ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

เงินที่หายไปจากมือคนงาน

6
พฤษภาคม
2569

มีคำถามที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่ไม่เคยถูกถามอย่างจริงจังในวันแรงงานสักครั้ง คือเงินที่คนงานจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนนั้น ไปอยู่ที่ไหน ถูกบริหารอย่างไร และใครได้ประโยชน์จากมัน คนงานโรงงานที่ถูกหักเงินเดือนทุกสิ้นเดือนรู้แต่เพียงว่าตัวเองจ่าย แต่ไม่รู้ว่าเงินก้อนนั้นเดินทางไปไหน ไม่รู้ว่ามันถูกนำไปซื้ออะไร ลงทุนอะไร หรือสูญหายไปกับโครงการอะไรบ้าง และนั่นคือปัญหาหัวใจของระบบประกันสังคมไทยที่ดำรงอยู่มาหลายทศวรรษ ไม่ใช่แค่ความโปร่งใสที่ขาดหาย แต่คือสัญญาที่ถูกทำลาย สัญญาที่รัฐบอกว่า "จ่ายมา แล้วเราจะดูแลคุณ" แต่ไม่เคยบอกว่าดูแลด้วยอะไร และดูแลได้แค่ไหน ผมทำงานในฐานะกรรมการประกันสังคมมาหลายปี และยิ่งเข้าไปใกล้ระบบเท่าไหร่ คำถามนั้นก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่พบในห้องประชุมไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือความไม่อยากรู้

ในปี 2567 กองทุนประกันสังคมจ่ายสิทธิประโยชน์คืนให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมกันทั้งสิ้น 135,586 ล้านบาท จาก 46,919,282 ครั้ง แยกเป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย 59,212 ล้านบาท บำนาญและบำเหน็จชราภาพ 43,370 ล้านบาท เงินสงเคราะห์บุตร 12,478 ล้านบาท ชดเชยการว่างงาน 9,849 ล้านบาท สิทธิคลอดบุตร 6,129 ล้านบาท และค่าทำศพ 2,986 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูใหญ่โต แต่เมื่อเทียบกับอัตราส่วนสิทธิประโยชน์ต่อเงินสมทบที่อยู่ที่ 58.02% นั่นหมายความว่าในทุกร้อยบาทที่คนงานและนายจ้างจ่ายเข้ากองทุน มีเพียง 58 บาทเท่านั้นที่ไหลกลับสู่มือคนงานในรูปของสิทธิประโยชน์จริง ส่วนที่เหลืออีก 42 บาทต่อร้อยบาทนั้น ไปอยู่ที่ไหน คำตอบซ่อนอยู่ในสองกรณีที่ผมติดตามมาอย่างใกล้ชิด และทั้งสองกรณีนี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของระบบที่บริหารตัวเองเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อคนงาน

กรณีแรกคือโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศหลักของสำนักงานประกันสังคมมูลค่ากว่า 848 ล้านบาท ที่ถูกว่าจ้างให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งพัฒนาขึ้นมาทดแทนระบบเมนเฟรมอายุกว่า 34 ปีที่ล้าสมัยจนไม่สามารถพัฒนาบริการดิจิทัลให้ทันสมัยได้ โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2564 และมีกำหนดส่งมอบงานในปี 2566 แต่เมื่อครบกำหนดสัญญา ระบบกลับยังพัฒนาไม่แล้วเสร็จและส่งมอบงานไม่สำเร็จ และเมื่อนำมาเปิดให้บริการจริงในต้นปีที่ผ่านมา ก็ยังพบปัญหาด้านการใช้งานจนต้องปิดระบบเพื่อปรับปรุงกินเวลาร่วมสัปดาห์ ผลกระทบตกอยู่กับผู้ว่างงานที่รอเงินชดเชยรายเดือนสูงสุดถึง 9,000 บาท ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบสิทธิหรือรับเงินได้ตามกำหนด ผู้คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางที่สุดกลับเป็นผู้แบกรับต้นทุนของความล้มเหลวในการบริหารที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ

