จริงๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อจากท่านทูตทั้งสองท่าน เพราะว่า ถ้าเป็นการตอบคำถามของอาจารย์ คิดว่าท่านทูตทั้งสองได้อธิบาย ขยายความ แล้วก็ให้วิธีการไปพอสมควรว่า เราจะเรียนรู้จากผู้มีคุโณปการต่อบ้านเมืองของเราได้อย่างไร ท่านทูตก็เล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ที่มีหลากหลายแง่มุม ใช้การเจรจาในทางการทูต มีเจตจำนงที่มุ่งมั่น ที่จริงท่านทูตทั้งสองท่านทำให้เราเห็นวิธีการหลายแบบที่ผู้มีคุโณปการต่อบ้านเมืองใช้มาตั้งแต่ก่อนเก่า

อันแรกเลยที่เห็นชัดเลยก็คือ เจตจำนงที่มุ่งมั่นต่อการเมือง คือถ้าเราจะจัดการเรียนการสอน ขยายเรื่องราวเหล่านี้เข้าไป จริงๆ ต้องขอบคุณทาง กทม. ที่โชว์ให้เห็นตอนแรกว่า เรามีคล้ายๆ ศูนย์การเรียนรู้ มีพิพิธภัณฑ์อยู่ที่เขตบึงกุ่ม ตรงนี้ก็เป็นหนึ่งในเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญ เป็นพื้นที่สำหรับประชาชน แต่อยู่บึงกุ่มที่เดียวอาจจะไม่พอ อาจจะต้องเอาเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษา เท่าที่ทราบ กรุงเทพมหานครมีโรงเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเราชวนเด็กๆ เรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ค่ะ หรือนำเรื่องราวเหล่านี้เข้าไปในหลักสูตร คิดว่าตรงนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่ดีมาก
เพราะว่าอะไร เพราะว่าอย่างน้อยก็มีที่บึงกุ่ม มีที่ทองหล่อ ซึ่งเป็นสถาบันปรีดี พนมยงค์ มีวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่เป็นร่องรอย แล้วก็มีที่ธรรมศาสตร์ มีอีกหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เวลาเราจัดการเรียนการสอนจริงๆ ถ้าเป็นคนที่จัดการเรียนการสอนเรื่องประวัติศาสตร์ ตอนนี้ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวกับเด็กมากที่สุด เรื่องเหล่านี้ ถ้าเอาเข้าไปอยู่กับ กทม. ก็สามารถขยับก่อน เอาเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนได้ก่อน มีพื้นที่ มีองค์ความรู้ มีเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้
คิดว่าโรงเรียนใน กทม. กับโรงเรียนในต่างจังหวัด ความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีไม่เท่ากัน คือตัวเอง ทำงานเกี่ยวกับบริเวณชายแดนพื้นที่ชายขอบ ไปอยู่ชายแดนใต้ 16-17 ปี อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้เข้าถึง แล้วพื้นที่ชายแดน พื้นที่ชายขอบของประเทศไทย ยังไม่ได้ค่อยมีโอกาสที่จะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้
ถามว่าทำไมควรต้องเรียน อันที่ 1 เลย ที่เราอ้างกัน ตรงนี้ก็ต้องกลับไปที่คนรุ่นก่อนเก่ามาจนถึงปัจจุบัน เราอ้างค่อนข้างบ่อย ว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศอิสระ ไม่เป็นทาสใคร คือเราท่องค่ะ เราท่องกันมาก แต่เราไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงแต่ไม่เคยเห็นคุณค่าเลยว่า กว่าจะได้มาซึ่งวันที่เราบอกกับนานาชาติได้ว่าประเทศไทยมีวันสันติภาพไทยเป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปอ้างอิงวันสันติภาพสากล 21 กันยายนที่ทั่วโลกเขาเฉลิมฉลองใช่หรือไม่คะท่านทูต เรามีวันสันติภาพไทย 16 สิงหาคมเป็นของเราเอง คือไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะมี คุโณปการแบบนี้คิดว่าควรเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่เล็ก ไม่ต้องรอให้มาถึงมหาวิทยาลัยมหิดลนะ
