ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

แรงงานรุ่นใหม่กับสัญญาที่ยังไม่เกิด

8
พฤษภาคม
2569

มีคนรุ่นหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมกับความเชื่อว่าถ้าทำงานหนักพอ ชีวิตจะมั่นคง พวกเขาเรียนหนังสือ สอบแข่งขัน ส่งใบสมัครงาน และเมื่อได้งานก็ทำงานหนักอย่างที่สังคมบอกให้ทำ แต่สิ่งที่ไม่มีใครบอกพวกเขาคือ สัญญาที่คนรุ่นก่อนเคยได้รับนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว สัญญาที่ว่า ทำงานดี มีบำนาญ มีสวัสดิการ และมีชีวิตบั้นปลายที่มั่นคง ถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างรายโครงการ งานฟรีแลนซ์ที่ไม่มีหลักประกัน และแพลตฟอร์มที่เรียกคนงานว่า "พาร์ทเนอร์" เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า "ลูกจ้าง" ในวันแรงงานปีนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำวันนี้ แต่คือระบบที่เราสร้างไว้ยังสามารถดูแลคนรุ่นนี้เมื่อพวกเขาแก่ชราได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ เราจะแก้ไขมันอย่างไรก่อนที่จะสายเกินไป

เราจะพบคนกลุ่มใหม่ที่ไม่ใช่ชนชั้นแรงงานแบบเดิมซึ่งมีสหภาพ มีสัญญาระยะยาว และมีบำนาญรอที่ปลายทาง แต่เป็นคนที่อยู่ในความไม่แน่นอนโดยโครงสร้าง ไม่มีความมั่นคงในอาชีพ ไม่มีอัตลักษณ์ทางวิชาชีพที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเสียงทางการเมืองที่แท้จริง ในบริบทไทย แรงงานเสี่ยง ไม่ใช่แค่คนขับรถส่งอาหารหรือฟรีแลนซ์ดิจิทัล แต่ยังรวมถึงครูสอนพิเศษที่ไม่มีสัญญาจ้าง พยาบาลรายชั่วโมง ช่างฝีมือที่รับงานผ่านแอปพลิเคชัน และคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เพิ่งจบปริญญาแล้วพบว่าตลาดแรงงานไม่ได้รอพวกเขาอยู่อย่างที่ฝัน ความเปราะบางของพวกเขาไม่ได้แสดงออกผ่านรายได้วันนี้ แต่จะปรากฏชัดในยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้า เมื่อพวกเขาไม่มีบำนาญเพียงพอที่จะดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ระบบบำนาญภายใต้กองทุนประกันสังคมไทยในปัจจุบันถูกออกแบบมาสำหรับโลกแห่งการจ้างงานแบบเดิม โลกที่คนงานเข้าระบบตั้งแต่อายุยี่สิบต้น ทำงานกับนายจ้างเดิมหรือในระบบเดิมต่อเนื่องหลายสิบปี แล้วเกษียณพร้อมรับบำนาญที่สะสมมา แต่โลกนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปสำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก คนที่ออกจากระบบบ่อย เปลี่ยนงานบ่อย หรืออยู่นอกระบบตั้งแต่ต้น จะสะสมสิทธิบำนาญได้น้อยกว่าที่ควร และผลที่ตามมาคือในปี 2567 ผู้รับบำนาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคมมีเพียง 1,137,392 ราย ในขณะที่บำเหน็จชราภาพซึ่งเป็นการรับเงินก้อนครั้งเดียวและสิ้นสุดความคุ้มครองมีผู้รับ 16,286 ล้านบาท เทียบกับบำนาญรายเดือนที่ 27,084 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าระบบยังไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตคนงานได้อย่างเพียงพอ และถ้าไม่ปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ วิกฤตที่รอคนรุ่นใหม่อยู่ข้างหน้าจะหนักกว่าที่เราคาดไว้มาก

นี่คือเหตุผลที่ทำให้สูตรบำนาญที่เรียกว่า CARE ซึ่งย่อมาจากแนวทางที่ให้น้ำหนักกับทั้งระยะเวลาการสมทบและความต้องการขั้นพื้นฐาน มีความสำคัญเกินกว่าจะมองว่าเป็นแค่การปรับตัวเลข CARE ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ฝังอยู่ในโครงสร้าง นั่นคือสูตรบำนาญเดิมที่คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยและปีสมทบแบบเส้นตรง ส่งผลให้คนที่เข้าออกระบบบ่อย คนที่มีช่วงรายได้ต่ำในชีวิต หรือคนที่เริ่มต้นสมทบช้า ได้รับบำนาญน้อยกว่าที่สมควรได้ในเชิงความยุติธรรม 

เมื่อนำเสนอสูตรนี้สู่การรับฟังความเห็นสาธารณะ ผลลัพธ์ที่ได้คือประชาชนกว่า 79,498 คน หรือร้อยละ 77.93 ของผู้เข้าร่วม เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การรับฟังความเห็นสาธารณะด้านประกันสังคมในรอบสามสิบปี และถ้าสูตรนี้ถูกนำมาใช้จริง ผู้รับบำนาญที่มีอยู่แล้ว 572,228 คน หรือร้อยละ 68 ของผู้รับบำนาญปัจจุบัน จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 291 บาทต่อเดือน ซึ่งฟังดูเหมือนน้อย แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตด้วยบำนาญเพียงหลักพันบาทต่อเดือน นั่นคือความแตกต่างระหว่างการมีและไม่มีอาหารกินครบสามมื้อ

