ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• เกร็ดประวัติศาสตร์

“ของดีอีสาน” ผลงานวิชาการชิ้นสำคัญของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ในช่วงหลัง 14 ตุลา’

16
ตุลาคม
2569

(1) ความเป็นมา

หลังทศวรรษ 2500 ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นักการเมืองฝ่ายก้าวหน้าหลายคนถูกจับกุมคุมขัง (ส่วนใหญ่แค่เพราะเดินทางไปเมืองจีนกลับมา ก็ตกเป็นผู้ต้องหาว่า “มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” และถูกจับกุมเข้าห้องขังแล้ว) บางส่วนต้องยุติบทบาทหันไปใช้ชีวิตประกอบสัมมาอาชีพอย่างอื่น บางคนมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ก็กลับไปอยู่บ้าน บางคนอยู่ในเมืองอย่างเงียบๆ บางคนหันไปมีบทบาทในท้องถิ่นด้านการพัฒนา หันหลังให้การเมืองของส่วนกลาง ที่ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มุ่งเน้น “ลงใต้ดิน” หรือ “ออกสู่ชนบท” เพราะกรุงเทพฯ สมัยนั้น ไม่ใช่ที่ปลอดภัยเสียแล้ว กว่ากรุงเทพฯ จะกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยก็ในช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

“จารุบุตร เรืองสุวรรณ” คือหนึ่งในนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ยึกมั่นในระบอบเสรีนิยม มีปริญญาตรีและโทจากรั้วมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ยุคที่ปรีดี พนมยงค์ ยังเป็น “ผู้ประศาสน์การ” และถือเป็นผู้เกียรติประวัติอย่างสูงในฐานะเสรีไทยท่านหนึ่งที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับ “รู้ธ” (ปรีดี พนมยงค์)[1] เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง จารุบุตรกลับบ้านที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ได้รับการชักชวนจากญาติพี่น้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “ผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น” ก็ปรากฏว่าได้รับเลือกจากพี่น้องประชาชนชาวขอนแก่นอย่างถล่มทลายติดต่อกันหลายสมัย

พี่น้องประชาชนชาวขอนแก่นให้โอกาสได้เป็น “ผู้แทนฯ ขอนแก่น”[2] กว่า 5 สมัย ตั้งแต่ พ.ศ.2489 จนถึง พ.ศ.2500 จากนั้นเมื่อจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ.2501 ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ เลิกสภาผู้แทนราษฎร และให้ไม่มีการเลือกตั้งต่อมาอีก 10 ปี จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จารุบุตรจึงได้หวนคืนสู่เวทีการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งเมื่อพ.ศ.2519[3] นับเป็นการชนะการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ก่อนจะได้รับเลือกจากสภาให้เป็นประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภาเมื่อ พ.ศ.2526 และก่อนที่จะเสียชีวิตอย่างกะทันหันไปเมื่อพ.ศ.2527

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์เมื่อครั้งที่จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้เข้าสู่สภาทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนชาวขอนแก่นเป็นครั้งแรกนั้น เป็นการได้เข้าสู่สภาผู้แทนฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ถือว่าเป็นฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย[4] และแน่นอนว่าจากสายสัมพันธ์ในฐานะศิษย์-อาจารย์มาแต่เดิม ทำให้จารุบุตรได้ชื่อเป็นอีกนักการเมืองผู้หนึ่งในกลุ่มที่เรียกกันอย่างกว้างๆ สมัยนั้นว่า “นักการเมืองสายปรีดี” และยังสังกัดกลุ่ม “ผู้แทนอีสาน” ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีเสรีไทยด้วยกันอีกด้วยทั้งสิ้น

แม้จะไม่มีบทบาทและชื่อเสียงมากเท่านายเตียง ศิริขันธ์, นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายจำลอง ดาวเรือง และนายถวิล อุดล[5] แต่ก็ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองจากภาคอีสานคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า จารุบุตรนั้นเป็นผู้แทนของจังหวัดใหญ่และศูนย์กลางภาคอีสานแห่งหนึ่งอย่างจังหวัดขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันมักเป็นที่ล้อกันเป็นมีมในชื่อ “ขอนแก่นประเทศ”

ทว่าช่วงชีวิตทางการเมืองยุครุ่งเรืองของรัฐธรรมนูญ 2489 ก็ดำเนินอยู่ได้ไม่นาน มีโอกาสผลักดันกฎหมายและอภิปรายอยู่ไม่กี่เรื่อง หลังจากนั้นไม่นานฝ่ายอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม ก็จุดชนวนให้เกิดรัฐประหารโค่นกลุ่มปรีดีและยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 แล้วประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม”[6] ที่เนื้อหาหลักคือการย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 (รัฐธรรมนูญฉบับพระปกเกล้าฯ)

รัฐประหารครั้งนี้นำมาซึ่ง “ยุคมืด” เพราะการยึดอำนาจได้เปิดโอกาสให้ “บุคคลสีเทาๆ” ได้เข้าสู่อำนาจด้วย ประกอบกับเป็นยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเทต่อต้านขบวนการคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย ทั้งทุ่มเทงบประมาณมาให้รัฐบาลไทยเป็นอันมาก และเสริมกำลังให้แก่หน่วยงานปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างตำรวจ นำมาซึ่งยุคตำรวจมีรถถังและอาวุธหนักเทียบเทียมกำลังทหารอีกเหล่าทัพ แต่อำนาจกองทัพตำรวจนี้ไม่ได้ถูกใช้งานในการปราบปรามสู้รบกับขบวนการคอมมิวนิสต์เท่านั้น ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความหวาดกลัวให้แก่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของคณะรัฐประหารอีกด้วย อำนาจนี้เลยเถิดไปจนกระทั่ง พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น สามารถกล่าวออกสื่อได้ว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”

หนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในยุคนั้นก็คือ กรณีการสังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรีอีสาน ซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายปรีดีและแสดงจุดยืนคัดค้านคณะรัฐประหารอยู่เสมอ คือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายจำลอง ดาวเรือง, นายถวิล อุดล และนายทองเปลว ชลภูมิ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2492[7] แต่ทว่าในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2492 พี่น้องประชาชนชาวขอนแก่นก็ยังคงเลือกจารุบุตร เรืองสุวรรณ เป็นผู้แทนของพวกเขาเป็นสมัยที่ 2 และในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2495 จารุบุตรก็ชนะการเลือกตั้งอีกเป็นสมัยที่ 3 โดยสังกัดพรรคเสรีประชาธิปไตย

การใช้อำนาจเถื่อนก่ออาชญากรรมอุกอาจยังคงดำเนินอยู่ต่อมา จนเกิดกรณีนายเตียง ศิริขันธ์ พร้อมกับเพื่อนอดีตเสรีไทยด้วยกันอีก 4 คน (คือนายชาญ บุนนาค, นายเล็ก บุนนาค, นายผ่อง เขียววิจิตร และนายสง่า ประจักษ์วงศ์) หายตัวไปอย่างลึกลับ มาทราบกันภายหลังว่า ทั้ง 5 คนถูกอุ้มไปสังหารที่กาญจนบุรี ในคืนวันที่ 13 ต่อเนื่องถึงวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2495[8]

หลังจากนั้นแม้จารุบุตรจะชนะการเลือกตั้งอีกเป็นสมัยที่ 4 เมื่อพ.ศ.2500 ก็ไม่ได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างใด อยู่ในภาวะที่ต้อง “เซ็นเซอร์ตัวเอง” (ปัจจุบันนี้มีคำว่า “อยู่เป็น” แต่ไม่ถึงกับเข้าข้างฝ่ายเผด็จการ แค่ไม่ทำตัวอยู่ในแสงสปอร์ตไลท์ให้ภัยมาถึงตัว) แต่แม้กระนั้น เมื่อจอมพลสฤษดิ์กลับจากรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา รู้ตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงยึดอำนาจอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองตามแนวทางของตนเองและหาความสุขส่วนตัวได้เต็มที่

การรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2501 ต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่เป็นการยึดอำนาจแล้วรวมศูนย์อำนาจมาที่ตัวนายกรัฐมนตรี “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” รูปธรรมคือยกเลิกรัฐธรรมนูญ เลิกสภาผู้แทนราษฎร และประกาศจะไม่มีการเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ทำให้สมาชิกภาพการเป็นผู้แทนราษฎรของจารุบุตรและคนอื่นๆ หมดสิ้นลง แม้ต่อมาจอมพลสฤษดิ์จะเสียชีวิตไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2506 แต่จอมพลถนอม กิติขจร กับพรรคพวก ก็สืบทอด “ระบอบสฤษดิ์” นี้ต่อมา[9] จนกระทั่งมาเจอกับคลื่นมหาชนประท้วงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

