ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

การตรวจสอบรัฐบาล ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างหยุดรัฐธรรมนูญ

15
ธันวาคม
2568

 

กฤช เอื้อวงศ์ :

จริง ๆ วันนี้ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ เชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง มาร่วมงาน แต่วันนี้ท่านติดภารกิจอยู่ในสภา วันนี้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา คือสมาชิกผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ซึ่งตอนนี้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในวาระที่สอง วันนี้และวันพรุ่งนี้ ถ้าเสร็จสิ้นจะยุติที่วันพรุ่งนี้ จะไปลงมติในวาระที่สามกันอีกที เมื่อครบ 15 วัน ไปแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 26 ครบ 15 วันจะลงมติได้หรือไม่ จะกำหนดวันไหนต้องติดตามกันอีกที

ขณะนี้สถานการณ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อยู่ในสภาด้วย วันนี้ท่านจาตุรนต์ ได้มอบหมายให้ผมมาแทนท่าน เนื่องจากท่านเป็นกรรมาธิการ ท่านสงวนความเห็นไว้หลายมาตรา ท่านไม่สามารถมาได้ ตอนอยู่พรรคเพื่อไทยด้วยกัน ผมเป็นที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย ตอนทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำร่างแก้ไขด้วย พอจะรู้ในเรื่องของสาระสำคัญของร่างแก้ไข ในส่วนที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอร่างไป แต่ร่างพรรคเพื่อไทยตกไปตั้งแต่วาระที่หนึ่ง แต่เราร่วมเป็นกรรมาธิการในคณะนี้ด้วย

คำถามแรกถามว่า คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการปูทางไปสู่การยุบสภา? ผมคิดเห็นว่าเรื่องการยุบสภา ไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของพรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้าน เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีโดยแท้ แต่ตอนนี้ทางรัฐบาลกลับเอาเรื่องนี้ไปผูกกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 ซึ่งจริง ๆ สองเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน อาจมีความสัมพันธ์กันบ้าง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

การยื่นมาตรา 151 เป็นกระบวนการในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ถ้าเห็นว่ามีการทำงานที่ไม่ชอบ ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติอย่างร้ายแรง เราสามารถยื่นได้ ผมว่าตรงนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลรักษาการในช่วงที่ยุบสภาไปแล้วยังมีอำนาจในการบริหารประเทศได้ตามขอบเขตของกฎหมาย ถึงแม้ว่าบางอย่างต้องไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตาม แต่รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจ ที่ผมจะพูดผมกำลังจะบอกว่า เรื่องการปูทางไปสู่การยุบสภาไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับทางพรรค(เพื่อไทย) ที่เกี่ยวข้องคือเรากำลังอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

 

เรียนให้ทุกท่านได้ทราบว่า เรายื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งเป็นรายมาตราและทั้งฉบับมาแล้วตั้งแต่ปี 2563-2568 ปัจจุบัน 11 ครั้ง แต่ทั้ง 11 ครั้งตกหมด รวมถึงครั้งล่าสุดที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งหลักการเดียวกันกับพรรคประชาชน หรืออะไรเดียวกัน วิธีคล้าย ๆ กัน ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างเดียวที่ไม่ผ่าน ด้วยเหตุที่เสียง สว. มีไม่ถึง 1 ใน 3

เป็นที่พี่น้องทราบดีว่ามีเหตุผลบางประการที่ร่างเพื่อไทยไม่ผ่าน ในนามของพรรคเพื่อไทย มีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ที่อยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราเคยประกาศเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียงด้วยซ้ำว่า เราสนับสนุนให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพื่อมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่เราพูดกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผมถาม อ.ธีระว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนิยามว่าอย่างไรครับ แต่ถ้าเกิดใช้คำว่าฉบับประชาชน เหมือนที่เรากำลังพูดกันว่า ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ถ้าเอาสามคำนี้มาจับ ถามว่าเป็นของประชาชนไหมผมไม่แน่ใจ โดยประชาชน หมายความว่าจัดทำขึ้นโดยประชาชนไหม ผมยิ่งไม่แน่ใจใหญ่กับร่างที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ส่วนเพื่อประชาชนไหม อันนี้ตอบไม่ได้เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เกิด

ตอนนี้เลยไม่แน่ใจว่า เรากำลังเดินไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้กับวันพรุ่งนี้ด้วย ในวาระที่สอง และวาระที่สาม และหลังจากนั้นต้องทำประชามติ

