ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บุคคล, เกร็ดประวัติศาสตร์

ชื่อเดือน สกุลบุนนาค จบกฎหมาย สร้างฐานเศรษฐศาสตร์: ชีวิตและความคิดของปัญญาชนผู้สร้างคำว่าวิชา “เศรษฐศาสตร์”

5
กันยายน
2569

หากพิจารณาจากชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.เดือน บุนนาค เพียงผิวเผิน ชื่อบทความนี้อาจดูคล้ายเพียงการเล่นถ้อยคำเท่านั้น แต่หากย้อนกลับไปพิจารณาเส้นทางชีวิตของเดือน บุนนาค ถ้อยคำที่หยิบมาเล่นนี้ อาจสรุปชีวิตของปัญญาชนคนหนึ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ

 

บุตรขุนนางตระกูลสำคัญ และการเติบโตในเส้นทางกฎหมาย

เดือน บุนนาค เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2448 ในสกุลบุนนาค ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางสำคัญของไทย ที่บ้านตรอกเสริมสินค้า ถนนเยาวราช ในกรุงเทพมหานคร โดยมีบิดาคือ พระยาประเสนะชิตศรีพิไลย (ดัด บุนนาค) และมารดาคือ คุณหญิงทรัพย์[1]

ชีวิตของเดือน เริ่มต้นบนเส้นทางกฎหมายอย่างเต็มตัว ก่อนที่กระแสการเมืองจะพัดพาเขาออกไปไกลกว่าห้องพิจารณาคดี เมื่อเด็กหนุ่มที่เดินทางไปศึกษายังฝรั่งเศส เขาผ่านการศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเกรอนอบล์ ก่อนขยับเข้าสู่ปารีสและสำเร็จปริญญาเอกทางกฎหมายเมื่ออายุเพียง 25 ปี[2]

การเรียนกฎหมายนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นอิทธิพลที่มาจากบิดาคือ พระยาประเสนะชิตศรีพิไลย ซึ่งทำงานเป็นผู้พิพากษา[3] แต่อีกส่วนหนึ่งการศึกษาด้านกฎหมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งความพยามของราชสำนักและบ้านขุนนางที่นิยมส่งบุตรไปศึกษาสาขาวิชาที่มาใช้ในการสร้างรัฐสมัยใหม่ (state-building project) ที่เริ่มไว้โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[4] โดยหลังการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2435 กระทรวงต่าง ๆ เริ่มส่งนักเรียนไปตามความต้องการเฉพาะของแต่ละกระทรวง โดยสาขาที่ต้องการอย่างเด่นชัดคือ ครู แพทย์ กฎหมาย วิศวกรรมศาสตร์ และการทหาร และเมื่อกลับมา นักเรียนเหล่านี้ก็มีช่องทางเข้าสู่ราชการโดยตรง[5] ซึ่งเดือนน่าจะได้รับอิทธิพลของยุคสมัยในลักษณะดังกล่าวมาด้วย

เมื่อเดือนกลับมาสยามใน พ.ศ. 2474 เดือนเลือกเส้นทางที่ดูมั่นคงและตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับนักกฎหมายในเวลานั้นคือ การเข้ารับราขการเป็นผู้พิพากษา ทว่า ไม่นานนักหลังเดือนกลับมาสยามปีถัดมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยตัวของเดือนนั้นแตกต่างจากนักเรียนนอกในเวลานั้นที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อการ[6]

ทว่า เมื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงนั้น ระบอบใหม่ส่งผลต่อทั้งโครงสร้างของรัฐและเส้นทางชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เมื่อระบอบใหม่เกิดขึ้นมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่มารองรับรัฐที่เพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดือนในฐานะนักกฎหมายหนุ่มผู้ผ่านการศึกษาจากฝรั่งเศสก็ถูกดึงตัวออกจากงานตุลาการมาสู่โลกของการร่างกฎหมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองในการประกอบสร้างรัฐใหม่ขึ้นมา

เดือนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่คณะกรรมการร่างกฎหมาย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยภายหลังจากทำงานมาได้เป็นระยะเวลา 2 ปี เดือนก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2478 และดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ถึงระยะเวลา 10 ปี[7]

 

เริ่มก่อสร้างฐานเศรษฐศาสตร์

ในช่วงเดียวกันกับที่เดือนเริ่มทำงานด้านร่างกฎหมาย มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองก็ถูกตั้งขึ้นมาในช่วงปี พ.ศ. 2477 เดือนก็ได้เข้ามาช่วยปรีดี พนมยงค์ ในกิจการของมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน และได้รับความไว้วางใจจากปรีดีให้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยคนแรก รวมถึงทำหน้าที่สำคัญในฐานะผู้บรรยาย[8]

นอกเหนือจากวิชากฎหมายต่างๆ ที่เดือนได้สอนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองแล้ว อีกวิชาหนึ่งที่เดือนมีบทบาทสำคัญในการสอนก็คือ วิชา “เศรษฐศาสตร์” ซึ่งก่อนหน้าที่เดือนจะเริ่มมาสอนนั้นนิยมทับศัพท์คำว่า “Economics” หรือใช้คำภาษาไทย อาทิ “ทรัพยศาสตร์” หรือ “เศรษฐวิทยา”

ก่อนหน้าการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ชาวสยามเริ่มรับองค์ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์เข้ามาในประเทศราวช่วง พ.ศ. 2411-2453 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และว่าจ้างที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจมาทำงานที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  อย่างไรก็ดี การรับรู้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ในที่นี้ยังจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชนชั้นนำ[9] อาทิ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ที่ไปสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยทึบบิงเงน ในปี พ.ศ. 2450 ในหัวข้อเกษตรกรรมในสยาม: บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ[10]

ต่อมาเศรษฐศาสตร์ได้กลายมาเป็นวิชาที่ชาวสยามสนใจมากขึ้น เนื่องจากพระยาสุริยานุวัตร หรือเกิด บุนนาค ชายชาวสกุลบุนนาคอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในวงการเศรษฐศาสตร์ ได้พิมพ์หนังสือเรื่อง “ทรัพยสาตร์” 
ซึ่งนับได้ว่าเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกที่เขียนเป็นภาษาไทยขึ้น ในปี พ.ศ. 2454 แต่ในเวลานั้นก็ยังไม่ได้มีการเรียกแขนงวิชานี้ว่า “เศรษฐศาสตร์” แต่อย่างใด โดยในหนังสือพระยาสุริยานุวัตรก็เรียกชื่อแขนงวิชานี้ว่า “เศรษฐวิทยา[11]” ในขณะที่หนังสือก็ใช้ชื่อว่า “ทรัพยสาตร์” อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดหนังสือฉบับนี้ก็ถูกรัฐบาลร้องขอให้ไม่เผยแพร่[12]

แม้หนังสือทรัพยสาตร์จะไม่ได้อนุญาตให้เผยแพร่ แต่แขนงความรู้ในสาขาเศรษฐศาสตร์ยังคงมีการเผยแพร่อยู่ผ่านบทความขนาดสั้นและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ดังเช่นในบทความของ สิทธิกร นิพภยะ ได้อธิบายว่า ภายหลังจากรัฐบาลไม่อนุญาตให้เผยแพร่หนังสือทรัพยสาตร์แล้ว แต่การเผยแพร่ความรู้ในสาขานี้ยังมีการเผยแพร่อยู่ในรูปแบบของบทความที่เผยแพร่ในหนังสือวิทยาจารย์ โดยส่วนหนึ่งเป็นบทความแปลและเขียนของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ปลัดทูลฉลอง กระทรวงธรรมการ และเสนาบดีกระทรวงธรรมการ[13] นอกจากบทความที่มีการตีพิมพ์แล้ว วิชาเศรษฐศาสตร์ยังมีการเรียนการสอนบ้างในโรงเรียนกฎหมาย ซึ่งได้ประกาศบรรจุวิชานี้ไว้ในหลักสูตร พ.ศ. 2467 โดยใช้ชื่อว่า วิชาเศรษฐวิทยา[14]

