ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บุคคล, เกร็ดประวัติศาสตร์

รำลึกชาตกาล ทวีป วรดิลก ปากกาเพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย และมิตรภาพไทย-เวียดนาม

25
สิงหาคม
2569

นาม “ทวีปวร” ยังคงอยู่ในบทเพลง “โดมในดวงใจ” และ “มาร์ช ม.ธ.ก.[1] ส่วนทวีป วรดิลก เจ้าของนามปากกานี้ มีบทบาทในวงการหนังสือพิมพ์ กฎหมาย วรรณกรรม และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทย บทบาทเหล่านี้ผูกอยู่กับความเชื่อเดียวกันตลอดชีวิตของเขาคือ ถ้อยคำควรรับใช้ประชาชน และเสรีภาพต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบ[2]

ทวีปเผชิญความผันผวนทางการเมืองหลายระลอก ตั้งแต่ผลกระทบที่ครอบครัวได้รับภายหลังกบฏบวรเดช การถูกลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษา การกวาดล้างผู้เรียกร้องสันติภาพ จนถึงการถูกคุมขังในข้อหาว่ากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์[3] ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ เขายังคงสร้างผลงานที่หล่อเลี้ยงความทรงจำของชาวธรรมศาสตร์ สืบสานความคิดของปรีดี พนมยงค์ และบันทึกการต่อสู้เพื่อเอกราชของประชาชนเวียดนาม[4] เรื่องราวของเขาจึงเปิดให้เห็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกสายหนึ่ง คือประวัติศาสตร์ของผู้ถือปากกาที่ไม่ยอมแยกวรรณศิลป์ออกจากความรับผิดชอบต่อสังคม

 

ทวีป วรดิลก หรือ “ทวีปวร” (25 สิงหาคม 2471–8 เมษายน 2548) ที่มาภาพที่สืบค้น: มติชนออนไลน์ ปรับแต่งภาพโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์

 

ครอบครัววรดิลกกับบทเรียนแรกของการเมือง

ทวีป วรดิลก เกิดวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2471 ที่ย่านบ้านหม้อ กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 9 คนของพระทวีปธุรประศาสน์ (วร วรดิลก) และนางจำรัส วรดิลก (สกุลเดิม ชีวกานนท์) พี่ชายคนโตของเขาคือสุวัฒน์ วรดิลก นักประพันธ์เจ้าของนามปากกา “รพีพร” ผู้มีบทบาทโดดเด่นในวงวรรณกรรมไทย[5]

พระทวีปธุรประศาสน์เป็นข้าราชการนักปกครอง เคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดกระบี่ ก่อนย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีใน พ.ศ. 2476 ภายหลังเกิดกบฏบวรเดช เขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายกบฏ และได้รับคำสั่งให้ออกจากราชการพร้อมรับพระราชทานบำนาญเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 ขณะมีอายุเพียง 36 ปี[6] การออกจากราชการทำให้ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน ต่อมาเปลี่ยนนามสกุลจาก “พรหมบุตร” เป็น “วรดิลก” พระทวีปฯ กลับไปพำนักที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และประกอบอาชีพทนายความ ชะตากรรมของบิดาทำให้ทวีปรับรู้ถึงผลกระทบทางการเมืองที่มีต่อชีวิตผู้คนมาตั้งแต่วัยเยาว์ และการเมืองก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในครอบครัววรดิลกนับแต่นั้น

 

ทวีป วรดิลก (ขวา) ถ่ายภาพร่วมกับพระทวีปธุรประศาสน์ ผู้เป็นบิดา (กลาง) และสุวัฒน์ วรดิลก พี่ชาย (ซ้าย)

 

สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัววรดิลกกับครอบครัวพนมยงค์เริ่มขึ้นในรุ่นบิดา พระทวีปฯ รู้จักปรีดีมาตั้งแต่ช่วงที่ทั้งสองศึกษาอยู่ในโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมช่วงต้นทศวรรษ 2460 แม้พระทวีปฯ จะไม่ได้เห็นพ้องกับแนวทางของรัฐบาลคณะราษฎรทุกด้าน แต่ก็ยังยกย่องปรีดีว่าเป็นผู้ทำงานด้วยอุดมคติและมุ่งสร้างระบบปกครองที่ให้ความเป็นธรรมแก่สังคม[7] ความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นนี้วางพื้นฐานให้สุวัฒน์และทวีปผูกพันกับปรีดีและมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในเวลาต่อมา

