ร่อนพิบูลย์ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งยังเป็นนามที่ฟังคุ้นหูสำหรับผู้ที่สนใจภาคใต้มิใช่น้อย โดยเฉพาะความเลื่องลือชื่อเสียงในด้านของสินแร่ต่าง ๆ ที่อุดมมากกว่าท้องถิ่นอื่น ๆ จนปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านพากันร่อนหาแร่มาตั้งแต่ในอดีต จวบกระทั่งต่อมาก็มีทำเหมืองแร่โดยอาศัยเรือขุดขนาดใหญ่ ทั้งแร่ดีบุก แร่พลวงเงิน แร่บอลเคลย์ และแร่หินปูน เป็นต้น
แน่นอนว่า ชื่อของอำเภอ ร่อนพิบูลย์ ก็มีที่มาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ นั่นคือ การร่อนแร่ เพราะคำว่า “ร่อน” คือการแยกเอาของละเอียดออกจากของหยาบโดยใช้เครื่องแยกแกว่งยักไปย้ายมาให้ของละเอียดหลุดออกมา ส่วนคำว่า “พิบูลย์” หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ด้วยความที่เนื้อดินแทบทุกตารางนิ้วของท้องถิ่นนี้ไม่ว่าจะขุดตรงไหนก็พบเจอแต่แร่ธาตุ เพราะตั้งอยู่กลางหุบเขาใหญ่โอบล้อมด้วยเขารามโรมและเขาหมาก อีกทั้งชาวบ้านก็ยึดอาชีพร่อนแร่นำไปขาย อาณาบริเวณนี้จึงได้รับการเรียกขานกันว่า “บ้านร่อน” มาตั้งแต่โบราณ ครั้นล่วงมาถึงสมัยที่มีการจัดตั้งขึ้นเป็นอำเภอเลยเปลี่ยนมาใช้ชื่อที่ไพเราะว่า “ร่อนพิบูลย์”
ย้อนไปในช่วงต้นทศวรรษ 2440 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดระเบียบการปกครองแผ่นดินเป็นมณฑลเทศาภิบาล ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยประกาศจัดตั้งให้ ร่อนพิบูลย์ เป็นแขวงหนึ่งในมณฑลนครศรีธรรมราชเมื่อปี พ.ศ. 2447 ก่อนที่ต่อมาจะยกระดับขึ้นเป็นอำเภอ นับแต่นั้น จึงเริ่มมีบุคคลจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ของ ร่อนพิบูลย์ มากขึ้น เพราะได้ยินกิตติศัพท์เรื่องของสินแร่ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนที่ขออนุญาตต่อรัฐบาลสยามเพื่อเข้ามาทำเหมืองแร่กันมากขึ้น เปลี่ยนวิธีจากเดิมที่ชาวบ้านร่อนแร่มาเป็นการขุดหน้าดินที่มีแร่นำใส่ในบุ้งกี๋แล้วหาบมาล้างแทนที่เรียกกันว่า “เหมืองหาบ” รวมถึงการใช้แรงน้ำฉีดพังหน้าดินและแร่ให้ปนเปื้อนกัน แล้วปล่อยให้ไหลไปตามรางน้ำที่มีตะแกรงดักแร่ ซึ่งแร่หนักจะติดอยู่กับราง ส่วนน้ำและดินจะไหลตามรางไปที่เรียกกันว่า “เหมืองฉีด”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 บริษัททำเหมืองของพวกฝรั่งได้เริ่มนำเรือขุดแร่ขนาดใหญ่จากดินแดนมลายูเข้ามาใช้ขุดแร่ในเขต ร่อนพิบูลย์ ส่งผลให้ในอำเภอแห่งนี้รุ่งเรืองและคึกคักไปด้วยผู้คนที่เข้ามาแสวงหาความมั่งคั่งจากสินแร่ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยชาวต่างชาติทั้งฝรั่ง จีน และมลายู ประกอบช่วงเวลานั้นทางรถไฟสายใต้ได้ตัดผ่านมาในพื้นที่ของอำเภอร่อนพิบูลย์ โดยมีสถานีสำคัญถึง 2 สถานีคือ สถานีร่อนพิบูลย์ และ สถานีชุมทางเขาชุมทอง
ล่วงมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลคณะราษฎรก็ยิ่งให้ความสำคัญต่อพื้นที่ในต่างจังหวัด ร่อนพิบูลย์ คืออีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจ เพราะเป็นแหล่งที่มีกิจการเหมืองแร่

อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ 100 ปีก่อน
นายปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้ได้รับสมญาว่า “มันสมองของคณะราษฎร” และเป็นบุคคลหนึ่งในคณะรัฐบาล ก็เคยมาแวะเยือนดินแดนร่อนพิบูลย์ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น ทว่าการแวะร่อนพิบูลย์ของ นายปรีดี ก็สะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองอันน่าสนใจอย่างยิ่ง

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และบุคคลต่าง ๆ มาคอยรอต้อนรับ ณ สถานีรถไฟร่อนพิบูลย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2478
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2478 หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดี ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องเดินทางไปราชการต่างประเทศและได้อาศัยการโดยสารขบวนรถไฟสายใต้ ครั้นรถไฟแล่นมาถึงสถานีร่อนพิบูลย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2478 จึงได้แวะพักหยุดขบวนที่นี่ ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสมาคมคณะรัฐธรรมนูญจังหวัดนครศรีธรรมราช และบุคคลต่าง ๆ มาคอยรอต้อนรับ นายปรีดี ดังที่ต่อมาหนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ ประจำวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2478 ได้นำเสนอถึงเรื่องนี้ โดยพาดหัวข่าว “เมื่อหลวงประดิษฐมนูธรรมถึงร่อนพิบูลย์ แม้รถจะหยุด ๑ นาฑีก็ยังลงมาปราสัย” และรายงานว่า
วันที่ ๑๑ เดือนนี้ เป็นวันที่รถไฟด่วนจากกรุงเทพฯ ผ่านร่อนพิบูลย์ ในขะบวนนี้มีหลวงประดิษฐมนูธรรม ซึ่งเดินทางไปราชการต่างประเทศโดยสารไปด้วย.
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับโทรเลขให้ทราบจากสมาคมใหญ่ในพระนคร ได้ไปคอยต้อนรับหลวงประดิษฐฯ อยู่ ณ สถานีร่อนพิบูลย์โดยพร้อมเพรียง.
ในขณะที่รถไฟหยุด ณ สถานีร่อนพิบูลย์เพียง ๑ นาฑี หลวงประดิษฐฯ ได้ลงจากรถปราสัยกับหลวงสรรพนิติฯ ประธานสาขาสมาคมรัฐธรรมนูญและผู้อื่นโดยอัธยาศัยไมตรี ขณะนั้นนายมงคล รัตนวิจิตร์ ผู้แทนจังหวัดนครฯ ได้ชี้แนะให้หลวงประดิษฐฯ รู้จักนายเทื้อม รัตโนภาศ ผู้แทนตำบล ซึ่งต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครฯ ให้จำคุก ๓ เดือน (คดียังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์) ในคดีปาฐกถาเผยแพร่รัฐธรรมนูญ.
หลวงประดิษฐฯ กล่าวแก่นายเทื้อมว่า "เห็นจะพ้นเคราะห์ไปที " พอดีถึงเวลารถไฟออกจากสถานีร่อนพิบูลย์ไป.
