ใกล้จะถึงวันลงประชามติเพื่อตัดสินให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ามาทุกที หลายคนอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีแล้ว หรืออาจจะบอกรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ซึ่งก็อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่อย่างหนึ่งที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีขนาดที่ยาวมาก เต็มไปด้วยบทบัญญัติหลายเรื่อง ซึ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองบ้าง และไม่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองบ้าง โดยทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขยับขยายพื้นที่ออกไปกว่าการเป็นตราสารทางการเมือง ไปสู่พรมแดนซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องทางรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนอยากจะชวนย้อนกลับมาว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทย แท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะอย่างไร โดยย้อนกลับไปอ่านพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475[1] หรืออาจเรียกอย่างลำลองว่า ปฐมรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์เฉพาะในฐานะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ในอีกแง่หนึ่งคือ รัฐธรรมนูญนี้เป็นภาพสะท้อนจินตนาการและอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎร

รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2475
ในแง่หนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใช้งานที่สั้นมาก ๆ โดยมีอายุการใช้งานอยู่เพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร[2] โดยผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยคือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งถือกันว่าเป็น "มันสมอง" ของคณะราษฎร เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จแล้วคณะราษฎรก็ได้นำร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 ที่ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย[3]
หากลองพิจารณาโครงสร้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่าเนื้อหาของบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้มีขนาดยาวมากเพียงแค่ 39 มาตราเท่านั้น และในแต่ละมาตรานั้นถูกกำหนดไว้อย่างสั้น ๆ ในฐานะหลักการที่สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองและความมุ่งหมายทางการเมืองเท่านั้น ในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ นั้นจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแทน ทำให้ลักษณะสำคัญของปฐมรัฐธรรมนูญจึงเป็นมีการกำหนดเรื่องโครงสร้างสถาบันการเมือง ในฐานะระเบียบของการใช้อำนาจระหว่างบรรดาสถาบันการเมืองต่าง ๆ เท่านั้น ในส่วนบทบัญญัติอื่น ๆ ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน อาทิ สิทธิและเสรีภาพ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น ล้วนแล้วแต่ค่อย ๆ ถูกเพิ่มเติมเข้ามา เมื่อมีการพยายามนำเข้าแนวคิดทางกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามา
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาใจความสำคัญของปฐมรัฐธรรมนูญก็คือ กลไกในการถ่ายโอนอำนาจสูงสุดจากกษัตริย์มาสู่ราษฎร และได้จัดแบ่งอำนาจสูงสุดของประเทศออกเป็น 3 ประเภทคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ[4] ผ่านสถาบันการเมือง 4 จำพวกที่ถูกตั้งภายใต้ปฐมรัฐธรรมนูญนี้ ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล
สถาบันกษัตริย์
สถาบันการเมืองแรกที่ถูกกำหนดไว้ในปฐมรัฐธรรมนูญก็คือ สถาบันกษัตริย์ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คณะราษฎรไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือปรีดี พนมยงค์ ได้อธิบายเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไว้ว่า
“…ถ้าเราคงทำตามแบบเก่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำสาระสำคัญ คือ ความฝืดเคืองของราษฎร…รับรองความเห็นหม่อมเจ้าสกลฯ ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ไม่ใช่ Coup d’ Etat แต่เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ ไม่มีในทางการปกครอง ซึ่งเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์เท่านั้น…[5]”