ทวีปสมรสกับกานดา พงศ์ธรานนท์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2508 ทวีปรู้จักกานดาตั้งแต่ช่วงที่เธอทำงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดของบริษัทไทยพาณิชยการ ส่วนเขาทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ กานดาเป็นนักแปลวรรณกรรมจากภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ใช้นามปากกาว่า “นารียา” หนังสือและวรรณกรรมจึงเป็นโลกทางปัญญาที่ทั้งคู่มีร่วมกัน ส่วนจีรวรรณ วรดิลก น้องสาวของสุวัฒน์และทวีป สมรสกับศุขปรีดา พนมยงค์ บุตรชายคนที่สองของปรีดีและพูนศุข พนมยงค์

 

ศิษย์ ต.ม.ธ.ก. ในมรสุมหลังรัฐประหาร

ทวีปเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.ม.ธ.ก.) รุ่น 6 ใน พ.ศ. 2486 ก่อนศึกษาต่อวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ในช่วงที่บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยยังเปิดกว้างให้ถกเถียงเรื่องบ้านเมือง เขาเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษาอย่างแข็งขันและทำหน้าที่บรรณาธิการวารสาร “ธรรมจักร” ของสโมสรนักศึกษาใน พ.ศ. 2492 วารสารฉบับนี้เผยแพร่ข้อเขียนด้านการเมือง สังคม และสันติภาพ และเป็นเวทีทางความคิดที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษา[8]

ทว่า นับแต่เกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 สภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริหารชุดใหม่ยุติการสนับสนุน “ธรรมจักร” และจับตานักศึกษาที่ถูกมองว่ามีความคิดก้าวหน้า ทวีปและเพื่อนนักศึกษาอีก 2-3 คนจึงไปพบท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่บ้านป้อมเพชร์ ถนนสีลม เพื่อบอกเล่าปัญหาและขอความช่วยเหลือ ท่านผู้หญิงพูนศุขรับฟังและช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ การพบกันครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทวีปได้รู้จักท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นการส่วนตัว[9]

ใน พ.ศ. 2494 ทวีปเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ทั้งการรณรงค์เรียกร้องสันติภาพ การคัดค้านสงคราม และการสนับสนุนให้จัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพนักศึกษา ม.ธ.ก. เมื่อฝ่ายบริหารสั่งสอบสวน ความขัดแย้งระหว่างนักศึกษากับมหาวิทยาลัยยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ในที่สุดมหาวิทยาลัยออกคำสั่งลบชื่อทวีปและนักศึกษาอีกสี่คนออกจากทะเบียน ได้แก่ อาทร พุทธิสมบูรณ์ ประจวบ อัมพะเศวต ลิ่วละล่อง บุนนาค และปริญญา ลีละศร ในข้อหายุยงให้มีการต่อต้านรัฐบาล ทั้งที่ขณะนั้นทวีปเหลือสอบอีกเพียงวิชาเดียวก็จะสำเร็จการศึกษา เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่ซ้อนกันอยู่ระหว่างกิจกรรมเรียกร้องสันติภาพ สิทธิในการเคลื่อนไหวของนักศึกษา และอำนาจควบคุมมหาวิทยาลัยในยุคหลังรัฐประหาร[10]

เมื่อเส้นทางการศึกษาในมหาวิทยาลัยถูกตัดขาด ทวีปหันมาทำงานหนังสือพิมพ์เต็มเวลา เขาทำงานกับ “สยามนิกร” และ “พิมพ์ไทย” ก่อนรับหน้าที่หัวหน้ากองบรรณาธิการ “เสียงอ่างทอง” งานหนังสือพิมพ์กลายเป็นพื้นที่ให้เขาติดตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม วิพากษ์อำนาจ และสานต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ก่อตัวขึ้นระหว่างชีวิตนักศึกษา เขายึดมั่นอุดมคติที่ว่า "นักหนังสือพิมพ์ต้องทำงานเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง" และการใช้เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

 