ควรกล่าวด้วยว่า ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้มีการจัดตั้งสมาคมคณะรัฐธรรมนูญประจำจังหวัดต่าง ๆ และต่อมายังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งโดยอาศัยวิธีแบบทางอ้อม กล่าวคือรัฐบาลได้รับสมัครผู้แทนตำบล ประชาชนต้องเลือกตั้งผู้แทนตำบลก่อน จากนั้นผู้แทนตำบลที่ได้รับเลือกจะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับจังหวัดอีกหน ผู้แทนตำบลจะดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี พอทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎรเข้าสภาเสร็จสิ้น ก็ยังครองสถานะหัวหน้าชาวบ้านประจำตำบล คอยเป็นปากเสียงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพแก่มวลชนในภูมิลำเนาของตน
สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกสุดคือ นายมงคล รัตนวิจิตร ส่วนสมาคมคณะรัฐธรรมนูญมี หลวงสรรพนิตินิพัทธ์ (เพียร บุญยะผลึก) เป็นประธานสาขาสมาคม
ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสมาคมคณะรัฐธรรมนูญได้แสดงบทบาทในการจัด “งานเดือนสิบ” ประจำปี พ.ศ. 2477 ในช่วงต้นเดือนตุลาคมซึ่งเป็นงานบุญสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ สนามหน้าเมือง คณะกรรมการจัดงานประกอบด้วย นายมงคล หลวงสรรพนิติฯ สมาชิกนครสมาคม พ่อค้าคหบดี กรรมการพิเศษผู้แทนตำบล ศึกษาธิการจังหวัด และโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงประชาชนชาวนครศรีธรรมราช แม้การจัดงานครั้งนี้จะทำให้ นายมงคล และ หลวงสรรพนิติฯ เกิดข้อขัดแย้งกับทางคณะกรรมการจังหวัดซึ่งเป็นผู้จัดงานมาแต่เดิม จนคณะกรรมการจังหวัด ข้าราชการและตำรวจภูธรซึ่งเคยเข้าร่วมอย่างแข็งขันในปีก่อน ๆ กลับไม่เข้าร่วมด้วยในปีนี้
ความที่ นายมงคล เป็นผู้ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแรงกล้า ทั้งยังชื่นชมและสนับสนุนคณะราษฎร มิหนำซ้ำ ยังมีจิตสำนึกเรื่องความเท่าเทียมกันและมีความสามารถทางด้านการพูด เมื่อเขามาเป็นผู้ดำเนินการจัด “งานเดือนสิบ” จึงสร้างบรรยากาศของงานให้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายประชาธิปไตย โดยจัดให้มีการกล่าวปาฐกถาเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่รัฐธรรมนูญขึ้น

นายมงคล รัตนวิจิตร
ด้าน นายเทื้อม รัตโนภาศ ซึ่ง นายมงคล รัตนวิจิตร ได้แนะนำต่อ นายปรีดี ที่สถานีรถไฟร่อนพิบูลย์นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านและได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนตำบลท่าวัง ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเพิ่งจะถูกอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชฟ้องร้องคดีในความผิดฐานกล่าวปาฐกถาสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยใน “งานเดือนสิบ” เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2477
กรณีที่ นายเทื้อม ถูกฟ้องร้องคดีเพราะการกล่าวปาฐกถากลายเป็นข่าวครึกโครมไปถึงระดับประเทศ ดังที่หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ประจำวันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477 (หากนับเทียบศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2478 แล้ว) นำเสนอเรื่องราวโดยพาดหัวข่าว “ปาฐกถาจนถูกฟ้อง ฝ่ายผู้แทนมีทนายช่วยความ ๑๑ คน ราษฎรต่างเอาใจช่วย กำลังไกล่เกลี่ย” และรายงานว่า
หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ลงข่าวเรื่อง อัยยการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นโจทก์ ฟ้องนายเทื้อม รัตโนภาศ ผู้แทนตำบลและผู้ใหญ่บ้าน ต่อศาลจังหวัดนครฯ หาว่าแสดงปาฐกถาเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงราษฎรชาวนคร ในงานประประจำปีเมื่อคืนวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ทำให้ราษฎรกระด้างกระเดื่องต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาล.
