ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทสัมภาษณ์

“ดิฉันโชคดีที่ได้คู่ครองเช่นอาจารย์ปรีดี” สัมภาษณ์ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

9
มกราคม
2569

จาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับพิเศษ ประจำวันอาทิตย์ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๙

ได้พบกับท่านปรีดีได้อย่างไร?

เราเกี่ยวดองเป็นญาติกัน คือชวดหญิงของอาจารย์เป็นชวดของพี่ดิฉันค่ะ ก็ผ่านมาหลายชั่วคนถึงได้มาพบกัน ท่านปรีดีอยู่ต่างจังหวัดมาเรียนหนังสือในกรุงเทพ ฯ สมัยนั้นยังไม่มีหอพัก ก็จำเป็นต้องมาอยู่บ้านญาติผู้ใหญ่คือคุณพ่อดิฉันเอง มาอยู่ตอนเรียนกฎหมาย เวลานั้นอายุยังห่างไกลกันมาก ห่างกันถึง ๑๑ ปีครึ่ง แก่กว่ากันเกือบรอบ มาสมรสกันตอนที่ท่านกลับจากต่างประเทศแล้ว

 

เหตุใดท่านจึงตัดสินใจสมรสกับท่านปรีดีคะ?

เรื่องนี้เราเป็นผู้หญิงพูดลำบากนะคะ แต่ท่านอาจารย์ก็ได้เขียนไว้แล้วว่าเหตุใดจึงมาเลือกผู้หญิงคนนี้ ตอนแต่งงานยังเด็กอยู่มากค่ะ อายุยังไม่ถึง ๑๗ ปีเต็มเลย แต่การแต่งงานนี่ก็เป็นสิ่งที่เลือกเองนะคะ แต่สำหรับท่านคงคิดว่าชีวิตนี้ต้องทำอะไรอย่างหนึ่งที่เป็นการรับใช้ชาติบ้านเมือง ควรจะมีใครมาอยู่เคียงข้างที่จะช่วยเหลือการงานกันได้ เป็นอย่างนั้นมากกว่าที่จะคิดเรื่องโรแมนติก เราเองก็เป็นคนที่นิยมชมชื่นคนที่มีความรู้ ท่านเองก็ไม่เที่ยวไม่เตร่นะคะ ไม่เหลาะแหละ เอาแต่ทำงาน ทำราชการอยู่หลายแห่ง แห่งสุดท้ายก่อนแต่งงานมาอยู่กรมร่างกฎหมาย ตอนกลับจากนอกใหม่ ๆ ก็มาเป็นผู้พิพากษา เป็นอะไรหลายอย่าง แล้วยังเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ยังมีกิจการส่วนตัวอีกคือ พิมพ์เผยแพร่วิชาความรู้ พิมพ์หนังสือรายเดือน ก็รู้สึกว่าเป็นคนที่ไม่ได้เอาเวลาไปทำเหลวไหล เช้าไปทำงาน บางวันยังต้องไปสอนก่อนไปทำงาน เย็นกลับมาแทนที่จะไปเที่ยวเตร่ก็เข้าโรงพิมพ์ทำงานเขียนตำรับตำราแล้วถึงค่อยกลับบ้าน แล้วยังมีการสอนพิเศษที่บ้าน ที่สอนพิเศษนี่ก็คงมีจุดมุ่งหมายนะคะ คือเป็นการได้รวบรวมคน เขาคงคิดการใหญ่แต่ก็ไม่ได้บอกนะคะ เพราะตอนนั้นเรายังเด็กมาก นอกจากจะเป็นเด็กมากแล้ว อีกอย่างตอนนั้นครอบครัวของดิฉันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้านายมาก การจะมาบอกเรื่องนี้ก็คงไม่ค่อยดี ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราก็อาจพูดจาเผยความลับ ไม่รู้เรื่องจริง ๆ ๒๔ มิถุนายนนี่ เพราะที่บ้านเราตอนนั้นก็ฝักใฝ่แต่ในรั้วในวัง

 

ท่านผู้หญิงพูนศุข และนายปรีดี พนมยงค์ ณ บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. 2523 
ที่มา : หนังสือ “ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ คู่ชีวิตผู้อภิวัฒน์ประชาธิปไตย”

 

ถ้าอย่างนั้นตอนที่ท่านปรีดีทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ทราบว่าท่านผู้หญิงรู้สึกขัดแย้งในตัวเองบ้างไหมคะ?