ดิฉันอยู่ในสถาบันที่จัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก หลักสูตรสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา รอจนกว่าจะมาถึงระดับมหาวิทยาลัย เราอาจจะรบกันตาย ฆ่ากันตายไปเป็นอย่างมากแล้ว ถูกหรือไม่คะ เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ค่ะ เรื่องสันติภาพ เรื่องคุโณปการของคนที่มีเจตจำนงมุ่งมั่น เอาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง การทำทุกอย่างของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ทำโดยที่มีประชาชนทั้งประเทศเป็นหลักมั่น
ไปศึกษาดูได้ ท่านไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือครอบครัว หรือใครก็ตาม
ทุกครั้งที่ท่านอาจารย์ทำงาน ท่านมีเป้าชัดเจนเลยว่า ประเทศไทย บ้านเกิดเมืองนอน เป้าหมายคือประเทศไทยทั้งหมดทั้งมวล
หลัก 6 ประการ ในส่วนของเรื่องการศึกษาชัดเจนมาก ถ้าคนทั้งประเทศไม่มีการศึกษา และมันไม่ได้อยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท่านอาจารย์ไม่เคยพูดอะไรแบบนั้น
ท่านอาจารย์พูดเสมอ แล้วก็ให้เจตจำนงที่มุ่งมั่นว่า ประชาชนต้องมีการศึกษาที่ดีทั่วประเทศและโดยทั่วไป เพื่ออะไร เพื่อจะได้เข้าใจและก็เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองไปพร้อมกัน ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีการศึกษา อาจจะไม่ได้เข้าใจว่าสิทธิเสรีภาพจะทำอย่างไร จะปฏิบัติกับเพื่อนมนุษย์อย่างที่มีศักดิ์ศรีเสมอกันอย่างไร เรื่องเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจ หรืออาจจะไม่ได้เข้าใจว่าประชาชนก็มีสิทธิ์มีเสียงในการที่จะลุกขึ้นมาบอกว่า รัฐบาลต้องทำอะไรเพื่อจะพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ควรจะเอาไปอยู่ในการเรียนการสอน ถ้าพูดในภาษาแบบที่เราทำงานกัน เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า สันติภาพศึกษา ซึ่งจะอยู่ในระดับการศึกษาตั้งแต่เด็ก อย่างถ้าเป็นนักการศึกษาก็จะบอกแบบนี้ค่ะ ถ้าเราคิดถึงนักการศึกษาระดับโลก ก็คือมาเรีย มอนเตสซอรี ซึ่งเป็นคนที่พูดเรื่อง “สันติภาพศึกษา” แล้วก็บอกว่าจะต้องบรรจุเข้าไปในการเรียนระดับปฐมวัย จริงๆ แล้วมันต้องใส่ให้กับผู้ปกครองด้วยซ้ำไป เพื่อให้เราบ่มเพาะมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมา ยึดมั่นในสันติวิธี เคารพศักดิ์ศรีเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่กระทำการอะไรที่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีเพื่อนมนุษย์ ในขณะที่มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เช่น ในขณะที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันกำลังลำบากยากเข็ญ คงไม่ไปเป่าแซกโซโฟน ร้องเพลงในขณะที่เพื่อนมนุษย์กำลังอดอยาก หรือขณะที่เขามีคดีความ มีอาชญากรรมอยู่รอบๆ ตัวอะไรแบบนี้ หรือมี Corruption อย่างเรื่องของการสอบเข้ารับราชการที่กำลังมีการทุจริตอยู่ในขณะนี้
