ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

การต่อสู้แบบสันติวิธี กับแนวความคิดของปรีดี พนมยงค์

28
มีนาคม
2569

เมื่อพิจารณาจากคำประกาศของคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้ร่างนั้น หลัก 6 ประการของคณะราษฎรได้สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะสร้างสันติสุขให้กับสังคมทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมโดยประกาศว่า

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางการศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจโดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร (ไสว สุทธิพิทักษ์, 2526 : 81-82)

หากศึกษาการทำงานของปรีดี พนมยงค์อย่างละเอียดแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า อาจารย์ปรีดี มองเรื่องสันติภาพและสันติวิธีในเชิงโครงสร้าง โดยเน้นเรื่องความพยายามในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมให้เอื้ออำนวยต่อความสงบสุขของประชาชน พยายามขจัดความรุนแรงเชิงโครงสร้างของสังคมที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างศักยภาพของมนุษย์ (Potentiality) กับสิ่งที่มนุษย์เป็นอยู่จริง (Actuality) และนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงของสังคมทั้งที่เป็นสันติภาพทางตรง เช่น การต่อต้านสงคราม (ดังที่ปรากฏในงานภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก) และการส่งเสริมสันติภาพในเชิงโครงสร้าง อันได้แก่การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎรและความพยายามในการแก้ไขความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แก้ไขระบบสังคมที่มองเห็นว่าเป็นตัวบั่นทอนศักยภาพของประชาชน

ในภาวะที่บ้านเมืองแตกแยกอย่างรุนแรง สังคมไทยมีการเผชิญหน้าและพร้อมใช้ความรุนแรงกันทุกฝ่ายนั้น การกลับไปชมภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกที่สร้างขึ้นโดยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์นั้น อาจทำให้พวกเราได้คิดอะไรหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องความรักความเมตตาต่อศัตรู และการยึดหลักขันติธรรมทั้งต่อตนเองและต่อคู่กรณี แม้ในภาวะความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันที่หลาย ๆ ฝ่ายมักจะนำแนวคิดเรื่องธรรมสงคราม (Just War) มาใช้ในการอธิบายในกระบวนการต่อสู้ของเขานั้น แต่หากพวกเขามีเวลาคิดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจจะเตือนเราถึงเรื่องจริยธรรมของสงครามที่จะต้องเน้นการจำกัดพื้นที่ การไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การเน้นการเจรจาโดยสันติ และความรับผิดชอบของผู้นำต่อการนำพาประชาชนเข้าร่วมในการต่อสู้ที่แม้ตนจะเชื่อว่าชอบธรรมก็ตาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการคำนึงถึงชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งที่เป็นฝ่ายตนและฝ่ายคู่กรณี

ในกรณีของสังคมไทยนั้น การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีรากเหง้าจากโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมนั้นไม่มีวิธีใดที่ให้ผลรวดเร็วทันใจ สิ่งที่ต้องกระทำก็คือการเร่งจัดการกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างคนรวยกับคนจน การเปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน การมีกลไกในการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รวมทั้งการปฏิรูปที่ดินและปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนมีปรากฏในเค้าโครงเศรษฐกิจของอารย์ปรีดี พนมมยงค์ ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนในสังคมเห็นปัญหาดังกล่าวร่วมกันและช่วยกันผลักดันให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดน้อยถอยลงหรือไม่ 

ขณะที่มาตรการระยะยาวยังไม่บังเกิดผล รัฐ รัฐบาล และผู้คนในสังคมเองก็อาจจะต้องคิดเรื่องมาตรการระยะสั้นและระยะกลาง เช่น การสร้างกลไกเพื่อการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ การมีเวทีต่อรองที่เท่าเทียมกัน การทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และการมีสื่อกลางเพื่อส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน การมีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้นำเสนอแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเต็มที่รวมทั้งเอื้อให้แต่ละฝ่ายได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันไม่วาดภาพคู่กรณีเป็นปีศาจร้ายที่ต้องทำลายให้พินาศ

ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่ท้าทายพวกเราในฐานะราษฎร ในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคมไทยหากเราพร้อมเผชิญหน้ากับภารกิจดังกล่าวด้วยสติและปัญญา ความสงบร่มเย็นในบ้านเมืองก็อาจเป็นไปได้ แต่หากเรายอมจำนน ความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่อยู่ไม่ไกลตัวนักและเราไม่สามารถหลึกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะเข้าวัดฟังธรรมเทศนา ชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสันติวิธี และพูดคุยเรื่องสันติภาพและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันอีกกี่ครั้งก็ตาม


หมายเหตุ

  • ที่มาจาก นฤมล ทับจุมพล, ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง, (กรุงเทพฯ: สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2552), น. 30 - 34.
  • ปรับวรรคย่อหน้าโดยกองบรรณาธิการ