ไม่ขัดค่ะ เพราะระหว่างที่ท่านไปสอน โดยมากจะ ให้ดิฉันเขียน ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนไปด้วย เรื่องที่ไปบรรยายก็ Dictate ให้ดิฉันเขียน เราก็พลอยได้ความรู้ไปด้วย แล้วเราเองก็พอเรียนรู้อยู่บ้าง เรื่องความสัมพันธ์กับเจ้านายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องบ้านเมืองที่จะต้องเป็นไปอย่างไรก็เป็นเรื่องของโลก ประเทศเราเวลานั้นก็เรียกว่าคงจะเหลืออยู่ประเทศเดียวมั้งที่ล้าหลัง นอกนั้นเขาก็เปลี่ยนระบบกันแล้วทั้งนั้น

 

เคยเตรียมใจไว้บ้างไหมคะ ว่าชีวิตคู่อาจจะต้องมาประสบกับเรื่องแบบนี้?

ไม่เคยเลยค่ะ นึกว่าจะราบรื่นเหมือนกับคู่อื่น ๆ

 

แล้วเคยนึกเสียใจบ้างไหมคะ?

ไม่เห็นน่าเสียใจเลยค่ะ รู้สึกว่าเรายังได้ช่วยเหลือเขาไปด้วย แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย เราก็ยังได้ทำประโยชน์ได้บ้าง อายุเราก็เพียงเท่านี้ การได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแม้สักนิด ได้รับใช้ส่วนไหนเราก็ยินดีค่ะ

 

ความคิดในเรื่องการได้ทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองนี้ ไม่ทราบว่าได้รับมาจากท่านปรีดีหรือไม่คะ?

ความคิดนี้ก็มีมาหลังแต่งงานน่ะค่ะ เพราะส่วนใหญ่เราก็ได้พูดคุยสนทนากันเป็นประจำ คือเราไม่ได้คุยเรื่องเหลวไหลเละเทะกัน ล้วนแต่เรื่องความรู้ อ่านหนังสือหนังหากัน ก่อนแต่งงานนี่รู้สึกว่ายังเด็กอยู่มาก แต่งงานกับท่านก็เพราะนึกนิยมชมชอบว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีความรู้ มีอนาคตไกล ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ก็มีมาก

ทราบมาว่าท่าน อ. ปรีดี เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ต่อภรรยามาก ไม่เคยแม้โกหกกับภรรยา เมื่อครั้งไปทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังต้องเขียนจดหมายมาสารภาพ ขอโทษในภายหลัง

เรื่องไม่ซื่อสัตย์นี่คงไม่มีหรอกค่ะ เพราะท่านเป็นคนที่มุ่งทำงาน ก็ดูหลังจากเลิกจากงานก็มาเข้าห้องสมุดต่อ ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีก็ต้องมาค้นหนังสือ ก่อนเปลี่ยนแปลงก็ไปที่หอพระสมุดอยู่เป็นประจำ คืออยู่อย่างนี้นะคะวน ๆ เวียน ๆ อยู่แต่ในเรื่องหาความรู้

ตอนที่ท่านไปเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ไม่ได้บอกค่ะ แล้วก็เขียนจดหมายมาขอโทษในภายหลัง แต่หลังจากการอภิวัฒน์แล้วมีอะไรก็มาบอกก็ให้ช่วย ๆ กัน คือเรากลายเป็นเลขา ฯ ส่วนตัวไป คือช่วยคิด ช่วยเตือนอะไรพวกนี้ ก็ช่วยค้นหนังสือหนังหาบ้าง

 

จะช่วยกรุณาเล่าเรื่องที่ทำเนียบท่าช้างได้ไหมคะ?