ส่วนค่าเสียหายจากความล่าช้านั้น เมื่อรวมค่าปรับกว่า 163 ล้านบาท บวกกับค่าบำรุงรักษาในช่วงที่ส่งมอบงานล่าช้าอีกราวปีละ 200 ล้านบาท ความสูญเสียรวมจากโครงการเดียวนี้เข้าใกล้ 1,500 ล้านบาท และยังไม่นับความเสียหายที่ไม่สามารถตีมูลค่าได้ เช่น ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน ข้อมูลที่ขาดหาย และบริการที่หยุดชะงักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวเลข 1,500 ล้านบาทนั้นแปลความหมายได้ตรงไปตรงมาว่า คือเงินที่สามารถครอบคลุมสิทธิทำฟันให้ผู้ประกันตนได้หลายล้านคนตลอดหลายปี หรือเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรให้ครอบครัวแรงงานได้อีกหลายรอบ หรือขยายสิทธิการรักษาพยาบาลให้ลึกขึ้นในหลายโรคที่ยังไม่ครอบคลุม แต่เงินก้อนนั้นไม่ได้ไปที่ไหนในสามทางนั้น

กรณีที่สองเจ็บปวดกว่า เพราะมันเกิดขึ้นในโครงสร้างการลงทุนที่ควรจะสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับกองทุนชราภาพ ในช่วงปี 2565-2566 กองทุนประกันสังคมเข้าลงทุนซื้ออาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ด้วยราคากว่า 6,900 ล้านบาท ทั้งที่อาคารดังกล่าวมีอัตราการเช่าในช่วงเวลานั้นเพียง 1% และมีราคาประเมินอีกวิธีหนึ่งที่ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อตรวจสอบงบการเงินล่าสุดของนิติบุคคลที่ถือสินทรัพย์ดังกล่าว พบว่ามีรายได้เพียง 51 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายกว่า 254 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิปีละกว่า 250 ล้านบาท นั่นคือสินทรัพย์ที่ซื้อมาด้วยเงินกองทุนของคนงาน กำลังขาดทุนซ้ำซากโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ และยังไม่มีความชัดเจนว่ากระบวนการตัดสินใจลงทุนครั้งนั้นผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมเพียงพอหรือไม่ ในขณะที่กองทุนประกันสังคมโดยรวมมีพอร์ตการลงทุนสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 2,657,245 ล้านบาท ขนาดของกองทุนที่ใหญ่โตไม่ใช่หลักประกันว่าเงินถูกบริหารอย่างรับผิดชอบ แต่กลับกลายเป็นม่านที่ปกปิดความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำในรายละเอียด

สิ่งที่ผมเรียกว่าวิทยานิพนธ์สามเสาโครงสร้างเดียวนั้นก็คือความจริงที่ว่า สิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุน ไม่ใช่สามเรื่องแยกกัน แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน เงินที่รั่วไหลออกจากการบริหารที่ย่ำแย่และการลงทุนที่ขาดความรับผิดชอบ คือเงินเดียวกันกับที่ควรจะกลับมาเป็นสิทธิรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น บำนาญที่เพิ่มขึ้น หรือครอบคลุมค่าทำฟันที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับ ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่บอกว่า "ไม่มีงบพอ" สำหรับการขยายสิทธิ คำตอบที่แท้จริงไม่ใช่ว่าเงินไม่มี แต่ว่าเงินถูกนำไปใช้ในที่อื่นก่อนแล้ว โดยไม่ผ่านการตรวจสอบที่เพียงพอ และโดยที่คนงานผู้เป็นเจ้าของเงินนั้นไม่มีโอกาสรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวทางเทคนิคที่แก้ได้ด้วยระเบียบใหม่ แต่คือความล้มเหลวของกรอบความคิดที่มองว่าการบริหารและการลงทุนเป็นเรื่องของวงในที่ไม่ต้องชี้แจงต่อสาธารณะ ในขณะที่สิทธิประโยชน์เป็นเรื่องที่แจกจ่ายตามที่เหลือ ความจริงที่ถูกต้องคือตรงกันข้าม สิทธิประโยชน์คือพันธสัญญาที่ต้องมาก่อน และการบริหารกับการลงทุนคือเครื่องมือที่ต้องรับใช้พันธสัญญานั้น