แต่สูตรบำนาญที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถ้าโครงสร้างของระบบยังคงปิดกั้นคนรุ่นใหม่ออกจากการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตัวเอง ประเด็นที่ผมต่อสู้มาในฐานะกรรมการประกันสังคมชุดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องสูตรคำนวณ แต่คือเรื่องของสิทธิในการเลือกตั้งและการเป็นตัวแทนที่แท้จริง เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามเสนอให้เปลี่ยนกติกาการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน จากการเลือกกรรมการได้ 7 คน เหลือเพียงคนเดียว ซึ่งหมายความว่าอำนาจในการเลือกตัวแทนของคนงานจะลดลงถึงร้อยละ 86 ในครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงกติกาลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่คือการออกแบบระบบให้เสียงของคนงานเบาลงอย่างมีเจตนา และถ้าคนรุ่นใหม่ไม่มีเสียงในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับบำนาญของตัวเอง ก็ไม่มีทางที่ระบบจะปรับตัวเพื่อรับใช้ชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ที่เจ็บปวดที่สุดคือในขณะที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญกับอนาคตที่ไม่มั่นคง ผู้นำแรงงานบางส่วนที่ควรจะเป็นปากเสียงให้พวกเขา กลับเลือกที่จะนิ่งเงียบต่อการเปลี่ยนแปลงกติกาที่ลิดรอนสิทธิของคนงาน บางคนถึงกับสนับสนุนหรือไม่คัดค้านอย่างชัดเจน เพราะระบบที่ซับซ้อนและมีกรรมการน้อยลงทำให้กลุ่มที่มีเครือข่ายอยู่แล้วได้เปรียบมากขึ้น พวกเขาพูดถึงสิทธิแรงงานบนเวทีใหญ่ แต่ในห้องประชุมที่มีผลจริง กลับเลือกข้างระบบที่ตัวเองคุ้นเคยมากกว่าคนงานรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีตัวแทน ผู้นำแรงงานที่แท้จริงในยุคนี้ต้องกล้าพูดถึงอนาคตของคนที่ยังไม่ได้มีเสียง ไม่ใช่แค่รักษาฐานของตัวเองในปัจจุบัน

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูประบบบำนาญเพื่อคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในเกาหลีใต้ หลังจากตระหนักว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากออกนอกระบบการจ้างงานแบบเดิม รัฐบาลได้ปรับระบบบำนาญให้ยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับการสมทบแบบไม่ต่อเนื่อง และขยายความครอบคลุมไปถึงแรงงานแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ ในฟินแลนด์ ระบบบำนาญถูกออกแบบให้นับทุกช่วงชีวิต รวมถึงช่วงที่ดูแลบุตร ช่วงที่ว่างงาน และช่วงที่เรียนหนังสือ เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิบำนาญด้วย เพราะรัฐยอมรับว่าชีวิตคนไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และระบบที่ยุติธรรมต้องสะท้อนความเป็นจริงของชีวิต ไม่ใช่สะท้อนแค่อุดมคติของตลาดแรงงานแบบเดิม

ผมมีลูกสาวที่เพิ่งเกิดมาไม่ถึงสองปี เธอจะเติบโตขึ้นในโลกที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอาชีพในอีกยี่สิบปีข้างหน้าจะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่คือถ้าเราไม่สร้างระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่งตั้งแต่วันนี้ เธอและคนรุ่นเดียวกันจะต้องแบกรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เราทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ ทั้งจากระบบบำนาญที่ไม่เพียงพอ จากสิทธิประโยชน์ที่ถูกบีบด้วยการบริหารที่ย่ำแย่ และจากโครงสร้างอำนาจที่ปิดกั้นคนรุ่นใหม่ออกจากการมีส่วนร่วม รัฐสวัสดิการไม่ใช่ของขวัญจากรัฐ แต่คือสัญญาระหว่างคนต่างรุ่นที่ตกลงกันว่าจะช่วยกันแบกรับความเสี่ยงของชีวิต คนรุ่นปัจจุบันดูแลคนรุ่นเก่า และสร้างระบบที่ดีพอให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพา

วันแรงงานจึงไม่ควรเป็นแค่วันของอดีตและปัจจุบัน แต่ต้องเป็นวันที่เราถามตัวเองว่าระบบที่เราสืบทอดมานั้น ยังใช้ได้กับโลกที่คนรุ่นใหม่กำลังใช้ชีวิตอยู่หรือไม่ การผลักดันสูตรบำนาญที่ยุติธรรม การขยายความครอบคลุมของประกันสังคมไปถึงแรงงานทุกรูปแบบ และการรักษาสิทธิของคนงานในการมีตัวแทนที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่คือรากฐานขั้นต่ำที่สังคมต้องให้กับคนทุกรุ่น สัญญาที่ยังไม่ถูกทำขึ้นกับคนรุ่นใหม่นั้นสามารถเขียนขึ้นได้ แต่ต้องเริ่มจากความกล้าที่จะยอมรับว่าระบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป และความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงมันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับมันปีละครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม