ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์

พระเจ้าช้างเผือก ช้างเผือกของหนังไทย - The King Of The White Elephant

20
มีนาคม
2569

“พระเจ้าช้างเผือก” เกือบจะเป็นภาพยนตร์ไทยในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงเรื่องเดียวที่ยังคงมีฟิล์มภาพยนตร์เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างสมบูรณ์เต็มเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นช้างเผือกของภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

เป็นช้างเผือก เพราะความที่หาได้ยากเย็นแสนเข็ญ และคุณค่าความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมันเอง

“พระเจ้าช้างเผือก” มิใช่ภาพยนตร์ไทยธรรมดา ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์อาชีพสร้างขึ้นเพื่อขายความบันเทิงและแสวงหาผลกำไรทางการค้า แต่เป็นภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นโดยบุคคลสำคัญของบ้านเมือง คือ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองว่าด้วยสงครามและสันติภาพของท่านผู้สร้างและในนามของประชาติไทย

ทำไมนายปรีดี พนมยงค์หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะราษฎร ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงเขียนบทภาพยนตร์และลงทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นด้วยตัวเอง และทำไมจึงให้ตัวแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้พูดภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง

นายปรีดี พนมยงค์ เขียนถึงเหตุผลที่ท่านแต่งเรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ไว้ในคำนำหนังสือนี้ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484 ว่า

“นิยายเรื่องพระเจ้าช้างเผือก นี้มีพื้นเรื่องเดิมมาจากเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นที่รู้จักกันดี คือ การรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมักจะยกเรื่องช้างเผือก...

...จำนวนไม่กี่เชือกมาบังหน้า แต่แท้ที่จริงเพื่อขยายบารมีและอานุภาพส่วนตัว ความปราชัยของจ้าวผู้ครองนครที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน กระหายอำนาจ ก้าวร้าวในการต่อสู้ตัวต่อตัวกับขุนศึกของไทยที่ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง ชัยชนะอันเด็ดขาดของธรรมะเหนืออำนาจ การปฏิบัติตามกรุณาธรรมและเมตตาธรรมอันปรากฏในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่าสองพันสี่ร้อยปี ก็ยังคงเป็นประดุจประทีปแห่งความกรุณาที่ฉายแสงนำทางจิตใจของมนุษย์ชาติทั้งมวลให้หลุดพ้นจากความหายนะชื่อเสียงบรรลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด”

สาเหตุที่นายปรีดี พนมยงค์ ต้องแต่งนิยายแล้วสร้างเป็นภาพยนตร์เพื่ออุทิศแก่สันติภาพนี้ ก็เพราะบ้านเมืองไทยและโลกทั้งโลกในขณะนั้นกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา สงครามหรือสันติภาพ บ้านเมืองไทยซึ่งกำลังถูกครอบงำด้วยลัทธิชาตินิยมและทหารนิยมตามแบบอย่างของลัทธินาซีในเยอรมันและฟาสซิสต์ในอิตาลี โดยการนำของนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี สงครามโลกครั้งที่สองได้ระเบิดขึ้นแล้วในยุโรป ญี่ปุ่น กำลังรบอย่างหนักอยู่ในจีน รัฐบาลไทยประกาศตัวเป็นกลาง แต่หลวงพิบูลสงคราม ผู้นำไทยมีท่าทีเอนเอียงไปสนิทสนมกับญี่ปุ่น ในขณะที่เน้นนโยบายต่างประเทศไปที่การเรียกร้องดินแดนอินโดจีนที่ไทยเสียแก่ฝรั่งเศสครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 คืนจากฝรั่งเศส

 

 

นายปรีดี พนมยงค์ คงจะมองการณ์ไกลเห็นว่าหากไทยกระโจนเข้าไปสู่สงครามโดยเฉพาะเข้าไปอยู่ข้างฝ่ายอธรรม ย่อมจะนำผลเสียหายมาสู่บ้านเมืองมากมาย ในขณะนั้นกระแสความคิดความรู้สึกในสังคมไทยเต็มไป...