บัดนี้ทราบว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือไปยังข้าหลวงประจำจังหวัดนครฯ ให้ทำการไกล่เกลี่ยเลิกแล้วต่อกัน ฉะนั้นเมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ข้าหลวงจึงเชิญนายเทื้อมจำเลยไปพบ ได้ยื่นหนังสือของกระทรวงมหาดไทยให้นายเทื้อมดู แล้วขอความตกลงจากนายเทื้อม นายเทื้อมได้ตอบข้าหลวงภายหลังเมื่อได้อ่านหนังสือของกระทรวงมหาดไทยตลอดแล้วใจความว่า หนังสือของกระทรวงประสงค์ให้ข้าหลวงติดต่อไกล่เกลี่ยกับนายมงคล รัตนวิจิตร์ ผู้แทนราษฎร บัดนี้นายมงคลไม่อยู่ เธอจะตอบตกลงเสียก่อนดูกระไรอยู่ ขอให้ข้าหลวงและเธอได้พบกับนายมงคลเสียก่อน ท่าหลวงจึงมอบเรื่องนี้ให้หลวงอรรถปกรณ์โกศล อัยยการจังหวัดทำความตกลงกัน ส่วนตัวข้าหลวงอ้างว่า จะไปราชการต่างอำเภอ แต่หลวงอรรถฯ ไม่ยอมรับ อ้างว่าหนังสือของกระทรวงมีมาถึงข้าหลวงโดยตรง เกรงจะก้าวก่าย ดังนั้น ข้าหลวงจึงมอบให้ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ปลัดจังหวัดทำแทน ปลัดจังหวัดก็ไม่ยอมรับ มีข้ออ้างเช่นเดียวกับหลวงอรรถฯ เปนอันว่าท่าหลวงต้องจัดการไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ด้วยตนเอง.
คดีนี้เปนคดีครึกโครม อยู่ในความเอาใจใส่ของมหาชน ศาลนัดสืบพะยานโจทก์วันที่ ๑๔ และจำเลยวันที่ ๑๕ ไหนว่ามีทนายความร่วมกันเข้าช่วยเหลือแก้ต่างจำเลยจำนวนถึง ๑๑ คน และในวันสืบพะยานจำเลยนั้น ข่าวว่าราษฎรจำนวนมากจากหลายตำบล จะนำของกินมาเลี้ยงดูพวกจำเลยและฟังเรื่องนี้ พะยานฝ่ายจำเลยก็มีจำนวนมาก ที่สำคัญคือหลวงสรรพนิตินิพัทธ์นายมงคล รัตนวิจิตร์ผู้แทนราษฎร.
หรือที่ทางหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ประจำวันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2477 (หากนับเทียบศักราชแบบปัจจุบันจะตรงกับวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2478) นำเสนอรายละเอียดของการฟ้องร้องคดี โดยพาดหัวข่าว “เกิดแตกร้าวกัน ร้องเพลงเทอดรัฐก็จับ ชาวนครฯ สนใจ” และรายงานว่า
ตามข่าวของเราที่เสนอไว้แล้วว่า อัยยการศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายเทื้อม รัตโนภาศ ผู้แทนตำบลท่าวังเป็นจำเลย ถามปาฐกถาต่อหน้าชุมนุมชนในงานเดือนสิบประจำปี ที่สนามหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีใจความสำคัญว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎร ข้าหลวงประจำจังหวัดไม่มีอำนาจอย่างไรแล้ว อันทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องแก่คนทั้งหลาย ขอให้ศาลลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาชญามาตรา ๑๐๔ กับพ.ร.บ. เพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาชญา พ.ศ. ๒๔๗๐ มาตรา ๔.
ครั้นวันที่ ๑๕ เดือนนี้ เวลา ๑๐.๒๐ น. ศาลได้สืบพะยานโจทก์.
หลวงจำรูญฯ ข้าหลวงยุตติธรรมออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนี้เป็นพิเศษ ฝ่ายโจทก์มีหลวงอรรถปกรณ์โกศลอัยยการจังหวัด ฝ่ายจำเลยมีทนายความ ๑๑ คนนั่งเรียงรายเข้าแก้ต่าง ศาลสืบพะยานโจทก์ไปได้ ๓ นาย คือ ร.ต.ต. เล็ก ทองประพันธ์ ร.ต.ท. ขุนปราบโจรลาญ และขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ ก็หมดพะยานโจทก์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีพะยานโจทก์อีก ๓ นายคือ หลวงเถลิงรณกาจ ซึ่งย้ายไปประจำจังหวัดภูเก็ต ศาลจึงส่งประเด็นไปสืบพะยานปากนี้ ณ ศาลจังหวัดภูเก็ตในวันที่ ๓๐ มกราคม ศกนี้ กับโจทก์ได้อ้างพระยาสุราษฎร์ธานีเป็นพะยานโจทก์เพิ่มเติมอีก ๑ นาย พะยานสำคัญปากนี้ศาลยังมิได้กำหนดนัดหมายแน่นอน มีผู้ไปฟังคดีนี้มีจำนวนพอสมควร หากแต่ว่าคดีนี้ได้พิจารณาบัลลังก์ชั้นบนของศาล มีที่นั่งจำกัด จึงดูยัดเยียดกันไปสักหน่อย.