อันนี้ ท่านอาจารย์ปรีดีหรือมาเรีย มอนเตสซอรีบอกว่า ในเรื่องของสันติภาพศึกษา ไม่ได้สอนแบบนั้น เราจะสอนอีกแบบหนึ่ง สอนให้เคารพแบบที่ท่านอาจารย์ปรีดี พยายามที่จะทำให้เราเห็น ทีนี้ดิฉันคิดว่า ในเรื่องการเรียนการสอนก็ทำแบบนี้
ทำเรื่องสันติภาพศึกษาเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่เด็กจนโต
แล้วทีนี้ทำอะไรได้อีก ถ้าเราจะดูเรื่องของการศึกษาที่จะส่งเสริมเรื่องคุโณปการของสันติภาพ สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ท่านอาจารย์ปรีดีได้ทำและก็สร้างเครื่องมือ เป็นเครื่องมือที่อาจารย์ทำไว้ให้สำหรับพวกเราได้ใช้สำหรับจัดการเรียนการสอน จริงๆ สามารถเรียกว่า Soft power ของประเทศไทยก็ได้
แล้วก็แอบข้องใจดังๆ ว่าที่จริงเรามี Soft power มาก่อนที่เกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ เขาจะเอามาใช้แล้วก็ทำให้ประเทศชาติของเขาเจริญก้าวหน้า
ส่วนของเราก็มี “พระเจ้าช้างเผือก” ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นนวัตกรรมเลยสำหรับประเทศไทย แล้วจัดฉายในหลายประเทศ ไม่ได้ฉายเฉพาะในประเทศไทยอันนี้คือ Soft power สำคัญ และอีกด้านหนึ่งมันคือเครื่องมือของการจัดการเรียนการสอนเรื่องสันติภาพศึกษา ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ถ้าท่านไปดูหนังเรื่องนี้ “พระเจ้าช้างเผือก” ท่านจะเห็นเลยว่า อันนี้คือภูมิปัญญาที่เป็นของไทย ที่ท่านอาจารย์ปรีดีได้มุ่งมั่นสร้าง เพื่อจะให้เราใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน ห้องเรียนที่ดิฉันทำอยู่ใช้หนังสือและใช้ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกในการสอน
ในขณะที่ทั่วโลก คือสำหรับคนที่เรียนและคนที่สอนเรื่องนี้ ก็ต้องไปหาภาพยนตร์ของนานาชาติเพื่อจะมาสอน เช่นอะไร ถ้าจะสอนเรื่องโศกนาฏกรรม ความเข้าอกเข้าใจสงครามอย่างลึกลึกซึ้งเพื่อจะให้เห็นถึงสันติภาพ ก็ต้องไปหาภาพยนตร์เช่น
The Killing Field, Hotel Rwanda ซึ่งไม่ใช่ของไทย มันไม่ใช่ภูมิปัญญาเรา แต่พอเป็นพระเจ้าช้างเผือก อันนี้มัน Connect มันเชื่อมต่อกับมรดกภูมิปัญญาที่เรามีอยู่
เพราะฉะนั้นมันง่ายกับการเข้าใจ อันนี้คือเครื่องมือหนึ่งที่เราใช้สำหรับการเรียนการสอนได้

อีกประการถัดมา ฟังท่านทูตเล่าแล้วประทับใจมากเลย เนื่องจากที่สถาบัน เรากำลังจัดงานสัปดาห์สันติภาพเป็นครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่แล้วจัดครั้งแรก ร่วมกับทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ ครั้งที่ 1 จริงๆ ก็มาจากการที่เราก็ไปดูว่าคุณค่าและมรดกสำคัญที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์และขบวนการเสรีไทยทิ้งเอาไว้ให้กับเรา จนเราได้เฉลิมฉลอง 80 ปี เมื่อปีที่แล้ว มันเป็นคุณค่าต่อคนในสังคมไทย เรามองข้ามไป เรามีมรดกชิ้นสำคัญที่สามารถสร้างความร่ำรวยมั่งคั่ง สร้างเกียรติภูมิให้กับไทยในเวทีโลก ในแผนที่โลก ที่สามารถไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด ก็คือ วันสันติภาพไทย ที่เป็นคุโณปการอันนี้