...ด้วยความรู้สึกชาตินิยมจัดหลวงพิบูลสงครามได้สนับสนุนการเผยแพร่ความคิดชาตินิยมอย่างรุนแรง มีการสร้างภาพยนตร์และละครปลุกใจเรื่องชาตินิยมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่ทำจากพงศาวดารประเภทไทยรบพม่า

เพื่อที่จะต้านกระแสอันเชี่ยวกรากนี้ นายปรีดี พนมยงค์ จึงแต่งนิยายและสร้างภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ขึ้น

เหตุที่ท่านสร้างเป็นภาพยนตร์ก็น่าจะเป็นเพราะว่า ในสมัยที่โทรทัศน์ยังไม่เกิดนั้น โรงภาพยนตร์ก็คือโทรทัศน์ประจำตำบลนั่นเอง อิทธิพลของโทรทัศน์ในปัจจุบันมีอย่างไร โรงหนังในสมัยนั้นก็มีอิทธิพลดุจกัน แต่เหตุผลกลใดท่านจึงสร้างภาพยนตร์ไทยซึ่งตัวแสดงพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่องก็มีผู้ไขว่า เพราะท่านต้องการสื่อสารโดยตรงกับโลกภายนอกด้วยโดยเฉพาะกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

แต่อนิจจา ในระหว่างที่ท่านกำลังถ่ายทำภาพยนตร์นี้อยู่ กองทัพไทยก็ถือโอกาสที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อเยอรมันในยุโรป รุกเข้าไปในดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศส ระเบิดสงครามไทย-อินโดจีนขึ้น

ท่านนำภาพยนตร์นี้ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2484 โดยฉายพร้อมกันถึงสามเมืองคือ กรุงเทพ นิวยอร์ค และสิงคโปร์

อีกแปดเดือนต่อมา กองทัพญี่ปุ่นก็บุกอินโดจีนและบุกเข้าประเทศไทยโดยรัฐบาลจำต้องยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่านประเทศไทย และต่อมารัฐบาลก็ลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา

นายปรีดี พนมยงค์ ได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น เพื่อขัดขวางกองทัพญี่ปุ่นในไทย และเพื่อร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรและสหประชาชาติต่อต้านฝ่ายอักษะ

ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการสื่อสารกับสหประชาชาติ โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ทำให้ท่านผู้สร้างภาพยนตร์ได้รับการยอมรับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนังสือรับรองความเป็นผู้นำเสรีไทยของนายปรีดี พนมยงค์

ดูเหมือนว่า เครื่องหมายของเสรีไทยในประเทศไทย ก็คือรูปช้างเผือกกำลังทะยานไปข้างหน้า

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงนามประกาศสันติภาพไทย ให้ถือว่าการประกาศสงครามที่รัฐบาลเคยประกาศมาก่อนหน้านี้เป็นโมฆะทำให้ชาติไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

แด่..ภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ได้ทำหน้าที่ประกาศสันติภาพดังกล่าวให้ไทยไว้ล่วงหน้าไปแล้ว

และนอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ด้านการเมืองแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นผลงานภาพยนตร์ไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากโรงถ่ายและบุคลากร ตลอดจนอุปกรณ์อันเป็นศักยภาพสูงสุดของโรงถ่ายภาพยนตร์ หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทยในขณะนั้น

เนื้อเรื่องย่อของ พระเจ้าช้างเผือก ได้แต่งขึ้นมาจากเรื่องราวสองกรณีในประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว กรณีหนึ่งคือสงครามช้างเผือกในสมัยพระจักรพรรดิ ซึ่งเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาที่พบช้างเผือกเป็นจำนวนมาก ทำให้กษัตริย์พม่าแห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งคอยหาเหตุจะยกกองทัพมารุกรานอยุธยาทำเป็นส่งทูตมาขอช้างเผือกจากกษัตริย์ไทย ซึ่งไทยไม่ยอมให้ กษัตริย์พม่าจึงส่งกองทัพบุกไทย และตีกรุงศรีอยุธยาแตก ต้องตกเป็นเมืองขึ้นพม่า อีกกรณีหนึ่งคือสงครามยุทธหัตถี ซึ่งเป็นวีรกรรมการรบอันยิ่งใหญ่ระหว่างพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ไทยผู้ประกาศอิสรภาพกรุงศรีอยุธยาต่อสู้กันตัวต่อตัวบนหลังช้างกับพระมหาอุปราชแห่งพม่า กรณีเหตุการณ์...

 

 

...ประวัติศาสตร์ทั้งสองเรื่องนี้ นับเป็นเรื่องที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันดีแต่นายปรีดี พนมยงค์ นำสองเหตุการณ์นี้มารวมเป็นเรื่องเดียวกันและตีความใหม่ด้วยทัศนะของท่านเอง เพื่อนำเสนอปรัชญาแห่งสงครามเพื่อสันติภาพ