ช่วงเวลาหลังรัฐประหาร พ.ศ.2501 ยาวมาอีกกว่า 15 ปี อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ช่วงขาลงทางการเมือง” ของจารุบุตร เรืองสุวรรณ ตลอดจนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคนอื่นๆ แต่ในช่วงเวลานั้นเอง จารุบุตรได้เบนเข็มมาทำงานด้านการศึกษาและวิชาการ ด้านการศึกษา จารุบุตรมีส่วนผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง “วิทยาลัยการพาณิชย์” (ภายหลัง พ.ศ.2527 ได้ยกสถานะเป็น “มหาวิทยาลัยหอการค้า”)[10] ด้านวิชาการจารุบุตรทำอย่างเงียบๆ เมื่อกลับบ้านที่กลางแผ่นดินอีสานที่จังหวัดขอนแก่น เป็นที่มาของผลงานวิชาการชิ้นสำคัญในรูปบทความวิชาการทั้งตีพิมพ์ตามวารสารต่างๆ เป็นจำนวนมาก และที่เผยแพร่โดยการพูดออกวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น

ในจำนวนนี้ หนังสือรวมบทความชื่อเรียบง่ายอย่างเล่มเรื่อง “ของดีอีสาน” นับเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อให้แก่จารุบุตร เรืองสุวรรณ ในฐานะนักวิชาการ ทำให้ได้ชื่อเป็น “นักการเมืองที่มีวิชาการ” ในเวลาต่อมา ซึ่งผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมของอีสาน ต่างรู้จักและใช้อ้างอิงกันเรื่อยมา แต่ที่ผ่านมาน้อยคนจะรู้และเข้าใจว่าผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองแบบ “หลัง 14 ตุลา’”

บ้างก็เข้าใจว่าเป็นเพียงงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีสานธรรมดาๆ ไม่ได้มีนัยยะที่สื่อถึงบริบททางสังคมการเมืองแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้นถึงแม้เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย แต่นักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของยุคสมัยดังกล่าวนี้มักทำให้เป็นเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องเฉพาะการประท้วงของประชาชนที่กรุงเทพฯ เท่านั้น หัวเมืองต่างจังหวัดจะมามีส่วนร่วมก็เมื่อขบวนการนักศึกษาประชาชนพากันออกสู่ชนบทป่าเขาเข้าร่วมกับพคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) หลังจากเกิดเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เป็นต้น 

 

(2) อีสานกับการเมืองไทยในทศวรรษ 2500

นับแต่เหตุการณ์กรณีกบฏสันติภาพ พ.ศ.2495 เป็นต้นมา อีสานมักปรากฏเรื่องราวตามสื่อหนังสือพิมพ์และเป็นที่จับตามองเรื่อยมา ทั้งนี้เพราะกรณีกบฏสันติภาพพบมีการเคลื่อนไหวของขบวนการฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้เดินทางไปรวมตัวกันที่บ้านคูซอด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดที่ตอนนั้นได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดยากจนที่สุดในประเทศ เพราะภัยแล้ง ชาวนาอีสานประสบปัญหาวิกฤติอย่างหนัก[11]

แต่รัฐบาลซึ่งมาจากการรัฐประหารกลับไม่สนใจแก้ไขเยียวยา กลับเอาใจสหรัฐอเมริกาโดยการส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ทั้งที่เกาหลีเหนือไม่ได้เป็นภัยคุกคามประเทศไทย สงครามเกาหลีครั้งนั้นจึงเข้ากับมุมมองของฝ่ายก้าวหน้าว่าเป็น “สงครามจักรพรรดินิยม” และรัฐบาลทหารไทยในช่วงนั้นได้พาประเทศไปตกเป็น “เมืองขึ้นของจักรพรรดินิยม” เป็นที่เรียบร้อย[12]

ลุถึงกึ่งพุทธกาลทศวรรษ 2500 แม้ว่ารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยที่ 2) ซึ่งมีนโยบายอยู่ข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาในสงครามเย็น ส่งทหารไทยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี และปราบปรามฝ่ายก้าวหน้าด้วยข้อหา “มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” คล้ายคลึงกับข้อหา “มีการกระทำอันไม่เป็นอเมริกัน” (Un-American activities or Un-American actions) ที่รัฐบาลสหรัฐและหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาที่รู้จักกันในอักษรย่อว่า “ซีไอเอ” (Central Intelligence Agency or CIA) ใช้ในการปราบปรามผู้เห็นต่างในช่วงเดียวกันนั้น[13]

ประกอบกับผลสะเทือนจากการปฏิวัติจีนนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะฝ่ายก๊กมินตั๋งได้สำเร็จเมื่อ ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (PRC) ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ตามแนวคิดแบบเหมา เจอตุง นักคิดและผู้นำการปฏิวัติจีนครั้งนั้น เสนอการปฏิวัติโดยวิธีสามัคคีชนชั้น 4 (กรรมกร, ชาวนา, กระฎุมพีน้อย/ชนชั้นกลาง, นายทุนระดับชาติ) ขับไล่ศัตรูหลักที่เป็น “จักรพรรดินิยมตะวันตก” และ “ชนชั้นศักดินา” ที่ร่วมมือกับจักรพรรดินิยมตะวันตกกดขี่ 4 ชนชั้นข้างต้น[14]

นอกจากนี้ เหมา เจอตุง ยังเสนอการปฏิวัติแบบ “ชนบทล้อมเมือง” ซึ่งต้องอาศัยกำลังหลักคือ “ชาวนา” ให้ความสนับสนุนแก่พรรคปฏิวัติ ในไทยเองเวลานั้น ก็มีพรรคการเมืองใต้ดินของชาวจีนโพ้นทะเลเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ก่อน 2475 ใช้ชื่อว่า “คณะคอมมิวนิสต์สยาม” ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2485 ได้มีมติก่อตั้งเป็น “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”[15] พวกเขาส่วนใหญ่เห็นพ้องกับแนวทางการปฏิวัติแบบเหมา เจอตุง จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่ชาวนา มองว่าชาวนาโดยเฉพาะชาวนาที่ภาคอีสานซึ่งกำลังประสบปัญหาวิกฤติจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิวัติสังคมไทยเช่นเดียวกับที่จีนแผ่นดินใหญ่

ยิ่งเมื่อการเมืองไทยหลังรัฐประหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลัง พ.ศ.2501 ดำเนินการปราบปรามฝ่ายก้าวหน้าอย่างรุนแรง ถึงขั้นสั่งประหารชีวิต ในจำนวนนี้มีอดีตเสรีไทยสายอีสานอย่าง “ครูครอง จันดาวงศ์” กับ “ครูทองพันธุ์ สุทธิมาศ” นักกิจกรรมและผู้ต้องหาฐานตั้งตัวเป็นผู้วิเศษมีบุญอย่าง “นายศิลา วงศ์สิน” และผู้ปฏิบัติงานของพคท.ท่านหนึ่งคือ “นายรวม วงศ์พันธุ์” รวมอยู่ด้วย

เมื่อเป็นดังนั้น ขบวนการฝ่ายก้าวหน้าจึงหันไป “ออกสู่ชนบท” เคลื่อนไหวรณรงค์อยู่กับชาวนาทางภาคอีสาน และจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธคือ “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย” (ทปท.) ขึ้นมา ลุถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2508 เมื่อทุกอย่างสุกงอมได้ที่แล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ปะทะกันครั้งแรกระหว่างกำลังของพคท.กับรัฐบาลเผด็จการทหารในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วันเสียงปืนแตก” นับเป็นการเริ่มต้นสงครามสู้รบกันยาวนานที่เรียกว่า “สงครามประชาชน” ที่จะดำเนินต่อเนื่องมาอีกกว่า 2 ทศวรรษ

 

(3) จารุบุตร เรืองสุวรรณ เป็นใคร มาจากไหน?

บทความขนาดสั้นเรื่อง “จารุบุตร เรืองสุวรรณ : ประธานวุฒิสภาผู้เคยเป็นเสรีไทย” เขียนโดย ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ทางเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า และระบุนามผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความคือ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต ได้กล่าวถึงประวัติชีวิตและบทบาททางการเมืองของจารุบุตร เรืองสุวรรณ เอาไว้ดังนี้:

“ประธานวุฒิสภาผู้นี้ แสดงตนในหลายบทบาท เคยเป็นนักวิชาการถึงกับเป็นคณบดีในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงดีมาแล้ว แต่ที่เป็นเสรีไทยนั้นบางคนอาจมองข้าม หรือไม่ก็ลืมไป ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ด้วยว่าบางเวลาคนก็ลืมเรื่องเสรีไทยไปทั้งหมดก็มี การที่เราพอจะทราบว่าท่านผู้นี้เป็นเสรีไทย ก็มาจากคำบอกเล่าของตัวท่านเอง ท่านผู้นี้คือคุณ จารุบุตร เรืองสุวรรณ นักการเมืองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้เคยเป็นประธานรัฐสภา

จารุบุตร เรืองสุวรรณ เป็นคนจังหวัดขอนแก่น เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 2463 ที่อำเภอภูเวียง มีบิดาชื่อเจริญ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในจังหวัด และมีมารดาชื่อเอี่ยม การศึกษาเบื้องต้นจึงอยู่ที่จังหวัด และไปเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 ที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล เมื่อปี 2480 เรียนจบก็มีอาชีพเป็นครูประชาบาลที่โรงเรียนวัดโพธิสมภรณ์อุดรธานี ตอนนั้นมีมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็น “ตลาดวิชา” เปิดรับนักศึกษามาลงทะเบียนเรียนและทำงานไปด้วยได้ จารุบุตรเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนและเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯ ในปี 2481 โดยยังทำงานอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี อีกปีถัดมา

