอบใหม่ ผู้ใดประสงค์เข้าสู่การเมืองต้องลาออกจากราชการเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองให้ดำรงตนเป็นข้าราชการประจำต่อไป ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่ไม่เปิดช่องให้ข้าราชการลงเล่นการเมือง ในที่ประชุมนั้น ชลอ ศรีศรากร ยืนยันชัดเจนว่าเลือกเส้นทางข้าราชการ มิได้ปรารถนาจะเข้าสู่สนามการเมือง เขาจึงกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตต่อไป ด้วยความตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุดภายในขอบเขตที่ตนยึดถือ
แนวคิดของเขาสะท้อนผ่านอุปมาเรื่อง “เพดานบิน” มนุษย์แต่ละคนย่อมมีขอบเขตของตน การฝืนก้าวเกินย่อมนำไปสู่ความล้มเหลว เขามองว่าการดำรงตำแหน่งอธิบดีโดยสุจริตจนเกษียณถือเป็นความสำเร็จที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงกลับนำไปสู่ความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาในปลายปีเดียวกัน โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อฝิ่นจากต่างประเทศซึ่งเขาไม่อาจปฏิบัติตามคำสั่งได้ ในที่สุดจึงถูกสั่งให้ออกจากราชการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490 ขณะมีอายุเพียง 46 ปี การสิ้นสุดชีวิตราชการจึงมิได้เกิดจากความสมัครใจ หากเป็นผลจากการยืนหยัดต่อหลักที่ตนเชื่อมั่น
ภายหลังออกจากราชการ เขาได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมการยึดอำนาจหลายครั้ง แต่ปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นว่าการรัฐประหารเป็นการทำลายรัฐธรรมนูญที่คณะผู้ก่อการได้ร่วมกันสร้างขึ้น และไม่ประสงค์จะเบียดเบียนผู้ร่วมอุดมการณ์ที่กำลังดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จะมีการทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาลของคณะผู้ก่อการ เขาก็ยังคงปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิม โดยให้เหตุผลว่า “เป็นผู้ก่อการ ฯ ซึ่งเป็นคนหารัฐธรรมนูญมาให้แล้วจะไปร่วมงานกับผู้ทำลายรัฐธรรมนูญได้อย่างไร” เมื่อปฏิเสธทุกคนอย่างนี้แล้ว จึงต้องว่างงานต่อไปจนตลอดปี 2490 การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เขาดำเนินชีวิตอยู่นอกอำนาจรัฐอย่างเงียบงัน หากในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความมั่นคงในหลักคิดของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งเลือกยืนอยู่กับระบอบที่ตนมีส่วนร่วมก่อร่างขึ้นมาตั้งแต่ต้น โดยไม่หันกลับไปยอมรับอำนาจที่เกิดจากการล้มล้างระบอบนั้นเอง
ชีวิตผู้บริหารงานองค์กรเอกชน ผู้ริเริ่มนำเข้าเครื่องป๊อปคอร์นในยุค “โก๋หลังวัง” และผู้บริหารไบเล่
ภายหลังออกจากราชการใน พ.ศ. 2490 ชลอ ศรีศรากร ผันตัวเข้าสู่โลกของธุรกิจภาคเอกชนอย่างเต็มตัว จากชีวิตในระบบราชการสู่เครือข่ายใหม่ที่ก่อตัวผ่านสนามกอล์ฟซึ่งกลายเป็นพื้นที่สร้างมิตรภาพและโอกาสทางอาชีพ เขาเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้จัดการโรงภาพยนตร์แค็ปปิตอล ก่อนขยายไปดูแลโรงภาพยนตร์ศรีเยาวราช พร้อมทั้งปรับปรุงระบบจำหน่ายบัตรและการจัดเก็บรายได้ให้เป็นระบบ ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และสะท้อนความสามารถในการประยุกต์ทักษะการบริหารจากภาครัฐสู่ภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2493 