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าความมุ่งหมายของคณะราษฎรนั้นไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวองค์ประมุขของประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว[6] สอดคล้องกับที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ว่า
“...คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร...[7]”
นอกจากนี้ ในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ยังกำหนดให้ในกรณีที่ต้องมีการสืบราชสันตติวงศ์ ให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 โดยต้องได้รับความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร[8] ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อให้กิจการของสถาบันกษัตริย์ในการสืบราชสันตติวงศ์สัมพันธ์กับราษฎรในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุด[9]
บทบาทของกษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศตามปฐมรัฐธรรมนูญนี้คือ การกำหนดให้กษัตริย์เป็นผู้แสดงออกแทนรัฐ และจำกัดอำนาจของกษัตริย์[10] ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่กำหนดว่า พระราชบัญญัติ คำวินิจฉัยของศาล และการอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้เฉพาะจะต้องกระทำในนามของกษัตริย์ในฐานะประมุขสูงสุดของรัฐ[11] แต่การกระทำในนามของกษัตริย์นี้เป็นเพียงแต่การกระทำในเชิงรูปแบบเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่า การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์นั้นถูกกำหนดให้ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วยโดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ โดยเป็นการจำกัดอำนาจของกษัตริย์และวางเงื่อนไขความสมบูรณ์ของการกระทำของกษัตริย์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการวางแนวทางกำหนดผู้ต้องรับผิดชอบแทนกษัตริย์ ทำให้กษัตริย์ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น[12]
นอกจากนี้ บทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ในกรณีที่กษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้อำนาจแทน เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปโดยปกติไม่ต้องชะงัก[13] หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้อำนาจของกษัตริย์นั้นเป็นเพียงการใช้อำนาจในเชิงรูปแบบในฐานะสัญลักษณ์แทนรัฐเท่านั้น ในขณะที่อำนาจในทางบริหารที่แท้จริงนั้นเป็นของคณะกรรมการราษฎร[14]
สภาผู้แทนราษฎร
สถาบันการเมืองจำพวกที่สองในปฐมรัฐธรรมนูญก็คือ สภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาการแผ่นดิน[15] เพียงสภาเดียว[16] มีอำนาจและหน้าที่ในการปรึกษาหารือ หรือในการชี้ขาดกิจการอันเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ[17] เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงสุด เพราะเป็นองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎร
อย่างไรก็ดี เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันการเมืองใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย จึงได้มีการกำหนดให้การได้มาของสภาผู้แทนราษฎรมีลำดับตามกาลสมัย[18] โดยแบ่งวิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 3 สมัย โดยสมัยแรก ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีที่มาจากสมาชิกของคณะราษฎรไปก่อน สมัยที่สอง เมื่อได้มีการจัดการประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเปิดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่มาจากสมาชิกเดิมที่เป็นคณะราษฎร และประเภทที่มาจากการเลือกตั้ง และสมัยที่สาม ภายในระยะเวลา 10 ปีเมื่อราษฎรมีความเข้าใจในประชาธิปไตยและมีความรู้ในระดับประถมเกินครึ่งหนึ่งแล้ว จึงจะจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป[19]
ในด้านอำนาจและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ตามปฐมรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสูงสุดผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติของประเทศ[20] และบทบัญญัติซึ่งออกโดยสภาผู้แทนราษฎรนี้เรียกว่า พระราชบัญญัติ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐได้ประกาศให้ใช้แล้ว[21]
นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรยังมีอำนาจในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน[22] และแต่งตั้งคณะกรรมการราษฎร และเสนาบดีลงมาจนถึงข้าราชการสามัญทุกชั้น โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้[23]
คณะกรรมการราษฎร
ตามบทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ปรากฏสถาบันทางการเมืองในลักษณะเดียวกันกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการระบุถึงสถาบันการเมืองที่เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” แบบปัจจุบัน แต่มีสถาบันการเมืองที่เรียกว่า “คณะกรรมการราษฎร[24]” โดยประกอบประธาน 1 คนและกรรมการอื่นอีก 14 คน รวมเป็น 15 คน[25] โดยตำแหน่งประธานคณะกรรมการราษฎรเป็นหัวหน้า อาจจะเทียบได้กับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน โดยประธานคณะกรรมการราษฎรมาจากการเลือกตั้งสมาชิกจากสภาผู้แทนราษฎร และกรรมการราษฎรคนอื่น ๆ จะมาจากการเลือกโดยประธานกรรมการจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร[26]
ในปฐมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้คณะกรรมการราษฎรมีบทบาทหน้าที่สำคัญอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก อำนาจในการบริหารทั่วไป โดยใช้อาจในการบริหารงานตามกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรตราขึ้นมา[27] ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งอำนาจในการปฏิบัติตามกฎหมายและอำนาจทางปกครอง เว้นแต่อำนาจในการนิติบัญญัติและการวินิจฉัยคดี ที่เหลือล้วนเป็นอำนาจของคณะกรรมการราษฎรทั้งสิ้น[28] และการใช้อำนาจนิติบัญญัติในกรณีฉุกเฉิน[29] คณะกรรมการราษฎรอาจจะใช้อำนาจนิติบัญญัติได้เช่นเดียวกัน[30]
นอกจากนี้ ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองของคณะกรรมการราษฎร ยังมีการรับเอาสถาบันการเมืองเดิมที่เคยมีอยู่ในระบบกฎหมายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย โดยกำหนดให้เสนาบดี[31] ซึ่งเคยเป็นสภาการเมืองประเภทหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งทำงานให้กับกษัตริย์และอยู่ภายใต้เสนาบดีสภาและองคมนตรีสภา แต่เมื่อสถาบันการเมืองเดิมเหล่านี้ได้ถูกลบล้างออกไปจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เสนาบดีประจำกระทรวงจึงมาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการราษฎรแทน[32] โดยลำดับของความรับผิดชอบจึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และเสนาบดี
ลำดับความรับผิดชอบทางการเมืองภายใต้ปฐมรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรตามบทบัญญัติของปฐมรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะแตกต่างจากโครงสร้างสถาบันการเมืองแบบรัฐสภาในกรณีของประเทศอังกฤษ หรือระบบการเมืองแบบเวสมินสเตอร์ (Westminster system) ซึ่งเกิดขึ้นมาจากพัฒนาการทางการเมืองแบบอังกฤษ ที่ทำให้ค่อยเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากสถาบันกษัตริย์ไปสู่รัฐสภา และนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐสภา
แต่กรณีของปฐมรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้มีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่มีเส้นแบ่งขอบเขตอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เนื่องจากฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการราษฎรนั้นมีที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ ไพโรจน์ ชัยนาม ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ลักษณะของคณะกรรมการราษฎรนั้นเป็นสถาบันการเมืองที่ไม่เหมือนกับคณะรัฐมนตรี[33] ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากลักษณะของคณะกรรมการราษฎรมีสถานะจริง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร และในเชิงการบริหาราชการแผ่นดิน คณะกรรมการราษฎร ไม่ใช่ผู้มีอำนาจว่าการบริหารราชการกระทรวงต่าง ๆ โดยตรง แต่การบริหารราชการกระทรวงดำเนินการโดยเสนาบดี ซึ่งเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 (ฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475) ซึ่งได้รวมอำนาจของคณะกรรมการราษฎรกับกับเสนาบดีมาไว้กับคณะรัฐมนตรี[34]