พระเจ้าช้างเผือกในภาพยนตร์ จึงเป็นเรื่องของ พระเจ้าจักรา กษัตริย์ อโยธยา ผู้เป็นธรรมราชา ผู้มีเมตตาต่อประชาชนของพระองค์ พระองค์ไม่โปรดความโอ่อ่าหรูหราในราชสำนักไม่โปรดขนบธรรมเนียมประเพณีที่ล้าสมัย เช่นไม่ประสงค์จะมีพระสนมมากมายถึง 365 นาง แต่พระองค์โปรดการขับช้าง และเมื่อพระเจ้าหงสา กษัตริย์แห่งหงสาซึ่งเป็นทรราช มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ มักมากในกาม ส่งกองทัพบุกประเทศของพระองค์ไม่ยอมให้ช้างเผือกตามที่กษัตริย์หงสาขอ พระเจ้าจักราได้ยกกองทัพไปเผชิญทัพหงสาที่ชายแดน เพราะไม่ต้องการให้ราษฎรเดือดร้อนและได้ท้าทายให้กษัตริย์ของหงสาออกมาต่อสู้กันตัวต่อตัวบนหลังช้างเพื่อไม่ให้ทหารต้องบาดเจ็บล้มตายซึ่งพระองค์ก็ได้รับชัยชนะ และแทนที่จะจับทหารศัตรูเป็นเชลย กลับทรงประกาศสันติภาพว่าอโยธยามิได้เป็นศัตรูกับชาวหงสา แต่เป็นศัตรูกับกษัตริย์หงสาที่โหดเหี้ยมและปล่อยทหารศัตรูกลับไป

“พระเจ้าช้างเผือก” เป็นช้างเผือกของภาพยนตร์ไทย ช้างเผือกซึ่งชาวไทยเราได้ปล่อยปละละเลยมานานหรือเกือบตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ช้างเผือกนี้ได้มีส่วนทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองให้รอดพ้นความหายนะ

ถึงเวลาแล้ว ที่ชาวไทยเราจะต้องให้ความเคารพนับถือภาพยนตร์เรื่องนี้และควรจะต้องระวาง “พระเจ้าช้างเผือก” ให้เป็นภาพยนตร์ช้างเผือกของชาติไทยได้แล้ว

มูลนิธิหนังไทย ในพระอุปถัมภ์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ จึงจัดตั้งรางวัล “ช้างเผือก” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงคุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์...

...ผู้สร้าง “พระเจ้าช้างเผือก” และระลึกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ ในฐานะมรดกภาพยนตร์อันล้ำค่าของชาติ

เป็นรางวัลสำหรับมอบให้แก่ภาพยนตร์และผู้สร้างภาพยนตร์ ในวงการภาพยนตร์ของนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ในประเทศไทย โดยการจัดงานประกวดประจำปี ระหว่างสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นเสมือนการเสาะหา “ช้างเผือก” มาประดับวงการภาพยนตร์ของชาติ และเป็นการสืบสานพลังสร้างสรรค์ “พระเจ้าช้างเผือก” ของนายปรีดี พนมยงค์ ให้ตกทอดสู่อนุชนสืบไป


ข้อมูลจำเพาะ:

ออกฉายครั้งแรก: ที่นิวยอร์ค, สิงคโปร์ กรุงเทพ เมื่อ 4 เมษายน พ.ศ. 2484

ผู้อำนวยการสร้าง และผู้เขียนบทประพันธ์: ปรีดี พนมยงค์

ผู้ถ่ายภาพ: ประสาท สุขุม A.S.C

บันทึกเสียง: ชาญ บุนนาค

ผู้ตัดต่อ: บำรุง แนวพนิช

ผู้กำกับดนตรี: พระเจนดุริยางค์

ผู้กำกับศิลป์: หม่อมเจ้า ยาใจ จิตรพงศ์

ผู้ทำบทเจรจา: แดง คุณะดิลก

ผู้กำกับโรงช้าง: วงศ์ แสนศิริพันธ์

ที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีและเครื่องแต่งกาย: พระยาเทวาธิราช

ผู้กำกับการแสดง: สันต์ วสุธาร

ผู้ช่วยผู้กำกับการแสดง: หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และ ใจ สุวรรณทัต

 

ผู้แสดง:

พระเจ้าจักรา (พระเจ้าช้างเผือก): เรณู กฤตยากร

สมุหราชมณเฑียรแห่งอโยธยา: สุวัฒน์ นิลเสน

สมุหกลาโหมแห่งอโยธยา: หลวงศรีสุรางค์

เรณู (ธิดาของสมุหราชมณเฑียร): ไพริน นิลเสน

เจ้าเมืองกาญจนบุรี: นิตย์ มหากนก

เจ้าหงสาวดี: ประดับ รบิลวงศ์

พระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดี: ไววิทย์ ว.พิทักษ์

อัครมหาเสนาบดีแห่งหงสาวดี: หลวงสมัครฯ

สมุหราชมณเฑียรแห่งหงสาวดี: ประสบ ศิริพิเดช

องครักษ์ของอัครมหาเสนาบดีแห่งหงสาวดี: มาลัย รักประจิตต์