จากใจผู้เขียน
นับแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงวันที่ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย เส้นทางชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขนานคู่ไปกับเรื่องราวผันผวนและแปรเปลี่ยนของสังคม ในช่วง พ.ศ. ๒๔๘๔ - พ.ศ. ๒๕๐๓ ทั้งในบ้านเกิดและต่างแดนและในที่สุดสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ หลากรสหลากอารมณ์ที่แผ้วผ่านเข้ามาในชีวิต ได้หลอมเป็นประสบการณ์ชีวิตอันทรงคุณค่าและยากที่จะลืมเลือน
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นสักขีพยานชีวิตของเธอผู้นี้ จึงได้เรียงร้อยวันวานในโลกกว้างฝากไว้ในบรรณพิภพ ด้วยหวังให้บันทึกนี้เป็นเพื่อนเดินทางของนักอ่านรุ่นเยาว์ท่องไปในโลกกว้างและย้อนรอยสู่อดีต
ผู้เขียนระลึกด้วยความขอบคุณทุกท่านที่อยู่เบื้องหลังการนำวันวานในโลกกว้างสู่สายตาของผู้อ่าน โดยเฉพาะคู่ชีวิตที่เป็นกำลังใจ ให้คำติชม ตั้งแต่ต้นร่างจนถึงฉบับสมบูรณ์
ว.ณ. พนมยงค์
พฤษภาคม ๒๕๔๓
แดดยามบ่ายลอดผ่านหน้าต่างมาจับต้องใบหน้าที่มีริ้วรอยตรงหางตา เรือนผมสีดำ แกมเทาเงินสะท้อนแสงเงามัน สตรีชาวเอเชียวัย 40 กว่าปีผู้หนึ่งยืนพิงหน้าต่างกระจกบานกว้าง สายตาของเธอทอดมองไปยังแมกไม้สีเขียวชอุ่มของป่าบัวส์ เดอ บูลอญ (Bois de Boulogne)
หลังจากใช้ชีวิตในประเทศจีนเป็นเวลา 19 ปี ปลายได้กลับมาประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ปลายได้รับคัดเลือกให้เป็นอาจารย์สอนภาษาจีนกลาง ณ สถาบันภาษาและอารยธรรมตะวันออกแห่งชาติ[1] ที่มีประวัติยาวนานถึง 300 ปี
อาคารเรียนของสถาบันนี้ตั้งอยู่ ณ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกองบัญชาการของภาคีสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือ NATO ปัจจุบัน 70 กว่าภาษาและอารยธรรมตะวันออกชุมนุมกันที่นี่ เปิดโอกาสให้ชาวฝรั่งเศสเลือกเรียนตามความพึงพอใจ ตั้งแต่ระดับอนุปริญญาถึงระดับปริญญาเอก
วันนี้เป็นชั่วโมงสุดท้ายของปีการศึกษา การเรียนการสอนในชั้นเรียนคึกคักเป็นพิเศษ บทสนทนาภาษาจีนกลางเป็นสื่อระหว่างครูกับศิษย์
มาดามปัวเรเลือกนั่งแถวหน้าเสมอ สมุดโน้ตของเธอเต็มไปตัวอักษรจีนปลายเห็นเธอค่อยๆ ปั้นตัวหนังสือจีนด้วยความพยายาม แม้ตัวอักษรเหล่านี้จะห่างไกลความสวยงาม แต่ก็ชัดเจนเป็นระเบียบ ไม่ว่าอากาศจะหนาวจัด หิมะตกหนัก หรือบางช่วงมีการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานรถไฟใต้ดิน ทำให้เดินทางไม่สะดวก มาดามปัวเรไม่เคยย่อท้อหรือขาดเรียน เธอบอกกับปลายว่าเธออยากเรียนภาษาจีนตั้งแต่ครั้งยังสาว กว่าจะรอจนลูกหลานโต อายุเธอก็ล่วงเข้าวัย 70 ปี เธอเพิ่งจะมีโอกาสมาเรียนภาษาจีนสมใจปรารถนา เมื่อเป็นสิ่งที่เธอรักแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด
อีฟ เด็กหนุ่มจากเมืองลีลทางภาคเหนือของฝรั่งเศส ต้องนั่งรถไฟกว่า 2 ชั่วโมงมาเรียน เขาบอกว่า เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่วัยเด็กที่อยากมุ่งไปตามรอยเส้นทางสายแพรไหม ภาษาจีนคือกุญแจดอกสำคัญไขสู่อารยธรรมตะวันออกที่รุ่งโรจน์ในอดีต
โมนิค ข้าราชการสาวจากกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากเชี่ยวชาญภาษาเขมรแล้ว ยังอยากมีภาษาจีนเป็นใบเบิกทางเสริมสร้างความเข้าใจกับชาวจีน
ปีแอร์, ฟรองซัวส์, แคลร์, กีโยม และฌอง รวมทั้งสาวน้อยอานิต้าที่มีอายุน้อยที่สุดในห้อง... ศิษย์ของปลายแต่ละคนล้วนมีความมุ่งมั่น
ปลายชื่นชมระบบการศึกษาของฝรั่งเศส ที่เปิดกว้างสำหรับประชาชนที่กระหายความรู้ ไม่จำกัดเพศ วัย และอาชีพ เพียงแต่สำเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็สามารถเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก รัฐให้การสนับสนุนเต็มที่
ชั่วโมงเรียนสิ้นสุดแล้ว แต่ไม่มีใครมีทีท่าจะรีบกลับ มาดามปัวเร เป็นตัวแทนนำของขวัญจากเพื่อนๆ ในชั้นเรียนมอบให้ปลาย
“แกะกระดาษออกดูซิคะ ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน” มาดามปัวเรบอกให้ปลายทำตามธรรมเนียมชาวฝรั่งเศส เปิดดูของขวัญทันทีต่อหน้าผู้ให้และผู้รับ
“สมุดภาพอิมเพรสชั่นนิสต์” ปลายอุทานด้วยความดีใจ
นานมาแล้วที่พูดคุยกับเหล่าศิษย์ ปลายเล่าให้ฟังว่า บางครั้งเพื่อชมนิทรรศการภาพวาดของจิตรกรเอกเช่น Monet Manet Renoir[2] และ VanGogh[3] ที่ Grand Palais[4] ปลายต้องเข้าแถวยาวเป็นชั่วโมงๆ แต่เมื่อได้ชมผลงานศิลปะที่เป็นมรดกชิ้นเอกของมนุษยชาติเป็นบุญตาแล้ว ความเมื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง
นึกไม่ถึงเลยว่า ลูกศิษย์จะจำได้ เลือกเป็นของขวัญที่ถูกใจให้ปลาย
ปลายดึงสมุดภาพออกจากกล่องกระดาษแข็งอย่างทะนุถนอม บัตรภาพดวงอาทิตย์ลอยขึ้นจากท้องน้ำของ Monet คั่นอยู่หน้าแรกของหนังสือ
ด้านหลังของบัตรมีข้อความว่า
การสอนของอาจารย์ทำให้พวกเราได้ผ่านปีการศึกษาที่วิเศษ ขอจงรับคำขอบคุณของพวกเรา พวกเราเรียนภาษาจีนด้วยความสนุกสนานเบิกบานใจ ความใจดีและความพยายามช่วยเหลือพวกเราอย่างเต็มที่ของอาจารย์ ทำให้ศิษย์ทุกคนรำลึกถึงอาจารย์ด้วยความประทับใจยิ่ง พวกเราหวังว่า อาจารย์คงจะพอใจในตัวพวกเราเช่นเดียวกันและหวังว่า บางครั้งพวกเราไม่ได้ทำให้อาจารย์ลำบากใจจนเกินไป
ด้วยมิตรภาพ
จากศิษย์ทุกคน
ปลายตื้นตันใจ น้ำตารื้นจนพูดไม่ออก
บัดนี้ เทียนไขละลายไปเกือบครึ่งเล่มแล้ว ถึงจะไม่สว่างไสวเท่าหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แต่เทียนไขเล่มนี้เคยให้ความสว่างเช่นใดก็คงเป็นเช่นนั้น
... ... …