วันนี้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อศาล มีใจความสำคัญว่า ตามวันเวลาที่โจทก์กล่าวหานั้น เป็นวันมีงานจ่ายตลาดประจำปี ประธานคณะอำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดการออกร้านในงานนี้เพื่อเผยแพร่รัฐธรรมนูญแก่ประชาชน ในฐานะที่จำเลยเป็นสมาชิกและผู้อำนวยการแห่งสาขาสมาคมนี้ ประธานคณะอำนวยการได้จัดให้จำเลยเป็นผู้จัดการร้าน.
ประธานคณะอำนวยการได้เขียนข้อความสำคัญแห่งรัฐธรรมนูญลงในกระดานดำ ดังจำเลยได้เสนอสำเนามาพร้อมคำให้การนี้เพื่อประชาชนได้อ่านดู ได้มีผู้มาคัดลอกข้อความนั้นหลายคน ซึ่งไม่เป็นการทั่วถึงกัน คืนเกิดเหตุนี้ประธานคณะอำนวยการสั่งให้จำเลยนำเอาข้อความที่เขียนลงในกระดานดำนั้นอ่านให้ประชาชนฟัง เพื่อประสงค์จะให้ประชาชนเข้าใจและเลื่อมใสรัฐธรรมนูญอันเป็นความประสงค์ของรัฐบาล จำเลยไม่ได้กล่าวถ้อยคำทุจจริตดังโจทก์กล่าวหา.
ความจริง จำเลยก็เป็นข้าราชการฝ่ายบริหารด้วยผู้หนึ่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ไม่เคยมีการเสียหายในหน้าที่ราชการอย่างใด ยิ่งกว่านั้นจำเลยยังเคยได้เป็นนายสิบทหารมาก่อนด้วย ทั้งเวลานี้ได้รับความไว้วางใจของประชาชนจนถึงกลับได้รับเป็นผู้แทนตำบลท่าวัง และทั้งเป็นผู้หนึ่งในคณะอำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย จำเลยกล้าปฏิญาณตนได้ว่า จำเลยรักรัฐบาลและรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง โลหิตทุก ๆ หยดจำเลยยอมพลีแล้วเพื่อประเทศชาติและรัฐธรรมนูญ.
แต่การที่ได้เกิดคดีนี้ขึ้น เป็นโดยความแตกร้าวอันเกิดขึ้นระหว่างคณะกรมการจังหวัดกับกรรมการจัดงานประจำปีและคณะอำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญ อันสืบเนื่องมาจากพระอรรถนิพนธ์ปรีชาข้าหลวงคนก่อน จำเลยก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนกรรมการจัดงานประจำปีและผู้อำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรมการจังหวัดบางท่านยังได้รับความน้อยใจในการที่ได้ถูกถอดถอนออกจากคณะอำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการกลางเห็นว่า คณะกรมการจังหวัดบางท่านไม่ฝังใจในรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ จึงเป็นชะนวนให้เกิดขึ้นซึ่งกระเดียดไปข้างวิหิงสา เพราะตั้งแต่เริ่มมีกรรมการจัดงานประจำปี และคณะอำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญขึ้นก็มีเรื่องไม่หยุดหย่อน.