จารุบุตรสอบวิชาครู พ.ป. ได้เป็นอันดับหนึ่ง จึงได้เข้ามาเป็นครูในเมืองหลวงที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และก็ได้เห็นความเจริญของมหานครของประเทศ จารุบุตรเรียนจบเป็นธรรมศาสตร์บัณฑิต เมื่อ พ.ศ.2485 เมื่อจบได้ปริญญาแล้วอีกปีต่อมาจึงสอบเข้ารับราชการที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ท่านได้เรียนต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯจนจบ เป็นเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตในปี 2487 สำหรับชีวิตครอบครัวของท่านนั้น ท่านได้สมรสกับคุณอรนุช อ่างศิลา

การทำงานเสรีไทยของคุณจารุบุตร เรืองสุวรรณ นั้นมีขึ้นหลังที่รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินผ่านประเทศไทย จากคำบอกเล่าของท่านทำให้ทราบว่ามีคนไทยรวมกลุ่มกันมากกว่าหนึ่งกลุ่ม ท่านเองบอกว่ากลุ่มท่านนั้นตั้งชื่อว่า “ไทยเสรี” และการที่ท่านได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยที่มีนายปรีดี พนมยงค์ นั้นก็เป็นเพราะท่านเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯอยู่ในเวลานั้น ดังที่ท่านเล่าว่า

“เมื่อถูกชี้ตัวแล้วท่านก็เรียกกระผมขึ้นไปตึกโดม ใช้เวลาโอ้โลมปฏิโลมเกลี้ยกล่อม ทดสอบน้ำใจหลายครั้ง จึงทราบว่ากระผมกับพวกก็กำลังดำเนินงานเพื่อกู้ชาติอยู่เช่นกัน ต่อมาเข้าพบท่านปรีดี”

ในหนังสือที่ลงประวัติของท่านระบุว่าจารุบุตรต้องเดินทางไปปฏิบัติงานที่ต่างประเทศ ไปทำงานที่ “หน่วย 136 กองทัพ ที่ 14 ของกองทัพอังกฤษ” ทำให้ท่านได้ยศทหารชั่วคราวเป็นร้อยโท มีหน้าที่เป็น “นายทหารติดต่อ” กับทหารฝ่ายสัมพันธมิตร

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้ว การเมืองในเมืองไทยก็กลับมาคึกคัก ผู้คนทยอยกันประกาศตัวออกมาเล่นการเมืองกันมากหน้าหลายตา จะมีเว้นบ้างก็พวกของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะแม้จะรอดตัวจากคดีอาชญากรสงคราม แต่ก็แพ้เกมการเมืองในตอนนั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งเพิ่มในตอนกลางปี 2489

จารุบุตร เรืองสุวรรณ ก็ปรากฏตัวลงเลือกตั้งที่จังหวัดขอนแก่น และเขาก็ชนะเลือกตั้งได้เป็นผู้แทนราษฎรสมใจนึก ขณะที่มีอายุได้เพียง 26 ปี แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ก็มีอายุอยู่ต่อมาอีกเพียงปีเศษเท่านั้นเอง เพราะมีการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน ปี 2490 อันมีผลให้สภาฯสิ้นสุดลง หลังการรัฐประหาร รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในปี 2491 ไม่มีชื่อคุณจารุบุตรเป็นผู้แทนฯ ท่านมาชนะเลือกตั้งในการเลือกตั้งเพิ่มเติมในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 2492

จารุบุตร เรืองสุวรรณ กลับมาเป็นผู้แทนราษฎรซ้ำอีกครั้งในการเลือกตั้ง วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2495 ในยุครัฐบาลทหารของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงชนะเลือกตั้งเท่านั้นท่านยังเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองด้วย

“ปี 2495 ท่านมีส่วนร่วมในการริเริ่มตั้งพรรค "เสรีประชาธิปไตย" ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นทางการในอีกสามปีต่อมา โดยมีคุณเมธ รัตนประสิทธิ์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าพรรค และท่านเป็นเลขาฯพรรค. พรรคของท่านโด่งดังและเป็นที่นิยมของประชาชนมิใช่น้อย จึงเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุดในสภา (มี ส.ส. 13 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นมี 6 ที่นั่ง )”

ครั้งนี้ คุณจารุบุตรเป็นผู้แทนฯได้นานถึง 4 ปี แต่ในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 2500 ท่านไม่ได้เป็นผู้แทนฯ คงจะลงเลือกตั้งแล้วไม่ชนะ เมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ธันวาคม ปี 2500 อีกครั้งท่านก็ชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรอีกในนามพรรคเสรีประชาธิปไตย อยู่จนจอมพล สฤษดิ์ ยึดอำนาจอีกครั้ง และไม่มีการเลือกตั้งไปอีกประมาณ 10 ปี

เมื่อมีเหตุการณ์ “14 ตุลาคม 2516” แล้วการเมืองก็กลับมาคึกคักอีก คุณจารุบุตรก็ได้เข้ามาเล่นการเมืองอีก ท่านชนะการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของท่านในตอนต้นปี 2519 โดยสังกัดพรรคธรรมสังคม

รวมแล้วท่านได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น 5 ครั้ง เคยสังกัดพรรคการเมืองสองพรรค ระหว่างที่เว้นว่างทางการเมือง คุณจารุบุตรซึ่งเป็นครูเก่าก็ยังไปมีบทบาทในวงการศึกษาเอกชน ร่วมคิดกับมิตรในวงการค้าตั้งมหาวิทยาลัยหอการค้า โดยท่านเคยดำรงตำแหน่งคณบดีด้วย ในปี 2524 สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯคุณจารุบุตร ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และในปี 2526 ท่านได้รับเลือกให้เป็นประธานวุฒิสภา ได้ทำงานต่อมาอย่างเข้มแข็ง จนเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะไปราชการต่างจังหวัดในวันที่ 19 มีนาคม ปี 2527”[16]

ถึงแม้ว่าบทความข้างต้นของนรนิติ เศรษฐบุตร จะชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มีส่วนอย่างสำคัญต่อการกลับมาสู่วงการเมืองของจารุบุตร โดยได้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งอีกเป็นครั้งที่ 5 และครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาและประธานรัฐสภาตามลำดับ

แต่นรนิติก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าผลงานเล่มสำคัญของจารุบุตรอย่างเล่มเรื่อง “ของดีอีสาน” นั้นก็เป็นผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับ 14 ตุลาคม 2516 เช่นกัน และที่สำคัญผลงานชิ้นนี้ยังมีความสำคัญที่ส่งผลต่อการกลับเข้าสู่วงการเมืองและได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของเขาใน พ.ศ.2519

แต่นั่นก็อาจเพราะไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบทความขนาดสั้นดังกล่าวของนรนิติ อีกทั้งนรนิติยังให้ความสนใจแต่ประวัติโดยย่อของจารุบุตรเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วแก่การแนะนำให้คนรู้จักจารุบุตรว่าเป็นใคร มาจากไหน มีบทบาทโลดแล่นในวงการเมืองของไทยอย่างไรเป็นต้น

 

(4) ภูเวียง ขอนแก่น อันเป็นถิ่นกำเนิด 

ในท่ามกลางการเมืองสุดโต่งแบบซ้าย-ขวา และอีสานกลายเป็นสมรภูมิของ “สงครามประชาชน” อยู่นั้น จารุบุตร เรืองสุวรรณ ซึ่งเป็นนักการเมืองสายกลางเสรีนิยม ไม่ขวา ไม่ซ้าย ยุติบทบาททางการเมืองหันไปทำงานวิชาการ การกลับบ้านที่ขอนแก่นสำหรับจารุบุตรแตกต่างจากมิตรสหายฝ่ายก้าวหน้าท่านอื่นๆ ที่ไปเข้าร่วมกับพคท. จับอาวุธลุกขึ้นสู้ จารุบุตรเลือกที่จะจับปากกาเขียนหนังสือและศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ อยู่อย่างเงียบๆ รอคอยการเปลี่ยนแปลง

อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อันเป็นถิ่นฐานภูมิลำเนาของจารุบุตร เรืองสุวรรณนั้น เป็นย่านเมืองเก่า ที่ได้ชื่อ “ภูเวียง” นั้นก็เพราะสภาพภูมิประเทศที่เป็นแนวเทือกเขาโอบล้อมรอบ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวตรงบริเวณที่เรียกว่า “ปากช่อง” มีชื่อเรียกเต็มว่า “ปากช่องภูเวียง” เพื่อแยกความแตกต่างกับ “ปากช่องเขาใหญ่”

