ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม

BU PLAY FEST 2026  เทศกาลศิลปะการแสดงนิพนธ์ ณ โรงละครประชาชน

3
เมษายน
2569

 

27 March : WORLD THEATRE DAY ตลอดเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นเดือนแห่งการรังสรรค์งานศิลปะการแสดงนิพนธ์ของหลายมหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของนักศึกษาที่ล้วนให้ความหวังต่อศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย Contemporary Performing Arts In Thailand หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีเอกลักษณ์เด่นด้านการผลิตบุคลากรสายศิลปะการแสดงและการสื่อสารของไทยคือ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มีความทันสมัยทั้งในหลักสูตรการเรียนการสอน และอุปกรณ์การศึกษาที่มีมาตรฐานสากล ตามความต้องการของนักศึกษารุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ยืนยันได้จากโรงละคร PERFORMING ARTS Theatre (PA) ซึ่งเป็นโรงละครหลักของ ภาควิชาศิลปะการแสดง (Performing Arts) คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BU)[1] ที่สอดคล้องรองรับแผนการเรียนรูปแบบใหม่ “ Professional Project-Based Learning ” คือการเรียนแบบเอาโปรเจกต์เป็นตัวตั้งมีสโลแกนที่บอกถึงปณิธาน-อุดมการณ์ของผู้ก่อตั้งรวม ถึงคณาจารย์และนักศึกษาว่า “ โรงละครคือปัญญาของประชาชน ” (The theatre is the intellect of the people) เป็นแนวคิดสำคัญของ ภาควิชาศิลปะการแสดง ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและก่อตั้งภาควิชานี้ รวมถึงการบุกเบิกสร้างโรงละครแบบ Black Box Theatre เพื่อเป็นพื้นที่การเรียนรู้จากแสดงจริงคือ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะการแสดงคนแรกของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยมี คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ อดีตอธิการบดีและประธานกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ศิลปินนักสื่อสาร เป็นผู้วางรากฐานพัฒนาด้วยวิสัยทัศน์ก้าวหน้า “ Creative University ” [2]  สนับสนุนการสร้างโรงละครให้เป็นศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์และปัญญา ปัจจุบันหัวหน้าภาควิชาศิลปะการแสดงคือ ผศ.ดร.พรรณศักดิ์ สุขี

โรงละคร PA : BLACK BOX THEATRE เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเรียนรู้และการจัดแสดงละครเวทีที่มีมาตรฐานระดับสากลของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2532 สร้างสรรค์ผลงานและเปิดการแสดงแก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 38 ปีเป็นเวทีสาธารณะให้ประชาชนผู้สนใจเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาวิชาศิลปะการละครโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามนโยบาย “ โรงละครประชาชน ” แม้อยู่ชานเมืองของกรุงเทพฯ แต่คุณภาพงานสร้างทุกส่วนเทียบเท่าระดับมืออาชีพ จึงทำให้ BU:PA กลายเป็นอีกหนึ่งจุดรวมพลคนรักละครทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีแฟนประจำทั้งโครงการพิเศษประจำปีของมหาวิทยาลัย (เรื่องล่าสุด “กาเหว่าที่บางเพลง THE NEW MUSICAL”) และโดยเฉพาะ “ BU PLAY FEST ” เทศกาลศิลปะการแสดงนิพนธ์ ที่รวมพลคนละครทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังประดังมารวมกันทุกปี เป็นเวทีแจ้งเกิดของดาวดวงใหม่ที่เปล่งประกายในทุกตำแหน่งงาน ในปีนี้ก็เช่นกันละคร 20 เรื่อง ในเทอมแรก คือเครื่องยืนยันพลังสร้างสรรค์ของนักศึกษา ผู้พร้อมจะก้าวออกไปเป็นกำลังสำคัญของวงการสื่อสารสร้างสรรค์ บันเทิง ฯลฯ

 

 

นิเทศ ม.กรุงเทพ สร้างหลักสูตรครอบคลุมทุกมิติของอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งการทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังเพื่อบ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับองค์กรพันธมิตรระดับมืออาชีพของวงการโดย “ Bangkok University Theatre Company ” คณะละครมาตรฐานสากลของภาควิชาศิลปะการแสดงที่ก่อตั้งมานานกว่า 38 ปี มีลิขสิทธิ์ระดับโลก: ภาควิชาศิลปะการแสดง ม.กรุงเทพ เป็นสถาบันที่ได้รับลิขสิทธิ์จาก Broadway ในการนำบทละครชื่อดังลิขสิทธิ์จากสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ นำมาจัดแสดงที่ประเทศไทย และได้รับการการันตีบทแปลภาคภาษาไทยอย่างเป็นทางการเช่น Chicago The Musical , Rent The Musical , Pippin , Rocky Horror Show , Spring Awakening , Cabaret , La Cage Aux Folles , Sunset Boulevard ฯลฯ

หลักสูตรศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ สาขาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BU) ครอบคลุมทุกสายงานของอุตสาหกรรมบันเทิง ตั้งแต่การแสดงละคร การสร้างสรรค์งานสร้าง การเรียนรู้บทบาทของผู้กำกับ นักเขียนบท นักออกแบบ ศิลปิน นักแสดง และงานเบื้องหลัง ล้วนได้รับการสำรวจและฝึกฝน นักศึกษาจะมีโอกาสได้เข้าร่วมในการผลิตละครระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงฝึกฝนทักษะในคณะละคร BU Theater Company ซึ่งเป็นคณะละครมืออาชีพนานาชาติที่ทำการแสดงละครบรอดเวย์ที่ได้รับอนุญาตทุกปี พร้อมอุปกรณ์และห้องฝึกซ้อมที่จำเป็นเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกแห่งวงการบันเทิง ห้องปฏิบัติการโรงละคร (Performing Arts Studio - Black Box Theatre) เป็นหนึ่งในสิ่งสนับสนุนศักยภาพให้สามารถเรียนรู้ฝึกฝนระบบแสงและเสียงที่ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานสากล ได้พัฒนาประสบการณ์ในภาคปฏิบัติร่วมกับบุคคลากรชั้นนำนานาชาติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในหลักสูตรศิลปะการแสดงของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

สาขาวิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรที่เปิดสอน : ศิลปการแสดง ดนตรี การสื่อสาร

การสื่อสาร และสื่อใหม่ (Creative Branding) 
การสื่อสาร และสื่อใหม่ (Digital Public Relations) 
ข่าวประชาสัมพันธ์และ สื่อใหม่ (บริษัท การประชาสัมพันธ์ดิจิทัล) 
การสื่อสาร และสื่อใหม่ (Digital Advertising) 
ข่าวประชาสัมพันธ์และ สื่อใหม่ (การวิจัยข้อมูลดิจิทัล) 
การผลิตสื่อกระจายเสียงและสตรีมมิ่ง ข่าววิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์และการผลิตสื่อ 
การผลิตกิจกรรมและการจัดการ MICE 
การผลิตเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ และประสบการณ์ดิจิทัล 
การผลิต Event และการดูแลจัดการและการประชุม 
การผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์และประสบการณ์ดิจิทัล 
การสื่อสารและสื่อใหม่ (Influencer Branding) 
ข่าวการสื่อสารและสื่อใหม่ (งานวิจัยสำหรับ Brand Influencer) 
การสื่อสาร และสื่อใหม่ (Digital Communication and Media) 
การศึกษาการสื่อสารและสื่อใหม่ (การศึกษาวิจัยสื่อดิจิทัลและอุตสาหกรรม)

ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการแบรนด์เชิงกลยุทธ์และการสื่อสาร) 
การจัดการแบรนด์ และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ 
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการตลาดและการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล 
การตลาดเชิงข้อมูลและการสื่อสารวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Strategic Brand and Communication Management) 
นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต การบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์

การตระเตรียมหากมีเกรดเฉลี่ยสะสมเกิน 4 ภาคการศึกษา นักศึกษาสามารถสมัครเข้าเรียนได้ทันที และมีทุนการศึกษาสำหรับสินเชื่อนักเรียนไทย [3]

 

 

Black Box Theatre เป็นโรงละครที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเวทีและที่นั่งผู้ชมได้ตามจินตนาการของผู้กำกับและการออกแบบการแสดง สามารถจุผู้ชมกว่า 200 ที่นั่ง โรงละครแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่ามีเครื่องมือและอุปกรณ์การจัดแสดงที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย มีระบบแสง สี เสียง และเทคนิคเต็มรูปแบบเพื่อรองรับการแสดงทุกประเภท ใช้เป็นทั้งห้องปฏิบัติการ (Performing Arts Laboratory) สำหรับการเรียนการสอน กิจกรรมหลักใช้เป็นสถานจัดแสดงละครสารนิพนธ์ ละครเวทีผลงานของนักศึกษาที่พัฒนาทักษะทำงานแบบ Full Scale เช่น เทศกาล BU PLAYFEST , ละครนิเทศศาสตร์ และผลงานระดับมืออาชีพของ BU Theatre Company ตั้งอยู่ที่อาคาร C3 ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus - รังสิต)

กระบวนการสร้างงานละครครอบคลุมครบทุกขั้นตอน PRE PRO POST ทุกส่วนสำเร็จได้จากการออกแบบและดำเนินการโดยนักศึกษานิเทศศาสตร์ ปี 4 ที่เป็นทั้งผู้ส่งและผู้สอบ มอบความร่วมมือถือเป็นการฝึกงานโดยน้องพี่ที่ร่วมคณะขณะกำลังศึกษา มารับบทเรียนจากเวทีแสดงจริงร่วมกัน เริ่มตั้งแต่เตรียมเรื่อง script - cast - promote - production - postproduction ฯลฯ สิ่งที่ผู้ชมร่วมรับรู้คือ Press Release ที่มี Media Design สวยงาม พร้อมผลงานและการแสดงที่แจ้งให้ประจักษ์ถึงสิ่งต้องจ่ายหลายปัจจัย ซึ่งไม่ใช่แค่งบจัดการงานสร้างของนักศึกษาผู้ร่วมส่งงานทุกท่านเท่านั้น ที่สำคัญคือเห็นถึงความใส่ใจต่อผู้ชมในทุกองค์ประกอบ

 

เทศกาลศิลปะการแสดงนิพนธ์ ปี 2569

 

ผลงานศิลปะการแสดงนิพนธ์ลำดับที่ 1 ภาควิชาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
เทศกาลศิลปะการแสดงนิพนธ์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 
ละครเวทีเรื่อง “ Rumors ”  ข่าวลือ 
ประพันธ์โดย Neil Simon 
บทภาษาไทยโดย วีรเชษฐ์ กันทิสา 
เปิดทำการแสดง 3 รอบ วันพฤหัสบดีที่ 5 - 7 กุมภาพันธ์ 2569 
ณ Black Box Theatre มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ละคร “ Rumors ” ของ นีล ไซมอน เป็นละครตลกเสียดสีที่มีเสน่ห์ เล่นกับสถานการณ์ป่วน เต็มไปด้วยมุก-การหักมุม คำพูดคม ๆ และความตลกแบบบ้าบิ่นดี ดึงเอาประสบการณ์ชีวิตของไซมอนมาใช้ถ่ายทอดความท้าทายและความสุขสบายของชีวิตคู่ กับความเป็นอยู่ที่แวดล้อมด้วยสังคมขาเมาท์เข้าข่าย ‘ลือมั่ว’ รอบตัว