ที่สำคัญก็คือ มีศิลปะ เมื่อสักครู่นี้ที่ยกตัวอย่างเป็นภาพยนตร์ ที่ท่านอาจารย์ได้ฝากไว้ซึ่งได้มาฟังเพิ่มอีกก็คือ จริงๆ ท่านมีศิลปะในทางการทูต ที่ฝากเอาไว้เป็นอย่างมาก ศิลปะในทางการทูต เช่นที่อยู่บนกลักของบุหรี่ แล้วก็ในอีกหลายๆ ภาพที่ท่านทูตมาโชว์ อันนี้ค่ะ คือศิลปะเพื่อสันติภาพที่แท้จริง
เพราะว่าอะไรคะ อันนี้คือสิ่งที่เราหายไป แล้วก็ถ้าท่านอาจารย์ทิ้งคำถาม ท่านทูตทิ้งคำถามไว้ข้อที่ 3 ใช่หรือไม่คะ ดิฉันอยากจะกลับมาชี้ชวนให้พวกเราคิด ว่าในความเป็นศิลปะ เจตจำนงทางการเมืองคืออีกอันหนึ่งที่ถือว่าเป็นศิลปะของผู้นำ ซึ่งท่านอาจารย์ปรีดีมีอย่างมากมายมหาศาล ท่านเรียนเรื่องศิลปะผู้นำด้วย จะทราบเลย
บุคลิกภาพของท่าน ความสุขุมสง่างามของท่าน วิสัยทัศน์ที่ท่านจะเห็นและยึดเอาผลประโยชน์ของบ้านเมือง อันนี้เป็นอีกหนึ่งวิชาใหญ่ คิดว่าต้องเอากลับมาสอนกันอย่างจริงจัง ว่าศิลปะการเป็นผู้นำในระดับประเทศที่แท้จริงควรเป็นแบบไหน ควรเปิดพรมแดงรับใครดี การตัดสินใจแบบนี้ต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมีข้อมูล แล้วก็ต้องมีความแน่วแน่ว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการจะเปิดพรมแดนรับใครจะเป็นอย่างไร ผลกระทบต่อประชาชน ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ต่อเกียรติภูมิของประเทศไทยในสายตานานาชาติเป็นแบบไหน ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นอีกหนึ่งวิชาสำคัญสำหรับพวกที่ศึกษาเรื่องสันติภาพ
เราจะมี 1 วิชา เรื่องศิลปะของการเป็นผู้นำแห่งสันติ คือไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพให้กับโลกใบนี้ ถ้าบุคลิกของท่านแบบไม่ได้มั่นคงแน่วแน่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ชัดเจนสักอย่าง พูดแล้วก็ไม่รับปาก
คำพูด ความสัตย์จริงเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของผู้นำสันติค่ะ ท่านไปดู มหาตมะ คานธี ถือเรื่องนี้เป็นที่ยิ่งเลย ผู้นำสันติวิธีในโลกใบนี้ค่ะ ยึดมั่นในสัจจะวาจา พูดตรง รับปากตรงไปตรงมา นี่เป็นคุณสมบัติอีกที่สำคัญมากๆ คิดว่าทั้งที่เราเห็นเบื้องต้น อันนี้คือสิ่งที่มันเป็นคุโณปการสำคัญที่คิดว่าควรจะเสนอกลับเข้าไปในระบบการศึกษา
นอกเหนือจากนี้ คิดว่าเวลาเราจัดการเรียนการสอนในสังคมไทย หลักที่ท่านอาจารย์ปรีดี ท่านเสนอไว้ให้เรา ไม่ว่าจะเป็นหลัก 6 ประการ หรือว่าในเรื่องหลักการของสันติภาพ ความเป็นธรรม ท่านไม่เคยทิ้งเรื่องความเป็นธรรม
ความเป็นธรรม ท่านพูดในแง่ของความเป็นธรรมของสังคม ที่เราพูดจะว่านิ้วก้อยจะได้ไม่เท่านิ้วชี้หรือนิ้วกลาง ความเป็นธรรมของสังคมคืออะไร คือท่านให้น้ำหนักกับการที่ว่า คนที่มีมากก็ต้องเห็นอกเห็นใจคนที่มีน้อยกว่า และไปเสริมกำลังให้กับคนที่มีน้อยได้ลุกขึ้นมาอย่างมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ท่านไม่ได้สนับสนุนว่าคนมีมากแล้ว ก็ยิ่งต้องกอบโกยเข้าพรรคพวกตัวเองอะไรแบบนั้น แต่ท่านกลับเน้นว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้นำด้วยซ้ำไป ที่จะต้องเห็นว่ามีคนที่ตัวเล็กตัวน้อยที่ด้อย เข้าไม่ถึงทรัพยากรต่างๆ กลุ่มคนที่ตกอยู่หลังเขา ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ต้องโอบรับคนเหล่านี้เข้ามา แล้วก็เสริมพลังเขา เพื่อให้เขาได้มีที่ยืนอย่างสง่า นี่คือเพื่อนร่วมชาติ