ประชาชนตั้งถิ่นฐานอยู่กลางที่ราบที่โอบล้อมรอบด้วยภูเขา พวกเขาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง เข้าใจว่าอพยพมาจากเวียงจันเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีเหตุการณ์กรณีศึกเจ้าอะนุวง ในช่วงนั้นก็ปรากฏมีชื่อบ้านนามเมืองว่า “ภูเวียง” ในเอกสารหลักฐานเกี่ยวข้องแล้ว เพราะเป็นชุมชนย่านบริเวณตั้งอยู่ในแนวเส้นทางเดินทัพระหว่างสยามกับลาว

ตระกูลเรืองสุวรรณ ก็เป็นตระกูลเก่าของละแวกย่าน จากลำดับสายตระกูลที่จารุบุตรเคยเรียบเรียงไว้ตามคำบอกเล่าของบิดาและปู่ย่า อ้างว่าพวกตนสืบเชื้อสายมาจากแต่พระเจ้าโพทิสาละราด[17] เจ้ามหาชีวิตของล้านซ้างยุครุ่งเรืองทางพุทธศาสนา พระองค์เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าไซยะเสดถาทิราด กษัตริย์นักรบองค์สำคัญของลาวล้านซ้าง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนนอกจากคำบอกเล่าที่จารุบุตรได้รับสืบทอดมา คนอีสานส่วนใหญ่จะมีความเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากเจ้ามหาชีวิตลาวองค์สำคัญที่ทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างเช่นพระเจ้าโพทิสาละราด ไม่ก็เจ้าสุลิยะวงสาทำมิกะราด และที่น่าสนใจก็คือบางส่วนยังมีเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากเจ้าอะนุวงอีกด้วย

แม้ว่าเจ้าอะนุวงจะเป็นผู้แพ้สำหรับประวัติศาสตร์ของส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แต่ทว่าในความทรงจำของคนลาวอีสานจำนวนมาก เจ้าอะนุวงเป็นเจ้ามหาชีวิตของล้านซ้างอีกพระองค์หนึ่งที่ได้กระทำประเพณีหนึ่งคือการ “ฟื้นฟูพุทธศาสนาล้านซ้าง” โดยการสร้างวัด ปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุ คัดลอกพระไตรปิฎก กัลปนาที่ดินถวายให้แก่คณะสงฆ์ ฯลฯ ความทรงจำนี้สอดคล้องกับหลักฐานจารึกสมัยเจ้าอะนุวงที่พบในอีสานเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีนัยยะสำคัญ เพราะคนภูเวียงจากที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จัก ก็เห็นว่าพวกเขามีความภาคภูมิใจในความเป็นลาวเวียงของตนเองอยู่ ถึงแม้คำว่า “ลาว” อาจเป็นคำที่ไทยเอ่ยถึงในทางดูถูกดูหมิ่น แต่เมื่อคนภูเวียงมีความเชื่อว่าตนสืบเชื้อสายมาจากลาวที่เป็นเจ้ามหาชีวิต การเป็นลาวจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องปกปิดหรือเขินอายอย่างใด

แม้แต่เรื่องที่มีความเชื่อในทางตำนานว่า บริเวณปากช่องภูเวียงนั้นเคยเป็นที่ประหารชีวิตพระยานรินทร์ อดีตเจ้าเมืองสี่มุม (ปัจจุบันคืออำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ) ขุนศึกผู้องอาจสามารถที่ได้เข้าร่วมกับเจ้าอะนุวงรบกับสยาม โดยในศึกนี้เจ้าอะนุวงได้เลื่อนให้พระยานรินทร์มาเป็นเจ้าเมืองหนองบัวลำภู เป็นผู้บัญชาการค่ายหนองบัวลำภู คอยสกัดกั้นกองทัพสยามไม่ให้ไปถึงเวียงจันได้

ศึกที่ค่ายหนองบัวลำภู ฝ่ายสยามถึงแม้จะมีกำลังมากกว่า แต่ก็อิดโรยไพร่พลเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พบความสูญเสียมามาก ผู้คนล้มตายไปมากในช่วงระหว่างเดินทัพข้ามเขาใหญ่ดงพญาไฟ เสบียงอาหารร่อยหรอ แถมยังเผชิญโรคมาลาเรียระบาดในกองทัพ เมื่อต้องมารบกับพระยานรินทร์ที่ค่ายหนองบัวลำภูจึงพบความสูญเสียหนักขึ้นไปอีก แต่บังเอิญพระยานรินทร์ถูกจับกุมตัวได้ในระหว่างที่ออกไปลาดดูข้าศึกด้วยตนเอง กรมหมื่นมหาศักดิพลเสพ เจ้านายวังหน้า ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ ด้วยความที่ทรงเห็นว่าพระยานรินทร์เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ จึงให้นำตัวมาเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามว่า พระยานรินทร์จะยอมสวามิภักดิ์ไหม ถ้ายอมจะชุบเลี้ยงให้เติบใหญ่ต่อไปภายหน้า พระยานรินทร์ไม่ตอบตกลง ขอยอมตายดีกว่าเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย กรมหมื่นมหาศักดิพลเสพจึงจำยอมให้ต้องนำตัวพระยานรินทร์ไปประหารชีวิต

ประเด็นที่มาเกี่ยวข้องกับคนภูเวียง ก็คือมีความเชื่อว่าบริเวณที่พระยานรินทร์ถูกประหารชีวิตนี้คือบริเวณปากช่องภูเวียง ก็เลยมีการสร้างศาลเคารพเรียกว่า “ศาลเจ้าจอมนรินทร์” หรือ “ศาลพระยานรินทร์” หรือ “ศาลพ่อปู่พระยานรินทร์” และมีเรื่องเล่าว่าที่ต้องมาประหารอยู่ตรงบริเวณนี้ก็เพราะภูเวียงเป็นถิ่นฐานบ้านเดิมที่มีสมัครพรรคพวกของพระยานรินทร์อาศัยอยู่มาก และตระกูลของพระยานรินทร์ยังมีความเชื่อว่าสืบย้อนกลับไปจนถึงพระเจ้าไซยะเสดถาทิราด ซึ่งก็คือสืบไปที่พระเจ้าโพทิสาละราดด้วย เนื่องจากพระเจ้าโพทิสาละราดทรงเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าไซยะเสดถาทิราด

การเป็นคนลาวที่สืบสายตระกูลมาจากเจ้านายลาว ทำให้ความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นคนลาวแตกต่างจากคนอีสานทั่วไป ก็จะมีมารยาทผู้ดีๆ (แบบลาว) และให้ความสำคัญแก่ขนบธรรมเนียมประเพณี วัดที่มีสายสัมพันธ์กับตระกูลมักจะมีที่เก็บคัมภีร์หนังสือเก่าที่เป็นอักษรธรรมอีสาน-ไทยน้อย เมื่อจารุบุตรกลับบ้านก็ได้อาศัยคัมภีร์ใบลานเหล่านี้มาศึกษาประวัติศาสตร์และขนบประเพณีโบราณของอีสาน

เป็นที่น่าเสียดายว่า จารุบุตรจากไปเสียก่อนที่จะได้รู้ว่า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดที่เขาพยายามชี้ให้เห็นว่ามี “ของดี” แต่ผู้คนหลงลืมไปนั้น เป็นที่โด่งดังทั่วโลก อันเนื่องมาจากการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์เป็นแห่งแรกของไทย และยังเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่กินพืชที่ไม่เคยมีการค้นพบที่ใดมาก่อนอีกด้วย จึงได้มีการตั้งชื่อเป็นเกียรติโดยให้ใช้ชื่อไดโนเสาร์พันธุ์นี้ว่า “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่” (Phuwiangosaurus Sirindhornae)

ถึงแม้ว่าฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ภูเวียงนี้จะมีการค้นพบแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2519 แต่ก็เพิ่งจะได้รับการยืนยันจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนเป็นที่แน่ชัดในพ.ศ.2536 ซึ่งเป็นเวลา 9 ปีหลังการจากไปของจารุบุตร และจารุบุตรหลังความตายก็ได้ไปบรรจุอยู่ในสถูปธาตุที่วัดพลแพง บ้านเมืองเก่า ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น[18]

 

(5) “ของดีอีสาน” กับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516

ในผลงานสำคัญเรื่อง “ของดีอีสาน” ซึ่งเป็นการรวบรวมบทความที่เคยอ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ต้นเดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2517 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2519 จารุบุตรได้กล่าวถึงที่มาของผลงานเล่มนี้ใน “คำนำ” ดังความต่อไปนี้:

“องค์การยูเนสโกของสหประชาชาติได้วางหลักการเพื่อส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆ ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่ที่จะเสริมสร้างความเจริญงอกงามในทางสร้างสรรค์ให้มีโอกาสได้เกิดดอกออกผลจนบรรลุจุดสุดยอด เป็นดอกไม้หลากสีนานาชนิด ประดับไว้ประดุจสวนสวรรค์ในพื้นพิภพ

ภาษาของมนุษย์อาจจะวิวัฒนาการไป เปรียบเสมือนการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย แต่ภาษาอันสูงส่งก็อาจจะถูกร้อยกรองประดุจพวงมาลาเก็บสะสมไว้ในคลัง หรือธนาคารแห่งภาษา ซึ่งได้แก่บทกวีหรือวรรณคดีต่างๆ