ตอนนั้นท่านปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ค่ะ คืนวันนั้นดิฉันไม่สบายถอนฟันก็เพลียนะคะ ก็ขึ้นนอนก่อน ส่วนอาจารย์ท่านชอบนั่งอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ ก็เป็นทั้งที่รับประทานอาหาร ฟังวิทยุ ทำงาน รับแขกก็อยู่ตรงนั้นหมด คืนวันนั้นก็มีแขก รู้สึกจะเป็นหลวงอดุลย์นะคะก็มาทานข้าวด้วย ดิฉันตื่นมาอีกทีก็แปลกใจเห็นตรงประตูธรรมศาสตร์ด้านเหนือมีแสงไฟสว่าง ก็เปิดประตูห้องนอนออกมา ก็ได้ยินเสียงเอะอะ ก็มาถามคนข้างล่างได้ความว่า ท่านไปแล้ว ไปไหนก็ไม่ทราบ สักครู่รถถังก็มาแล้วเขาก็ยิง เสียงก้องไปหมด แต่พูดด้วยความเป็นธรรม ที่รู้สึกว่ายิงเข้ามามาก เพราะตรงนั้นเป็นที่ติดแม่น้ำด้วยก็ทำให้เสียงมันเอ็กโค่ ดิฉันก็ไปหลบตรงกับที่เขายิงมาในห้องนอน ก็รีบหลบไปอยู่ที่ห้องนอนลูก ลูกก็นอนรวมกันหมด ตอนนั้นปาล (ปาล พนมยงค์) ก็อายุสัก ๑๖ ได้มั้ง ก็มาบอกให้ดับไฟ แล้วบอกให้เรานอนราบกับพื้น 

เขาก็ยิงสนั่นรัวไปหมด พอเสียงสงบก็เข้ามาในบ้าน เขาบอกว่ามานี่ก็เพื่อจะมาเปลี่ยนรัฐบาล เราก็บอกว่าเอ๊ะ...ทำไมมาเปลี่ยนรัฐบาลที่นี่กันล่ะคะ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนกันที่สภา เขาก็มาค้นดู แต่ก็ไม่ได้อะไรไป เรียกว่าตระหนกตกใจมากที่สุด เพราะลูกก็ยังเล็กแล้วยังมีเพื่อนของลูกมาค้างอยู่ด้วย กำแพงบ้านนี่เจาะเข้าไปเลยแต่ก็ไม่ทะลุนะคะ ก็ไม่ทราบว่าทำไม ไม่รู้จะเป็นเดชะบุญของเรา หรือเป็นเพราะกำแพงเขาหนาก็ไม่ทราบ แต่มันไม่ทะลุ แล้วตรงนั้นก็มีโต๊ะหมู่บูชา

 

เรือนริมน้ำ ทำเนียบท่าช้าง
ที่มา : “ทำเนียบท่าช้าง” บ้านพักของ 3 บรรพบุรุษประชาธิปไตย

 

เหตุใดจึงเลือกลี้ภัยที่ประเทศจีนคะ?

ตอนนั้นหลบไปอยู่ที่สัตหีบแล้วก็ไปอยู่สิงคโปร์ ตอนนั้นต่างประเทศยังไม่รับรองรัฐบาลชุดใหม่นะคะ เราก็อยู่ที่สิงคโปร์ ต่อมาผลประโยชน์เป็นใหญ่ก็รับรองรัฐบาลไทย เราก็ต้องอำลาสิงคโปร์ เวลานั้นสิงคโปร์ยังไม่เป็นเอกราช แล้วก็ไปอยู่ฮ่องกง เร่ร่อนไปหลายแห่งค่ะ

 

ช่วงนั้นลำบากมากไหมคะ?