ปลายทศวรรษ 1980 ค่ำคืนที่เงียบสงบในเดือนพฤษภาคม ณ บ้านสไตล์วิคตอเรียนหรูในพาลิเซดส์ (เดิมชื่อ สเนเดนส์ แลนดิ้ง) ห่างจากนครนิวยอร์กไปทางเหนือประมาณ 20 ไมล์ เคนและคริส กอร์แมน คู่สามีภรรยาที่เป็นทนายความในนิวยอร์ก กำลังเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดหรูของเพื่อน ชาร์ลีย์ บร็อก รองนายกเทศมนตรีของนครนิวยอร์ก ทั้งสองเป็นคนแรกที่มาถึงบ้านหรูของชาร์ลีย์ ในพาลิเซดส์ และ พวกเขาพบว่ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ชาร์ลีย์ประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับปืนลูกซองกระทบที่ติ่งหู โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรมาก สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความพยายามฆ่าตัวตายกลับกลายเป็นผลร้าย เมื่อภรรยาของชาร์ลีย์หายตัวไป อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของชาร์ลีย์ รองนายกเทศมนตรี เคน-คริสตกใจรีบไปตามหาเธอ เพื่อน ๆ ของคริสและเคนเริ่มทยอยมาถึง ขณะที่พวกเขาพยายามปกปิดความจริง ความวุ่นวายก็เริ่มขึ้น   

 

 

“ Rumors ” ลือมั่ว

“Rumors are carried by haters, spread by fools, and accepted by idiots.”

ข่าวลือเริ่มต้นจากคนที่ไม่ชอบกัน แพร่สะพัดสนั่นโดยคนโง่ และถูกเชื่อด้วยพวกคนปัญญาอ่อน

“ ฉันทนไม่ไหวแล้วความกดดันนี่มันกำลังฆ่าฉัน ขอโทษนะแต่ฉันต้องพูด…”

เคน กอร์แมน รับบท พิชชาวีร์ บุญศิริ

“ ในฐานะนักแสดงที่ได้รับบทเป็น ‘เคน’ เคนคือคนที่เป็นเหตุตั้งต้นให้เรื่องนี้พัง เพราะไม่รู้แก่นสารจริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พยายามปกปิดข่าวลือไม่ใช่เพราะปกป้องเพื่อน แต่เพราะอยากให้ตัวเองปลอดภัยไม่อยากให้ข่าวหลุดออกไป เพื่อความมีภาพพจน์ที่ดี อยู่รอดในสังคมต่อไป คินีก็จบเหมือนกันเพราะต่างเกาะบารมีชาลีเช่นกัน เชื่อมโยงกับไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในบริบทเหตุบ้านการเมือง ประเด็นสิทธิในครอบครัวการรักษาภาพลักษณ์ในสังคม แต่ละวันล้วนมีข่าวเป่าหูมากมายแต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง ยิ่งพังหนักเมื่อมีการบอกต่อไม่รอตรวจสอบ ถ้าเป็นตัวเองพอได้รับข่าวลือมาก็เลือกที่จะตัดทิ้ง เพราะไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่า ถ้าพูดออกต่อไปจะทำให้คนนั้นเสียหายกว่าเดิมหรือเปล่า

 

 

 

 

 

ละครเวทีลำดับที่ 2 ของ เทศกาลศิลปะการแสดงนิพนธ์ 
“ Langpratukhrua (หลังประตูครัว) ” โดย Spotty Doety 

Thesis Owner 
ศศิกาญจน์   ภิญโญศรี 
ภูริตา            ธนภูว่าวิกุล 
จิรชญา         จิรพันธ์พิเชษฐ

จัดแสดง 3 รอบ วันพฤหัสบดีที่ 12 - 14 กุมภาพันธ์ 2569

การแสดงมีความยาวประมาณ 100 นาที (ไม่มีพักองก์) 
สถานที่แสดง Black Box Theatre คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus

กำกับการแสดงโดย ศุภกานต์ ขวัญม่วง

“ ในฐานะผู้กำกับการแสดง ข้าพเจ้าไม่ได้มองละครเรื่องนี้ เป็นเพียงงานที่พูดถึงผู้หญิงเท่านั้น หากแต่ต้องการใช้ละครนี้เป็นพื้นที่ในการชวนผู้ชมตั้งคำถามกลับมายังตนเองว่า การเลือกในชีวิตที่เราคิดว่าเป็นของเราเองนั้น แท้จริงแล้วเป็น ‘การเลือกของเรา’ จริง หรือเป็นเพียงสิ่งที่สังคมได้กำหนดไว้ให้เราเลือก

 

 

บทขยี้ละเอียดกับอารมณ์ “ ทั้งรักทั้งเกลียด ” ละเมียดกับความสัมพันธ์ของสองคนที่ยากท้นต่อความเข้าใจจากคนภายนอก ซึ่งบางครั้งก็หลอกตัวตนให้วนอยู่ในวงเวียนชีวิตคู่ ลืมสู้เพื่อกู้เสรีและศักดิ์ศรีที่ผู้หญิงมักมองข้ามเพราะ ‘ความรัก’ …

 

 

เศษเสี้ยวสนทนา (หน้าประตูครัว)

 

“ งั้นก็ไปบอกเค้าซะว่าเค้าคิดผิดเพราะคนที่เสียสละที่สุดคือฉัน ”

‘พาวี’ พี่ใหญ่ใจถึงรับบทโดย ศศิกาญจน์ ภิญโญศรี (กลาง-เสื้อแดง) โดดเด่นด้วยพลังที่หลั่ง inner จากภายใน ใส่ความเป็นแม่และเมียที่มาดมั่น ให้ความหมายต่อประเด็นที่ต้องการสื่อสารว่า

“ หลังประตูครัว “ จะเห็นได้ชัดว่าเราต้องการพูดเกี่ยวกับผู้หญิงที่ต้องเจอสถานการณ์ที่ Invisible Violence หรือ ความรุนแรงที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่เป็นการใช้คำพูดรุนแรง การกดขี่ การละเลย เป็นสิ่งที่สามคนโดน พอเราทำไปสักพักมันมีอีกประเด็นที่เรารู้สึกว่าอยากพูดเหมือนกันคือ การที่คนเราจะเลือกอิสรภาพ เพราะสุดท้ายถึงจะมีคนยื่นอิสรภาพมาให้เราถึงมือ แต่ถ้าสามคนนี้ไม่เลือกที่จะคว้ามันไว้ ก็จะไม่มีอิสรภาพเป็นของตัวเอง ”

ในฐานะนักแสดงมี essence ไหนที่ตอนแรกหาไม่เจอ ไม่เข้าใจ แล้วมาหาเจอในตอนสุดท้าย

“ ค่อนข้างห่างไกลค่ะเพราะพวกเราเพิ่งจะยี่สิบกว่า แต่ต้องเล่นเป็นตัวละครที่อายุมากกว่าเราเท่าตัว ต้องแต่งงานแล้ว มีลูกแล้วซึ่งสามคนนี้ไม่มีใครมีประสบการณ์นั้นแน่นอนค่ะ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวละครต้องการจะพูด ไม่เข้าใจว่าเขารู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นี้ เพราะว่าถ้ามองในมุมของเราที่ไม่เจอแบบเขา คงจะไม่เข้าใจ ก็พยายามคิดว่าถ้าเป็นตัวเราจริง ๆ จะรู้สึกยังไง แล้วก็พยายามหาสิ่งที่มันอยู่ใกล้ตัวเรา เช่น ยึดแม่ตัวเอง ผู้กำกับยึดคุณยาย เราก็มาแชร์ประสบการณ์กัน แล้วเลือกมาใช้กับตัวละครค่ะ ”

“ ดิฉันเห็นว่าการเป็นแม่บ้าน คอยอยู่ดูแลลูกและสามี จะช่วยแบ่งเบาภาระเขาได้ดีกว่า ”

พิม รับบทโดย ภูริตา ธนภูว่าวิกุล (ขวา-เสื้อน้ำตาล)

“ บางทีฉันก็อยากเป็นแบบแม่งู มีลูกเยอะ ๆ เกาะหลังยาวเป็นขบวน ”

ลิตา รับบทโดย จิรชญา จิรพันธ์พิเชษฐ (ซ้าย-เสื้อขาว)

 

 

“ Killer Joe ” play, theater 2026 
Director by Chama chantnukrob

เมื่อความโลภเรียกหาความตาย มือสังหารที่ถูกว่าจ้างอาจเป็นปีศาจที่ไม่มีใครควบคุมได้

“ Killer Joe ” ดัดแปลงจากบทละครภาษาอังกฤษของ Tracy Letts ชื่อเดียวกัน  “ Killer Joe ” ละครเปิดแสดงครั้งแรกในปี 1993 ที่ Next Theatre Lab ในเมืองอีแวนสตัน รัฐอิลลินอยส์ อเมริกา , ที่โรงละคร Traverse Theatre ได้รับรางวัล Fringe First ในเทศกาล Edinburgh Fringe Festival , ได้เปิดตัวรอบปฐมทัศน์ในนิวยอร์กย่านนอกบรอดเวย์ (Off Broadway) โดย 29th Street Repertory ในปี 1994 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อาชญากรรมแนว Southern Gothic สัญชาติอเมริกันในปี 2011 กำกับโดย William Friedkin บทภาพยนตร์โดยคนเดิม Tracy Letts เรื่องนี้มีฉากหลังเป็นสังคมและเศรษฐกิจในอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 19  ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง (ค.ศ. 1870-1914) เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านของอเมริกา จากประเทศเกษตรกรรมสู่มหาอำนาจอุตสาหกรรม วางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ ทำให้มีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว จึงเกิดการอพยพครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมาก การอพยพเข้าเมืองทำให้อเมริกาเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เกิดสลัมกลางกรุงเช่น location ของครอบครัว Smith ในเรื่อง “ Killer Joe ” เห็นชัดถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ ขยายฐานเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนคนตัวเล็กในสลัม