ถ้าถือว่าวรรณคดีเป็นเครื่องชี้บอกความเจริญหรือวัฒนธรรมของชาติได้ส่วนหนึ่งแล้ว ชาวอีสานก็คงจะเป็นผู้ที่มีความเจริญรุ่งเรือง มีวัฒนธรรมอันสูงส่งมาแต่ดึกดำบรรพ์ เค้าโครงเรื่องของวรรณคดีภาษาอีสานนั้นส่วนใหญ่มีที่มาจากเรื่องนิทานชาดกของพระพุทธองค์ เราจะได้พบว่ามีหนังสือผูก ซึ่งเป็นวรรณคดีชั้นสูงในภาษาไทยอีสานตรงกับชีวประวัตินิทานชาดกพระเจ้า 500 ชาติ เป็นวรรณคดี 500 เรื่องหรือผูก ชาดกพระเจ้า 50 ชาติก็มี 50 ผูก หรือเรื่องชาดกพระเจ้า 10 ชาติก็มี 10 ผูก เพียงแต่วรรณคดีซึ่งมีเค้าโครงเรื่องจากนิทานชาดกจนครบถ้วนก็นับว่าชาวไทยอีสานมีวรรณคดีที่เป็นแก่นสารมากมายไม่แพ้ที่ใดในโลก

การศึกษาเกี่ยวกับวรรณคดีนั้น นอกจากจะได้รับประโยชน์ในทางอักษรศาสตร์และเป็นอาหารทางจิตใจแล้ว ยังสามารถตักตวงเอาประโยชน์ในทางด้านอื่นได้อีกมาก เช่น ด้านที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือค่านิยมของสังคมในแต่ละยุคสมัย ทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ แม้แต่ทางด้านการทหาร การเมือง การปกครองด้วย

บทกวีภาษาชาวไทยอีสาน มิใช่จะมีความเสนาะไพเราะหรือมีความสูงส่งทางอักษรศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นกุศโลบายที่จะสอดแทรกหลักธรรมของพระพุทธองค์ให้ซึมซาบเข้าถึงชีวิตจิตใจของประชาชนทุกชั้นทุกสังคมทั่วไปโดยอาศัยศิลปะในเชิงกวี ตรงกันข้ามกับวรรณคดีของสังคมยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งมักจะมีเค้าโครงเรื่องเน้นหนักไปในทางกามารมณ์ และความรุนแรงทำลายล้างเพื่อปลุกอารมณ์เถื่อนของมนุษย์ให้เกิดความสนใจขึ้น

ข้าพเจ้าประกอบอาชีพหลักโดยอาศัยวิชาการทางนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ แต่เพื่อให้มีการเปลี่ยนบรรยากาศผ่อนคลายสมอง จึงใช้เวลาว่างไปสู่โลกเก่าอันรื่นรมย์ คือ การศึกษาค้นคว้าวรรณคดีตัวอักษรไทยน้อยในแผ่นใบลานหนังสือผูก และได้นำไปบรรยายทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ต้นเดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2517 กระทั่งถึงเดือนธันวาคม 2519

บัดนี้ รวบรวมได้พอสมควรแล้ว จึงจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยให้ชื่อว่า “ของดีอีสาน””[19]

พ.ศ.2517-2519 นั้นเป็นช่วงเวลาอันสั้นแต่ได้ชื่อว่าเป็น “ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน” เนื่องจากผลสะเทือนจากเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ผลงานเรื่อง “ของดีอีสาน” มีความพิเศษเมื่อเทียบกับผลงานชิ้นอื่นที่ถือกำเนิดในช่วงเดียวกัน เล่มนี้กล่าวได้ว่าเป็นผลงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมอีสานที่เขียนโดย “คนใน” ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่เคยมีมา ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลานั้นประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมอีสานส่วนใหญ่มักเขียนโดย “คนนอก” หรือนักวิชาการที่เป็นคนของส่วนกลาง

จะเห็นได้ว่า จารุบุตรในฐานะนักวิชาการจากพื้นถิ่นอีสาน ไม่ลืมที่จะตอบโต้มายาคติของสังคมไทยที่มีคนอีสาน ภาวะความยากจนที่คนอีสานเผชิญในทศวรรษ 2500 ได้แปรเปลี่ยนอีสานจากดินแดนที่มั่งคั่งร่ำรวย กลายเป็นดินแดนแห่งความลำบากยากจน ทั้งที่มากด้วยทรัพยากร แต่กลับมักถูกกอบโกยออกไปสู่โลกภายนอก ทรัพยากรเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานชาวอีสาน

สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้ตัวแทนคนอีสานอย่างจารุบุตรต้องพยายามชี้ให้เห็นว่าคนอีสานเดิมก็เป็นผู้มีวัฒนธรรมความรอบรู้เป็นมรดกตกทอดให้แก่ลูกหลานในแบบของตน ภาษา วรรณคดี นิทาน บทกวี ตำนาน เรื่องราวในประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดี ฯลฯ ล้วนถูกนำมาใช้ในการสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นผู้มีวัฒนธรรมก้าวหน้าของอีสาน

 

(6) “ของดีอีสาน” ในมิติประวัติศาสตร์นิพนธ์อีสาน

เนื่องจากจารุบุตรเป็นชาวขอนแก่นโดยกำเนิด หรือถ้าจะกล่าวอินเทรนด์แบบปัจจุบันก็ต้องว่าเป็น “ขอนแก่นแท้” หรือ “ขอนแก่น native” จารุบุตรจึงเขียนประวัติศาสตร์อีสานโดยมุ่งเน้นไปที่ขอนแก่น บทความอันเป็นเหมือนแกนหลักของเล่ม “ของดีอีสาน” ก็คือเรื่อง “ของดีขอนแก่น” ชื่อที่ชวนคิดเห็นไปในทางหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แต่ปรากฏว่าจารุบุตรทำมากกว่านั้น โดยเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่าขอนแก่นก็เป็นแดนที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่และรุ่งเรืองไม่แพ้ที่อื่นใดในอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนั้นได้มีการขุดค้นพบชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีแล้ว

“บ้านเชียง” ทำให้ประวัติศาสตร์อุดรธานีและอีสานร่นระยะเวลาออกไปจากสมัยรัตนโกสินทร์เป็นอันมาก เพราะตามประวัติเดิมที่รับรู้กันมาก่อนหน้านั้น อุดรธานีเพิ่งจะถือกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมได้ย้ายศูนย์กลางที่ว่าการมณฑลลาวพวน จากหนองคายมาตั้งอยู่ที่บ้านหมากแข้ง แล้วเปลี่ยนชื่อจาก “บ้านหมากแข้ง” เป็น “อุดรธานี” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา[20]

แต่บริเวณพื้นที่อำเภอรอบนอกที่ตั้งอยู่รายรอบบ้านหมากแข้งเดิมนั้น ล้วนแต่เป็นย่านเมืองเก่า เช่น หนองหานน้อย ในอำเภอกุมภวาปี ซึ่งเป็นแหล่งที่ปรากฏในตำนานเก่าแก่อย่างอุรังคธาตุ ภูพระบาทในอำเภอบ้านผือที่รู้จักกันมานานและเพิ่งได้มรดกโลกเป็นแห่งที่ 2 ของอุดรธานี ก็เป็นอีกแหล่งที่ปรากฏเรื่องราวในตำนานอุรังคธาตุ[21]

ขอนแก่นเองก็มีปัญหาในลักษณะนี้ ความรับรู้ก้าวไม่ได้ไปไกลกว่ายุคท้าวเพียเมืองแพนอพยพผู้คนจากเมืองท่ง (สุวรรณภูมิ) (ในอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด) มาตั้งอยู่ริมบึงบอนขอนแก่น (เข้าใจว่าคือ “บึงแก่นนคร” ที่เดียวกัน) แล้วย้ายไปตั้งอยู่ดอนพันชาด (ในอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดขอนแก่น) อยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับมาอยู่บึงบอนขอนแก่นดังเดิม

ยุคท้าวเพียเมืองแพนนั้นคือสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่ออพยพผู้คนย้ายออกจากบ้านเมืองเดิมที่สุวรรณภูมิมาแล้วนั้นได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯรัชกาลที่ 1 พระองค์เพิ่งสถาปนาพระราชวงศ์ใหม่ (ราชวงศ์จักรี) และตั้งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ โดยเพิ่งจะรัฐประหารโข้นล้มราชวงศ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มาใหม่ๆ หมาดๆ เมื่อมีผู้นำอีสานคนสำคัญของยุคสมัยส่งข้าวของมีค่ามาคำนับแสดงความอ่อนน้อมขอเข้าเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ก็ทรงยินดีรับไว้ในพระบรมโพธิสมภาร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯรัชกาลที่ 1 ทรงแต่งตั้งท้าวเพียเมืองแพนเป็น “พระนครบริรักษ์” (แพน) เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก โดยเหตุที่ท้าวเพียเมืองแพนผู้นี้ไม่ได้ส่งแค่เครื่องราชบรรณาการมาถวายรัชกาลที่ 1 หากแต่ยังส่งนางคำแว่น ธิดาของท้าวเพียเมืองแพน มาให้เป็นพระสนมด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ก็ทรงรับไว้ การณ์นี้ทำให้พระนครบริรักษ์ (แพน) จากเดิมที่เป็นแค่เจ้าเมืองแดนไกล ก็กลับมีสกุลรุนชาติสูงส่งขึ้น เกิดเป็นที่เคารพยำเกรงแก่เจ้าเมืองอีสานคนอื่นๆ ด้วยเพราะท้าวเพียเมืองแพนผู้นี้เป็น “พ่อตา” ของรัชกาลที่ 1 นั่นเอง