จะว่าลำบากก็ลำบากค่ะ เพราะต้องพลัดพรากจากกัน แต่เป็นคนที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ท่านอาจารย์นี่ไม่ทราบว่ามีอะไร ไปที่ไหนก็ได้รับการช่วยเหลือตลอดไป จะเรียกว่าเป็นเพราะมีความสามารถอย่างเดียวก็ไม่ได้ ที่รอดพ้นอันตรายมาอาจเป็นเพราะเราไม่เคยสร้างบาปกรรมอะไรไว้นะ ไปที่ไหนคนเขาก็ให้ความเมตตาช่วยเหลือ ที่ลำบากแน่ ๆ ก็ตรงที่เราต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองจากครอบครัวไป ว่าไปแล้วบางคนเขาก็ลำบากยิ่งกว่าเรา ของเรายังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะไปที่ไหนก็ได้รับการรับรอง

 

ตอนอาจารย์ลี้ภัยไปอยู่เมืองนอกท่านผู้หญิงต้องอยู่ในเมืองไทย รู้สึกว่า “หัวเดียวกระเทียมลีบ” หรือไม่คะ เพราะคนที่เคยอยู่ร่วมปรึกษาเป็นคู่คิดต้องจากไป แล้วยังต้องอยู่ในปกครองของรัฐบาลใหม่?

ดิฉันไม่ค่อยคิดในเรื่องนี้ บอกไม่ถูกเหมือนกันจนมีคนเขาตั้งชื่อว่า “แข็งแกร่ง” คือเวลาที่อาจารย์หลบไป เราอยู่คนเดียวก็มีความลำบากมากเหมือนกัน เพราะตอนนั้นค่าครองชีพเราก็ไม่มี เราตั้งหน้าทำงานอย่างเดียว เราไม่มีการค้า ไม่มีหุ้นส่วนอะไร รับแต่เงินเดือน ตอนก่อนที่ท่านจะลี้ภัยก็รับแต่บำนาญอย่างเดียว พอเขาฟ้องกรณีสวรรคต ตอนนั้นท่านออกจากประเทศไทยไป ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้มีชื่อเป็นจำเลย แต่ผู้มีอำนาจกลับสั่งไปยังกระทรวงการคลังให้ตัดบำนาญเรา ขนาดเราไปรับมาแล้วก็ยังเอาคืน

ช่วงนั้นก็ถูกติดตามตลอด ใครมาหาเราก็ถูกจดชื่อ ดิฉันไปอาศัยอยู่กับแม่ต้องเอาบ้านให้เขาเช่า เพราะไม่มีรายได้อะไร แม่เราก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ใครไปหาแม่ก็ถูกจดชื่อ เอารถมาจอดหน้าบ้าน ก็ถูกตามจนกระทั่งถูกจับ พอถูกจับก็เห็นว่าอยู่เมืองไทยไม่ปลอดภัยแล้วโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ก็เลยออกจากประเทศไทยตามไปอยู่ด้วย คือมันเดือดร้อนเรื่องถูกติดตาม ตอนลูกชายบวชเมื่อปี ๒๕๐๐ เขาก็ยังตามอยู่ ตอนนั้นลูกบวชก็ไม่มียวดยานอะไรไปถวายเพล ก็ไปบอกกับเขาว่าจะเอาของไปถวายพระ ก็ไปกับเขา ก็ไหน ๆ เขาก็ต้องตามอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะไปเรียกแท็กซี่ ก็ให้ประกบเราไปเลย ที่ว่าหัวเดียวกระเทียมลีบก็ไม่เชิงนะ เพราะบางทีสายลับเข้ามาสอดแนมรายงานไปที่สันติบาล ก็มีมือดีลอกรายงานมาให้เราเสียอีก จะว่าเราโดดเดี่ยวก็ไม่เชิงนะ คนเขาก็เมตตาสงสาร ก็เขารังแกผู้หญิงใช่ไหม จับเราไปอย่างนี้รังแกกันที่สุด จับลูกวันที่ ๑๓ จับแม่ วันที่ ๑๕ ไม่เคยพบกันเลย ไม่รู้กบฏกันยังไงแม่กับลูก ข้อหากบฏทั้งคู่ทั้งภายในภายนอก แต่เวลาสอบสวนกลับไม่เกี่ยวอะไรกันเลย เอ...แล้วมันกบฏกันยังไง หรือต่างคนต่างกบฏมันเรื่องประหลาด

 

ท่านผู้หญิงพูนศุข ขณะถูกตำรวจควบคุมตัวไปศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขัง ข้อหาขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495

 

แล้วเวลาเขาสอบสวน เอาเรื่องอะไรมาสอบล่ะคะ?