ไม่ใช่แค่นั้น ถ้าเราเห็นจากการที่ท่านทูตเล่าให้ฟัง เรื่องพยายามจะไปช่วยประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามอะไรอย่างนี้ ท่านไม่ได้มองแคบแค่ภายในประเทศ แต่ท่านมองไปในภูมิภาค เพราะมิฉะนั้นแล้ว South East Asia League จะไม่เกิดขึ้น
ถ้าท่านมองเฉพาะแค่ว่าต้องชาตินิยม บอกว่าเราต้องใหญ่กว่าใคร อันนี้ไม่ใช่ แต่ท่านมองเห็นว่าทำอย่างไรที่เราจะมีมิตรภาพ มีเพื่อนบ้านที่ดีไปด้วย ท่านคงจะตระหนักดีว่า ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านขาดหายไป แน่นอนสงครามก็จะเกิด ซึ่งก็คือการตัดขาดมิตรภาพและความสัมพันธ์
แนวคิดความคิดแบบนี้ น่าจะอยู่ในตัวของท่านแหละ เพราะจริงๆ ท่านก็แสดงออกมาให้เห็นในเอกสารหลายๆ ชิ้นที่เราสามารถศึกษากันได้ แล้วก็เห็นได้
เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่ส่วนตัวมองว่าท่านอาจารย์ พยายามที่จะชวนให้เราได้มองเห็นมิติแบบนี้ในสังคมไทย
เมื่อวันก่อนเราก็จัดเวทีกันใช่ไหมคะ สิ่งที่ตัวเองเห็น ซึ่งก็ตรงนี้อยากจะเรียกว่าชวนตั้งคำถามกลับไปก็แล้วกัน กับผู้ฟัง ผู้ชม แล้วก็คนที่เข้ามาตาม Comment
คิดว่าตอนนี้ท่านก็น่าจะฟังดิฉันอยู่เช่นกัน
หลายความเห็นก็จะบอกว่าพวกเราโลกสวย เมื่อวานเราคุยกันเรื่องไทย-กัมพูชา บอกกับเราว่าทำไมถึงไปบอกกัมพูชา แล้วจริงๆ ทางฝั่งนั้น เขาก็จ้องจะขยี้เราอะไรแบบนี้ ดิฉันก็อยากจะชวนกลับไปบอก กลับไปตอบคนที่ให้ความเห็นเหล่านี้ สมมุติว่าเราทำอย่างที่ท่านให้ความเห็น เพราะเมื่อวานก็ไปอ่าน ก็มีบางคนบอกว่าไทยเราทำไมไม่ไปถล่มเขาเลยอะไรแบบนี้ อันนี้ชายแดนไทยกัมพูชาก็จะเป็นอย่างนี้
ตอนทำงานชายแดนใต้ก็จะเจอความเห็นว่า ทำไมเราไม่ใช้กำลังไปถล่ม คือดิฉันอยากจะชวนกลับคิดอย่างนี้ ว่าถ้า 80 ปีหรือ 81 ปีที่แล้ว เราไม่มีชุดความคิดหรือขบวนการเสรีไทย ที่คิดต่างจากรัฐบาล ที่บอกเราจะเข้าไปทางฝั่งเดียวกับญี่ปุ่น
ก็คิดว่าก็คงมีคนแอบสนับสนุนว่า ญี่ปุ่นอย่างไรก็ต้องชนะแน่ๆ ถ้าเราไม่มีคนที่คิดแบบท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และขบวนการเสรีไทยที่ต้องเสียสละชีวิต ไม่มีคนกล้าคิดแบบนี้ว่า เราเลือกมาในทางที่ไม่ใช้กำลังและความรุนแรงดีกว่าหรือไม่
ประเทศไทยเราเล็กนิดเดียวในแผนที่โลกใบนี้ กองกำลังไม่ได้ยิ่งใหญ่ กองทัพไม่ได้ยิ่งใหญ่มาก เราจะไปโอหัง อหังการเปิดศึกกับใคร โดยไม่ประเมินดีๆ สิ่งที่ได้รับกลับมา มันอาจไม่ใช่เสรีภาพที่ทำให้ท่านได้มาแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีเพื่อที่จะชวนเราไปรบอยู่ก็ได้ อันนี้ก็เลยอยากชวนคิด ชวนคุย ชวนตั้งคำถามเอาไว้ค่ะ อาจารย์