คริส Chris Smith ถูกเจ้าหนี้ตามล่าเพราะหาเงิน 6,000 เหรียญ ที่แม่ของเขาก่อไว้มาใช้หนี้ให้ไม่ทัน จึงต้องหนีกลับบ้านหาทางแก้ปัญหา เขาจ้างมือปืน โจ Joe Cooper มาทำแผนฆ่าแม่ของตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน โดยมีน้องสาว Dottie Smith  เป็นตัวประกัน เมื่อแผนพลิก คนจ้างไม่สามารถจ่ายค่าแรงได้ตามสัญญา ตกลงต้องยกน้องสาวให้โจเป็นการขัดดอกจนกว่าจะหาเงินมาจ่ายได้ครบ ทั้งคู่ตกหลุมรักกันจริงจัง ในขณะที่คริสรู้สึกผิดสงสารน้องสาว จึงหวังจะยกเลิกข้อตกลงแล้วพาเธอหนีไป แต่โจได้ลงมือสังหารแม่ของเขาตามสัญญาแล้ว โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอยกสิทธิ์ในเงินประกันให้แฟนแทนที่จะเป็นลูก โดยมี ซาลา Sharla Smith เมียใหม่พ่อแอนเซล Ansel Smith เข้ามาพัวพันส่วนแบ่งผลประโยชน์ คริสกับพ่อสูญเงินสิ้นหวังหมดทางสู้ โจโกรธรู้สึกถูกหักหลังบ้าคลั่งอาละวาดทุกคน เรียกร้องให้ทั้งครอบครัวต้องชดใช้ ขณะเหตุการณ์กำลังบานปลายเกินใครคาดคิด ด็อตตี้กลับเป็นคนที่เข้ามาตัดสินปัญหา โดยมีชีวิตของคริสสังเวยแผนสังหาร พร้อมการล่มสลายซ้ำซ้อนของครอบครัว  Smith

 

 

“ I NEVER HAD A THOUSAND DOLLAS IN MY LIFE ”  Ansel Smith

เรื่องนี้มี cast ที่ยากมาก จากบทที่กำหนดให้ทุกคนมีบุคลิกชัด ถูกจัดมาได้อย่างลงตัว ตัวละคร 5 คน ตัวแทนของมนุษย์หลากประเภทที่มีอยู่ทุกประเทศทั่วโลก กับครอบครัวล่มสลาย แม้ Joe Cooper จะเป็นตัวละครที่ทำให้หลายคนแอบหวังว่าจอมโจรจะมีลุค Bad Boy สูงใหญ่ที่ใคร ๆ คุ้นตา แต่ทว่าตรงข้าม… ทุกคนควรต้องมี size ที่ใกล้เคียงเพราะต้องขับเคี่ยวกันตลอดเรื่อง จอมโจรจึงดูไม่โดดออกมาจากผู้ชาย 3 คน แต่การแสดงเด้งเด่นเป็นตัวเอกที่บทส่งลงลึกถึงก้นบึ้ง มีให้อึ้งได้โดยเฉพาะฉากโหดหลายช่วงดูโฉดเหลือเชื่อ เชือดคมคริสขาดกระจายจนกลายเป็นลูกไล่ให้เขาล่าเมื่อผิดสัญญา

เกมสังหารมี ด็อตตี้ ลูกคนเล็กเป็นตัวประกัน สาวสวยบอบบางถูกวางให้เด่นมีพี่เป็นฮีโร่ปกป้องน้องน้อย คือตัวละครที่ถูกออกแบบให้อยู่ในอีกโลก ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างความจริงกับความฝัน (พ่อเข้าใจว่าเธอมักละเมอเดินกลางดึกเสมอ แต่เธอยืนยันว่าสติดี) สัญลักษณ์ของคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกอุดมคติ ความฝัน มันงดงามเหมือนมีเธอเป็นเจ้าหญิงในเทพนิยาย คนอื่นมองคล้ายเธอเป็นเด็กน้อยที่ต้องคอยทะนุถนอม เมื่อมีจอมโจร โจ ชายโฉดโครตเถื่อน เหมือนมาเพื่อพาพบกับประสบการณ์ใหม่ ดึงให้ก้าวพ้นวัย ทั้งสองจึงเป็นความต่างที่มาเติมเต็มให้กันและกัน แม้คนรักจะเอาเธอเป็นตัวประกัน เพราะโจคือมือปืนรับจ้างมาฆ่าแม่ของเธอ ด็อตตี้เห็นดีด้วยช่วยชงผู้ชมช็อคชอร์ตแรก… บทไม่ลงลึกเรื่องแตกร้าวก่อนก้าวสู่ปัญหาฆาตกรรม ย้ำเพียงการกระทำของ คริส ผู้พี่ ที่มีความฝันปั้นฟาร์มกระต่าย แต่ต้องหนีตายจากการตามล่าของเจ้าหนี้กลับมาบ้าน จนบานปลายกลายเป็น ‘เกมจ้างวานฆ่า’ และมีสัญญาที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิต

 

 

น้องปีสองวัย 22 ใกล้เคียงกับตัวละครไม่ใช่สิ่งรับประกันทักษะเสมอ แต่เธอแสดงได้ดีงามมีความเป็นธรรมชาติ สามารถสื่อสารความเป็นสาวพรหมจรรย์ผู้ไม่เดียงสา ไม่มั่นใจว่าควรจะมอบชีวิตให้กับใครระหว่างคริสพี่ชายที่รักดูแลปกป้องเธอมาตลอดชีวิต กับโจคนรักมือปืนรับจ้างที่ทั้งคู่ต่างมีใจให้กันตั้งแต่วันแรกพบ (ทั้งงานงานกำกับ งานแสดงละเมียดละไมมากเมื่อต่างเก็บอาการ นักแสดงเล่นได้เรียบลึก แต่คนดูรู้สึกได้) ละลายใจที่สุดคือตอนส่งมอบตัวประกัน ก่อน ‘เก็บตัวประกัน’ชุดเดรสสีดำที่แสดงความเป็นสาวเต็มตัว ถูกพ่อบังคับให้สวมแต่ด็อตตี้ไม่ยอมใส่ กลับเต็มใจเมื่อโจขอ เหมือนถูกสะกด… เขาสั่งให้เธอปลดเสื้อผ้าทีละชิ้น ๆ ในห้องกลางระหว่างโซฟาดูทีวีกับโต๊ะอาหาร ขณะที่เหลือแต่ชุดชั้นในคนดูได้เห็นชั้นเชิงของการเล่นกับความรู้สึกผู้ชมร่วมลุ้นขาดใจ ใส่เทคนิคศิลป์ย้อนแสงแย้งมุมได้สวยมากกระชากจิตจนลืมหายใจ ไม่โป๊ ขณะที่ด็อตตี้ค่อย ๆ หันร่างเปลือยมาเผชิญหน้ากับแสงต่ำฉ่ำใจที่ลูบไล้เรือนร่าง คนเต็มโรงละครกว้างพร้อมกันเงียบกริบ! เหมือนต่างลอยลิบไปไกลแล้ว… น้องสะกดผู้ชมไม่ใช่แค่เรือนร่างแต่สร้างตัวละครให้เกิดจริง!

ตรงข้ามกับฉากโหดเมื่อโจรู้สึกว่าเขาถูกหักหลังแล้วคลั่งเป็นเสือบาดเจ็บ พร้อมฆ่าทุกคนที่ขวาง มีนางซาลา Sharla Smith ตกเป็นเหยื่อ หาเหตุเอาคืนกับสาวเซ็กซี่เมียใหม่พ่อ เหมือนจ้องรอโอกาสอยู่แต่แรก ในฉากสุดท้ายบทส่งทั้งสองให้สยองสยิว ผู้หญิงต้องฝืนดูด้วยความพะอืดพะอมแม้จะสมมุติให้ซาลาดูดขาไก่แทนอวัยวะเพศก็ตาม (เพราะความเป็นคนเจ้าเล่ห์ ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์) เป็นตอนที่โหดเกินจะรับไหว นักแสดงใจถึงทุกคน เล่นจริงเจ็บจริงแม้มีเทคนิค Safety First แล้วก็ตาม แต่สะเทือนใจที่สุดคือจุดจบซึ่งไม่มีใครคาดคิด เจ้าหญิงด็อตตี้ปลิดชีวิตพี่คนที่เธอรักผูกพัน เพราะถูกกดดันจนถึงที่สุด สัญชาติญาณสัตว์ป่าในร่างมนุษย์หลุดออกอาละวาด หลังเหตุวิวาทรุนแรง คนที่ดูเป็นเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสากลับกลายเป็นแกร่งกล้าฆ่าคนตายได้ภายในพริบตา แทนการประกาศว่า “ฉันตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร” เพื่อมอบ ‘ความเป็นไท’ ให้กับตัวเอง ในความเป็นเด็กไม่ได้เล็กอย่างใครคิด ตั้งแต่เริ่มมีชีวิตเป็นทารกก็ซึมซับรับรู้ เธอจึงก้าวสู่ผู้ใหญ่วัย 20 ด้วยคำนำหน้า ‘ฆาตกร’

 

 

ฉากงามเด่นด้วยความเป็น ‘ชีวิตสลัม’ ของคนตัวเล็ก ท่ามกลางโครงสร้างใหญ่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 งานออกแบบให้ภาพบ้านเมืองในแถบเอเชียมากกว่าตะวันตก ตั้งใจให้รกเป็นพิเศษตั้งแต่โครงสร้างใหญ่เสากับสายไฟระโยงระยางอยู่ข้างหลังบ้าน (ผู้ชมที่นั่งชั้นสูงถึงจะมองเห็น) ตัวผนังห้องที่ต้องรับบทหนักรองรับอารมณ์ของตัวละคร จึงต้องบอบบางพร้อมแตกหักให้เห็นความเสียหาย ไม้อัดแผ่นบางสร้างแล้วตอบโจทย์ โดยเฉพาะฝาห้องของด็อตตี้ แต่ตรงข้ามกับความจริงที่ว่า เมืองหนาวต้องผนังหนา บรรดาเฟอร์นิเจอร์ก็เช่นกัน โต๊ะอาหาร เป็นอีกตัวละครที่รับบท stunt ว่าต้องรองมือรองเท้าทุกท่าน ทุบแล้วดังสนั่น (เหมือนถาดตีหัวของตลกคาเฟ่) ผิวหน้าของโต๊ะจึงต้องเป็นสังกะสี แบบที่มีใช้ทั่วไปในร้านอาหารริมทางของไทย สภาพบ้านจงใจให้โกโรโกโสด้วย mock up ให้ดูเป็นสลัม หม่นมัว ทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนเรียกอารมณ์ให้หดหู่ไปกับเนื้อหา ที่ว่าด้วยการพยายามจะหนีจากความจนของชนชั้นล่าง สร้างสะท้อนวิถีที่ยอมจำนนมานานจึงมีบ้านเหมือนรูหนู บริเวณรอบบ้านกว้างขวางดีมีโรงรถที่ไร้รถ แต่ได้อรรถรสเรื่องจำลองโครงสร้างของสังคมในยุคนั้น ตะวันออก ตะวันตก ไม่แตกต่างในทางวิถีที่เหลื่อมล้ำ สลัมกลางกรุง

 

 