ก็ถามว่าอยู่ที่ไหนอะไรต่อมิอะไร ไม่เกี่ยวกัน เขามีหลายกองนี่ตอนนั้น เขาเรียกว่ากบฏสันติภาพ มีกองนักศึกษากู้ชาติอะไรต่ออะไร ไอ้เราก็ไม่รู้กองอะไร มีอยู่คนเดียว (หัวเราะ) ๘๔ วันนะที่ต้องคุมขัง ตำรวจเขาก็มายั่วนะว่า “จะบ้าไหมนี่ที่มาจองจำอยู่ที่นี่” บางคนก็มาดูหมิ่นเรา เวลาคุมเราไปศาลเหมือนเราเป็นผู้ร้ายคนสำคัญ ขนาบข้างเลยนะไม่ยอมให้เรานั่งที่จำเลย พอ ๑๒ วันที ก็พาเราไปตากหน้าที หนังสือพิมพ์ก็มาถ่ายรูป เขาก็ห้าม ก็บอกเขาว่าฉันไม่ได้มาเองนะนี่ คุณพาฉันมานี่ ก็หลบเข้าบันไดนั้นบันไดนี้หลบหน้า น.ส.พ. ก็ไปหลบเขาทำไมล่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ถึงต้องไปหลบหนังสือพิมพ์ ดิฉันนี่ไปศาลอย่างผึ่งผายเลย

 

เคยรู้สึกหวาดกลัวบ้างไหมคะ?

ไม่เคยเลย เขาขู่ฉันถึงขนาดนี้ วันนั้นพอถูกฟ้อง แม่ไม่ถูกฟ้องเขาปล่อย ก็ไปขึ้นรถสองแถว ดิฉันก็จะขึ้น ตำรวจก็จัดแจงบอกไม่ได้นะรถนี่เขาจะพาไปคุก ดิฉันก็เลยถามเขาว่านี่คุณจะมาขู่ฉันหรือ คุณไม่รู้ประวัติหรือยังไง ปู่ฉันนี่แหละเป็นคนสร้างคุกนี่ พ่อฉันเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนสุดท้ายในระบบสมบูรณา ฯ แล้วเรื่องอะไรฉันจะมากลัวคุกตะราง แหม...มาขู่โดยไม่รู้ประวัติ

พี่น้องผู้หญิงของดิฉันเวลาไปศาลเขายังว่า โธ่...ทำไมนะช่างไม่ให้เกียรติผู้หญิงเลย ต้องขนาบข้างกันด้วย...ทีคนคดโกง คนประพฤติชั่วกลับกราบไหว้ยกย่องกัน เมืองไทยก็เลยเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ต้องพวกหนูนี่แหละที่จะต้องช่วยกันแก้ไขกันไป ดิฉันก็เข้าหาธรรมะ ปลงตกเสียแล้ว สิ่งที่แล้วมาก็ไม่คิดอะไร ไม่อยากได้อะไรแล้ว

 

ตอนอยู่ประเทศจีนนี่ไม่ทราบว่าต้องปรับตัวกันมากไหมคะ?

ไม่นะคะ เพราะเราก็มีพื้นเพเป็นคนสมถะอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นพวกที่หรูหราฟุ่มเฟือย จีนเขาเป็นอย่างไรเราก็เข้ากับเขาได้ ไม่แต่งตัวเราก็ไม่แต่ง ปากเราก็ไม่ทา รู้สึกว่าอยู่ได้ ปกติโขนหนังเราก็ไม่ได้ดู ก็ไม่แปลกอะไร รัฐบาลเขาก็ให้เกียรติเราดี อาจารย์เองท่านก็เป็นคนสมถะ ประหยัดมากเสื้อผ้านี่มีน้อยมาก ไม่สนใจเรื่องแต่งตัวเลย มีอยู่ชุดหนึ่งที่ท่านใช้มาตั้ง ๔๐ ปีแล้วก็ยังใช้อยู่ เวลาออกงานไปไหนก็เอามาใส่

 

ท่านอาจารย์ปรีดีนี่ไม่ทราบว่ามีเวลาว่างพอที่จะมีงานอดิเรกบ้างไหมคะ อย่างเช่น ชอบปลูกต้นไม้หรืออะไร?