จริงๆ ในสายงานที่พวกเราทำจะมีอยู่คำหนึ่ง แล้วก็คิดว่าเป็นวิสัยทัศน์ของท่านอาจารย์ปรีดีซึ่งจะเห็นการณ์ไกล ก็คือว่าถ้าเราเข้าร่วมสงคราม แล้วได้ชัยชนะบนสงคราม อะไรคือสิ่งที่ตามมา เราสามารถชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้จริงหรือไม่ และตรงนั้นจะเป็นชัยชนะที่แท้จริงที่จะนำความเจริญมั่งคั่งร่ำรวยมาสู่เราได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ ลองคิดดู ก่อนหน้านั้น
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลกระทบจากการสู้รบ ก็ส่งผลให้กับนานาประเทศถูกหรือไม่ มันไม่ได้เป็นชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและนำมาซึ่งความดีความงามให้กับประเทศที่ชนะ เพราะชนะเสร็จแล้วมันต้องอยู่ด้วยความกลัวและหวาดระแวง ว่าจะถูกเอาคืนเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะมีใครรวมหัวกันมาแก้แค้นเอาคืน เพราะชัยชนะบนสงครามความรุนแรงแบบนั้น มันมีผู้แพ้และผู้สูญเสีย ที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นเคืองโกรธนึกออกหรือไม่
งั้นเราห้ามความโกรธความแค้นเหล่านี้ไม่ได้ แต่ถ้าเราชัยชนะบนสันติวิธีหมายความอย่างไร หมายความว่าชัยชนะบนฐานของการที่ทั้งคนไทยและเพื่อนบ้านกินดีอยู่ดีมีความสัมพันธ์ดี ไม่ต้องหวาดระแวงกันว่าวันนี้เราชนะเพื่อนบ้าน อีกวันต่อไปเขาฟื้นกลับมามีแรงเมื่อไหร่ เขาจะกลับมาชนะเราถูกมั้ยคะ แต่ท่านมองการณ์ไกลในแง่ที่ว่า เอาการศึกษาให้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อเราจะชนะในระยะยาว ชนะด้วยสันติวิธี ชนะที่เป็นชัยชนะของสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ต้องหวาดกลัวว่า จะมีประชาชนคนไหนจะถูกเอารัดเอาเปรียบหรือตกทุกข์ได้ยาก เพราะความไม่รู้อีกต่อไปอย่างนี้เป็นต้น
หรือไม่จำเป็นต้องมานั่งหวาดกลัวว่าถ้าลงทุนไปกับกองทัพแล้ว งบประมาณที่มีจำกัด การบริหารจัดการกองทัพไปสำหรับด้านอาวุธเสร็จ แล้วจะเอาตรงไหนไปทำนุบำรุงคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในระยะยาวนึกออกหรือไม่
คือคิดว่าวิสัยทัศน์แบบนี้ที่มองว่าผลกระทบของสงครามกับของสันติภาพ ชั่งน้ำหนักแล้วอะไรคือเครื่องมือที่จะนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงและไม่ต้องอยู่กับความหวาดระแวง คิดดูเรามีประสบการณ์ในประเทศไทยจริงๆ ก็ว่าได้
ในต่างประเทศเราก็จะเห็นการทำสงครามเอาชนะกัน แต่ไม่เคยเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แบบสักครั้ง ทีนี้ในประเทศไทยจริงๆ อยากจะชวนอย่างนี้ คุโณปการของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และก็จริงๆ ต่อมาก็จริงก็มีท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และก็มีอีกหลายๆ ท่านที่อยู่ในขบวนการเสรีไทยที่จะพยายามชวนกันทำ ก็คือว่าทำอย่างไรให้เราเอาหลักเรื่องเสรีภาพความเสมอภาค การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเห็นต่างหรือเห็นด้วย แต่ว่าให้เราเคารพกันแล้วอย่าใช้ความรุนแรงต่อกัน

ตรงนี้มันคือส่วนที่เรียกว่าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญ แล้วมันสะท้อนผ่านอะไร จริงๆ งานที่ท่านอาจารย์พูดหลายครั้ง มันกลับมาเชื่อมโยงกับทุนทางสังคมวัฒนธรรมของประเทศไทยที่เป็นประเทศพุทธ เรามีพุทธศาสนามีหลักการสำคัญอันนี้ก็ไปอ่านนะ งานของท่านอาจารย์เจอทุกชิ้นเลย ท่านกลับมายึดที่หลักของเมตตาธรรม พุทธธรรม หลักง่ายๆ เลยของพุทธศาสนาที่เป็นรากเหง้าของสังคมนี้คือการไม่ฆ่า เราไม่ฆ่ายุง แต่ทำไมเราฆ่าคน ที่เราจะชวนกันไปฆ่าคนข้างนอกไม่พอนะ ฆ่ากันเองข้างในประเทศก็มีจำนวนมาก