ดังนี้ หากพิจารณาลักษณะสถาบันการเมืองของคณะกรรมการราษฎรแล้ว อาจเทียบได้กับรูปแบบของการปกครองภายใต้สภาแห่งชาติ (Convention nationale) ของประเทศฝรั่งเศส[35] ภายหลังสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 (พ.ศ. 2332) ซึ่งมีลักษณะเป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุด (sovereign assembly) ในฐานะองค์กรปกครองสูงสุด[36] โดยมีคณะกรรมการหนึ่งที่สภาแห่งชาติตั้งขึ้นมาเพื่อมาทำหน้าที่ในเชิงบริหาร เรียกว่า คณะบริหารของสภาแห่งชาติ (Ministres de la Convention)[37] ก่อนที่ในเวลาต่อมาประเทศฝรั่งเศสจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นรูปแบบรัฐสภาแบบระบบการเมืองแบบเวสมินสเตอร์ ตามรัฐธรรมนูญของปีที่ 3 (Constitution de l'an III)[38] หรือรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. 1795 ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 โดยกำหนดให้มีสถาบันการเมืองสำคัญ 2 สถาบันคือ สภานิติบัญญัติ ซึ่งประกอบไปด้วยสองสภาคือ สภาผู้สูงอายุ (Conseil des Anciens) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาสูง และสภาห้าร้อย (Conseil des Cinq-Cents) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาล่าง และมีอีกสถาบันการเมืองสำคัญอีกสถาบันหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการบริหาร (Directoire) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารทั่วไป
ศาล
ศาลเป็นสถาบันการเมืองสุดท้ายในสถาบันการเมืองภายใต้ปฐมรัฐธรรมนูญ และเป็นอีกสถาบันการเมืองหนึ่งที่เกิดขึ้นมา ก่อนการประกาศใช้ปฐมรัฐธรรมนูญ โดยบทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญนี้ได้บัญญัติเรื่องศาลไว้เพียงแค่ 1 มาตรา โดยเป็นการรับรองสถานะของสถาบันในระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองใหม่[39] โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลที่มีหน้าที่ระงับข้อพิพาท ยังคงมีบทบาทในการระงับข้อพิพาทต่อไป[40]
ดังจะเห็นได้ว่า โครงสร้างสถาบันการเมืองในอุดมคติของคณะราษฎรตามปฐมรัฐธรรมนูญนั้น ประกอบไปด้วยสถาบันทางการเมืองที่จำกัดเพียง 4 ประเภทเท่านั้น ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างอำนาจแล้ว จะเห็นได้ว่าการออกแบบสถาบันการเมืองดังกล่าวมิได้มีความมุ่งหมายในการสร้างระบบการเมืองที่มีความซับซ้อนหรือมีการกระจายอำนาจออกไปยังองค์กรอิสระหรือกลไกตรวจสอบหลายระดับ หากแต่เป็นความพยายามในการจัดวางระเบียบของการใช้อำนาจอธิปไตย ให้มีความชัดเจน โดยกำหนดให้มีสถาบันเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ใช้อำนาจสูงสุดของรัฐเท่านั้น
ในโครงสร้างดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรถูกสถาปนาขึ้นในฐานะศูนย์กลางของอำนาจอธิปไตย เป็นองค์กรที่รวบรวมทั้งความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและอำนาจในการกำหนดทิศทางของรัฐ ขณะที่สถาบันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ คณะกรรมการราษฎร หรือศาล ล้วนถูกออกแบบให้มีบทบาทในลักษณะสถาบันประกอบ (auxiliary institutions) ที่ทำหน้าที่รองรับหรือปฏิบัติการตามการตัดสินใจของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นองค์กรซึ่งมีอำนาจอิสระถ่วงดุลกันเองในลักษณะแบบการแบ่งแยกอำนาจตามแนวคิดรัฐธรรมนูญสมัยใหม่
เป้าหมายสำคัญที่สุดของ ปฐมรัฐธรรมนูญคือ การให้ราษฎรเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด และเป็นศูนย์กลางของระบอบการปกครองทั้งหมด บรรดาสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ จึงยึดโยงกับไปหาประชาชนโดยมีสภาผู้แทนราษฎรเป็นศูนย์กลาง อาทิ สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาการสถาปนากษัตริย์พระองค์ใหม่ การกำหนดให้คณะกรรมการราษฎรมาจากสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตั้งหรือปลดคณะกรรมการราษฎรและเสนาบดี (รวมถึงข้าราชการประจำแบบผู้พิพากษา)
ด้วยเหตุนี้ ปฐมรัฐธรรมนูญจึงอาจมิได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นรัฐธรรมนูญในความหมายของกฎหมายสูงสุดที่จำกัดอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นรัฐธรรมนูญในฐานะระเบียบการถ่ายโอนและจัดวางอำนาจอธิปไตยจากสถาบันกษัตริย์มาสู่ราษฎรผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำคัญ
[1] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, ประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49, หน้า 166–179, https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1092745.pdf.
[2] ในเบื้องแรกนั้นมีความตั้งใจที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ทรงเติมข้อความเข้าไปในรัฐธรรมนูญว่า “ชั่วคราว” ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น; ดู
[3] นันทวัฒน์ บรมานันท์, “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย,” Public Law Net, 9 กรกฎาคม 2544 [Online], สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2569, จาก http://public-law.net/publaw/view.aspx?id=138.