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของส่วนกลางมักกล่าวถึงเรื่องนี้ในลักษณะภาคภูมิ เพราะเป็นสิ่งสะท้อนบทบาทความสัมพันธ์ที่ขอนแก่นมีต่อส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ในขณะที่หัวเมืองอื่นๆ ในอีสานนั้นตอนบนลุ่มน้ำมูน (ลำมูน) ยังขึ้นกับนะคอนหลวงเวียงจัน และฝั่งตะวันออกของแม่น้ำซี (ลำซี) แต่ชาวขอนแก่นซึ่งมีพื้นภูมิเป็นลาว ไม่ได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจไปกับประวัติศาสตร์นี้แต่อย่างใด แม้จะมีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเพียเมืองแพนขึ้นไว้ที่ริมบึงแก่นนคร ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก

ในเล่ม “ของดีอีสาน” นอกจากจารุบุตรนำเสนอแหล่งโบราณสถานสำคัญในจังหวัดขอนแก่นแล้ว ยังได้ไล่เลียงและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ เพื่อให้ขอนแก่นมีประวัติศาสตร์ที่มากกว่าบริเวณบึงบอนขอนแก่นที่ก่อตั้งมาโดยท้าวเพียเมืองแพน ซึ่งไม่ได้ยากอะไร เพราะภูเวียงอันเป็นถิ่นกำเนิดของจารุบุตรเองนั้นก็มีประวัติศาสตร์ที่ร่นไปไกลกว่ายุคท้าวเพียเมืองแพน และที่สำคัญยังเป็นประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับอาณาจักรล้านซ้างอีกด้วย

สำหรับจารุบุตร ประวัติศาสตร์อีสานแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์ล้านซ้าง เพราะเดิมอีสานตอนบนเหนือลำมูนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านซ้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม จนกระทั่งถึง พ.ศ.2233 (ตรงกับสมัยสมเด็จพระเพทราชา) หลังสิ้นเจ้าสุลิยะวงสาทำมิกะราด (เจ้าสุริยวงสาธรรมิกราช-เขียนแบบไทย) นะคอนหลวงเวียงจันเกิดความสับสนวุ่นวาย พระยาเมืองจันยึดอำนาจตั้งตนเป็นกษัตริย์พระนางสุมังคะลา ธิดาเจ้าสุลิยะวงสาฯ (บ้างว่าเป็นพระมเหสีหรือพระสนมของเจ้าสุลิยวงสาฯ)ได้หลบหนีไปพึงพระครูยอดแก้วโพนสะเม็กพระภิกษุผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวล้านซ้าง สมญา “ยาคูขี้หอม” (หมายถึงเป็นที่นิยมรักใคร่นับถือของผู้คนมาก)จึงได้ให้คนพาพระนางซึ่งกำลังตั้งครรภ์หลบหนีไปอยู่ภูสะง้อหอคำ (ในแขวงสะหวันนะเขตปัจจุบัน)

ต่อมาตัวพระครูเองก็รู้ว่าจะมีภัยมาถึงตัว เพราะพระยาเมืองจันไม่ไว้วางใจ ก็พอดีกับเกิดเหตุการณ์พระธาตุพนมยอดหักพัง พระครูจึงขอมาบูรณะพระธาตุพนม เมื่อบูรณะพระธาตุพนมเสร็จ พระครูก็ไม่กลับเวียงจัน ได้พาผู้คนเดินทางต่อไปจนถึงพนมเปญในกัมพูชา เมื่อกษัตริย์กัมพูชาทราบเรื่องพระครูพาคนมาอยู่ ก็ส่งคนมาจะเก็บส่วยสาอากร พระครูเห็นว่าจะทำให้ญาติโยมพี่น้องเดือดร้อน จึงหลบมาจำปาสัก นางเพา สตรีผู้ครองนะคอนจำปาสัก รู้สึกศรัทธาจึงยกเมืองให้พระครูปกครอง พระครูปกครองเมืองได้ระยะหนึ่ง ก็รู้ว่าตนมีข้อจำกัดเพราะยังครองเพศบรรพชิต จะสั่งลงโทษประหารชีวิตใครตามกบิลเมืองไม่ได้

เมื่อเห็นว่า เจ้าหน่อกษัตริย์ โอรสของพระนางสุมังคลา เจริญชันษาพอแก่การเป็นเจ้าผู้ครองนครแล้ว พระครูก็ให้ไปเชิญมาครองนะคอนจำปาสัก ทำพิธีราชาภิเษกเสร็จเฉลิมพระนามว่า “เจ้าส้อยสีสะหมุดพุดทังกูน” (เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร-เขียนแบบไทย) ครั้งนั้นจำปาสักแยกตัวเป็นอิสระจากเวียงจัน เจ้าส้อยฯ ยังได้ส่ง “เจ้าแก้วมุงคุน” หรือ “จารย์แก้ว” ศิษย์พระครูโพนสะเม็ก นำพาผู้คนส่วนหนึ่งออกจากจำปาสักมาตั้งเมืองท่ง หรือเมืองทุ่งศรีภูมิ (สุวรรณภูมิ)

ต่อมาท้าวทน ก็แยกจากเมืองท่ง ไปก่อตั้ง “บ้านกุ่มฮ้าง” ขึ้นเป็น “เมืองร้อยเอ็ด” (ตามชื่อในตำนานอุรังคธาตุ) และท้าวเพียเมืองแพนแยกไปตั้ง “บึงบอนขอนแก่น” ขึ้นเป็น “เมืองขอนแก่น” หลังจากนั้นร้อยเอ็ดกับขอนแก่นก็ขยายแตกเทือกเถาเหล่ากอไปให้กำเนิดเมืองเล็กเมืองน้อยอื่นๆ อีกหลายเมือง ดังนั้น เมืองสุวรรณภูมิเดิมที่กลางทุ่งกุลาร้องไห้เลยได้ชื่อว่าเป็น “จอมแหอีสาน” คือเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างบ้านแปงเมืองอื่นในอีสานต่อมา

 

(7) “ของดีอีสาน” ในมิติสังคมวัฒนธรรมอีสาน

เนื่องจากว่าจารุบุตรเป็นเนติบัณฑิต จบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีจากคณะวิชานิติศาสตร์ เมื่อไปอ่านต้นฉบับเรื่อง “ฮีต 12 คอง 14” จึงเห็นว่าไม่ใช่เอกสารทางด้านจารีตประเพณี ดังที่มีการศึกษาเปรียบเทียบกับคติเรื่อง “ทวาทศมาส” หรือ “ประเพณีสิบสองเดือน” ของไทยภาคกลาง[22]

หากแต่จารุบุตรอ่านแล้วเห็นว่าเอกสารนี้มีลักษณะเป็นกฎหมายโบราณของอีสาน เพราะอุดมด้วยหลักการพื้นฐานในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงมี “ขึด” หรือ “ขะลำ” (ข้อห้าม) ต่างๆ คล้ายคลึงกับตัวบทกฎหมายมาตราต่างๆ ของกฎหมายสมัยใหม่ ทั้งนี้จารุบุตรนำเอาเรื่องนี้มาเป็นข้อมูลหลักฐานสะท้อนถึงว่าชาวอีสานเป็นผู้มีวัฒนธรรมการเมืองการปกครองที่เจริญรุ่งเรืองถึงขั้นมีกฎหมายมาแต่โบราณแล้ว

เนื่องจากว่าจารุบุตรจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ในคณะวิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อมาอ่านวรรณคดีอีสาน เขาก็ยังมีมุมมองเห็นความสำคัญของประเด็นเรื่องเศรษฐกิจการค้าที่แฝงอยู่ในวรรณคดีต่างๆ เช่น เรื่องปลาแดกปลาสมอ, ท้าวผาแดง-นางไอ่, ท้าวเสียวสวาสดิ์, ท้าวกำพร้าคำสอน, จำปาสี่ต้น, ท้าวก่ำกาดำ, นางแตงอ่อน เป็นต้น