ดังเช่นครั้งหนึ่งจำเลยกับพวกได้ร้องเพลงเทอดรัฐธรรมนูญไปตามถนน ก็ถูกทางการเรียกตัวไต่สวน นิสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งกรรมการจัดงานประจำปีและผู้อำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญรวมอยู่ด้วยนั้น ชักชวนกันออกร้านในงานประจำปีก็ถูกทางการเรียกไต่สวน พูดว่าข้าหลวงลาแล้วก็ถูกไต่สวน ซึ่งไม่มีเหตุอันสมควรอย่างใด ไต่สวนแล้วก็เงียบไป พฤติการณ์ของคณะกรมการจังหวัดที่ได้กระทำมานั้น กระทรวงมหาดไทยย่อมตระหนักอยู่แล้ว ถึงกับได้ส่งพระดุลย์ธารณปรีชาไวท รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาสอบสวน และได้ย้ายพระอรรถนิพนธ์ปรีชา ข้าหลวงประจำจังหวัดคนก่อน และข้าราชการบางคนไปเสียจากจังหวัดนี้ แต่ก็ยังไม่หมดเชื้อแห่งความแตกร้าวจึงได้เกิดคดีนี้ขึ้น.
จำเลยขอตัดฟ้องโจทก์ว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๐๔ และมาตรา ๔ แห่งประมวลอาชญา ตามคำขอของโจทก์เลย คำพูดเทอดรัฐธรรมนูญไม่เป็นกบฏต่อรัฐบาล และไม่มีเหตุที่จะให้เกิดการกระด้างกระเดื่องอย่างใดในหมู่ประชาชน จำเลยก็ไม่มีอิทธิพลอย่างใดที่ส่อให้เห็นเป็นกบฏได้ ทั้งข้าหลวงประจำจังหวัดไม่ใช่ตัวรัฐบาล โจทก์ไม่ควรฟ้องจำเลยในคดีนี้.
การที่คณะกรมการจังหวัดสั่งให้ฟ้องจำเลยในคดีนี้หาเป็นการต้องตามความประสงค์ของกระทรวงมหาดไทยไม่ ถึงกับกระทรวงมีหนังสือมาให้เลิกแล้วกันไป แต่จำเลยก็ยังไม่ได้รับผลอันใด ความสัตย์จริงเป็นดังนี้.
โดยเหตุที่คดีนี้เป็นคดีครึกโครม เป็นที่เอาใจใส่ของชาวเมืองนครฯ อยู่มาก ทั้งเป็นคดีตัวอย่างอันเกิดขึ้น เราจึงจะได้พยายามนำเสนอจนที่สุด.
แม้ นายเทื้อม รัตโนภาศ จะเชื่อมั่นว่าการกล่าวปาฐกถาของตนไม่ใช่ความผิด เพราะถือเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งคณะทนายความที่เข้าช่วยเหลือก็เห็นว่าคดีนี้ การกระทำของ นายเทื้อม มิได้เข้าข่ายความผิดเลย แต่ท้ายที่สุดก็มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นายเทื้อม เป็นเวลาสามเดือนนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2478 ซึ่งก็สร้างความกังขาต่อกระบวนการยุติธรรมในหมู่ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชทั่วไป ดังที่หนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ ประจำวันอังคารที่ 30 เมษายนปีเดียวกันพาดหัวข่าว “ผู้แทนตำบล จ.ว. นครฯ ถูกจำ ๓ เดือน จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอีก” และรายงานว่า
หนังสือพิมพ์ฉะบับนี้เคยได้เสนอข่าวเรื่องนายเทื้อม รัตโนภาศ ผู้แทนตำบลท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แสดงปาฐกถาเผยแพร่ระบอบการปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญในงานประจำปีจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อคืนวันที่ ๑๑ ตุลาคม ศกก่อน โดยเจ้าหน้าที่เห็นว่าข้อความที่นายเทื้อมนำมากล่าว อาจจะเป็นเหตุทำให้บังเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาล อัยยการจึงเป็นโจทก์นำคดีฟ้องต่อศาลจังหวัดนครฯ เป็นคดีที่อยู่ในความเอาใจใส่ของชาวจังหวัดนั้นมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งเมื่อวันที่ ๒๒ เดือนนี้ หลวงวิชัยนิตินาท ผู้พิพากษาจังหวัดนครฯ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยฟัง คำพิพากษาตอนหนึ่งว่า :
“พะยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน คดีฟังได้ว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำต่อประชาชนดังโจทก์ฟ้องจริง คำพะยานจำเลยไม่สามารถจะหักล้างพะยานโจทก์ได้ จำเลยต้องมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาชญามาตรา ๑๐๔ ดังที่ได้แก้ไขโดย พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายลักษณะอาชญา พ.ศ. ๒๔๗๐ มาตรา ๔ บัดนี้ศาลจะได้วิเคราะห์ต่อไปถึงพฤติการต่าง ๆ ในคดี เพื่อประกอบดุลยพินิจในการกำหนดโทษจำเลย ว่าจะหนักเบาสถานใด.