เครื่องบินจัมโบ้ 747 ของสายการบินแห่งชาติค่อยๆ ลดเพดานบินต่ำลงต่ำลง ปลายมองผ่านหน้าต่าง ลำน้ำเจ้าพระยาทอดตัวลดเลี้ยวไปมาแวววาวละเลื่อม เหมือนเมื่อครั้งที่ปลายบินจากบ้านเกิดเมืองนอนเมื่อ 35 ปีก่อน เป็นภาพที่ฝังลึกในความทรงจำของปลายตลอดเวลาขณะอยู่ต่างแดน แต่ก็มีบางภาพที่ต่างจากอดีต รอบๆ สนามบิน หมู่บ้านจัดสรร โรงงาน สนามกอล์ฟ ดุจดังดอกเห็ดในฤดูฝน โผล่ขึ้นมาแทนที่เรือกสวนไร่นาเขียวขจี
เสียงล้อเครื่องบินกระทบพื้นดินบนทางวิ่งของสนามบินดอนเมือง หัวใจของปลายเต้นรัวไม่เป็นจังหวะด้วยความตื้นตันใจ วันที่เฝ้ารอมานานถึง 35 ปีปรากฏเป็นจริงแล้ว
สองมือประนมอยู่ระหว่างอก ค่อยๆ จรดศีรษะน้อมเข้าหามือ
“แล้วปลายจะกลับมาเยี่ยมคุณยายค่ะ”
ปลายจำคำมั่นสัญญาของตนได้ แต่อนิจจา ปลายกลับมาเยี่ยมคุณยายไม่ทัน คุณยายได้ลาจากโลกนี้ไปก่อนหน้านี้นานแล้ว
หลังพายุฝน รุ้งหลากสีทอแสงเป็นประกายบนฟากฟ้า เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกัน วันนี้ปลายเดินข้ามสะพาน กลับสู่อ้อมอกของแผ่นดินแม่ ด้วยหวังว่าต่อแต่นี้ จะไม่พลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนจวบชั่วชีวิต
ที่มา : ว.ณ. พนมยงค์, “สู่แผ่นดินแม่,” ใน “วันวานในโลกกว้าง,” ใน อนุสรณ์ วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์. (กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2562), น. 370-373.
บทความที่เกี่ยวข้อง :
- ตอนที่ 1 - ปลายแถว
- ตอนที่ 2 - เด็กหญิงกล้วยน้ำว้า
- ตอนที่ 3 - ไปโรงเรียน
- ตอนที่ 4 - จุดหักเห
- ตอนที่ 5 - นกน้อยในกรงเหล็ก
- ตอนที่ 6 - สู่โลกกว้าง
- ตอนที่ 7 - ฉันเป็นชาวสยาม
- ตอนที่ 8 - การเดินทาง 15,000 กิโลเมตร
- ตอนที่ 9 - บ้านหลังใหม่
- ตอนที่ 10 - ปู้หวา
- ตอนที่ 11 - พระราชวังต้องห้าม
- ตอนที่ 12 - ตามล่าหาสายลับ
- ตอนที่ 13 - น้ำพริกแอปเปิ้ล
- ตอนที่ 14 - กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
- ตอนที่ 15 - ยามดอกเหมยบาน
- ตอนที่ 16 - สวนสนามวันเมย์เดย์
- ตอนที่ 17 - กำแพงสีเขียว
- ตอนที่ 18 - ลาก่อนเพื่อนรัก
- ตอนที่ 19 - จดหมายจากกว่างโจ๊ว
- ตอนที่ 20 - โรบินสัน ครูโซ
- ตอนที่ 21 - สัตว์รัก สัตว์เลี้ยง
- ตอนที่ 22 - เสียงกลองรบลั่น นกกระจอกเข้ารัง
- ตอนที่ 23 - ทองคำสีดำ
- ตอนที่ 24 - ถลุงเหล็กกล้า
- ตอนที่ 25 - สุ. จิ. ปุ. ลิ.
- ตอนที่ 26 - ปณิธานของเทียนไขเล่มน้อย
- ตอนที่ 27 - มวลหมู่นักศึกษา
- ตอนที่ 28 - ยุคเศรษฐกิจจีน ต้องรัดเข็มขัด
- ตอนที่ 29 - ครูฝึกสอน
- ตอนที่ 30 - ลุงโฮ
- ตอนที่ 31 - ก้าวสู่มหาวิทยาลัยชีวิต
[1] Institut National des Langues et Civilisations Orientales (I.N.A.L.C.O.).
[2] Monet - โมเนต์ (พ.ศ. 2383-2469)
Manet - มาเนต์ (พ.ศ. 2375-2426)
Renoir - เรอนัวร์ (พ.ศ. 2384-2462) จิตรกรฝรั่งเศส.
[3] Van Gogh - แวนโก๊ะ (พ.ศ. 2396-2433) จิตรกรดัตช์.
[4] Grand Palais - กร็องด์ ปาเลต์ เป็นสถานที่จัดนิทรรศการศิลปกรรมของกรุงปารีส.