นิทานบางเรื่องไม่ปรากฏในต้นฉบับที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือมาก่อนหน้าเล่ม “ของดีอีสาน” ด้วยซ้ำ เพราะจารุบุตรไปถอดความเอามาจากเอกสารใบลาน ไม่ถึงกับปริวรรตตัวอักษรโบราณ เพราะใบลานเหล่านั้นมีเขียนเป็นภาษาไทยภาคกลางบ้างแล้ว เพราะชนชั้นนำท้องถิ่นอีสานแถบขอนแก่น-ชัยภูมิ-โคราช ส่วนหนึ่งจะเคยเรียนภาษาไทยส่วนกลาง ส่วนเอกสารประเภทที่จารจดด้วยอักษรตัวธรรม-ไทยน้อยของอีสานเดิม จารุบุตรจะไปสอบถามขอความรู้ สนทนาพูดคุย และแลกเปลี่ยนกันอ่านต้นฉบับกับพระภิกษุในท้องถิ่น ซึ่งมักจะทำให้เขาได้เอกสารต้นฉบับใบลานมาอ่านเพิ่มอยู่เสมอ

จารุบุตรยังสังเกตเห็นด้วยว่า วรรณคดีอีสานหลายเรื่องตัวเอกมักจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา บางส่วนตั้งตัวเป็นกษัตริย์ในภายหลัง แต่จำนวนมากเป็นสามัญชนตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และมีบางเรื่องตัวละครสำคัญยังเป็นพ่อค้าแม่ค้า ก่อเกิดเป็นมุมมองตอบโต้ที่ว่าคนอีสานค้าขายไม่เป็น-ขายของไม่เก่ง อีกทั้งบางเรื่อง เช่นเรื่องท้าวเสียวสวาสดิ์ (หมายถึงฉลาดเฉลียว) ยังเป็นนิทานคำสอนให้ทำการค้าอย่างซื่อสัตย์ หรืออย่างเรื่องปลาแดกปลาสมอ ที่พระเอกไม่ได้เป็นคนละโมบโลภมาก เป็นพ่อค้าทำปลาร้าปลาแดกขายอย่างสุจริต สุดท้ายมีชีวิตที่ร่ำรวยและพบความสงบสุข

วรรณคดีและนิทานตำนานท้องถิ่นอีสานจำนวนมากนำเสนอเรื่องราวในแนวคติความเชื่อแบบผีแถน แต่เดิมก่อนหน้าจารุบุตร การที่คนอีสานยังนับถือผีแถนปะปนกับพุทธศาสนาอยู่มาก ทำให้ส่วนกลางมองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเผยแผ่พุทธศาสนา โดยเฉพาะสำหรับธรรมยุติกนิกายที่ยึดถือเรื่องความบริสุทธิ์เคร่งครัดตามพระธรรมวินัย ยิ่งเมื่อเกิดกบฏผู้มีบุญในอีสาน แล้วฝ่ายกบฏมีใช้คติความเชื่อเรื่องผีแถนมาขับเคลื่อนขบวนการต่อสู้ด้วยแล้ว คติความเชื่อเรื่องผีฟ้าพระยาแถนยิ่งถูกมองในแง่ลบจากทางการ

จารุบุตรได้เสนอใหม่โดยชี้ให้เห็นว่า คตินี้เป็นความเชื่อเก่าแก่ของชาวอีสาน คู่เคียงมากับความเชื่อเรื่อง “เจ้า” ของชาวจีน คำว่า “แถน” มีที่มาจากคำภาษาจีนโบราณว่า “เทียน” เพียงแต่เพี้ยนเสียงกันเท่านั้น อีกทั้งแต่เดิมความเชื่อในจักรวาลวิทยาแบบแบ่งโลกออกเป็น 2 โลก มีโลกเบื้องบน (สวรรค์) กับ โลกเบื้องล่าง (โลกมนุษย์) ไม่มีนรกภูมิ ทุกคนเมื่อตายไป “ขวัญแนน” หรือ “วิญญาณ” จะกลับคืนสู่โลกเบื้องบน ก็เป็นคติอย่างเดียวกับที่เคยมีในหมู่ชาวอินเดียโบราณ ดังปรากฏในมหากาพย์มหาภารตยุทธ เป็นต้น

จากจุดนี้ทำให้จารุบุตรมองว่า “มหากาพย์ท้าวฮุ่งท้าวเจือง” หรือ “เรื่องท้าวฮุ่งขุนเจือง” นั้นเป็นวรรณคดีระดับมหากาพย์ที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ “มหาภารตยุทธ” หรืออย่างเรื่อง “รามายณะ” ของอินเดีย และอีสานก็เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมสำคัญแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่วัฒนธรรมอาหารการกินบางอย่างก็มีจุดกำเนิดตั้งต้นอยู่ในประวัติศาสตร์และวรรณคดีของลาวอีสาน

บทกวีบางชิ้นที่เคยต้องห้าม อย่างเรื่อง “ลึบปสูญ” เพราะมีความเชื่อว่าผู้แต่งกวีนิพนธ์ชิ้นนี้คือเจ้าอะนุวง ผู้นำการต่อต้านสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่สำหรับจารุบุตรแล้ว เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะบทกวีนี้ยังมีคุณค่าในด้านอื่นให้อภิปรายได้ รวมทั้งบางเรื่องที่คนมักไม่มองในมิติประวัติศาสตร์ เช่น เรื่องการละเล่นพื้นบ้าน, โปงลาง, คำสู่ขวัญ, สุภาษิตคำพังเพยหรือคำผญาอีสาน ฯลฯ จารุบุตรก็ได้ชี้ให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนมีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับสภาพสังคมวัฒนธรรมของอีสานทั้งสิ้น เพราะสำหรับจารุบุตรแล้วประวัติศาสตร์กับสังคมวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างแนบสนิทจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน

บางเรื่องที่ชื่อพ้องกับวรรณคดีของภาคกลาง เช่น เรื่องพระลัก-พระลาม ที่คนมักจะเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องเดียวกับรามเกียรติ์หรือรามายณะ หรืออย่างเรื่องสีทนต์มโนรา ที่คนมักจะเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องพระสุธน-นางมโนราห์ หรืออย่างเรื่องเซียงเหมี้ยง ที่คนมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องศรีธนญชัยฉบับสำนวนลาว แต่จารุบุตรได้ชี้ให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้มีความแตกต่างจากเรื่องคล้ายคลึงกันของภาคกลางจนไม่อาจถือเป็นเรื่องเดียวกันอย่างไร

ขณะเดียวกัน งานของจารุบุตรก็ไม่ถึงกับสร้าง “ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร” (Specific) ให้แก่วัฒนธรรมลาวอีสาน เขาตระหนักดีว่าวัฒนธรรมลาวในภาคอีสานก็เช่นเดียวกับวัฒนธรรมที่อื่นๆ ที่มักจะมีการแลกเปลี่ยนและเลือกรับดัดแปลงไปจากวัฒนธรรมอื่นๆ ที่มามีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมลาวอีสาน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมชาวเวียด (แกว), วัฒนธรรมของชาวข่าหรือขมุ และกูยหรือกวยที่อยู่ในอีสานด้วยกันมา, วัฒนธรรมชาวเขมรที่แพร่หลายและมีอิทธิพลอยู่ในแถบอีสานใต้ อันเนื่องมาจากอีสานใต้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชามาก่อน, วัฒนธรรมชาวล้านนาที่มีการเดินทางไปมาค้าขายด้วยกัน เป็นต้น

 

(8) บทสรุปและส่งท้าย

“จารุบุตร เรืองสุวรรณ” เป็นนักการเมืองที่มีความเป็นนักวิชาการอยู่ในตัวบุคคลเดียว แม้ว่าจะเคยแต่งตำรา เขียนหนังสือ เขียนบทความ และแสดงปาฐกถาไว้มาก แต่ไม่เป็นที่รับรู้เท่าที่ควร ในจำนวนนี้ผลงานอย่างเล่มที่ชื่อ “ของดีอีสาน” เป็นผลงานคลาสสิคที่ได้รับการอ้างอิงและตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งในรอบหลายปี แต่น้อยคนจะทราบว่าผลงานดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทการเมือง “ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน” พ.ศ.2516-2519 โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่เคยบอกว่าตนเองเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลา’ แต่อย่างใด

บทความนี้เป็นงานชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า เราสามารถเขียนถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อย่าง 14 ตุลาคม 2516 ได้โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งไปที่บทบาทของกลุ่มที่เป็นที่รู้จักและเรียกกันว่า “คนเดือนตุลา’” ซึ่งบ่อยครั้งก็ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดกับการผูกขาดประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มดังกล่าวนี้

คณะราษฎรก็คือคณะหนึ่งที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ได้ผูกขาด 24 มิถุนายน 2475 มันจึงตลกไปทันทีหากมีใครที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้วมาเรียกตัวเองว่า “คนเดือนมิถุนา” คณะราษฎรไม่ว่าจะปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน), หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์), หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน), นายดิเรก ชัยนาม, นายสงวน ตุลารักษ์, นายซิม วีระไวทยะ ฯลฯ ต่างก็ไม่ปรากฏว่าเคยประพฤติแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม กรณีจารุบุตร เรืองสุวรรณ แม้ว่าเขาจะเคยเป็นนักการเมืองที่ผ่านสมรภูมิการเลือกตั้งมามาก และเคยได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนชาวขอนแก่นมาอย่างท่วมท้น แต่ทว่าแม้จะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น ระบอบเผด็จการทหารถูกโค่นล้มลงโดยพลังของ “มวลชนอันไพศาล” มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และจะมีการเลือกตั้งอีกครั้งหลังจากถูกเลิกร้างไปโดยเผด็จการทหารมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตาม เวลานั้นจารุบุตรก็ห่างหายจากการเลือกตั้งมาหลายปีแล้วเช่นกัน อีกทั้งยังอายุมากแล้ว ไม่อาจใช้วิธีการหาเสียงแบบเก่าได้

