ระเบียบโลกภายหลังสงครามครั้งที่สองของสหรัฐอเมริกาอ่อนแอลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ มีการดำเนินการหลายอย่างละเมิดต่อหลักการในการอยู่ร่วมกัน โดยหลักการเหล่านี้ถูกกำหนดโดยองค์กรระหว่างประเทศที่ สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งขึ้นมาร่วมกับประเทศสัมพันธมิตร อย่าง องค์การสหประชาชาติ
สันติภาพ ท่ามกลาง ระเบียบโลกใหม่ จะเป็นอย่างไร
สันติภาพในระเบียบโลกใหม่
เมื่อเราย้อนมองดูระเบียบโลกในยุคปัจจุบัน เราจะพบความจริงที่ว่าความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของสันติภาพมวลมนุษยชาติ ทั้งในรูปแบบของสงครามการค้าอันยืดเยื้อ และความขัดแย้งทางทหารอันร้อนระอุในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีของอิหร่าน แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดขึ้นจากความบกพร่องทางนโยบายของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการพังทลายของ "ระบบพหุภาคีนิยม" ที่โลกเราเคยสร้างขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในมิติทางเศรษฐกิจ โลกเราเคยไว้วางใจให้องค์การการค้าโลกหรือกติกาโลกเป็นผู้ตัดสินและกำหนดทิศทาง แต่เมื่อกลไกการตัดสินข้อพิพาทระดับสากลถูกทำลายลงจนไร้สภาพบังคับ เวทีกลางที่เคยดึงคู่ขัดแย้งทางการค้าและเศรษฐกิจให้อยู่ในกติกาที่ตกลงร่วมกันจึงหมด
ขณะเดียวกัน ในมิติความมั่นคงและการทูต ความล้มเหลวของพหุภาคีนิยมได้ฉายภาพชัดเจนที่สุดในกรณีของอิหร่าน ผลที่ตามมาคือการทำลายความไว้วางใจระหว่างประเทศจนหมดสิ้น สถาบันที่ใหญ่ที่สุดอย่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กลับตกอยู่ในภาวะอัมพาตโดยสิ้นเชิงจากสิทธิวีโต้ของมหาอำนาจ ไม่สามารถหยุดยั้งสงครามตัวแทนได้
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในสงครามการค้าและวิกฤตอิหร่านจึงเป็นอุทาหรณ์ที่เด่นชัดที่สุดว่า เมื่อองค์กรและกติการะหว่างประเทศไร้ความหมาย มนุษยชาติจะหมุนวนกลับไปสู่ยุคที่อำนาจคือบรรทัดฐานของการตัดสินใจ และประเทศที่มีกำลังเศรษฐกิจหรือทหารเหนือกว่าจะบังคับใช้อำนาจตามอำเภอใจ การฟื้นฟูระบบพหุภาคีนิยมและการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศให้กลับมาทำงานได้จริง จึงไม่ใช่แค่วาทกรรมโลกสวย แต่เป็นทางออกที่จับต้องได้ หากเราต้องการยับยั้งไม่ให้ความขัดแย้งเหล่านี้ลุกลามกระทบกับสันติภาพโลกมากไปกว่านี้
ภาพของโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยกติกาพหุภาคี กำลังถูกแทนที่ด้วยโลกหลายขั้วอำนาจที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงและการแบ่งฝ่าย การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง แต่กลุ่มที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุด กลับไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้สร้างความขัดแย้ง หากแต่เป็น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้ระดับกลาง ซึ่งผลกระทบที่เป็นรูปธรรมนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนใน 2 มิติหลัก
1. วิกฤตค่าครองชีพ พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร
แรงกระแทกประการแรกคือการส่งผ่านความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมายังปากท้องของประชาชนโดยตรง เมื่อเกิดความตึงเครียดในจุดยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของโลก หรือการโจมตีเรือสินค้าใน ทะเลแดง โดยกลุ่มฮูตี ค่าขนส่งทางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินทางต่างพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหารอย่าง ศรีลังกา หรือ อียิปต์แรงกระแทกนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่แพงขึ้น แต่ส่งผลให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศหมดลงอย่างรวดเร็ว
เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ความไม่แน่นอนของออเดอร์การส่งออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและคนทำงานรายวันในภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. แรงกดดันให้เลือกข้าง
นโยบายต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้ระดับกลางถูกบีบให้เลือกข้าง ในอดีตที่ผ่านมาประเทศกำลังพัฒนาสามารถวางตัวเป็นกลางและแสวงหาประโยชน์จากมหาอำนาจทุกฝ่ายได้ แต่ในระเบียบโลกปัจจุบัน มหาอำนาจเริ่มใช้มาตรการกดดันแบบ "ถ้าไม่เป็นมิตร ก็คือศัตรู"