คำถามที่ถามว่าจะมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดที่เยอะไหม กับการที่จะเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผมว่าอุปสรรคมีเยอะครับ อุปสรรคในแง่ของข้อกฎหมายก็มีเยอะ วันนี้กับวันพรุ่งนี้เป็นวาระที่สอง พิจารณามติเป็นรายมาตรา เราอาจไม่เห็นอะไรมากนอกจากอภิปรายเถียงกัน และลงมติเป็นรายมาตรา จะเห็นว่าวาระที่สอง ส่วนใหญ่จะผ่านแต่ว่ามันมีจุดเล็ก ๆ ที่อาจเกิดอุปสรรคขึ้นในวาระที่สาม

จุดเล็ก ๆ ที่ผมเห็นมี ส.ว. บางท่านไปพูดในที่ประชุมกรรมาธิการ ตอนพิจารณากัน บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถร่างขึ้นมา แล้วไปทำประชามติได้เลยโดยตรง เพราะทางศาลรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่ารัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบ ต้องมีกระบวนการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

แล้วมี สว. บางท่าน บอกว่าถ้าจะมีกระบวนการในการขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ขอให้ต้องมีเสียงของวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 3 เหมือนกับมาตรา 256 ปัจจุบัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ถ้าเกิดวาระที่สอง เกิดไม่มีการแก้ไขในมาตรานี้ คือผ่านไปเป็นเสียงข้างมากธรรมดา ในวาระที่สาม ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นสัญญาณว่า สว. 1 ใน 3 หรือ 67 คน อาจจะไม่เห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังแก้กัน ถ้าไม่เห็นชอบแล้วจะตกไป

 

 

ตอนนี้ต้องไปว่ากันว่าตกไปแล้วจะทำยังไง MOA ทางพรรคประชาชนคิดอย่างไร พรรคภูมิใจไทย ฐานะที่ให้คำมั่นกับพรรคประชาชน ว่าจะช่วยผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านจะทำอย่างไร จะยุบสภาเลยหรือไม่

นี่คืออุปสรรคข้อที่ 1 คือต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่สาม เมื่อผ่านไปแล้วต้องนำไปสู่การทำประชามติ ซึ่งการทำประชามตินั้น ศาลรัฐธรรมนูญเขียนเผื่อไว้ให้ว่าการทำประชามติปกติให้ทำ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ให้ถามประชาชน ว่าเห็นชอบให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับหรือไม่?

ครั้งที่ 2 เห็นชอบกับกระบวนการวิธีการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่กำลังร่างกันอยู่หรือไม่? ครั้งที่ 3 เมื่อ สสร. ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว นำไปสู่การทำประชามติถามประชาชนเป็นครั้งที่ 3 ว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่ทำมาหรือไม่?

นี่คือ 3 ครั้งแต่ขมวดไว้ว่าการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจทำร่วมกันได้ หมายความว่าครั้งที่ 1 เห็นชอบว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับหรือไม่? และครั้งที่ 2 เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังพิจารณากันอยู่หรือไม่? ซึ่งถ้าเกิดเป็นไปตามปกติ จะเดินหน้าไปสู่คำถามสองคำถามพร้อมกัน

แต่ถ้ารัฐสภาในวาระที่สามไม่ผ่าน รัฐบาลมีสองทางเลือก ประกาศให้มีการทำประชามติคำถามที่ 1 ไปก่อนคำถามเดียว ถามประชาชนว่าเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ถามไปก่อนคำถามเดียวเพื่อเป็นหลักประกันไว้ก่อน ว่าประชาชนต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ แล้วคำถามที่ 2 ซึ่งมันต้องไปแก้มาตรา 256 ค่อยว่ากันอีกทีหลังจากที่มีรัฐบาลหรือรัฐสภาใหม่ มี สส. ใหม่ อันนี้ก็เป็นไปได้

นี่คือความยากที่ต้องทำประชามติ ซึ่งต้องทำถึง 3 ครั้ง แล้วทำแต่ละครั้งมันมีกระบวนการที่เราเคยผ่านประชามติมาสองครั้ง รัฐธรรมนูญปี 2550 กับปี 2560 เราเห็นความไม่ชอบมาพากลของอำนาจรัฐ ในเรื่องของการไปชักจูงโน้มน้าว ครอบงำการทำประชามติ แม้กระทั่งไปหลอกล่อให้คนมาลงประชามติเพื่อผลในการออกเสียงประชามติ

มีคำถามพ่วงซึ่งอ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่มาเข้าใจเอาตอนที่จะมีการโหวตในรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี คนเพิ่งเริ่มเข้าใจกันตอนนั้น ซึ่งตรงนี้เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง

เลยเสนอว่าจริง ๆ แล้วมีข้อจำกัดเยอะมาก กว่าจะเดินหน้าไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ กรอบเวลาวางไว้ประมาณ 300 กว่าวัน ตามร่างกรรมาธิการวางไว้ กว่าจะทำเสร็จต้องทำกฎหมายลูกอีกหลายฉบับซึ่งต้องไปคิดกันอีกที มีกระบวนการในการจัดทำ แต่ยังอีกยาว แต่มันเป็นความหวังว่าทางพรรคเพื่อไทยเองปักธงว่าอย่างไรก็ต้องทำให้ได้ ต้องนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญฃ

 

 

ถามว่าทำไมไม่แก้เป็นรายมาตรา เราเคยคิดไว้หลายอย่าง เคยเสนอแก้ไปหลายมาตรา 11 ครั้ง แต่ตกหมด แก้เป็นรายมาตราบางทีอาจดูเหมือนง่าย แต่ท่านไปดู มาตรา 256 ถ้าท่านไปแตะในเรื่องของอำนาจองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ในเรื่องที่มาและบทบาทอำนาจหน้าที่ ต้องไปทำประชามติด้วย มันไม่ง่ายเหมือนกัน

เราเห็นอยู่ว่าปัญหารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่ตัวโครงสร้างของอำนาจ อำนาจขององค์กรอิสระไม่ได้ทำให้เกิดสมดุลระหว่างอำนาจ สมัยก่อนเราเคยเรียนว่าอำนาจอธิปไตยมีสามอย่าง บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ เดี๋ยวนี้มีอำนาจที่ 4 ใหญ่กว่าทั้งสามอำนาจด้วย ซึ่งเป็นข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างอำนาจ ที่ต้องแก้ต้องรื้อทั้งฉบับ นี่ก็เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง

เรื่องการยื่นมาตรา 151 การอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยการลงมติ มีคนถามว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นไหม จริง ๆ อย่าเอามารวมกันนะครับ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญกับเรื่องการยื่นมาตรา 151 อย่าเอาเรื่องรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน เรื่องการยื่นมาตรา 151 เป็นเรื่องของการตรวจสอบรัฐบาลหากห็นว่ารัฐบาลทำอะไรโดยไม่ชอบ ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ เรามีสิทธิ์ที่จะยื่นมาตรา 151 ได้

ผมขอเชิญชวนพรรคประชาชนด้วย ถ้าเราจะยื่นหนังสือไปถึงประธานรัฐสภา ขอให้คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลจัดให้มีการออกเสียงประชามติคำถามที่ 1 ไปก่อน ก่อนที่จะไปถึงวาระที่สาม ถ้าเกิดประธานรัฐสภาทำหนังสือไปถึง ครม. แล้ว ครม. รับทราบแจ้งไปถึง กกต. ว่าทำประชามติคำถามที่ 1 ไปก่อนโดยไม่ต้องรอคำถามที่ 2 คำถามที่ 3 จะเกิดหรือเปล่าไม่รู้

แต่ถ้าคำถามที่ 2 มาทันวาระที่สาม ในวันสิ้นปีนี้หรืออาจเป็นต้นปีหน้าก็ตามเราค่อยว่ากัน ผมเชิญชวนว่าถ้าเป็นอย่างนี้ได้มันเพิ่มความหวังขึ้นมาอีก จะทำให้อย่างน้อย มีธงคำตอบของประชาชนว่า ต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง ซึ่งธงคำตอบเอาไว้ทะลุทะลวงปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังมีอยู่ในปัจจุบัน เรามาชวนกันในเรื่องยื่นญัตติถึงประธานรัฐสภาให้ส่งไปถึง ครม. ให้ทำประชามติคำถามแรกเลยไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น

ส่วนความหวังว่าถ้ามันผ่านวาระที่สอง และวาระที่สาม เกิดผ่านให้ด้วยเงื่อนไขไหน เงื่อนไขว่าอำนาจ สว. ยังอยู่เหมือนเดิม และการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ยกร่างขึ้นเสร็จแล้ว พอกลับเข้าไปผ่านรัฐสภาต้องมี 1 ใน 3 เสียงของวุฒิสภาหรือไม่อย่างไร จะผ่านในเงื่อนไขนี้ ผมไม่แน่ใจเมื่อถึงวาระที่สาม แล้วจะผ่านอย่างไรมีการแก้อย่างไร เพราะมันยังไม่ถึงมาตรานี้อยู่ในวาระที่สอง

 

 

แต่สมมติว่าผ่านวาระที่สามไป ต้องไปตามกรอบนี้ ตามร่างปัจจุบันที่มีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน มีกรรมาธิการรับฟังความเห็น ไม่มี สสร. ที่มาจากการเลือก ไม่ว่าจะเป็นโดยอ้อม ในร่างของพรรคเพื่อไทยร่างแรกที่ตกไป เขียนไว้ชัดเจนว่า สสร. มาจากการเลือกโดยอ้อม คือประชาชนเลือกมาก่อน 300 แล้วรัฐสภาไปเลือก 100 เราคิดว่าไม่ผิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแน่ ๆ เพราะว่าไม่ได้เลือกโดยตรง