เพราะฉะนั้นคุโณปการในเรื่องของวันสันติภาพก็เลยไม่ใช่แค่เป็นวันสันติภาพในระดับที่เราจะทำในนานาชาติกับเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ทำอย่างไรให้เอากลับมาอยู่ในเนื้อตัวบนรากเหง้าของความเป็นสังคมไทยด้วย ถ้าเราทำอย่างนี้ จริงๆ ตั้งแต่ 2475 ที่ท่านมีคุโณปการกันมา ถ้าเราเอาหลักการเคารพเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน เราจะไม่เกิดเหตุการณ์ฆ่ากันในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เราจะไม่เกิดเหตุการณ์กวาดล้างอย่างรุนแรง ฆ่ากลางกรุงในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ถามว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไทยหรือเป็นใคร ต่อให้ท่านจะปลุกระดมว่าเป็นเวียดนามหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าไปดูจะพบว่าเป็นคนไทย เรามี 22 นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
คนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519
เพราะอะไร เพราะเรายึดมั่นว่าเราอยากเห็นสังคมที่เป็นธรรม
ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ผู้บริหารบ้านเมืองควรจะเห็นศีรษะของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ และควรทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน ไม่ควรจะปล่อยให้มีการเอารัดเอาเปรียบฉวยใช้อำนาจหน้าที่ตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ ไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง
อันนี้ล้วนจะเป็นคุโณปการที่สำคัญซึ่งเราละเลยหลงลืมไม่เอามาใช้ เราไม่ต้องไปรบกับใคร ตอนนี้อยากชวนสังคมไทยกลับมาเลยว่าคุโณปการหลัก 6 ประการของท่านอาจารย์ปรีดี หรือแม้กระทั่งถอยไป 2475 ที่เราอภิวัฒน์สยามจากบ้านเมืองที่อาจจะไม่ได้เรียกว่าอยู่ในเวทีนานาชาติเหมือนที่เราเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ และเราเข้าไปรับเอาหลักการสิทธิมนุษยชนสากล
เข้ามาเป็นหลักในบ้านเมืองเรา เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเรามีอารยะ เป็นประเทศอารยะเทียบเท่ากับอีก 100 กว่าประเทศทั่วโลก ตรงนี้คือคุโณปการสำคัญที่เป็นความมุ่งมั่นที่ท่านทำ
เรายังมีคนไทยจำนวนมากที่บอกว่า นักสิทธิมนุษยชนพวกนี้เป็นอะไร เป็นทาสฝรั่งหรือไม่ เป็นขี้ข้าฝรั่งตาน้ำข้าวต่างๆ นานา ท่านไม่ทราบเลยตรงนี้เป็นคุโณปการสำคัญ ที่ท่านอาจารย์ปรีดีแล้วก็ขบวนการเสรีไทยพยายามขับเคลื่อนทำเอาไว้ให้เราไม่ถูกประณามหยามเหยียดจากนานาชาติ
และตอนนี้เราก็ยังมีความพยายาม 1-2 ปีที่ผ่านมาเราก็พยายามอยากจะมีตัวแทนในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตอนนี้เราทำอะไรคะเราอยากเข้า OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) แล้วใน OECD เขาทำอะไรบ้าง ก็คือประเทศที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่นิยมฝักใฝ่เผด็จการหรือใช้ความรุนแรง ไม่ว่าต่อประชาชนของตนเองหรือต่อเพื่อนบ้าน