เมื่อเขาร่วมก่อตั้ง “บริษัทข้าวโพดสวรรค์ จำกัด” กับนักธุรกิจชาวอเมริกัน และนำเข้าเครื่องคั่วข้าวโพดด้วยไฟฟ้ามาติดตั้งตามโรงภาพยนตร์สำคัญ เช่น เฉลิมกรุง แค็ปปิตอล ศรีเยาวราช และโอเดี้ยน นับเป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดคั่วแบบตะวันตกเข้าสู่สังคมเมืองไทยในรูปแบบสมัยใหม่ สอดรับกับวัฒนธรรมความบันเทิงของคนเมืองในยุค “โก๋หลังวัง” ที่โรงภาพยนตร์เป็นศูนย์กลางของชีวิต แม้กิจการนี้จะยุติลงในเวลาต่อมา แต่ก็ถือเป็นจุดตั้งต้นของวัฒนธรรมการบริโภคป๊อปคอร์นในโรงภาพยนตร์ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในเวลาใกล้เคียงกัน เขาได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่ม โดยเริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ และต่อมาเป็นผู้จัดการบริษัทไบเล่คาลิฟอร์เนียโอเร็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการใน พ.ศ. 2508 บทบาทดังกล่าวเปิดโอกาสให้เขาใช้ความสามารถด้านการบริหารอย่างเต็มที่ ทั้งการขยายโรงงานผลิตไปยังภูมิภาคเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มกำลังการผลิต ควบคู่กับการดำเนินกิจการอื่น เช่น บริษัทเกลือไทย และธุรกิจภาพยนตร์ อนึ่ง หากนึกถึง “แดง ไบเล่” จากภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง ที่ทำให้ชื่อ “ไบเล่” กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมวัยรุ่นเมืองในยุคนั้น ก็ย่อมสะท้อนบรรยากาศร่วมสมัยเดียวกับธุรกิจเครื่องดื่มที่เขาบริหารอยู่ แม้บางกิจการจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็แสดงให้เห็นความพยายามในการปรับตัวและแสวงหาแนวทางใหม่อย่างต่อเนื่อง ช่วงชีวิตนี้จึงเป็นอีกบทสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากข้าราชการสู่ผู้บริหารธุรกิจ โดยยังคงรักษาวิธีคิดเชิงระบบและวินัยในการทำงานไว้อย่างมั่นคง
“อโหสิ” การคลี่คลายอดีต
ระหว่างดำเนินชีวิตในภาคเอกชน ชลอ ศรีศรากรได้พบโดยบังเอิญกับ พลตรี พระยาเสนาสงคราม (ม.ร.ว. อี๋ นพวงศ์) อีกครั้ง ณ เชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2497 ในโอกาสเข้าพบหลวงพ่อโอภาสี การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ล่วงเลยมากว่าสองทศวรรษ จากความสัมพันธ์ในฐานะคู่กรณีที่เคยมีเลือดตกยางออก การสนทนาดำเนินไปอย่างสงบ ก่อนที่พระยาเสนาสงครามจะกล่าวอโหสิกรรมต่อหน้า พระภิกษุและผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ชลอน้อมรับด้วยความสำนึก นับเป็นจุดยุติความค้างคาในระดับส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
ต่อมาไม่นาน ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยพระยาเสนาสงครามอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ และประทานฉายา “สนฺตฺยากโร” อันหมายถึง “บ่อเกิดแห่งสันติ” จากนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด และมรณภาพโดยสงบเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2506 สิริอายุ 76 ปี 2 เดือน 22 วัน ครองสมณเพศเป็นเวลา 8 พรรษา โดยตลอดช่วงอาพาธได้รับการรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ภายใต้พระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ 20 ปีสุดท้ายของชีวิต