วันนี้คุณพริษฐ์ (พริษฐ์ วัชรสินธุ) อภิปรายในสภาว่า นิยามคำว่าเลือกโดยตรงคือคนที่มีอำนาจในการเลือกคือประชาชน มีอำนาจในการชี้ขาดว่าให้ใครเป็นหรือไม่ แต่ถ้าโดยอ้อมสมมติประชาชนเลือกมา 300 ไม่รู้หรอกว่า 300 คน 100 คน คนไหนบ้างที่จะได้เป็น สสร. ดังนั้น อำนาจชี้ขาดไม่ได้อยู่กับประชาชน ทำไมถึงต้องไปกลัวว่าผิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็นคำถามที่ต้องส่งกลับไปทางกรรมาธิการว่าทำไมถึงไม่ผ่านให้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบกติกาที่มีอยู่ถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย แล้วเป็นไปตามร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากกำลังผลักดันอยู่ มันยังพอทำอะไรได้บ้างถึงแม้จะเป็นเงื่อนไขเล็ก ๆ ก็ตาม ผมเสนอว่า ในขั้นตอนการทำรัฐธรรมนูญต้องมีการรับฟังความเห็น มีการตั้งกรรมธิการรับฟังความเห็น

ผมเรียกร้องและขอให้พวกเราเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็น ถ้ามีการตั้งในอนาคต ต้องรับฟังความเห็นประชาชนอย่างจริงจังรอบด้าน ไม่ใช่รับฟังแค่พิธีการ ทำประเด็นให้ชัดว่าประชาชนต้องการอะไร แล้วเอาความเห็นนั้นไปเสนอกับคณะกรรมาธิการร่าง เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ตรงกับความเห็นของประชาชน นี่คือข้อเรียกร้องที่ 1 ที่ผมขอเรียกร้อง

ข้อเรียกร้องที่ 2 เวลาที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเสร็จแล้ว ในเงื่อนไขบอกว่าต้องกลับไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีวุฒิสภา 1 ใน 3 หรือไม่ก็ตาม ผมเรียกร้องให้รัฐสภา การพิจารณาความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดว่ามีผ่านการรับฟังความเห็นประชาชนมาอย่างจริงจัง คุณต้องฟังความเห็นของประชาชนด้วยว่าประชาชนต้องการอะไร ไม่ใช่ว่าประชาชนต้องการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เกิดมีอะไรที่ไม่ถูกใจรัฐสภาเกิดคว่ำ คว่ำมันจบเลยนะครับ มันไปต่อไม่ได้ต้องไปเริ่มกระบวนการกันใหม่

แล้วข้อเรียกร้องที่ 3 ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างข้อเสนอที่ อ. นันทนา พูดไว้ ว่าให้เรามารณรงค์เพื่อโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่า ผมว่าอย่าเพิ่งเพิ่งไปถึงขั้นตอนนั้น เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างไร มันอาจออกมาดีกว่าปัจจุบันก็ได้ ดีอยู่อย่างหนึ่ง ใน พ.ร.บ. ประชามติที่มีแก้ไขเพิ่มเติม มีการเขียนกระบวนการในการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็น มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากกว่า พ.ร.บ. ประชามติปี 2564 เดิม

ผมอยากให้กระบวนการรับฟังความเห็น กระบวนการให้ความคิดเห็นทั้งฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบของร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่ แล้วมาชั่งน้ำหนักกันว่าเราควรเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเห็นว่ามันแย่กว่าเดิมท่านก็โหวตไปตามความเห็นของท่านว่าไม่ควรรับ ถ้าท่านเห็นว่าอย่างน้อยมันดีกว่าเดิม ท่านก็โหวตรับหรือเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

มันยังพอเป็นความหวังในปลายอุโมงค์นี้ ผมคิดว่าทุกอย่างต้องเดินไปข้างหน้า ดังคำว่า “The show must go on” เขาขีดเส้นให้เราเดินแค่นี้ก็ต้องเดินแค่นี้ เมื่อไหร่ก็ตามถ้ามีเส้นมากกว่านี้ เราค่อย ๆ ขยับเข้าไป แต่วันนี้สิ่งที่เราอยากทำประการแรกคือ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ทำประชามติโดยคำถามที่ 1 ไปก่อน แล้วคำถามที่ 2 คำถามที่ 3 ค่อยไปว่ากันอีกทีถ้ามันจะมีในอนาคต ขอบคุณครับ

 

 

หมายเหตุ

  • เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