เหตุผลของพี่กับน้องที่เห็นพ้องต้องกันว่าควรจะจ้างวานฆ่าแม่ มีเพียงปลายเหตุเพราะสร้างหนี้จนลูกถูกตามล่า ทั้งบทละครแปลและดั้งเดิมไม่ได้ให้เหตุผลต่อความคิดผิดมนุษย์นี้ ทั้งที่คือสาเหตุสำคัญอันเป็นต้นเหตุของครอบครัวล่มสลายกลายเป็นบาดแผลในจิตชั่วชีวิตของลูก แม้แต่คนที่ควรจะรักแม่ แลดูอ่อนโยนอ่อนแอ แต่กลับมีปิศาจสิงในร่างหญิงสาวผู้ไม่เดียงสา จุดชนวนคำถามที่ควรหาคำตอบ ไม่ต่างจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แม้ต่างชาติต่างยุคสมัย แต่ในความเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน เพราะต้นเหตุสำคัญที่สร้างปิศาจคือ ‘นิเวศ’  เป็นสิ่งแวดล้อมซึ่งหลอมและเลี้ยงให้มันเติบโต ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการ บ้านกาญจนา (สถานบำบัดเยาวชน) ในวันส่งพวกเขา “คืนเรือน” ป้ามลเขียนจดหมายถึงเยาวชน ‘ผู้ต้องหาคดีฆ่าคน’ เพราะต้นเหตุจาก ‘นิเวศเป็นพิษ’ แต่ได้ชีวิตใหม่กลับมาจากกระบวนการบำบัดด้วยการเปลี่ยน mindset แม้ไม่สามารถเปลี่ยนนิเวศต้นเหตุแท้จริง ที่ทำให้เยาวชนถูกปิศาจสิงได้ แต่ชัดในความหมายที่เรียกร้องต่อรัฐ ยืนหยัดต่ออุดมการณ์ของ บ้านกาญจนา เพื่อให้รัฐ ‘จัดสรร โครงสร้างใหม่’ ไม่ใช่เป็นผู้ก่อร่างนำทางปิศาจร้าย ที่สุดท้ายประชาชนคือคนรับผลกระทบ จบด้วยการกลายเป็น ‘เหยื่อ’ ผู้เหลือเพียงความล่มสลาย กลายเป็นบาดแผลที่ไม่อาจเยียวยา ผลตามมาคือภัยสังคม…

 

 

ข่าวใหญ่ที่มาจากแผลลึก …

ในนามสื่อทุกแขนง ที่ต้องสื่อสารกับสังคม ทั้งพาดหัวข่าว ทั้งนักอ่านข่าว นักวิเคราะห์ข่าว ฯลฯ  เร้ากันสะเทือนเลือนลั่น เมื่อนักเรียนหญิงอายุ 14 ขอให้แฟนวัยรุ่นชายอายุ 16 ไปทำร้ายแม่และแม่เสียชีวิต (ขอให้ผู้เสียชีวิตสู่สุคตินะคะ)

ส่วนความเห็นที่ตามมาเต็มก็ด้วยความเกรี้ยวกราด เครียดแค้น เรียกร้องการจัดการที่รุนแรงสูงสุด

ไม่มีใคร เอ๊ะ!  ปีศาจมาจากไหน!  ใครสร้างปีศาจ!  หลายครั้งที่ป้าขอความรู้ ความจริง ความลึก โดยเฉพาะเมื่อป้าต้องไปประชุมวิชาการหรือไปเป็นกรรมาธิการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ป้าจะชวนลูกหลานดูหนัง ดูคลิป ดูข่าว ที่เกี่ยวข้องและออกแบบกระบวนการ คิดค้นคำถามที่เรียกว่า “กิน ย่อย คาย … บาดแผลในวัยเด็ก”

คำตอบที่แกะรอยได้คือปีศาจอยู่ในนิเวศรอบตัวเด็ก ๆ ทั้งระดับบ้านที่ไม่ปลอดภัย โรงเรียนที่ไม่ปลอดภัย ชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ฯลฯ  และแทบจะไม่มีรัฐ ไม่มีราชการ ไม่มีพรรคการเมือง ตอบโจทย์นี้อย่างจริงจัง จนพัฒนาเป็นระบบที่พ่อแม่ผู้ดูแลเด็ก เยาวชน สามารถรับมือกับสิ่งแปลกปลอม ไม่เป็นมิตร ไม่ปลอดภัย ฯลฯ ได้อย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ

ที่สำคัญพวกเขายังคงโยน ยังคงเรียกร้อง ให้เป็นความรับผิดชอบ เป็นชะตากรรมของปัจเจก ทั้งที่มันเกินมือปัจเจกไปแล้ว ใช่! มันต้องออกมาในรูปผลงานหรือนโยบายสาธารณะที่มีวิสัยทัศน์ ที่คนกินเงินเดือน กินภาษี ต้องรอบรู้ ต้องฉลาดคิด

ไม่ใช่คิดเป็น คิดออก แต่จะเรียกร้อง บังคับ ลงโทษ ประชาชน มักง่ายและโง่ไปมั้ย ถามจริง ?

จาก Day 1 ที่วัยรุ่นในข่าวหรือปีศาจในข่าวมาอยู่กับเราที่บ้านกาญจนาฯ ตามคำพิพากษาของศาล จนถึงวันนี้ วันคืนเรือน เราไม่พบปีศาจในตัวเขา แต่เราได้รับข่าว ได้พบปีศาจตัวใหม่จากสังคม จากสื่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย

สังคมที่เรียกร้องการขจัดปีศาจ ฆ่าปีศาจตระหนักแล้วยังว่าเราทุกคน โดยเฉพาะรัฐราชการที่รับผิดชอบหลัก มีภารกิจหลัก คุณนั่นแหละคือเจ้าของที่แท้จริง ในสิ่งที่เรียกว่า “โรงงานอุตสาหกรรมผลิตปีศาจ”

วันนี้ลูกหลานในข่าวคืนเรือนแล้ว โดยผ่านกระบวนการทำงานที่เรียกว่าเปลี่ยนวิธีคิด (mindset) เพราะ “ศาสตร์บ้านกาญจนาฯ” (ย้ำศาสตร์บ้านกาญจนาฯ) เชื่อว่าความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน ขีวิตเปลี่ยน รวมถึงการเปิดพื้นที่ 100 % ให้พ่อแม่เป็น “หุ้นส่วน” เช่น case นี้ ในค่ำคืนพิธีกรรมขอขมาเหยื่อที่อบอุ่น อ่อนโยน ศักดิ์สิทธิ์จบลง พ่อเยาวชนนอนกับเยาวชนที่บ้านกาญจนาฯ

ในมิติพ่อแม่ซึ่งวิธีคิดหลายอย่างคลาดเคลื่อนก็ต้องรื้อและขึ้นรูปใหม่ผ่านกระบวนการ empowerment ครอบครัว การประชุมทำแผนปฎิบัติก่อนคืนเรือน รวมถึงการเยี่ยมทุกอาทิตย์ การได้กลับบ้านทุกสิ้นเดือน 3 วัน เพื่อถักทอสายใจ สายใย สายสัมพันธ์ ที่ผุพัง เกือบสิ้นสภาพกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด ภายใต้ระบบการทำงานอย่างใกล้ชิดของที่ปรึกษา ทีมปกป้อง เฝ้าระวัง … สำหรับป้า สำหรับบ้านกาญจนาฯ แม้เราจะกอบกู้ เจียระไน ลูกหลานคนนี้ (ทุกคน) อย่างสุดฤทธิ์ สุดเดช แต่หากลูกหลานเราอยู่ในสังคมไม่ได้ ด้วยแผลเก่า แผลเดิมที่ลึกมาก หนึ่งในความล้มเหลวนั้นคือเราแน่นอน!!!

จดหมายน้อยของป้าถึงลูกหลานในวันคืนเรือน

บุญรักษานะครับ

ป้ามล (Thicha Nanakorn)

 

 

ละครเวทีลำดับที่ 4 ในเทศกาลศิลปะการแสดงนิพนธ์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
“ Dracula A Comedy of Terrors ” 
By: GORDON GREENBERG, STEVE ROSEN 
A Bram new comedy that can sink your teeth into…

จัดการแสดง 26-28 กุมภาพันธ์ 2569

สถานที่ Black Box Theatre คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus)

“ เคานต์แดร็กคูล่า ” แวมไพร์ผู้เป็นอมตะ อาศัยอยู่ในปราสาทแห่งทรานซิลเวเนียและใช้ชีวิตด้วยการล่อลวง ดูดเลือด และควบคุมผู้อื่น วันหนึ่งเขาได้พบกับ ‘ทนายหนุ่ม’ ผู้ถูกส่งมาจัดการเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งการมาเยือนครั้งนี้นำไปสู่เหตุการณ์ประหลาดมากมาย และการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแดร็กคูล่า สถานะความเป็น ‘อสูรผู้ยิ่งใหญ่’ เมื่ออำนาจ ความปรารถนา และอัตลักษณ์ เริ่มปะทะกัน เหตุการณ์ทั้งหมดจึงกลับกลายไปสู่ความโกลาหลที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้

ละครเวทีเรื่อง “ Dracula: A Comedy of Terrors ” 
ประพันธ์โดย Gordon Greenberg,Steve Rosen 
บทภาษาไทยโดย ณัฐพร เกิดมี 
ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย ชาลิสา จันทร์ธิดา

จัดแสดงวันพฤหัสบดีที่ 26 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 
การแสดงมีความยาวประมาณ 90 นาที (ไม่มีพักองก์) 
สถานที่แสดง Black Box Theatre คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus)

กำกับโดย ณัฐพร เกิดมี

“ ผมเริ่มต้นการกำกับครั้งนี้ด้วยความขี้สงสัยพอ ๆ กับความขี้เล่น ละครอาจเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงหัวเราะเกินจริง แต่ภายใต้ความตลกนั้นคือคำถามที่จริงจัง ว่าเมื่อผู้มีอำนาจใช้เล่ห์กลและเสน่ห์ลวงตาเพื่อหาผลประโยชน์จากผู้ที่ด้อยกว่า เราอาจเผลอหลงใหลไปกับช่วงเวลานั้น ละครจึงชวนให้เราหัวเราะไปพร้อมกับการยอมรับตัวตนของตนเอง ไม่ว่าจะขี้ขลาดหรือกล้าหาญเพียงใดต่อสถานการณ์นั้น ”

ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย ชาลิสา จันทร์ธิดา “ เป็นงานที่ท้าทายปาล์มมี่มาก ทั้งในแง่ความคิดและเทคนิค เพราะเรื่องนี้มีความแฟนตาซีสูงและมีความตลกซ่อนอยู่ในความหลอน ปาล์มมี่เลยต้องเปิดมุมมองของตัวเองให้กว้างขึ้น กล้าคิด กล้าลอง และดึงเอาประสบการณ์ ความรู้สึก และเรื่องเล็ก ๆ จากชีวิตประจำวันมาสร้างเป็นชุดของตัวละคร เพื่อให้เสื้อผ้าไม่ได้แค่สวยหรืออลังการ แต่ช่วยบอกตัวตนของตัวละคร และพาเรื่องราวของละครเดินไปพร้อมกับนักแสดงบนเวที ”

“ กลัวมากกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก แต่ความกลัวมันชั่วคราว ส่วนความเสียใจนั้นชั่วนิรันดร์ ” Count Dracula รับบทโดย ธาดา ตาวงค์

“ แปลกดีนะคะ เหมือนกับว่ากว่าจะเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่จริงๆได้ เราก็ต้องเกือบตายเสียก่อน ”

Lucy Westfeldt and Kitty Rutherford รับบทโดย รุ้งพรายแสง ฐิติพันธ์ปภา

“ ทั้งในยามเจ็บป่วยหรือสบายดี จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน ”

Jonathan Harker รับบทโดย ชนินทร์ ทวิชสังข์

“ สุภาพบุรุษทั้งหลาย ความบ้าคลั่งเป็นเพียงแค่ความล้มเหลวของสังคมที่มองไม่เห็นเอกลักษณ์และความเปล่งประกายของแต่ละคน ”

Dr.Westfeldt and Renfield รับบทโดย อดิศร ลี้กุล

 

 

“ Dracula : A Comedy of Terrors TH ” เป็นละครเวที Comedy ที่ดัดแปลงจากต้นฉบับนวนิยายเรื่อง “ Dracula ” เป็นนวนิยายแนวโกธิคคลาสสิกของ แบรห์ม สโตเกอร์ (Bram Stoker) ตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1897 [4] ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบุคคลจริง Vlad the Impaler) รูปแบบการเล่าเรื่อง (Epistolary Novel) ผ่านรูปแบบจดหมาย บันทึกประจำวัน และบทความข่าว ซึ่งเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทันสมัยในยุคนั้น นำเสนอเรื่องราวความสยองขวัญของแวมไพร์ที่แทรกซึมเข้าสู่สังคมอังกฤษยุควิคตอเรียน สะท้อนความวิตกกังวลเรื่องความเชื่อ ความทันสมัย และเพศวิถี สโตเกอร์ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลนานกว่า 7 ปี โดยมีแรงบันดาลใจจากตำนานแวมไพร์ยุโรปตะวันออก สะท้อนภาพความกลัวของอังกฤษในปลายศตวรรษที่ 19 ที่กลัวการสูญเสียวัฒนธรรมดั้งเดิมให้กับการเข้ามาของความเชื่อโชคลางแบบตะวันออก แม้ในช่วงแรกจะไม่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ทันที แต่ต่อมากลายเป็นต้นแบบของเรื่องราว ‘แวมไพร์’ ใน ‘วัฒนธรรมสมัยนิยม’  ซึ่งได้รับการดัดแปลงเป็น ภาพยนตร์ ละครเวที และสื่อต่าง ๆ มากมาย เพราะนวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องผี แต่เป็นวรรณกรรมที่สำรวจความกลัวลึกเร้นของมนุษย์ และการปะทะกันระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์

 

 

เค้าโครงดั้งเดิม : โจนาธาน ฮาร์เกอร์ ทนายความหนุ่มที่เพิ่งจบการศึกษา เดินทางไปพบลูกความ เคานต์แดร็กคิวลา ผู้อาศัยอยู่ในปราสาทอันห่างไกลในเทือกเขาทรานซิลวาเนีย (ทางชายแดนยุโรปที่อยู่ภายใต้การปกครองของศาสนาคริสต์) ซึ่งเป็นบ้านของตระกูลขุนนางมานานหลายศตวรรษ เคานต์ต้องการพูดคุยเกี่ยวกับแผนการย้ายไปลอนดอน ฮาร์เกอร์ได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่าความเชื่อโชคลางของคนท้องถิ่นที่มีต่อเคานต์นั้นมีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง แดร็กคิวลาเป็นที่หวาดกลัวอย่างมาก และดูเหมือนว่าเขาจะทำร้ายร่างกายคนในท้องถิ่นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ฮาร์เกอร์ป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ ไม่สามารถเชื่อประสาทสัมผัสของตนเองได้อีกต่อไป

แดร็กคิวลาเดินทางไปยังอังกฤษ มาถึงท่าเรือวิทบีทางตอนเหนือด้วยเรือผีสิง นิยายเรื่องนี้ให้ภาพที่ชวนคิดว่าเขาทำร้าย ลูซี่ เวสเทนรา หญิงสาวสวยในท้องถิ่นที่ป่วยเป็นโรคผอมแห้งประหลาด ซึ่งแพทย์รอบตัวเธอไม่สามารถวินิจฉัยได้ หลังจากที่ศาสตราจารย์แวน เฮลซิง ผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์และเวชศาสตร์ เดินทางมาถึง จึงได้รู้ว่าแดรกคิวลาเป็นแวมไพร์ ไม่ใช่แค่ตัวละครในความเชื่อโชคลางของยุโรปตะวันออก แต่เป็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัว เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีพอยู่ได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นเวลาหลายศตวรรษด้วยการดูดเลือดของสิ่งมีชีวิต ผู้ที่ถูกดูดเลือดก็จะกลายเป็นแวมไพร์เช่นกัน แดรกคิวลาจึงเป็นต้นกำเนิดการระบาดของโรคติดเชื้ออันตราย พวกผู้ชายที่ไม่เชื่อเมื่อเห็นลูซี่ฟื้นคืนชีพ และออกล่าเด็กเล็กหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาจึงต้องฆ่าเธอโดยใช้ไม้แหลมแทงทะลุหัวใจ ครึ่งหลังของนวนิยายมุ่งเน้นไปที่ แวน เฮลซิง และเพื่อน ๆ ของเขาที่ร่วมมือกันขับไล่แวมไพร์ออกจากอังกฤษ จากนั้นก็ไล่ล่าไปจนถึงทรานซิลวาเนีย ที่ซึ่งพวกเขาฆ่าแวมไพร์ ได้สำเร็จ ทำให้ยุโรปที่เป็นคริสเตียนได้รับชัยชนะเหนือศัตรูที่อันตราย

 

 

จากสัญลักษณ์ทางการเมืองเรื่องไล่ล่าศรัตรู ต่อสู้กับทัศนคติต่างระหว่างไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์  “ Dracula : A Comedy of Terrors  ” ได้นำเค้าโครงเดิมจากนวนิยายมาปรับให้เป็นละคร Comedy of Terrors งานสร้าง present ความน่ากลัว , ความสยดสยอง หรือการก่อการร้าย ให้กลายเป็นนิทานเด็กตลกดูสนุก แต่ปลุกคำถามตามมาว่า Dracula เป็นตำนานปีศาจหรืออัศวินผู้พิทักษ์ศาสนจักรของตน? และอะไรที่เป็นเหตุให้ Dracula ได้รับความนิยมสูงนำไปสู่การต่อยอดในหลายรูปแบบ เพราะไม่ง่ายกับการทลายภาพจำของ Dracula ดารายอดนิยม ให้ยังคงน่าชื่นชมภายใต้การทำงานที่ต้องประหยัด จำกัดทรัพยากร ทำเท่าที่มีให้ออกมาดีได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษ์อรรถรสเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ศาสตร์ละครที่สอนให้แก้ปัญหาด้วยจินตนาการช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นการสลับตัวละครเล่นซ้อนสองตัวที่แตกต่าง การสร้างฉากที่ต้องอลังการงานปราสาท ถูกวาดผ่านการสมมุติที่ผู้ชมยอมรับได้ด้วยความรู้สึก ‘น่าเอ็นดู’ และการแสดงของเหล่า ‘หมู่ม่วน’ ที่ไหลลื่นช่วยให้ชื่นมื่นไปพร้อมกัน ทั้งท่าน Count Dracula ผู้น่ารัก รับบทโดย ธาดา ตาวงค์ คนนี้ผ่านทั้งแอ็คและรูปลักษณ์ , ศาสตราจารย์แวน เฮลซิง คนนี้ ‘ใช่’ จนต้อง ‘เชื่อ’ ทั้งแอ็คและสารรูป รับบทโดย ชนินทร์ ทวิชสังข์ , ส่วนสาวซ่า นินา Mina Westfeldt ตัวแทนสตรีไร้ศีลธรรมผู้ร่ำไรไล่ล่าหาคู่รัก ช่วยให้ผู้สูงศักดิ์น่าหมั่นไส้น้อยลงด้วยความขี้เล่นของเธอ จบแบบทิ้งทวนกวนประสาทเหมือนอาจมีภาค 2

 

 

“ ตรงข้ามกับคำว่าสงครามไม่ใช่คำว่า ‘สันติ’ แต่มันคือการสร้างสรรค์ ”

“ RENT ” ผลงานศิลปะการแสดงนิพนธ์ลำดับที่ 5 ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ละครเวทีเรื่อง “ Rent The Musical ” เป็นละครเพลงระดับตำนาน ของ Jonathan Larson  ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโอเปร่าเรื่อง La bohème

บทประพันธ์และเนื้อเพลงโดย Jonathan Larson 
แปลเป็นภาษาไทยโดย สุรุจ ทิพากรเสนี

จัดแสดงเมื่อ วันพุธที่ 11 - 14 มีนาคม 2569 รวม 4 รอบ เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที

ณ Black Box Theatre มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus)

 

 

“ RENT ” เรื่องราวของกลุ่มคนหนุ่มสาวในนิวยอร์กยุค 1990 ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความรัก มิตรภาพ ความฝัน และความเปราะบางของการมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่เคยรอใคร เมื่อเวลาเป็นสิ่งเดียวที่เรามีคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ เราจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน ” แต่คือ … “ เราจะใช้ชีวิตอย่างไร ในทุกนาทีที่ยังมีลมหายใจ ”  (อยู่บนโลกและในห้องเช่า เพราะมันไม่ใช่แค่การเช่าห้อง แต่คือการเช่าชีวิต… ที่ต้องเผชิญกับความยากจน โรคร้าย ความรักและการสูญเสีย ท่ามกลางความฝันและไฟแห่งการสร้างสรรค์ พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แม้ในวันที่พรุ่งนี้อาจมาไม่ถึง…)

Director

“ ชีวิตนี้เราเพียงเช่ามา ไม่มีอะไรเป็นของเราถาวร ฉะนั้นจงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ”

พัสกร กังวานเลิศภภา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

 

 

สังคมและเศรษฐกิจอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19 หลังสงครามกลางเมือง 1865-1900 คือยุค “ Gilded Age ” (ยุคทองคำชุบ - คำที่ Mark Twain ใช้เรียกยุคนี้) หมายถึงความรุ่งเรืองที่ฉาบภายนอกแต่ภายในเน่าเฟะ ความเจริญด้านเศรษฐกิจรวดเร็วแต่ซ่อนความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการกดขี่แรงงาน มีช่องว่างและความแตกต่างตามชนชั้นทางสังคม

วัยรุ่นชนชั้นสูง (The Elite) ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในคฤหาสน์ มีกิจกรรมนันทนาการ เช่น การขี่ม้า, เล่นเทนนิส, ฝึกดนตรี และการเต้นรำ เด็กผู้หญิงมักถูกเตรียมตัวเพื่อการแต่งงานในแวดวงสังคมชั้นสูงได้รับโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงหรือโรงเรียนประจำชั้นนำ

