ที่บ้านสาธร กรุงเทพฯ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ในอาภรณ์เรียบง่าย สีครีมแต่งลูกไม้ และซิ่นดำ ประดับสายสร้อยคล้องคอ พร้อมจี้กระทัดรัด อันเป็นภาพพิมพ์ของรัฐบุรุษอดีตผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ ๘ ปรีดี พนมยงค์ สามีผู้วายชนม์ที่ชานกรุงปารีส เมื่อ ๒ พ.ค. ๒๕๒๖ เป็นสิ่งสำคัญนอกเหนือไปจากตุ้มหูและแหวนเพชรสวยงามเรียบง่ายตามวัย เปิดประตูต้อนรับผู้แทนดำเนินงานโครงการสันติภาพและ เดลินิวส์ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ ๙ มิ.ย. ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันอบอุ่น แทนตนทุกคำพูดอย่างเป็นกันเองว่า “คุณยาย”
ท่านผู้หญิงวัย ๗๔ ปี เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจในการเชิญอัฐิธาตุ ของปรีดี พนมยงค์ จากบ้านอองโตนี ชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไปสู่อนุสรณ์สถาน ปรีดี พนมยงค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ภารกิจในกรุงเทพฯ ยังไม่เสร็จสิ้น ในฐานะของประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ท่านผู้หญิงมีความตั้งใจตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิคือ บำรุงวัดพนมยงค์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมและสาธารณกุศล ตลอดจนการค้นคว้าทางด้านวิชาการ โดยจัดตั้งสถาบันปรีดี พนมยงค์ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด เป็นสถานที่ค้นคว้าวิจัย ตลอดจนเผยแพร่สัมมนาทางวิชาการเพื่อการพัฒนาสังคม ซึ่งเวลานี้มีผู้บริจาคที่ดินแล้วจำนวน ๓๗๑ ตารางวา ที่บริเวณซอยทองหล่อ สุขุมวิท
“มูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นมานี้ ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็มีอยู่อย่างหนึ่งคือ ร่วมมือกับองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณกุศล เพื่อส่วนรวม” ท่านผู้หญิงกล่าวออกตัว พร้อมกับคุยถึงชีวิตประจำวันว่า “เดี๋ยวนี้เป็นแม่บ้านอย่างเดียว สมัยที่ท่านอาจารย์ (ปรีดี พนมยงค์) อยู่ ท่านขีด ๆ เขียน ๆ โน่นนี่ ก็คอยช่วยเหลือ แล้วแต่ว่าจะมอบหมายงานให้ อยู่ที่ฝรั่งเศสกินข้าวธรรมดา กับข้าวก็อย่างเดียว ไปไหนมาไหนขึ้นรถไฟใต้ดิน ตีตั๋วเดือน สะดวกสบาย มากรุงเทพฯ อยากจะขึ้นรถเมล์ แต่ขึ้นไม่ได้สักที ก็ดูซิเบียดกันแน่น รถเอียงกระเท่เร่ เดินตามฟุตปาธก็ลำบาก ไม่มีป้ายบอก เราคนแก่เดินสูง ๆ ต่ำ ๆ เสี่ยงข้อเท้าแพลง แล้วดีไม่ดีคนแถวนี้ (สาธร) บอกว่ามีชิงสร้อยกันบ่อย ๆ ด้วย แต่เช้า ๆ ก็เดินไปซื้อกับข้าวทุกวัน จนจำหน้ากันได้ อยู่เมืองนอกก็เดินจ่ายเป็นประจำ ไปกลับ ๓ กิโลเมตร”
ท่านผู้หญิงสำเร็จจากโรงเรียนมัธยมเซนต์โยเซฟ และเข้าพิธีสมรสกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เมื่ออายุยังน้อย “ก็คิดว่าจะได้เป็นภรรยาข้าราชการคนหนึ่ง สมัยนั้นดอกเตอร์มีน้อยคน ดูแล้วอนาคตสดใส ดูเหมือนท่านอาจารย์อาจเป็นดอกเตอร์คนที่ ๒ ของเมืองไทย แต่เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่ได้เสียใจเลย พยายามจะเรียนรู้จากท่าน ในงานต่าง ๆ ที่มอบหมายมาคือมาเรียนวิชานอกโรงเรียน ท่านมีอายุห่างถึง ๑๑ ปี กับ ๙ เดือน ก็ถือว่าเป็นศิษย์ของท่านคนหนึ่ง”
ท่านผู้หญิงให้ทรรศนะว่า สามีและภรรยาที่มีอายุห่างกัน ต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจกัน จำเป็นที่ภรรยาต้องเรียนรู้งานบางส่วนจากสามี แต่ไม่ได้หมายความว่าไปก้าวก่าย หากขาดความเข้าใจกันแล้วย่อมจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เหมือนกับสามีภรรยาสมัยใหม่ แต่งงานไม่ทันไรก็เลิกกันแล้ว
ในฐานะที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญในขบวนการเสรีไทยท่านหนึ่ง ซึ่งเคยผ่านฉากของสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาแล้ว และยังจดจำได้ดี ท่านผู้หญิงกล่าวว่า สันติภาพนับวันจะยิ่งมีความสำคัญต่อชาวโลกมากยิ่งขึ้น ผู้เป็นแม่ ซึ่งเคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากในสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาแล้ว คงจะเข้าใจดีถึงความขาดแคลนอัตคัดขัดสนในการดำรงชีวิตอยู่ยามสงคราม สิ่งเหล่านี้ควรจะได้ถ่ายทอดให้เด็กรุ่นใหม่ได้รับรู้ ได้เข้าใจ และช่วยกันกระตุ้นเตือนให้รำลึกถึงอดีตของผู้เสียสละ เพราะเอกราชที่ได้มาก็ด้วยการต่อสู้
“ทั่วโลกมีวันสันติภาพของตนเอง ประเทศไทยก็น่าจะมีวันสันติภาพเช่นกัน และวันนั้นควรจะเป็นวันที่ ๑๖ สิงหาคม อันเป็นวันที่ทางฝ่ายสัมพันธมิตรแนะนำเป็นการส่วนตัวแก่นายพลรู้ธ ให้ประเทศไทยประกาศสันติภาพ และประกาศโมฆะกรรมแห่งการประกาศสงคราม หลังจากที่ขบวนการเสรีไทยได้พยายามแสดงทุกวิถีทางที่จะให้มิตรประเทศเชื่อว่าคนไทยที่รักชาตินั้น มิได้เห็นด้วยกับการประกาศสงครามเลย...” ท่านผู้หญิงปรารภ พร้อมทั้งเรียกร้องคนรุ่นใหม่ได้รำลึกถึงวันสำคัญดังกล่าว
“เราควรจะเคารพประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เพราะนั่นคือเหตุการณ์ที่แท้จริงซึ่งเกิดขึ้นและน่าจะระลึกถึง”
ท่านผู้หญิงกล่าวเน้นทิ้งท้าย
หมายเหตุ :
- ถอดความจากตอนหนึ่งในหนังสือ ปรีดีนิวัติ สัจจะคืนเมือง
- คงอักขระตัวอักษรไว้ตามต้นฉบับ
- คงเลขไทยไว้ตามต้นฉบับ