นอกจากนี้ การใช้มาตรการคว่ำบาตรจากฝั่งตะวันตก ยังทำให้ประเทศในแอฟริกาและเอเชียถูกบังคับให้เลิกซื้อพลังงานหรือปุ๋ยราคาถูกจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่านหรือรัสเซีย หากประเทศใดไม่ปฏิบัติตาม ก็เสี่ยงที่จะถูกลงโทษทางเศรษฐกิจหรือถูกตัดออกจากระบบการเงินสากล
ตัวอย่างทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า ในระเบียบโลกที่ผันผวนและไร้ระเบียบ ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถนั่งรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจได้อีกต่อไป ทางรอดเดียวในยุคนี้ คือการรวมกลุ่มทางภูมิภาคให้เข้มแข็ง
ในส่วนประเทศไทยเองนั้น เราจะไม่เป็นผู้รับกรรมจากเกมการเมืองของมหาอำนาจ และไม่อาจรอคอยให้องค์กรสากลระดับโลกหรือมหาอำนาจซีกโลกใดซีกโลกมาแก้ไขปัญหาให้เราได้
ไทยจำเป็นต้องมีกลุ่มผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการกำหนดวิเทโศบายที่นำเอา “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง รักษาเอกราชและความอยู่รอด ท่ามกลางการแข่งขันเชิงอำนาจของมหาอำนาจใหม่อย่างจีน และ มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
ประเทศไทยต้องมีบทบาทนำในการส่งเสริมสันติภาพและประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียน เป็นแบบอย่างแห่งสันติภาพไปสู่ระเบียบโลกใหม่ โดยก้าวแรกที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด คือการที่เรากับอาเซียนจะต้องเป็นกำลังหลักในการเข้าไปแสวงหาทางออกเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนขึ้นในเมียนมา ความขัดแย้งในเมียนมาส่งผลกระทบต่อความรุนแรง ผู้อพยพ และอาชญากรรมที่ลามมาถึงไทยเรา
กระบวนการ สันติภาพและประชาธิปไตย จะปิดความเสี่ยงของการที่ เมียนมา จะกลายเป็น สมรภูมิของสงครามตัวแทนของมหาอำนาจ ได้
ประเทศไทยต้องนำอาเซียนยกระดับการแก้ไขปัญหาสันติภาพในเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม วิกฤตการณ์ในเมียนมาไม่ใช่เรื่องภายในของประเทศเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียว แต่คือบททดสอบความมั่นคงของไทยและศักดิ์ศรีของอาเซียน ในฐานะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับเมียนมากว่าสองพันสี่ร้อยกิโลเมตร ประเทศไทยต้องก้าวขึ้นมารับบทนำเชิงรุกร่วมกับอาเซียน ซึ่งจะช่วยลดแรงปะทะและเป็นสะพานสร้างความไว้วางใจขั้นแรก ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ทางการทูตที่ครอบคลุมทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลทหาร ฝ่ายค้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อวางโรดแมปสันติภาพที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ตลอดจนประสานพลังกับประเทศอื่นในอาเซียนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยและอาเซียนต้องใช้ “ฉันทามติ 5 ข้อ” เป็นบรรทัดฐานหลักในการแก้ปัญหา เราต้องเรียกร้องให้เกิดการยุติความรุนแรงต่อพลเรือนในทันที และส่งเสริมให้ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน (ASEAN Special Envoy) สามารถเข้าถึงพื้นที่และพบปะกับทุกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข หากขาดการประเมินความคืบหน้าที่วัดผลได้ อาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน ต้องร่วมมือกันใช้มาตรการกดดันทางการทูตที่ยึดมั่นในฉันทามตินี้อย่างเป็นเอกภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากติกาและหลักการของภูมิภาคมีสภาพบังคับจริง
ท้ายที่สุดนี้ เมื่ออาเซียนพิสูจน์ว่ามีความเข้มแข็ง ผ่านการที่สามารถจัดการความขัดแย้งภายในภูมิภาคได้ในกรณีเมียนมา อาเซียนและประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นแบบอย่างแห่งสันติภาพและความร่วมมือให้แก่โลก ในขณะที่ระเบียบโลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยการใช้อำนาจข่มขู่และการแบ่งขั้ว อาเซียนจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พหุภาคีนิยมระดับภูมิภาคที่ยึดถือการเจรจา ความเคารพซึ่งกันและกัน และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นทางออกที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนของพวกเรา และบังคับให้มหาอำนาจต้องหันมารับฟังความต้องการของอาเซียนอย่างแท้จริง