[4] ทินกฤต นุตวงษ์, “คำอธิบายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ฉบับปฐมฤกษ์แห่งสยาม,” CMU Journal of Law and Social Sciences 5, ฉบับที่ 2 (2012): 7, https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/64595. ผู้เขียนใช้บทความของคุณทินกฤต นุตวงษ์ ในการเรียบเรียงคำอธิบายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ของนายปรีดี พนมยงค์ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 5, เล่มที่ 5 (2475): 449-466 ซึ่งผู้เขียนขอขอบคุณ คุณทินกฤต นุตวงษ์ ในการนำเอกสารดังกล่าวมาเผยแพร่.
[5] ปรีดี พนมยงค์, เค้าโครงการเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2552), 150.
[6] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 4.
[7] ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 (24 มิถุนายน 2475), เผยแพร่บนเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2026, https://pridi.or.th/th/libraries/1583202126.
[8] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 4.
[9] ปรีดี พนมยงค์, “คำอธิบายข้อความสำคัญบางอย่างในบทกฎหมายที่ได้นำลงในนิติสาส์น แผนกกฤษฎีกา ปีที่ 3 เล่มที่ 4 (ประจำเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2475),” นิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 5, เล่มที่ 5 (2475): 453-455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 10-28.
[10] นันทวัฒน์ บรมานันท์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3.
[11] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 3 ประกอบมาตรา 7.
[12] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 452 และ 455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[13] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 5.
[14] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 454; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16
[15] เพิ่งอ้าง, 455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[16] สภาผู้แทนราษฎร ถูกกำหนดให้เป็นสภาการเมืองเพียงสภาเดียวของประเทศไทย โดยในช่วงระยะแรกของประชาธิปไตยไทย รัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นมายังไม่มีการใช้ระบบสภาคู่ที่มีสภาสูงกับสภาล่าง จนล่วงเข้ามาเมื่อมีการตั้งพฤตสภาในปี พ.ศ. 2489 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เสนอให้มีการตั้งสภาสูงที่เรียกว่า พฤฒสภา ซึ่งเป็นต้นแบบของวุฒิสภาในอนาคต; ดู เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, “วุฒิสภา (สูงวัย) ในไทยกับบทบาทของสภาสูงในโลก : มองบทบาทวุฒิสภาไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 30 พฤษภาคม 2566 [Online], สืบค้นเมื่อ 30 มกราคม 2566, https://pridi.or.th/th/content/2023/05/1554.
[17] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[18] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 10.
[19] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 456-459; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[20] เพิ่งอ้าง, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 456; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[21] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 8.
[22] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 9.
[23] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 456; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[24] ไพโรจน์ ชัยนาม, รัฐธรรมนูญ: บทกฎหมายและเอกสารสำคัญในทางการเมือง ของประเทศไทย (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519, 112.
[25] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 32.
[26] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 33.
[27] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 28.
[28] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 462-463; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[29] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 29.
[30] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 462-463; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[31] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 31.
[32] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 464; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[33] ไพโรจน์ ชัยนาม, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 24, 112.
[34] เพิ่งอ้าง, 112-113.
[35] ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับ รศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ ซึ่งอธิบายว่า คณะกรรมการราษฎรน่าจะมีที่มาจาก องค์กรที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในรัสเซีย “People's Commissioner” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญรัสเซียฉบับปี ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467) ซึ่งใช้อยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดยผู้เขียนมีความเห็นว่า ถ้าพิจารณาจากลักษณะความสัมพันธ์ของสถาบันการเมืองที่มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นศูนย์กลางแล้ว น่าจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับ คณะบริหารของสภาแห่งชาติ (Ministres de la Convention). ดู นันทวัฒน์ บรมานันท์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3.
[36] “National Convention,” Encyclopaedia Britannica, accessed January 30, 2026, https://www.britannica.com/topic/National-Convention; this article describes the National Convention as the assembly that governed France from September 20, 1792 to October 26, 1795, following the overthrow of the monarchy and establishing the First Republic.
[37] see Pierre Caron, “Conseil exécutif provisoire et pouvoir ministériel (1792-1794),” Annales historiques de la Révolution française 14, no. 79 (January-February 1937): 4–16, https://www.jstor.org/stable/41924818.
[38] see “Constitution du 5 fructidor an III,” Wikipédia, accessed January 31, 2026, https://fr.wikipedia.org/wiki/Constitution_du_5_fructidor_an_III.
[39] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 466; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.
[40] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 39.