ต้นไม้ไม่ค่อยชอบหรอกค่ะ แต่ชอบทำกับข้าว เข้าครัวตอนอยู่เมืองจีน ของไม่มีก็เอาไอ้นั่นไอ้นี่แทน แหม...ของที่ใช้แทนกันแต่ละอย่างนี่ต้องมีเหตุผลทั้งนั้นนะคะ ก็ที่ปักกิ่งน่ะไม่มีพวกเครื่องแกงอะไรหรอก แต่ท่านก็ทำได้สารพัดเป็นเครื่องแกง ไม่มีของแท้สักอย่างก็ทำได้

 

ท่านผู้หญิงจะช่วยบอกถึงความรู้สึกของท่านที่มีต่อท่านปรีดีได้ไหมคะ?

เอาเป็นว่าดิฉันเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด ที่ได้มีคู่ครองเช่นนี้ รู้สึกไม่เสียชาติเกิดเลยที่ได้พบผู้ชายอย่างนี้ ไม่มีพลาด ไม่มีอะไรที่ทำให้เราต้องเสียใจ แต่ที่เราต้องแยกย้ายกันก็เพราะเหตุการณ์บ้านเมือง ด้วยเหตุผลส่วนตัวไม่มีเลย เราอยู่อย่างปกติสุข แต่เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองทำให้เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไป ท่านไม่มีอะไรที่ทำให้เราผิดหวังเลย

 

อยากจะถามเรื่องอาจารย์ป๋วยว่าสัมพันธ์กับอาจารย์ปรีดีอย่างไรบ้าง?

อาจารย์ป๋วยเป็นคนที่ช่วยเรามากที่สุด นอกจากไปเยี่ยมเมื่อตอนที่อาจารย์ออกมาจากประเทศจีนใหม่ ๆ แล้ว ตอนนั้นท่านอาจารย์ยังไม่ได้หนังสือเดินทางไทย บำนาญก็ไม่ได้ เราต้องฟ้อง ต้องต่อสู้ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิของเรา เราควรได้พาสปอร์ต เราก็ไม่ได้ ที่จริงเขาไม่มีอำนาจมาตัดสิทธิเรานะคะ ในการฟ้องกรณีสวรรคตไม่ได้ระบุว่าเราเป็นจำเลย ไม่มีชื่อ แต่เขาก็ทำโดยพลการ ใช้กฎหมู่ไม่ใช่กฎหมาย ทำได้ตามชอบใจ กว่าจะได้อะไร ๆ มา คุณป๋วยก็ช่วยเป็นตัวกลาง ให้ท่านอาจารย์ได้พบตกลงกับทูตไทยประจำปารีส ในสมัยนั้นเราก็ฟ้องกันไปเรื่อยกว่าจะได้ ไม่เคยได้อะไรมาโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงเลย

 

คำถามสุดท้าย คือ คิดอย่างไรจึงได้เชิญอัฐิธาตุท่านกลับประเทศไทยคะ?

ครั้งแรกก็ตั้งใจว่าเมื่อสัจจะปรากฏก็จะเชิญกลับมา แต่คิดดูรู้สึกว่าสัจจะได้รับการยอมรับมากแล้ว เดี๋ยวนี้คนก็รู้เรื่องกันมาก จะให้ยอมรับทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสำหรับคนที่ไม่ยอมรับ ต่อให้อีกศตวรรษหนึ่งก็คงไม่ยอมรับ ก็คิดว่าสมควรเชิญกลับมาประเทศได้แล้ว

 

ท่านผู้หญิงพูนศุข ณ งานเชิญอัฐิธาตุของปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2529

 

หมายเหตุ :

  • คงเลขไทยไว้ตามต้นฉบับ
  • เนื้อหาถอดจากตอนหนึ่งในหนังสือ ปรีดีนิวัติ สัจจะคืนเมือง