ร.ต.ต เล็ก ทองประพันธ์ พะยานโจทก์เบิกความว่า ได้สังเกตเห็นว่าการที่พูดนั้น จำเลยพูดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขุนรัฐวุฒิวิจารณ์อีกปากหนึ่งก็ว่า ไม่ปรากฏว่า ราษฎรในจังหวัดนครศรีธรรมราชแข็งหรือกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลเลย นอกจากนี้ นายมงคล รัตนวิจิตร ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดนครฯ และหลวงสรรพนิตินิพัทธ์ ซึ่งเป็นประธานคณะอำนวยการสาขาสมาคมคณะรัฐธรรมนูญจังหวัดนครฯ ยังเบิกความรับรองว่า พะยานเชื่อแน่ว่าจำเลยเลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ อนึ่งในถ้อยคำที่จำเลยแสดงปาฐกถา จำเลยก็ได้กล่าวถ้อยคำว่า ถ้าใครไม่เข้าใจระบอบรัฐธรรมนูญ จำเลยจะอธิบายให้ฟัง แสดงให้เห็นเจตนาดีของจำเลยในส่วนนี้ที่จะอธิบายถึงรัฐธรรมนูญ ยังประโยชน์ให้ประชาชน ศาลนี้จึงเชื่อว่า มิได้เจตนารุนแรงอย่างใด อาจกล่าวข้อความนั้นไปด้วยความเขลา หรือความคึกคนองหรืออย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่จำเลยจะกล่าวโดยเหตุใดก็ตาม มีกฎหมายบัญญัติไว้แจ้งชัด จำเลยจะพ้นผิดไปไม่ได้ โทษจำเลยควรจัดอยู่ในสถานเบา แต่ไม่ควรเบาเกินไปนัก.
ดังนี้ศาลนี้จึงพร้อมกันพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๓ เดือน ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วข้างต้น.
หลวงจำรูญเณติศาสตร์
หลวงวิชัยนิตินาท
นายเทื้อม รัตโนภาศ จำเลยเห็นว่า คำพิพากษาของศาลจังหวัดนครฯ มีเหตุผลแย้งกันอยู่ในตัว จึงขอให้ทนายยื่นอุทธรณ์ต่อไป อนึ่งในระหว่างยื่นอุทธรณ์นี้ นายหนู มาศประสิทธิ์ คหบดีได้ขอประกันตัวนายเทื้อมเพื่อให้มีโอกาศอุทธรณ์ต่อสู้คดีเต็มความสามารถ แต่หลวงวิชัยนิตินาทในนามของศาลไม่อนุญาต เปนอันว่านายเทื้อมถูกจำขังตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายนเป็นต้นไป ต่อมาในวันที่ ๒๔ หลวงสรรพนิตินิพัทธ์และนายมงคลผู้แทนจังหวัดฯ ได้โทรเลขขอประกันตัวนายเทื้อมต่อหลวงจำรูญเณติศาสตร์ข้าหลวงยุตติธรรมประจำจังหวัดสงขลา แต่ก็ไม่สำเร็จ นายมงคลผู้แทนฯ จึงเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อร้องเรียนขอความยุตติธรรมจากท่านผู้ใหญ่หรือรัฐมนตรีฯ ยุตติธรรมต่อไป.