พ.ศ. 2505 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บริหารในภาคเอกชน ชลอ ศรีศรากร เริ่มหันเข้าสู่โลกธรรมะอย่างจริงจัง ผ่านการประพันธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาหลายเล่ม อาทิ นรก–สวรรค์มีจริง (พ.ศ. 2505), ชาติหน้ามีจริง (พ.ศ. 2506) และ นิพพานมีจริง (พ.ศ. 2507) งานเขียนเหล่านี้มิได้เป็นเพียงความสนใจส่วนตัว หากสะท้อนกระบวนการแสวงหาความหมายของชีวิตภายหลังผ่านโลกการเมืองและธุรกิจมาอย่างเข้มข้น การศึกษาพระไตรปิฎกอย่างต่อเนื่องและการฟังธรรมจากพระอาจารย์หลายรูป ทำให้ศรัทธาค่อย ๆ ก่อตัวเป็นเจตจำนงที่แน่วแน่
เมื่ออายุ 66 ปี เขาตัดสินใจวางมือจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทไบเล่ฯ เพื่อเข้าสู่เพศบรรพชิต โดยอุปสมบทเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2510 ณ อุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม มีสมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณฺณสิริ, พ.ศ. 2435–2516) เป็นพระอุปัชฌาย์ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ได้รับฉายาว่า “ปุณฺณวํโส” จากนั้นไปจำพรรษา ณ วัดเต่าไหใต้ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และดำรงชีวิตในสมณเพศอย่างมั่นคงตลอดมา แรงบันดาลใจสำคัญส่วนหนึ่งมาจากบิดา ซึ่งเคยอุปสมบทยาวนานถึง 25 พรรษา ชีวิตในเพศบรรพชิตของเขาจึงมิใช่เพียงการแสวงหาความสงบ หากยังเป็นการสืบทอดแนวทางชีวิตที่เคยซึมซับมาแต่เยาว์วัย
ในช่วงสงครามเย็น พระปุณฺณวํโสมีบทบาทในการสนับสนุนภาครัฐด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยก่อตั้ง “ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา” เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2517 และริเริ่มโครงการส่งพระภิกษุสามเณรไปปฏิบัติศาสนกิจตามพื้นที่ชายแดนและเขตความมั่นคง ซึ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูง พระอาสาสมัครกลุ่มนี้ได้รับการขนานนามว่า “หัวโล้นห่มเหลืองไม่เล่นการเมือง” และมีบทบาทในพื้นที่หลายจังหวัดสำคัญ จนถึงช่วงปลายสงครามเย็นมีพระในเครือข่ายประจำอยู่ถึง 33 ฐานทั่วประเทศ ท้ายที่สุด พระปุณฺณวํโสถึงแก่มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2530 สิริอายุ 87 ปี พรรษา 20 ปิดฉากชีวิตของบุคคลผู้ผ่านทั้งโลกอำนาจ โลกธุรกิจ และโลกธรรมะอย่างครบถ้วนในคนคนเดียว

พระปัญญาคุณ ปุณณะวังโส (ภาพจากปกอนุสรณ์งานศพ)
ปัจฉิมบท จาก “เลือดหยดแรก” สู่ “ความสงบสุดท้าย”
ชีวิตของ พระปัญญาคุณ ปุณณะวังโส (พล.ต.ต. ชลอ ศรีศรากร) หรือ “ขุนศรีศรากร” เริ่มจากพื้นฐานสามัญ ก่อนก้าวเข้าสู่เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และรับภาระในระบอบใหม่ซึ่งต้องอาศัยทั้งความกล้าและความระมัดระวัง เขาเคยอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจท่ามกลางความเสี่ยง เป็นทั้งผู้ใช้อำนาจและผู้ยับยั้งอำนาจ เผชิญทั้งความผิดพลาดและความสูญเสีย หากสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดเส้นทาง คือการยืนอยู่บนหลักการที่ตนเชื่อ แม้ต้องแลกด้วยความก้าวหน้าในชีวิตราชการหรือสถานะที่ตนเคยมี