คนที่ทำให้ระบบนี้ดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกตรวจสอบมานานหลายทศวรรษ ไม่ใช่เพียงข้าราชการหรือนักการเมือง แต่รวมถึงกรรมการบางส่วนที่ไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังกับโครงการไอทีที่ล่าช้าเป็นปี ไม่เคยคัดค้านการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาเกินจริง และไม่เคยเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการลงทุน พวกเขาอยู่ในห้องประชุมที่ตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ มีชื่อในรายงานการประชุม แต่ไม่ทิ้งร่องรอยของการต่อต้านหรือการซักถามไว้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กรรมการที่แท้จริงไม่ใช่คนที่โบกมือให้ผ่านทุกวาระ แต่คือคนที่กล้าลุกขึ้นถามว่า เงิน 848 ล้านบาทนี้คนงานได้อะไรคืน และทำไมสินทรัพย์ที่ซื้อมาด้วยเงินกองทุนถึงขาดทุนปีละหลายร้อยล้านโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ตำแหน่งกรรมการในบอร์ดไม่ใช่เกียรติยศที่รับมาสะสม แต่คือความรับผิดชอบต่อคนงานกว่า 13 ล้านคนที่ฝากชีวิตไว้กับกองทุน และถ้าใครนั่งในเก้าอี้นั้นโดยไม่ทำหน้าที่นั้น ก็ไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ในแคนาดา กองทุนบำนาญสาธารณะเปิดเผยรายละเอียดการลงทุนทุกประเภทต่อสาธารณะเป็นรายไตรมาส มีคณะกรรมการอิสระที่ไม่มีส่วนได้เสียทำหน้าที่กำกับดูแล และมีกลไกทางกฎหมายให้ประชาชนสามารถตรวจสอบพอร์ตการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ในสวีเดน กองทุนบำนาญแห่งชาติบริหารเงินชราภาพของประชาชนด้วยหลักความโปร่งใสที่ถูกเขียนไว้ในกฎหมายแม่ ไม่ใช่แค่นโยบายที่เปลี่ยนได้ตามรัฐบาล ผลตอบแทนสะท้อนกลับเป็นบำนาญที่ประชาชนสามารถคำนวณและวางแผนชีวิตได้ล่วงหน้า และที่สำคัญกว่าคือเมื่อเกิดการลงทุนที่ผิดพลาด มีกระบวนการสอบสวนและรับผิดชอบที่ชัดเจนโดยไม่ต้องรอแรงกดดันทางการเมือง ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความโปร่งใสไม่ใช่ภาระเพิ่มเติมของการบริหาร แต่คือรากฐานที่ทำให้กองทุนดำรงความชอบธรรมในสายตาของคนงานที่ฝากเงินไว้

วันแรงงานควรเป็นวันที่ถามว่าเงินของคนงานอยู่ที่ไหน ไม่ใช่วันที่ปรบมือให้กับตัวเลขกองทุนที่ใหญ่โตแต่บอกไม่ได้ว่าคนงานได้ประโยชน์จริงเท่าไหร่ ตราบใดที่ระบบยังมองการบริหารและการลงทุนเป็นเรื่องของวงในที่ไม่ต้องชี้แจงต่อสาธารณะ สิทธิประโยชน์ก็จะยังคงถูกบีบด้วยเหตุผลว่าไม่มีงบพอ ในขณะที่เงินหลายพันล้านหายไปกับระบบที่ล่มซ้ำ และอีกหลายร้อยล้านต่อปีหายไปกับสินทรัพย์ที่ซื้อมาในราคาที่ตั้งคำถามไม่ได้ คนงานที่จ่ายเงินสมทบมาทุกเดือนตลอดชีวิตการทำงานไม่ได้ขอให้ใครทำบุญให้ พวกเขาขอแค่ความซื่อสัตย์ว่าเงินของพวกเขาอยู่ที่ไหน และถ้ามันหายไป ใครต้องรับผิดชอบ เพราะเงินที่หายจากกองทุนไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือบั้นปลายชีวิตที่คนงานคนหนึ่งฝากไว้ตลอดชีวิตการทำงาน และไม่มีวันได้คืน