อย่างไรก็ดี นายเทื้อม ต้องโทษจำคุกอยู่เพียง 1 เดือนกับอีก 5 วัน ยังไม่ทันถึงสามเดือน เขาก็ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกไป ซึ่งหนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2478 พาดหัว “ปาฐกถาทำให้เกิดเกลียดชังรัฐบาล จำเลยในคดีนี้เปนผู้แทนตำบลต่างจังหวัด ปาฐกถาเผยแพร่รัฐธรรมนูญจนติดคุก” และรายงานว่า
ในคดีนายเทื้อม รัตโนภาศ ผู้แทนตำบลท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชให้จำคุก ๓ เดือน ในเรื่องปาฐกถาเผยแพร่รัฐธรรมนูญ ศาลว่าเป็นเหตุให้บังเกิดความเกลียดชังรัฐบาล จำเลยถูกจำคุกตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายนเป็นต้นมา จำเลยขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อศาลจังหวัดนครฯ ไม่อนุญาต จำเลยจึงยื่นคำร้องขอประกันต่อข้าหลวงยุตติธรรม แต่ก็ไม่บังเกิดผลอีก ซึ่งหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ได้เสนอข่าวมาครั้งหนึ่งแล้ว.
ต่อมาท่านขุนชำนาญคดี ทนายคนหนึ่งของจำเลยได้เข้ามากรุงเทพฯ ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้ตีราคา ๑,๐๐๐ บาท และอนุญาตให้ทนายประกันตัวจำเลยไปแล้วแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ศกนี้ คำพิพากษากับการที่ 3 ไม่อนุญาตให้จำเลยประกันตัวออกเพื่อหาความยุตติธรรมต่อสู้คดีทางศาลจังหวัดนครฯ นั้น ปรากฏว่าได้ยังความตื่นเต้นประหลาดใจให้แก่ประชาชนไม่น้อย.
บัดนี้จำเลยได้ประกันตัวออกจากที่คุมขังแล้ว และกล่าวว่า จะพยายามร้องเรียนหาความยุตติธรรมจนสุดความสามารถ.
การได้รับโทษจำคุกจริงน้อยกว่าคำพิพากษาของ นายเทื้อม รัตโนภาศ จะเรียกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีก็คงไม่น่าจะใช่กระมัง เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่ควรจะต้องถูกจำคุกเลยแม้แต่วันเดียว ชั่วเวลาหนึ่งเดือนกว่าที่ นายเทื้อม ทนทุกข์อยู่ในคุก จึงทำให้หลังจากเขาพ้นโทษและได้ไปพบ นายปรีดี ที่สถานีรถไฟร่อนพิบูลย์ นายปรีดี ถึงกับเอ่ยปากว่า "เห็นจะพ้นเคราะห์ไปที "
ทั้ง ๆ ที่เคราะห์ซึ่ง นายเทื้อม ต้องเผชิญเป็นผลมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญ
แม้ นายปรีดี พนมยงค์ หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม จะได้หยุดแวะเยือนดินแดนร่อนพิบูลย์ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่หนึ่งนาที นั่นคือแวะบริเวณสถานีรถไฟ ก่อนที่จะต้องโดยสารขบวนรถไฟเดินทางต่อไปยังที่อื่น แต่ในชั่วเวลาหนึ่งนาทีนั้นกลับสะท้อนให้เห็นเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งฉายภาพความเป็นไปทางการเมืองและชะตาชีวิตของบุคคลผู้เลื่อมใสประชาธิปไตยในจังหวัดนครศรีธรรมราชช่วงภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
เอกสารอ้างอิง
- ไทยใหม่. (30 เมษายน 2478).
- ไทยใหม่. (6 มิถุนายน 2478).
- ไทยใหม่. (14 สิงหาคม 2478).
- ประชาธิปไตย. (15 มกราคม 2477).
- ประชาธิปไตย. (21 มกราคม 2478).
- ประมวลข่าวและเหตุการณ์จังหวัดนครศรีธรรมราชในสายตาของหนังสือพิมพ์. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยใหม่, 2478.
- ปาฐกถาเรื่องเผยแผ่รัฐธรรมนูญ ของ นายมงคล รัตนวิจิตร เนติบัณฑิต ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช. พิมพ์แจกเป็นที่ระลึก เมื่อ พ.ศ. 2477. พระนคร: โรงพิมพ์ธรรมพิทยาคาร, 2477.
- สารนครศรีธรรมราช. ปีที่ 24 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2537).
- อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ.“สารทเดือนสิบ และการ “ชิงเปรต” สมัยคณะราษฎร.” สถาบันปรีดี พนมยงค์ PRIDI BANOMYONG INSTITUTE (2 ตุลาคม 2568).