วัยรุ่นชนชั้นแรงงานและผู้อพยพ (Working Class & Immigrants) เป็นแรงงานเด็ก วัยรุ่นจำนวนมากต้องทำงานหนักในโรงงาน มักเป็นงานที่อันตรายและได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ใหญ่ อาศัยอยู่ในห้องแถวที่แออัด (Tenements) สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและขาดสุขอนามัย ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมเพราะต้องช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ

มีการกำเนิดของแนวคิดวัยรุ่น (Adolescence) ในยุคนี้ เริ่มมีการนิยามช่วงวัยระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ว่าเป็นช่วง “ พายุและแรงกดดัน ” (Storm and Stress) ซึ่งเป็นช่วงที่อารมณ์แปรปรวนและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จึงเริ่มมีการขยายตัวของโรงเรียนมัธยมปลาย (High School) แต่ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเป็นหลัก ในปี 1870 เด็กอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ

เดิมพื้นที่อีสต์วิลเลจเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองเลนาเป ต่อมาถูกแบ่งออกเป็นไร่โดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อีสต์วิลเลจเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์หรูหราที่สุดหลายแห่งของเมือง ในช่วงกลางศตวรรษ พื้นที่แห่งนี้เติบโตขึ้นจนมีประชากรผู้อพยพจำนวนมาก รวมถึงสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “ลิตเติลเยอรมนี” ของแมนฮัตตัน และถือเป็นส่วนหนึ่งของโลเวอร์อีสต์ไซด์ ที่อยู่ใกล้เคียง ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ศิลปิน นักดนตรี นักศึกษา และฮิปปี้จำนวนมาก เริ่มย้ายเข้ามาในพื้นที่ อีสต์วิลเลจมีเอกลักษณ์ของตนเอง นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจได้เปลี่ยนลักษณะของย่านนี้ไปแล้ว “ RENT ” สะท้อนภาพ “ บุปผาชนคนอเมริกัน ” ยุคเปลี่ยนผ่าน

 

 

“ Rent ” เป็นละครเพลงร็อกแบบบรอดเวย์ระดับตำนาน สร้างสรรค์โดย Jonathan Larson ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโอเปร่าชื่อดังเรื่อง “ La bohème ” ของ Giacomo Puccini ดัดแปลงเป็นการเล่าเรื่องราวของกลุ่มศิลปินหนุ่มสาวที่ยากจนในย่าน East Village ของนิวยอร์กซิตี้ ในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ต้องต่อสู้กับชีวิต ความรัก และการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ (HIV/AIDS) ตัวละครและการดำเนินเรื่องหลายจุดเทียบเคียงได้กับ La bohème เช่น Mark (นักถ่ายทำภาพยนตร์) เทียบกับ Marcello , Roger (นักดนตรี) เทียบกับ Rodolfo และ Mimi เทียบกับ Mimi ในต้นฉบับ “ Rent ” ได้รับรางวัล Pulitzer Prize และ Tony Awards ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่และอิทธิพลของละครเพลงเรื่องนี้ ที่ถือเป็นผลงานเปลี่ยนโฉมหน้าละครเพลงบรอดเวย์ ด้วยเพลงแนวร็อกและเนื้อหาที่ทันสมัย ในขณะที่ “ La bohème ” คือความต่างระหว่างขนบเดิมกับการต่อสู้ด้วยศิลปะโดยศิลปิน แตกต่างจากโอเปราในสายตาคนทั่วไป ที่มักกล่าวถึงมหากาพย์ยิ่งใหญ่ไกลตัว (เป็นโอเปราที่ปุชชีนีได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่อง “Scènes de la vie de Bohème” เขียนโดยอ็องรี มูร์แชร์ Henri Murger ตีพิมพ์เมื่อปี 1851)

 

 

เช่าชีวิต … “ Rent The Musical 2026 ”

ศิลปะการแสดงนิพนธ์ ในแต่ละปีจะมีผลงานของนักศึกษาปี 4 ที่เป็นโปรดักชันใหญ่รวมพลน้องพี่ที่มาฝึกฝนประสบการณ์ร่วมกัน และทุกครั้งมักเป็น ‘บทละครครู’ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกที่ ม.กรุงเทพ ถือลิขสิทธิ์ไว้หลายเรื่อง เช่น “ Chicago The Musical ” ในปี 2025 ปีนี้ก็เช่นกัน “ Rent ” ละครเพลงบอร์ดเวย์เป็นสเกลงานที่ใหญ่และยากมากสำหรับความเป็นนักศึกษา แต่สำหรับการเตรียมงานที่ได้รับการเตรียมตัวมาตั้งแต่ปีหนึ่งซึ่งหล่อหลอมด้วยสรรพวิชาและอุตสาหะฝึกฝนในทุกปีที่พากเพียรเรียนรู้ จึงเป็นก้าวขยับที่สามารถรองรับได้อย่าง ‘เตรียมพร้อม’ มาตั้งแต่ต้น ทุกคนได้รับบทที่เห็นถึงความพยายามเฉลี่ยให้ไม่น้อยหน้ากัน เพียงวางความสัมพันธ์ของตัวละครไว้ในบทบาทที่แตกต่าง ท่ามกลางความหลากหลายในบุคลิก จึงคลิกแนวทางที่เอื้อต่อการแสดงออกซึ่งทำให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่นักแสดงนำเท่านั้นที่ทุ่มเทแล้วเท่กับการแสดงได้ แม้หมู่มวลที่มีบทน้อยก็พลอยเปล่งประกายดาวดวงใหม่ที่สามารถมีอนาคตไกลได้ถ้าไม่ทิ้งการแสดง จุดด้อยของการแปลงเพลงจากภาษาอังกฤษมาเป็นไทยยังคงเป็นอุปสรรคเสมอมา เพราะธรรมชาติของภาษาที่มีไวยากรณ์ต่างกัน งานสร้างสรรค์จึงยากมากที่จะทำให้ทุกเพลงไพเราะราบรื่น และฟังรู้เรื่องทุกประโยค ทุกคำ ซ้ำเติมด้วยเทคนิคเสียงที่ถูกปรับให้เหมาะกับละครเพลง พิเศษกว่าทุกเรื่องในรุ่นเดียวกัน (ซึ่งใช้การโปรเจ็กต์เสียงด้วยศาสตร์การแสดงเป็นหลัก ในโรงละครขนาด 200 ที่นั่งจึงไม่ใช่ปัญหา) แต่ครั้งนี้ระบบเสียงไมค์ (Headset WIRELESS MICROPHONE) ทำให้เสียงคล้ายภาพมัวหลุดโฟกัสไม่ชัดคมในครึ่งแรก ได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์ในครึ่งหลัง ทุกคนดูส่งพลังได้เต็มที่มากขึ้น (ละครสองชั่วโมงครึ่งมีพักเบรคกลางเรื่อง - รอบ 10 มี.ค’69) แม้การร้องของบางคนจะมีบกพร่องเพราะเสียงร้องไม่ถึงเพลง แต่นี่คือการเรียนรู้ ฝึกฝน ไม่ใช่ทุกคนคือมืออาชีพ กระบวนการศึกษา (การทำละคร) จึงสำคัญที่สุด

ฉากหรูจำลองตึกรามย่านเสื่อมโทรม แสงช่วยส่งให้ได้อารมณ์แหล่งมั่วสุม ซ่อนวงดนตรีไว้ข้างหลังฝั่งขวาของเวที มีสลัมเป็นบ้านอยู่ฉากหลัง นักแสดงช่วยให้ความหวังต่อชีวิต ท่ามกลางนิเวศที่เป็นพิษเพราะวิถี ‘บุปผาชน’ ที่ต้องการหลีกให้พ้นจากความยากจน ที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคมทับถมโอกาส แม้กระนั้นยังตะกายฟายฝันด้วยการสร้างสรรค์งานขึ้นจากข้อจำกัดที่บีบรัดลมหายใจ เพราะไร้เสรีที่แท้จริง ดิ้นรนสู้สารพัดสิ่งอุปสรรครอบด้านเพื่อให้ได้สร้างงานที่รัก ไม่ต่างนักกับการที่ต้อง ‘ซื้อลมหายใจ’ ประทังชีวิตไปวัน ๆ ในสวรรค์ของ ‘คนเช่าชีวิต’...

 

 

 

 

 

ละครเวทีลําดับที่ 6 “ The Unseen ” By Craig Wright 
ในเทศกาล ศิลปะการแสดงนิพนธ์ ของ นักศึกษาชั้นปีที่ 4

ภาควิชาศิลปะ การแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 
จัดการแสดง วันพฤหัสบดีที่ 19 - 20 มีนาคม 2026 
สถานที่ Black Box Theatre 
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus)

“ The Unseen ” By Craig Wright  บทละครดั้งเดิมเป็นละครเวทีแนว Dark Comedy ที่มีความคล้ายคลึงกับสไตล์ของ Samuel Beckett โดยเฉพาะเรื่อง “Waiting for Godot” (จัดแสดงล่าสุดที่ London รอบพรีเมียร์ในอังกฤษ ณ Riverside Studios กรุงลอนดอน ในช่วงปลายปี 2024 Theme สำรวจเรื่องการถูกโดดเดี่ยว , ความทรมาน , ศรัทธา , และความพยายามในการค้นหาความหมายของชีวิตในสถานการณ์ที่ไร้เหตุผลจากอำนาจเผด็จการ ผ่าน Wallace และ Valdez ชายสองคนที่ถูกจองจำในคุกของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเป็นเวลานานถึง 11 ปี โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าถูกจับเพราะความผิดอะไร และถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยมด้วยข้อหาที่ไม่ทราบสาเหตุ พวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร้ความหวังที่จะหลบหนีหรือได้รับการปล่อยตัว ทั้งคู่ถูกกักอยู่คนละห้องขังและไม่เคยเห็นหน้ากันเลย สื่อสารกันผ่านเสียงเคาะผนังกับเสียงพูดคุยเท่านั้น ความหวังและการตั้งคำถามต่อความจริงจึงเกิดขึ้น ทวงถามศรัทธาและเหตุผลในโลกที่ไร้หวัง … คนเดียวในโลกกลางเกาะที่ยังยึดโยงไว้ได้ในสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาคือ Smash ผู้คุมที่เสมือนเพื่อน เขาได้รับความกดดันจาก ‘อำนาจเบื้องบน’ จึงกลายเป็นคนขัดแย้งในใจระหว่าง ‘หน้าที่’ และ ‘ความปรานีต่อเพื่อนมนุษย์’

 

 