คำว่า “เศรษฐศาสตร์” เริ่มนำมาใช้ก็เมื่อล่วงเข้ามาหลังการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในปี พ.ศ. 2477 โดยสิทธิกร ตั้งข้อสังเกตว่า เดือนน่าจะเป็นคนแรกหรือคนสำคัญที่พยายามผลักดันให้มีการใช้คำว่า “เศรษฐศาสตร์” แทนคำที่มีการใช้เดิมอย่างเศรษฐวิทยา ทรัพยสาตร์ หรือโภคศาสตร์ที่มีการใช้อยู่ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2477 นอกจากนี้ สิทธิกรยังอธิบายว่า การเข้าไปมีอิทธิพลของเดือน ในบริบทของการร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่รับรองคำนี้อย่างเป็นทางการ และการแสดงจุดยืนผ่านหนังสือต่างๆ ให้ใช้คำว่า “เศรษฐศาสตร์” เป็นเหตุผลสนับสนุนหลัก[15]

ทั้งนี้ จุดยืนสำคัญที่ทำให้เดือน เสนอคำว่า “เศรษฐศาสตร์” น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมกว่าในการเรียกแขนงวิชาสาขานี้ ดังปรากฏตามเหตุผลว่า

“แต่ถ้อยคำที่ใช้เรียกชื่อวิชานี้ว่า “เศรษฐศาสตร์” อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับการหาความร่ำรวย ถ้าเข้าใจตามนี้ ขอบเขตการศึกษาจะแคบมากกว่า และอุดมคติของเศรษฐศาสตร์ก็จะเป็นการจัดให้กำเนิดผลมากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด มิใยว่าผู้ทำงานจะได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างไร ด้วยเกรงความเข้าใจผิดดังนี้ จึงได้มีผู้เสนอจะให้ใช้ศัพท์อื่นแทน เช่น “ทรัพยศาสตร์” เป็นต้น แต่คำว่า “ทรัพย์” นี้ก็มีความหมายจำกัด เพราะทรัพย์เป็นสิ่งที่จะนำมาบำบัดความต้องการของมนุษย์ แต่การที่จะได้ทรัพย์นั้นมา อาจทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน คำว่า “ทรัพยศาสตร์” จึงยังไม่เหมาะสมแท้[16]

ในส่วนของการสร้างสรรค์ตำราทางเศรษฐศาสตร์ เดือนเริ่มมีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่การเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองใน พ.ศ. 2477 โดยร่วมกับ J. F. Hutcheson และทวี ตะเวทีกุล จัดทำเอกสารประกอบคำบรรยายชื่อ “เศรษฐศาสตร์” ซึ่งถือเป็นความพยายามวางแนวทางการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ศาสตร์แขนงนี้ยังใหม่มากสำหรับสังคมไทย[17]

ต่อมาเมื่อกลับมาทำงานวิชาการอย่างเต็มที่หลัง พ.ศ. 2490 เดือนผลิตตำราอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะ เศรษฐศาสตร์ภาคต้น ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2493 และได้รับความนิยมจนพิมพ์ซ้ำถึงห้าครั้ง ภายใน พ.ศ. 2502 ตำราเล่มนี้ยังสะท้อนร่องรอยความเป็นนักกฎหมายของเดือนอย่างชัดเจน ทั้งในโครงสร้างการเขียนที่แบ่งเป็นหมวดและบทอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการอธิบายเศรษฐศาสตร์ตามแนวฝรั่งเศสและเศรษฐศาสตร์คลาสสิกที่เขาได้รับการศึกษามาแต่เดิม[18]