เมื่อคิดอ่านจะหวนคืนสู่เวทีการเมือง เขาจึงต้องหาวิธีหาเสียงแบบใหม่ การเขียนบทความวิชาการด้านอีสานศึกษาแล้วไปอ่านออกสื่อสำคัญในสมัยนั้นอย่างวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นกลยุทธ์การหาเสียงที่ดีมาก เท่ากับใช้ความเป็นนักวิชาการของตนมาเป็นประโยชน์ในทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม เมื่อการเลือกตั้งมาถึงอีกครั้งใน พ.ศ.2519 จารุบุตรก็ได้รับการขานรับจากพี่น้องประชาชนชาวขอนแก่นอีกครั้งเป็นสมัยที่ 5และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาชนะการเลือกตั้งในจังหวัดบ้านเกิดของเขา

เช้าวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2527มีข่าวใหญ่หน้าหนึ่งแพร่โดยสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ คือข่าวที่นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ในขณะไปร่วมการประชุมอยู่ที่เชียงราย รวมอายุ 63 ปีโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันนี้จะว่าไปนับเป็นโรคภัยยอดฮิตของคนอีสาน รู้จักและเรียกกันว่า “โรคไหลตาย” (Sudden Unexplained Nocturnal Death syndrome or SUNDS) มักเกิดในคนที่ทำงานหนัก-พักผ่อนน้อย อนิจจา! แม้แต่ตาย จารุบุตรก็ยังตายแบบเดียวกับกลุ่มคนที่เขาเป็นตัวแทน...

 

เชิงอรรถ

[1] ดูรายละเอียดใน กำพล จำปาพันธ์. “จารุบุตร เรืองสุวรรณ: จาก “ช้างวิ่ง” ของเสรีไทย สู่ “นักการเมืองอีสาน” ณ แดนดินถิ่นไดโนเสาร์”https://pridi.or.th/th/content/2026/08/2930 (เผยแพร่เมื่อวันที่14สิงหาคม2569).

[2] ในยุคนั้นนิยมกร่อนคำว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ว่า “ผู้แทน” ไม่นิยมกร่อนว่า “ส.ส.” เหมือนปัจจุบัน ทั้งนี้อิงตามหลักการว่า บุคคลเหล่านี้มีเกียรติในฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่มีเกียรติเพราะเป็นสมาชิกของสภาใด

[3] นรนิติ เศรษฐบุตร. “จารุบุตร เรืองสุวรรณ ประธานวุฒิสภาผู้เคยเป็นเสรีไทย”https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=จารุบุตร_เรืองสุวรรณ (สืบค้นเมื่อวันที่9กันยายน2569).

[4] บางท่านอาจเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับ สสร. (2540)มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า แต่ที่จริงการมีสองสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่สมาชิกสภาร่างฯ ของฉบับ2540ได้นำเอาหลักการเบื้องหลังและเหตุผลของฉบับ 2489มาปรับประยุกต์ใช้ กระนั้นการเพิ่มเติมบทบัญญัติให้ผู้ที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งจะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างน้อยนั้น ก็ยังคงเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่าขัดกับหลักว่าด้วยสิทธิความเสมอภาคที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยไม่พึงมีบทบัญญัติเช่นนั้น ดูประเด็นนี้ใน นันทวัฒน์ บรมานันท์.ถกรัฐธรรมนูญ2540.กรุงเทพฯ: สถาบันนโยบายศึกษา, 2541; มานิตย์ จุมปา.คำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540).กรุงเทพฯ: นิติธรรม, 2548.

[5] ดูรายละเอียดใน จารุวรรณ ธรรมวัตร (บก.).คือผู้อภิวัฒน์: ถึงรัฐมนตรีอีสาน ถึงกวีพื้นบ้าน คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย.มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2543.

[6] ที่ได้ชื่อเช่นนั้น เพราะเหตุว่าหลวงกาจสงคราม (กาจ กาจสงคราม) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อร่างเสร็จได้นำเอาไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำ ก่อนจะนำเอามาประกาศใช้หลังจากยึดอำนาจเสร็จ

[7] ดูรายละเอียดใน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (บก.).ปรีดี พนมยงค์ และ4รัฐมนตรีอีสาน+1.กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2544.

[8] คำพิพากษาคดีย่างสด นายเตียง ศิริขันธ์ กับพวก คดีหมายเลขดำที่2628/2501และคดีหมายเลขแดงที่1542/2502อ้างจาก ปรีชา ธรรมวินทร.77ปีวันสันติภาพไทย เตียง ศิริขันธ์ ขบวนการเสรีไทยสกลนคร. (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2565),หน้า32-33.

[9] ดูประเด็นนี้ใน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ.การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ (The Politics of despotic paternalism).แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และ ม.ร.ว. ประกายทอง สิริสุข,กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2526.

[10] นักการเมืองอีสาน เช่น จารุบุตร เรืองสุวรรณ ก่อตั้งสถานศึกษาเอกชนนี้ขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ขออนุญาตเก็บไว้เล่าในบทความชิ้นอื่นต่อไป เพราะมีรายละเอียดมาก เกรงจะทำให้บทความนี้มีเนื้อที่ยาวและเยิ่นเย้อมากไป

[11] ดูรายละเอียดใน วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์.กบฏสันติภาพ.กรุงเทพฯ: สนพ.คบไฟ, 2539.

[12] ผลงานที่อธิบายเรื่องนี้ได้ทรงอิทธิพลอย่างมากในสมัยนั้นเห็นจะเป็น อรัญญ์ พรหมชมภู (อุดม สีสุวรรณ).เส้นทางสังคมไทย (ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “ไทยกึ่งเมืองขึ้น”). กรุงเทพฯ: สนพ.อักษร, 2522.

[13] Tim Weiner. Legacy of Ashes: The History of the CIA.New York: Anchor Books, 2008;อีกเล่มที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินงานปราบปรามคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดู Pauly V. Parakal.Secret Wars of CIA. New York: Sterling Publishers Pvt. Ltd., 1984.

[14] เมา เซตุง.สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง.กรุงเทพฯ: ชมรมหนังสือแสงตะวัน, 2518.

[15] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. “ว่าด้วยบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.ปีที่26ฉบับที่2 (ธันวาคม2546-พฤษภาคม2547),หน้า151-179.

[16] นรนิติ เศรษฐบุตร. “จารุบุตร เรืองสุวรรณ ประธานวุฒิสภาผู้เคยเป็นเสรีไทย”https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=จารุบุตร_เรืองสุวรรณ (สืบค้นเมื่อวันที่9กันยายน2569).

[17] เชิดชูเกียรติ นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภาผู้ไม่เคยทอดทิ้งวัฒนธรรมไทย. (ขอนแก่น: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 2527),หน้า3.

[18] หลังจากมีการตัดถนนหลวงหมายเลข2133 (ศรีบุญเรือง-ภูเวียง-หนองบัวลำภู) นำไปสู่การย้ายที่ทำการอำเภอไปตั้งยังพื้นที่ปัจจุบัน และเกิดการจัดแบ่งหน่วยการปกครองใหม่ โดยแยกออกเป็น “เวียงเก่า” กับ “เวียงใหม่” ชาวบ้านในพื้นที่เรียก “ในเวียง” หรือ “ในภู” กับ “นอกเวียง” หรือ “นอกภู” อนี่ง คนอีสานนิยมเรียกภูเขาสูงว่า “ภู” เรียกตามลาวว่า “พู” ภาคกลางเรียก “พุ” ภาคเหนือเรียก “ดอย”

[19] จารุบุตร เรืองสุวรรณ.ของดีอีสาน. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2519),หน้า ก.-ข.

[20] ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน กำพล จำปาพันธ์. “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระเจ้าอู่ทอง ณ พระนครอุดรธานี &การสร้าง “อุดรธานีใหม่” ในประวัติศาสตร์ชาติไทย”https://theisaanrecord.co/2026/02/17/prajak-silpakom/ (เผยแพร่เมื่อวันที่17 กุมภาพันธ์2569).

[21] ดูรายละเอียดใน“อุรังคธาตุ” ฉบับสมเด็จอัครมหาบัณฑิต พระลูกแก้ว (คูน มะนีวงส์) วัดทาดหลวง นะคอนหลวงเวียงจัน (ฉบับสมบูรณ์).แปลและเรียบเรียงโดย กำพล จำปาพันธ์,กรุงเทพฯ: สนพ.เมืองโบราณ, 2569.

[22] บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่เคยมองเช่นนี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระราชพิธีสิบสองเดือน” (ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2431)เป็นต้น