“ ผมรู้สึกว่า THE UNSEEN ของเรื่อง จริง ๆ แล้วมันคือ ทุก ๆ อย่างเลยแม้กระทั่งบทสนทนา ตัวละคร ควมคิด inside ของตัวละคร บางสิ่งแม้เล็กน้อยที่มีอยู่แต่เราจับต้องหรือสัมผัสมันไม่ได้มองไม่เห็น เช่น ที่บอกว่ามีผู้หญิงอยู่ข้างห้อง ก็มีคนอยู่จริงแต่ไม่ใช่ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งเสียงในหัวก็ตาม หลัก ๆ คำว่า ‘THE UNSEEN’ ในเรื่องนี้มันแตกแขนงออกเป็นหลายสาขามาก มีอยู่ในทุกอณูที่ผู้เขียนเลือกมาใส่ ที่เห็นชัดคือเรื่องของระบบการเมือง โครงสร้างทางสังคม หรืออะไรก็ตามที่มีเรื่องของการกดทับอยู่ เราจะมองเห็นได้ว่า จริง ๆ เราทุกคนล้วนมีอะไรที่อยู่ข้างบนเราเสมอ แล้วก็มีมากขึ้นไปอีก  มากขึ้นไปอีก เรามองเห็นเท่าที่เรามองเห็น ผมเชื่อส่วนตัวว่ามนุษย์ทุกคนเรามักถูกกดทับด้วย power ของอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

หรือเรื่องของความเชื่อ เราเคยเห็นพระเจ้าไหม เราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือโลกหลังความตายเป็นยังไง เราจะไปสู่นิพพานตามหลักศาสนาได้จริงไหม ก็ยังไม่เคยเห็น แต่ภายในคุกแห่งนี้ (THE UNSEEN) เราถูกกดทับโดยที่มองไม่เห็นอะไรเลย มองไม่เห็นกันเองด้วยซำ้ แล้วจริงๆ สิ่งที่เรามองไม่เห็น ถูกกดดัน มันบีบให้เราจะต้องเลือกสร้างอะไรในหัวเรา ใช้จินตนาการสร้างเพื่อที่จะใช้ชีวิตไปวัน ๆ บนโลกที่โดนกดอยู่แบบนี้ ที่มองไม่เห็นเพราะเราไม่รู้ทุกเรื่องเราถึงกลัว พอเรากลัวเราจึงพยายามสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย จิตใจตัวเอง จึงนำไปสู่การที่เราต้องเลือกว่าเราจะเชื่ออะไร แล้วเราก็จะมองเห็นแต่สิ่งเหล่านั้นเรื่อย ๆ เพราะเราเห็นว่าเหตุผลเป็นอย่างนี้ หรือว่าลองพิสูจน์

ในที่สุดต่างคนต่างเชื่อแล้วมันเกิดสองความเชื่อชนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือศาสนา ก็เป็นความเชื่อที่ต่างอออกไป เมื่อชนกันแล้วคำว่า ‘คุก’ ที่เกิดขึ้นคืออะไร อาจเป็นเพราะเรายึดติดอยู่กับความเชื่อของตัวเองที่มองเห็น ทั้งที่โลกใบนี้ไม่ได้ทำให้เรามองเห็นหมดทุกส่วนซะหน่อย มองเห็นแค่ลอดผ่านลูกกรงออกมาข้างหน้า แล้วเราก็ติดอยู่ในคุกนั้น จนกระทั่งเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว จนกระทั่งประตูเปิดแล้วก็มองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าประตูเปิดอยู่ ถ้าเดินออกมาอาจจะมองเห็นคนที่เราไม่เคยมองเห็นก็ได้ ”

 

 

 

THE UNSEEN … UNFORGETTABLE

“ The Unseen ” จากบทละครของ Craig Wright แต่แฟนละครหลายคนจะคิดเชื่อมโยงกับ “ Waiting for Godot ” พร้อมสันนิษฐานว่า เกร็ก ไรท์ ผู้ประพันธ์บทละครเรื่องนี้เมื่อปี 2007 ได้แรงบันดาลใจมาเพราะว่าการออกแบบโครงสร้างทางความคิดผ่านบทสนทนาของสองตัวละคร แสดงถึงภูมิหลังที่ขังพวกเขาไว้กับอดีตที่เต็มไปด้วย ‘คำถามสามมิติ’ ในสารพัดเรื่องเหมือนคนสติเฟื่องคุยกัน แต่มันบอกถึง  ‘โลกภายใน’ ที่คุยกับใคร ๆ ไม่ได้ มีความหมายเฉพาะเคาะคุยกันสองคนปนปริศนา ถามตัวเอง ถามคนอื่น ๆ ถามพระเจ้า (ผู้ไร้ตัวตนบนอุดมคติ) ก่อนติดคุกทั้งสองต้องผจญกับ ‘เสียงในหัว’ ก่อนจะปะทุจนต้องปะทะกับผู้คน เป็นผลให้ถูกจับถูกจับกุมโกงกำหนดปล่อย ในคุกที่ลอยอยู่กลางทะเล บอกความโดดเดี่ยวที่มากกว่า ‘ขังลืม’ ไร้หวังใด ๆ ในชีวิตอย่างสิ้นเชิง เป็นภาวะที่ยากต่อการประคองจิตวิญญาณไม่ให้แหลกสลายไปกับความเดียวดายที่กลืนกิน การคุยกันข้ามห้องของสองคน คือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนซึ่งอยู่ในสภาพ ‘สัตว์ลำบาก’ ให้ยังอยากมีความหวังได้ จากบทสนทนาที่เต็มไปด้วยนัยเหนือสามัญ ทั้งความฝันและความจริงวิ่งวนในสมองของสองคนบอกความ ‘ไม่ธรรมดา’ ที่มาพร้อมปรัชญาชีวิต และวิธีคิดอีกระดับที่มากับความขบถ ยืนยันความเป็นนักโทษการเมือง ตัวแทนคนคิดต่างที่ถูกตราว่าสร้างความแตกแยกให้มวลชน

 

 

แต่สิ่งเหนือความคาดหวังทั้งปวงคือผู้คุม สแมช ที่เสี่ยงตายเข้ามาช่วยคลี่คลายปมปัญหา เหมือนจะบอกว่าแม้คนที่มีอิสระแค่ไหน ก็ยังไร้ซึ่งเสรีที่แท้จริงจากสิ่งกดทับทั้งปวงที่ถ่วงอยู่เหนือชีวิต ในอิสระที่เขาต้องการแต่ถูกต่อต้านกดดัน เพราะกฎของราชทัณฑ์ห้ามผู้คุมคุยกับนักโทษ โหดต่อสัญชาตญาณมนุษย์ ที่สุดเขาไปลงกับ ‘ผู้มีอำนาจ’ ด้วยฆาตกรรม … สิ่งที่ทั้งสามคนต่างต้องต่อสู้คืออยู่ให้เหนือ ‘อำนาจปิศาจ’ สแมช สังหารผู้คุมชีวิตเขาด้วยการควักลูกตา (แค้นปิศาจที่ใช้อำนาจกดขี่ เพราะมีทัศนคติที่แตกต่างกัน) ก่อนเข้ามาปล่อยนักโทษจากกรงขัง หวังปลดบาปในใจที่กดทับตัวเองไว้มานาน (ด้วยหน้าที่ของงานที่ทำได้เพียงให้อาหารแล้วจากไป) ไม่ต่างจาก ‘ระบบ’ ที่กดทับกัดกินความเป็นมนุษย์ในนาม ‘หน้าที่’ เรื่องจบแบบเลือกจะให้กำลังใจต่อผู้คนที่อับจนไร้ทางต่อสู้ ให้อยู่อย่างมีความหวังไว้ ไม่ปล่อยให้ใจสลาย จิตวิญญาณต้องตายก่อนได้อิสรภาพ … 

 

 

“ The Unseen ” เป็นอีกเรื่องที่เด่นมากนอกจากการแสดงที่ยอดเยี่ยมของทั้งสามคน คือการออกแบบงานสร้างทั้ง ฉาก แสง เสียง เสื้อผ้า Costume Design กลายเป็นงาน Mockup เกินจริง ยิ่งช่วยให้งามตามความน่าจะเป็น (เช่นเดียวกับฉาก) เน้นให้ชัดว่าคุกคือเสื้อผ้าอีกชั้นที่ช่วยชีวิตสองนักโทษได้จากความหนาวเย็นแม้เป็นเสื้อผ้าเมืองร้อน Makeup เสริมแต่งตั้งแต่หัวจรดเท้าช่วยให้นักโทษเหมือนถูกขุดออกจากหลุมฝังศพ ใครนั่งแถวหน้าจะเห็นว่าหลังเท้าถูกระบายคล้ายแรเงาให้สันกระดูกชัดขึ้น บอกความผ่ายผอมที่ย้อมด้วยเทคนิคแต่งหน้า แต่แว่นตาหล่อของ WALLACE ตามมาหลอกหลอนไม่เลิก เพราะดูหรูหราแวววาวเปล่งประกายไม่รับกับสภาพนักโทษที่โคตรอนาถา ไม่ตัดกรอบด้วยวัสดุด้าน Mockup กระจกมัวหมองให้รองรับกับเสื้อผ้ามอมแมม แต่เหมือนเพิ่งถอยออกจากร้านปานนี้ จินตนาการที่ผู้ชมยอมรับมิติไม่สมจริงของละคร จะย้อนตีกลับทันทีในสิ่งที่ควรทำได้ แต่ไม่ได้ทำ!!

 

 

ฉากถูกออกแบบมาอย่างมีเอกภาพภายใต้โจทย์ซึ่งต้อง ‘น้อยแต่มาก’ (Less is more) เท่านั้น ตามเนื้อเรื่องที่ไม่เอื้อให้โชว์การตกแต่งใด ๆ นอกจากไอเดียที่ต้องสื่อสารเนื้อหา จึงมาแบบ Loft Design ดิบ เท่ บรรดาท่อขนาดใหญ่ถูกออกแบบคล้ายโครงสร้างของประภาคาร สื่อสารว่าสองห้องขังภายในคุกแห่งนี้อยู่ใต้ดิน มีพื้นที่อยู่กินแคบเกินจำเป็น เหมือนจะเน้นให้ยืนหลับ แท่นที่ยกขึ้นในห้องแคบจึงคล้ายโรงศพ เมื่อผู้กำกับร้องขอให้กรงขังตั้งใจแคบที่สุดเท่าที่มนุษย์จะบรรจุร่างลงไปได้ ห้องขังจึงกลายคล้ายกรงขังสัตว์ จัดแต่งในดีไซน์ตัดส่วน เสียงมาแบบ noise ที่กวนประสาท เหมือนมีปิศาจคอยควบคุมรุมล้อม ออกแบบแสงสวยช่วยชะโลมแต่ละช่วงย้ำชัดให้ความหมายขมขื่นมากขึ้น โดยเฉพาะการปรากฎตัวของสแมช เขามาพร้อมแสงสีแดงเลือดที่หมายถึงชีวิต - ลำแสงสูงสาด เสมือนแสงสุดท้ายจากปลายอุโมงค์ มีอุณหูมิสูงขึ้นตามลำดับ กับครั้งสุดท้ายที่มาสารภาพบาปก่อนส่งเพื่อนออกจากคุก จึงเป็นแสงแห่งชีวิตที่แรงฉลองการเกิดใหม่ของนักโทษขังลืม และช่วยลบล้างร่องรอยใจร้าวให้เลือนรางลงได้บ้าง สร้างความหวังใหม่ในใจผู้ชม…   