แล้วเราควรจะไปทำอย่างไรดีตอนนี้ ไปไหนดี ตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากชวนให้มาขบคิดกันอย่างจริงจัง ว่าเรื่องราวของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์และขบวนการเสรีไทยควรเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของทั่วประเทศได้หรือยัง ที่สำคัญคือคิดว่ามันเป็นความรุ่มรวยและเป็น Soft power มากๆ เลย ถ้าเราบอกว่าประเทศไทยเราต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวในหลายประเทศ
เวลาเราเดินทางต่างประเทศน่ะเราไปไหนรู้หรือไม่ เราไปแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นประวัติศาสตร์ ไปยุโรปเราก็จะไปตามหาว่าแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มีอะไรบ้าง เที่ยวไปใน Southeast Asia เราก็จะไปตามหาว่าตรงไหนมีอะไรดีๆ ที่เป็นประวัติศาสตร์ เป็นรากเหง้าเป็นความภาคภูมิใจของชาติเขา ไปเกาหลีใต้ก็จะรู้สึกว่ารุ่มรวยมาก มีพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้การต่อสู้ของภาคประชาชน ของวีรบุรุษที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาบ้านเมืองตัวเองไปสู่สังคมประชาธิปไตย มีเรื่องของการเคารพสิทธิมนุษยชนการสร้างสันติภาพเต็มไปหมดเลยค่ะ
ทำไมเราไม่ตามรอย ที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่นราธิวาสแบบนี้ ที่หลายๆ ที่ ทำไมเราไม่ดึงที่เหล่านี้กลับมาบอกเล่าให้กับคนทั่วโลกเขาเข้าใจว่า ประเทศไทยเราไม่ได้ขยันแต่ฆ่ากันเอง เรามีพื้นที่สำหรับการส่งเสริมบ่มเพาะวัฒนธรรมสันติภาพ การเคารพสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยเราช่วยเหลือผู้หลบลี้หนีภัยสงครามมามากมาย และเราทำงานกับคนเหล่านี้ให้เขาเป็นทูตไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับทั่วโลก ว่ามาประเทศไทยแล้วประเทศไทยให้การศึกษาที่ดีอย่างที่ท่านทูตจริย์วัฒน์ สันตะบุตรว่า ดูแลเราอย่างดีไม่ทำการ Bully ให้เกียรติ มีงานให้ทำ มาประเทศไทยแล้วดีอย่างนั้นอย่างนี้แล้วนำไปพูดทั่วโลก ยิ่งเดี๋ยวนี้มันพูดง่ายเพราะพูดผ่าน Social media ก็ได้
ทำความประทับใจให้เขาแล้วให้เขาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ตรงนี้คิดว่าสังคมไทยต้องกลับมาขบคิดอย่างจริงจังและลงมือทำ

ถ้าเรามองดูภาพรวมของประเทศไทยซึ่งกำลังเดินเข้าสู่ Aging society คือ 45 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยกำลังจะเป็นผู้สูงวัย ดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วอัตราการเกิดตอนนี้ของเราน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
ตอนนี้ท่านอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน แต่ในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะพบกับวิกฤตขนาดใหญ่ ถ้าท่านอาจารย์ปรีดียังอยู่ ท่านจะทำงานอย่างเต็มที่ ในการที่จะบอกกับเพื่อนบ้านว่า บ้านใครมีลูกเล็กเด็กแดง ส่งมาเรียนกับบ้านเรา ส่งมาเป็นพนักงานในธุรกิจเรา ดิฉันคิดแบบนี้ ขอบคุณค่ะอาจารย์