ภายหลังออกจากราชการ เขาเปลี่ยนสนามชีวิตไปสู่โลกธุรกิจ ดูแลกิจการโรงภาพยนตร์ ริเริ่มนำเครื่องคั่วข้าวโพดเข้าสู่วัฒนธรรมเมือง และมีบทบาทในกิจการเครื่องดื่มระดับประเทศ ประสบการณ์จากงานรัฐถูกนำมาใช้ในบริบทใหม่อย่างเป็นระบบ ช่วงชีวิตนี้มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวควบคู่กัน ขณะเดียวกัน เหตุการณ์การพบกับพระยาเสนาสงคราม ณ เชิงดอยสุเทพ ใน พ.ศ. 2497 ได้กลายเป็นจุดคลี่คลายความขัดแย้งจากเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เมื่อกาลเวลาทำให้ความคับแค้นลดลง เหลือเพียงความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ในช่วงปลายชีวิต เขาตัดสินใจเข้าสู่เพศบรรพชิตและดำรงชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์ยาวนานกว่าสองทศวรรษ พร้อมทั้งทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ชายแดน จากผู้ก่อการในยามรุ่งอรุณของระบอบใหม่ สู่พระภิกษุผู้วางมือจากอำนาจโดยสมัครใจ ชีวิตของเขาจึงลงเอยด้วยความสอดคล้องระหว่างความเชื่อและการกระทำ เป็นภาพของบุคคลผู้ผ่านโลกการเมือง ธุรกิจ และธรรมะ ก่อนจะสงบนิ่งลงในบั้นปลายอย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
- อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระปัญญาคุณ ปุณณะวังโส (พล.ต.ต. ชลอ ศรีศรากร ป.ม., ท.ช.) ณ เมรุวัดตรีทศเทพวรมหาวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2530. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ราชทัณฑ์.
- ชลอ ศรีศรากร. สันติบาลใต้ดิน. พิมพ์ครั้งแรก มกราคม พ.ศ. 2489. พระนคร: อุดม. (ผู้เขียนอุทิศให้บรรพบุรุษ “เฉพาะอย่างยิ่งพระยาพิชัยดาบหัก”)
- ธรรมเสนานุสรณ์ ในการพระราชทานเพลิงศพ พระภิกษุ พลตรี พระยาเสนาสงคราม (ม.ร.ว. อี๋ นพวงศ์) ท.จ. ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2507. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย.
- พระปัญญาคุณ ปุณณะวังโส (อดีต พล.ต.ต. ชลอ ศรีศรากร). ไม่ได้ใฝ่ฝัน. พ.ศ. 2523. กรุงเทพมหานคร: ดุสิตสัมพันธ์.
- ชลอ ศรีศรากร. “บทความ.” พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเปี่ยม อดุลเดชจรัส วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2497 ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม. พระนคร: โรงพิมพ์สีไทย.
- ชลอ ศรีศรากร. ร้อยเรื่อง ร้อยรส. พ.ศ. 2502. กรุงเทพมหานคร: คลังวิทยา.
- ขุนศรีศรากร. “ภาคผนวก.” ใน จรูญ กุวานนท์. เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2493. พระนคร: สหกิจ.
- “ขุนศรีศรากร เล่านาทีระทึก—เหตุลั่นไกวันปฏิวัติ 2475 ทำไมบั้นปลายบวชเกือบ 20 ปี.” ศิลปวัฒนธรรม. เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_48627
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “โลหิตหยดแรกประชาธิปไตยไทย.” The 101 World. เข้าถึงได้จาก https://www.the101.world/first-blood-democracy/
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “‘อโหสิ’ โลหิตหยดแรกประชาธิปไตยไทย.” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ 524 (มิถุนายน พ.ศ. 2566).
- ศรัญญู เทพสงเคราะห์. รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่. กรุงเทพมหานคร: มติชน, พ.ศ. 2568.