ทั้งนี้ จุดที่น่าสนใจคือ ตำราเศรษฐศาสตร์ของเดือนมีพัฒนาการ กล่าวคือ ตำราเศรษฐศาสตร์ของเดือน ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้เขียนเอง จากเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิกและแนวการศึกษาแบบฝรั่งเศสที่ได้รับมาแต่เดิม ไปสู่เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่แบบอเมริกัน โดยเฉพาะอิทธิพลจากงานของ Paul A. Samuelson ซึ่งเดือนไม่ได้เพียงนำมาใช้ปรับปรุงคำบรรยายของตน ด้วยเหตุนี้ ตำราเศรษฐศาสตร์ของเดือนจึงมิได้เป็นเพียงเอกสารประกอบการสอน หากเป็นหลักฐานของการเดินทางทางความคิดของนักกฎหมายคนหนึ่ง จากเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบฝรั่งเศสและโลกของคลาสสิก ไปสู่เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่แบบอเมริกัน และที่สำคัญ เขามิได้เพียงเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อตนเอง แต่พยายามแปลและถ่ายทอดมันให้กลายเป็นความรู้ที่นักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงได้

เศรษฐศาสตร์ของเดือนจึงมิได้เป็นเพียงเอกสารประกอบการสอน หากเป็นหลักฐานของการเดินทางทางความคิดของนักกฎหมายคนหนึ่ง จากเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบฝรั่งเศสและโลกของคลาสสิก ไปสู่เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่แบบอเมริกัน และที่สำคัญ เขามิได้เพียงเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อตนเอง แต่พยายามแปลและถ่ายทอดมันให้กลายเป็นความรู้ที่นักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงได้

 


[1] นรนิติ เศรษฐบุตร, คนการเมือง เล่ม 4, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2561), 56.

[2] เพิ่งอ้าง, 56-57

[3] ดู ภัทรพล เปี๊ยวนิ่ม, ราชนิกุลบุนนาค, (กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์ สยาม เรเนซองส์ จำกัด, 2568), 476.

[4] สุภางค์ จันทวาณิช, “รัชสมัยแห่งการสร้างทุนมนุษย์: พระราชกุศโลบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อในยุโรป” วารสารไทยศึกษา 14,2 (2561): 20-25.

[5] ดู ละออทอง อัมรินทร์รัตน์, “การส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2411-2475” (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522).

[6] นรนิติ เศรษฐบุตร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, 57.

[7] เพิ่งอ้าง, 57.

[8] เพิ่งอ้าง, 57.

[9] สิทธิกร นิพภยะ, “เดือน บุนนาค กับเศรษฐศาสตร์” จุลสารหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 14 (2554): 23.

[10] วิภา จิรภาไพศาล, “ใครคือเจ้านายนักเรียนนอก ที่เป็น “ดอกเตอร์คนแรก” ของราชวงศ์จักรี,” ศิลปวัฒนธรรม, 5 มีนาคม 2569, https://www.silpa-mag.com/history/article_131558

[11] สิทธิกร นิพภยะ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, 23.

[12] กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม, “ทรัพยศาสตร์ ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทย วิชาต้องห้ามในอดีต,”  ศิลปวัฒนธรรม, 6 กรกฎาคม 2567, https://www.silpa-mag.com/history/article_45640.

[13] สิทธิกร นิพภยะ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, 27.

[14] เพิ่งอ้าง, 28.

[15] ดู เพิ่งอ้าง, 32-35.

[16] เดือน บุนนาค, เศรษฐศาสตร์ ภาคต้น, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2500), 5.

[17] ศิริประชัย สมบูรณ์, “ศาสตราจารย์ เดือน บุนนาค กับตำราเศรษฐศาสตร์ยุคแรก,” Thammasat Economic Journal 27, 1 (2552): 4-5.

[18] เพิ่งอ้าง, 4-5.