 

 

THE UNSEEN : POST SHOW DISCUSSION : 20 Mar. 2026

https://youtu.be/-IlGYgOvqd0

เสวนารายละเอียดเบื้องหลังการออกแบบงานสร้างและการแสดงที่น่าสนใจมาก ทุกคนมีมุมมองต่อเนื้อหาชัดกว่าที่ตามองทะลุ และลุ่มลึก น่าศึกษา เสริมสารด้วยสาวสวยนักแสดงเธอออกแบบแสงกับฉากส่งให้เรื่องมีมิติมลังเมลืองกว่าที่ตามองเห็น

 

 

VALDEZ

“ The Unseen คือผู้คน สถานที่ หรือว่าอะไรก็ได้ มันคือสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่มันมีอยู่ ผู้คนในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ถูกสังคมมองเห็น หรือสังคมเลือกที่จะมองไม่เห็น ก็เลยเกิดเ็นการตั้งคำถามว่า ‘เราทุกคนเป็น The Unseen’ รึเปล่า ‘คุก’ ที่เราหมายถึงอาจไม่ใช่สถานที่ก็ได้ อาจติดอยู่กับความเจ็บปวดบางอย่าง หรือสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ในตัว แล้วสังคมก็มีคนเหล่านี้มากมายที่เรามองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ตามสลัม หรือคนที่เราเลือกที่จะไม่มอง ก็ได้ ”

 

 

WALLACE

เราต่างอยู่ในคุกเดียวกันหรือเปล่า

“ ตามปรัชญาที่เคยศึกษาของ มิเชล กูโก เขาพูดถึงเรื่องไบโอพาวเวอร์ (BIO POWER) คืออำนาจที่ควบคุมเราอยู่ในระดับของเซล คนในสังคมก็ถูกควบคุมด้วย BIO POWER อยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับ The Unseen มีอำนาจเบื้องบนที่กดทับควบคุมพวกนี้อยู่ในสังคม ก็เลยเกิดการตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วทุกคนมีอำนาจเบื้องบนกดทับอยู่ จริงไหม…

ที่เชื่อมโยงกับตัวละครของผมจะเป็นในส่วนการใช้ความคิด เขามีอะไรเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ปัญหาด้วยชุดข้อมูลอะไรสักอย่าง ผมมีกระบวนการที่คล้ายกับตัวละคร แต่ตัวละครตัวนี้เขามีความคิดเชิงวิเคราะห์ที่ดีกว่าเรามากครับ”

 

 

 

“ A Doll’s House ” by Amy Herzog

ละครในโครงการศิลปินในพำนัก (Artist-in-Residence)

โดยภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

รอบการแสดง วันที่ 25 และ 27 มีนาคม 2026 แบ่งออกเป็น 2 part

สถานที่ Black Box Theatre คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Main Campus)

ละครมีความยาว part ละ 2 ชั่วโมง 30 นาที (พักครึ่งเวลา 15 นาที)

บัตรเข้าชมฟรีทุกที่นั่ง

A Doll’s House เป็นบทละครสมัยใหม่ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1879 โดย Henrik Ibsen นักการละครชาวนอร์เวย์ ผู้ขึ้นหิ้งเป็นบิดาการละคร Realism หรือสัจนิยม  ในกระแสนี้เชื่อว่าละครควรเป็นเครื่องมือในการสะท้อนสภาพชีวิตจริงในสังคม ซึ่งชีวิตตัวละครหลักของ “A Doll’s House” ได้แรงบันดาลใจมาจากแม่ของ Ibsen ที่เป็นหัวใจหลักของบ้านและพร้อมยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อครอบครัว

“ A Doll’s House ” เล่าเรื่องของ Nora ผู้หญิงที่ดูเพียบพร้อมในการเป็นแม่ เมีย และลูกสาวตามขนบของสังคมประหนึ่งอยู่ในบ้านตุ๊กตา ครั้งหนึ่งเมื่อนานมา Nora เคยแอบไปกู้ยืมเงินเพื่อมาช่วยเหลือสามีของเธอตอนที่เขาป่วยหนัก ด้วยการแอบปลอมลายเซ็นพ่อของตัวเอง (ในสมัยนั้นการกู้เงินโดยผู้หญิงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย) สุดท้ายเมื่อความลับแตก แทนที่สามีของเธอจะเข้าใจ เขากลับด่าทอเธอว่าเป็นพวกหลอกลวง และไม่สมควรเป็นแม่ให้กับลูก ๆ ของพวกเขา จากปฏิกิริยาที่ได้รับ ทำให้ Nora ฉุกคิดได้ว่าเธอไม่รู้จักสามีของตัวเองเลยสักนิด ที่ผ่านมาเธอแค่ใช้ชีวิตเป็นตุ๊กตาอยู่ไปตามทางที่ผู้ชายจัดวางให้มาโดยตลอด Nora จึงเลือกหันหลังให้กับครอบครัว แล้วออกไปค้นหาชีวิตของตัวเอง หลุดออกจาก ‘กรอบของบ้านตุ๊กตา’ หลังนี้ เป็นเวลา 15 ปี ที่เธอจากไปมีชีวิตใหม่ แล้วหวนกลับมาอีกครั้งในพาร์ทที่ 2 ของเรื่อง ที่ต่อเนื่องน่าติดตาม (ในบทละครดั้งเดิมแบ่งออกเป็น 3 องก์) [5]

Neerakarn Kittisiriphan          as Nora 
Naphon Phromsuwan              as Torvald 
Sasikan Boonkum                     as Kristine 
Tinnapob Boonprom                as Krogstad 
Sasidwat​ Suthigasame​           as Dr. Rank 
Metawee Noksakun                 as Anne Marie 
Bowonlak Chaijittiprasert     as Nora 
Vaoros watthanakul                as Torvald 
Sasikan Somnam                      as Anne Marie 
Thanyamon Phongweraphat   as Emmy

 

 

Post Show Discussion : “ A Doll’s House ” by Amy Herzog : 27 Mar.2026

https://youtu.be/VQLqfBADERs

การเสวนาว่าด้วยเบื้องหลังการสร้างงาน “ A Doll’s House ” ระหว่างนักศึกษา ผู้ชม กับ Amy Herzog ศิลปินในพำนักของ ภาควิชาศิลปะการแสดง ม.กรุงเทพ เต็มไปด้วยรายละเอียดของการทำงานที่น่าศึกษา ครูกับศิษย์สื่อสารกันด้วยภาษาของความเข้าใจโดยมีศิลปะเป็นสื่อกลาง สร้างความสนุกสนานแม้งานเหนื่อยหนัก เอมีได้ถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์ได้เห็นวิธีคิดตีความตัวละคร สามารถชมย้อนหลังได้เลย

 

 

Amy Herzog “ ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสมาร่วมงาน เป็นสิ่งที่ท้าทายมากแต่ก็เป็นสิ่งที่สนุกมากเช่นกันค่ะ ฉันโชคดีมากเพราะได้ร่วมงานกับนักแสดงที่ดีมาก แล้วทุกคนก็ทำงานหนักมากจริง ๆ ฉันชอบบทที่มีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง “ A Doll’s House ”  คือบทละครที่เป็นอมตะ ไอเดียที่ได้มาเป็นเวอร์ชันที่ถูกดัดแปลงมาแล้ว นับว่าเป็นโอกาสดีเพราะถ้าเป็นบทดั้งเดิมจะมีความเก่าของภาษาอยู่ เวอร์ชันใหม่มีจุดดีเพราะมีใหม่มีความทันสมัยที่จะนำมาใช้ได้ ฉันเคยกำกับพาร์ท 2 มาก่อน อะไรต่าง ๆ ที่มันอยู่ในพาร์ทนั้นคือ พาร์ท 1 ของเวอร์ชันล่าสุดนี้ มีหลายอย่างลิงก์กันอยู่ ใครไม่เคยดูพาร์ท 1 จะไม่เข้าใจ ครั้งนี้จะได้ดูทั้งสองพาร์ท จะได้เข้าใจมุกตลกของพาร์ท 2 ด้วย ได้ให้นักแสดงทั้งหมดเข้ามาดูจะได้เห็นว่าทั้งสองพาร์ทเป็นยังไง”

ทอร์วัลด์ Torvald รับบทโดย Naphon Phromsuwan ณพล พรมสุวรรณ; ชื่อเล่น (ต๊อป) นักแสดง, พิธีกร, ผู้ประกาศข่าว, อดีตดีเจคลื่น FM.one 103.5 ที่แสดงได้โดดเด่นด้วยฝีมือโปรตัวพ่อ งานออกแบบการแสดงผ่านการตีความตัวละครอย่างละเอียด สามีนอราจึงออกมามีความเป็นมนุษย์ผู้ชายสายปิตาธิปไตย ที่ให้เกียรติผู้หญิงตามมารยาทที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่เหมือนมีความ fake อยู่ในท่าทีของสุภาพบุรุษ (แอ็คอาร์ตแนวการ์ตูน comedy) แม้เวลาเขาเมามายยังมันส์ได้มั่นมาก คุมอารมณ์สมบทบาทได้เด็ดขาดจนข่มทุกคน ต๊อบให้ข้อมูลการทำงานผ่านเสวนาไว้น่าสนใจ ว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ทำงานกับเอมี ได้บทเรียนใหม่ ใครสนใจคลิกลิงก์ได้เลย

 

 

BU PLAYFEST 2026 Schedule

*Artist-in-Residence

2 - 4 Apr 2026                The Musical Comedy Murders of 1940

5 - 15 Apr 2026             Holiday in semester

20 - 22 Apr 2026          Constellations

27 - 29 Apr 2026          The Black Box (Costume for Performance)

30 Apr 2026                   Film (เงาเงียบ, Last Memory on the Road)

2 May 2026                     Film (เงาเงียบ)

14 - 16 May 2026          Hairspray (Musical)

21 - 23 May 2026          Ken Lugwig's The Game's Afoot

28 - 30 May 2026          Dry Land

11 - 13 Jun 2026            Mamma Mia! (Musical)

18 - 20 Jun 2026           August: Osage County

25 - 27 Jun 2026          The Dinner Party

2 - 4 Jul 2026                 PA Cabaret Show (Costume for Performance)     

23 - 25 Jul 2026            Talent Management Concert

 

 

ขอบพระคุณภาพและข้อมูลข่าว โดย BU Theatre Company

 


[2] เพชร โอสถานุเคราะห์ https://true4u.com/content/13342/

[4] แดร็กคิวลาของแบรห์ม สโตเกอร์ https://www.britishlibrary.cn/en/works/dracula/

[5] เรื่องย่อ “บ้านตุ๊กตา” 3 องก์ https://www.litcharts.com/lit/a-doll-s-house/summary