เมื่อสันติภาพกลายเป็นข้อหา

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 รัฐบาลเริ่มกวาดจับนักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง ทนายความ นักศึกษา และผู้ร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ โดยกล่าวหาว่าร่วมกันยุยงให้เกิดความแตกแยกและความไม่สงบ อันเป็นความผิดฐานกบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร การกวาดล้างครั้งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “กบฏสันติภาพ” ทวีปกับสุวัฒน์ถูกควบคุมตัวไปสอบสวน แต่ไม่ได้ถูกคุมขังหรือดำเนินคดีต่อเนื่องเช่นผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ส่วนปาล พนมยงค์ บุตรชายของปรีดีและพูนศุข พนมยงค์ ถูกจับเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน และถูกคุมขังจนได้รับนิรโทษกรรมใน พ.ศ. 2500[11]

 

ปาล พนมยงค์กับเพื่อนร่วมคดีกบฏสันติภาพ จากซ้าย: ปาล พนมยงค์ อารีย์ อิ่มสมบัติ สิงหชัย บังคดานรา และสัมผัส พึ่งประดิษฐ์

 

ใน พ.ศ. 2497 ทวีปเผยแพร่บทกวี “เพื่อนของเธอยังอยู่” เพื่อส่งเสียงถึงผู้ถูกจองจำจากคดีดังกล่าว เนื้อหายืนยันว่า การจับกุมอาจพรากเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่อาจตัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังกับเพื่อนที่ยังอยู่ภายนอก บทกวีนี้จึงบันทึกท่าทีสำคัญของทวีปต่อการเมืองและมิตรภาพ นั่นคือการไม่ทอดทิ้งผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาเพราะความคิดและความเชื่อของตน[12]

การกวาดล้างนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และปัญญาชนขยายตัวภายหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจใน พ.ศ. 2501 และมาถึงทวีปใน พ.ศ. 2503 เมื่อเขาถูกจับด้วยข้อกล่าวหาว่าเสนอทรรศนะเข้าข่ายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ก่อนถูกนำไปคุมขังที่ลาดยาว ที่นั่นมีจิตร ภูมิศักดิ์ ทองใบ ทองเปาด์ และผู้ต้องหาทางการเมืองอีกจำนวนมากถูกคุมขังอยู่ด้วย[13]

ระหว่างอยู่ในลาดยาว ทวีปยังคงอ่านหนังสือและศึกษากฎหมาย จนสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตใน พ.ศ. 2504 หลังถูกคุมขังนานกว่าสิบเดือน เขาล้มป่วยด้วยวัณโรคและได้รับการประกันตัวออกมารักษาสุขภาพ ต่อมาใน พ.ศ. 2506 ทวีปเริ่มทำงานด้านกฎหมายที่สำนักงานทนายความของมารุต บุนนาค ก่อนย้ายไปประจำฝ่ายกฎหมายของธนาคารไทยพัฒนา ซึ่งต่อมากลายเป็นธนาคารมหานคร และทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายควบคู่กับงานเขียนในช่วงต่าง ๆ ของชีวิต[14]

 

นักหนังสือพิมพ์ต้องทำงานเพื่อคนอื่น

พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร รำลึกว่า ทวีปย้ำอยู่เสมอว่า “นักหนังสือพิมพ์มีงานในอาชีพอยู่อย่างเดียว คือ ทำงานเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง”[15] ในมุมของทวีป เสรีภาพในการเสนอข่าวไม่อาจแยกจากความรับผิดชอบ การเรียกร้องเสรีภาพเพียงด้านเดียวจึงไม่เพียงพอ ผู้ใช้เสรีภาพต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง ต่อผู้อ่าน และต่อผลกระทบที่งานสื่อก่อขึ้นแก่สังคม[16]

หลักคิดดังกล่าวปรากฏอยู่ในงานหลายแขนงของทวีป ทั้งข่าว บทความ บทกวี บทเพลง งานแปล และงานด้านกฎหมาย รูปแบบและบทบาทเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต ขณะที่ความรับผิดชอบต่อประชาชนยังคงเดิม เขาใช้ภาษาอธิบายปัญหาบ้านเมือง นำเรื่องที่ถูกปิดเงียบกลับมาสู่ความรับรู้ของสังคม และปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรม

งานเพลงเป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้นาม “ทวีปวร” อยู่ในความทรงจำของผู้คน โดยเฉพาะชาวธรรมศาสตร์ “โดมในดวงใจ” ซึ่งแต่งขึ้นใน พ.ศ. 2493 และ “มาร์ช ม.ธ.ก.” ใน พ.ศ. 2494 กลายเป็นเสียงแทนความผูกพันต่อมหาวิทยาลัย คุณค่าของเสรีภาพ และอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพลงหลังใช้ทำนอง “ลา มาร์แซแยส” (La Marseillaise) อันเป็นเพลงชาติฝรั่งเศส ส่วน “รักข้ามขอบฟ้า” ใช้โคลงโลกนิติเป็นบทตั้งต้นแล้วทวีปวรแต่งขยาย โดยสง่า อารัมภีรเป็นผู้ประพันธ์ทำนอง[17]

ในสนามการเมือง ทวีปเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคกิจประชาคม โดยมีบุญชู โรจนเสถียรเป็นหัวหน้าพรรคในระยะแรก ส่วนผลงานวรรณกรรมที่สั่งสมมาตลอดหลายทศวรรษทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2538 ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ กวี นักกฎหมาย หรือผู้ทำงานการเมือง ทวีปยังคงยึดมั่นในประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมตลอดมา[18]

 

ผู้สืบสานความคิดของปรีดี พนมยงค์

ความผูกพันที่ทวีปมีต่อปรีดี พนมยงค์ดำเนินอยู่ทั้งในความสัมพันธ์ส่วนตัว การทำงานในสถาบัน และการสืบสานทางความคิด เขาเคยเดินทางไปเยี่ยมปรีดี ณ “บ้านอองโตนี” ชานกรุงปารีส ภายหลังการถึงแก่อสัญกรรมของปรีดี ทวีปทำหน้าที่เป็นกรรมการมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ และบรรณาธิการวารสาร ปรีดีสาร โดยมุ่งเผยแพร่ความคิดและอุดมการณ์ของปรีดีให้สมาชิกและคนรุ่นใหม่ได้ศึกษา[19]

ความผูกพันดังกล่าวปรากฏเด่นชัดในงานกวีของเขาหลายชิ้น อาทิ “คนดีศรีอโยธยา” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ วันปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2536 โดยร้อยเรียงบทบาทของปรีดีในการอภิวัฒน์การปกครอง การสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง การวางหลักนิติรัฐ และการนำขบวนการเสรีไทยกู้เอกราชของชาติ ต่อมาในวาระ 100 ปีชาตกาลของปรีดี ทวีปได้มอบคำขวัญไว้ว่า “ดวงประทีปประชาธิปไตย เสรีไทยกู้เอกราชชาติยืนยง” ซึ่งสรุปภาพปรีดีในความทรงจำของเขาได้อย่างกระชับ[20]

นอกจากประพันธ์บทกวีเชิดชูปรีดีแล้ว ทวีปยังทำหน้าที่ค้นคว้าและนำงานเขียนของปรีดีกลับมาเผยแพร่ ในบทความ “บทกวีของ ดร.ปรีดี พนมยงค์” ซึ่งตีพิมพ์ใน ปรีดีสาร ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2545 เขานำบทกวี “สงครามและสันติภาพ” มาเสนอพร้อมคำอธิบาย บทกวีดังกล่าวตีพิมพ์ครั้งแรกใน ประชามิตร รายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2489 โดยลงชื่อผู้ประพันธ์ว่า “นายปรีดี” ทวีปชี้ให้เห็นคำเตือนสำคัญในบทกวีว่าสันติภาพของโลกย่อมไม่มั่นคงตราบใดที่ประชาชาติเมืองขึ้นยังถูกบังคับให้ต่อสู้เพื่อเอกราชของตน แม้อาวุธทำลายล้างอย่างระเบิดปรมาณูก็ไม่อาจขจัดเงื่อนไขของสงครามได้[21]

การนำบทกวีชิ้นนี้กลับมาเผยแพร่ช่วยให้สังคมมองเห็นปรีดีในอีกมิติหนึ่ง ทั้งในฐานะกวีและนักคิดด้านการเมืองระหว่างประเทศ พร้อมกันนั้นยังนำคำถามเรื่องสงคราม ลัทธิอาณานิคม อาวุธทำลายล้าง และสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง

บทกวี “แด่-ท่านผู้ประศาสน์การ” ซึ่งทวีปวรประพันธ์ในวาระ 60 ปี ต.ม.ธ.ก. เมื่อ พ.ศ. 2541 และนำมาตีพิมพ์อีกครั้งใน ปรีดีสาร ฉบับงานรำลึก 66 ปี ต.ม.ธ.ก. พ.ศ. 2547 สะท้อนภาพปรีดีในความทรงจำของศิษย์ได้อย่างเด่นชัด เขาร้อยเรียงบทบาทของปรีดีในฐานะผู้ประศาสน์การ ผู้วางรากฐานมหาวิทยาลัย ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และผู้นำขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ ก่อนผูกความทรงจำเหล่านั้นเข้ากับแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกโดม และบทเพลง “โดมในดวงใจ” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างอาจารย์กับศิษย์

 

ตราบสายน้ำเจ้าพระยาธารินหลั่ง
สายน้ำมิตรจิตหวังยังสดใส
ตราบโดมเทิดสถิตอยู่คู่แดนไทย
ตราบนั้น “โดมในดวงใจ” เราทั้งมวล[22]

 

บทกวี “แด่-ท่านผู้ประศาสน์การ” โดย “ทวีปวร” ตีพิมพ์ใน ปรีดีสาร ฉบับงานรำลึก 66 ปี ต.ม.ธ.ก. วันที่ 12 มิถุนายน 2547 หน้า 1–2

 

บทกวี บทความ และงานสถาบันเหล่านี้ทำให้ความเคารพที่ทวีปมีต่อปรีดีได้รับการถ่ายทอดเป็นความทรงจำสาธารณะ ทั้งยังช่วยส่งต่อความคิดเรื่องประชาธิปไตย เอกราช และสันติภาพไปสู่คนรุ่นหลัง

[ อ่านบทกวี: แด่-ท่านผู้ประศาสน์การ ]

 

เวียดนามในสายตาของนักเขียนผู้ต่อต้านลัทธิอาณานิคม

ความสนใจของทวีปต่อเวียดนามย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2497 ขณะดำรงตำแหน่งบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ ไทย และติดตามข่าวยุทธการเดียนเบียนฟู ชัยชนะของเวียดมินห์เหนือกองทัพฝรั่งเศสทำให้ชื่อของหวอเหงียนย้าปในฐานะแม่ทัพและนักยุทธศาสตร์ผู้ต่อสู้กับอำนาจอาณานิคมอยู่ในความทรงจำของเขานับแต่นั้น[23]

ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2538 ทวีปได้อ่านสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของย้าปและบทสัมภาษณ์พิเศษใน The Sunday Nation ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน จึงหวนกลับมาศึกษาชีวิตและความคิดทางยุทธศาสตร์ของแม่ทัพผู้นี้อย่างจริงจัง ความสนใจและข้อค้นคว้าเหล่านี้ปรากฏเป็นสารคดี “หวอเหงียนย้าป–แม่ทัพผู้พิชิต” ซึ่งนำเสนอชีวิตของย้าปควบคู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนเวียดนาม

เดือนกันยายน พ.ศ. 2544 ทวีปร่วมคณะมิตรภาพซึ่งมีศุขปรีดา พนมยงค์เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปฮานอย และได้เข้าพบย้าปที่บ้านพักในเย็นวันที่ 3 กันยายน ย้าปให้เวลาสนทนากับคณะหนึ่งชั่วโมงเต็ม ภายในบ้านพัก ทวีปสังเกตเห็นข้อความระบุว่าย้าปเกิดวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1911 จึงพบว่าตรงกับวันเกิดของตนเอง แม้จะต่างปีกัน

 

คำบรรยายภาพ(ถ้ามี)

 

ทวีป วรดิลกและศุขปรีดา พนมยงค์ ระหว่างเข้าพบนายพลหวอเหงียนย้าปที่บ้านพักในกรุงฮานอย เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2544 จากซ้าย: ทวีป วรดิลก ศุขปรีดา พนมยงค์ และนายพลหวอเหงียนย้าป

สาระสำคัญที่ทวีปบันทึกจากการสนทนาคือ รากฐานแห่งชัยชนะของเวียดนามอยู่ที่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างกองทัพกับประชาชน ตลอดจนความเคารพรักระหว่างผู้บังคับบัญชากับทหารใต้บังคับบัญชา ย้าปยังเล่าว่า เมื่อสมาชิกคณะของโรเบิร์ต แม็คนามาราเคยถามว่าใครคือทหารที่มีความสามารถสูงสุดของเวียดนาม คำตอบของเขาคือประชาชนเวียดนามทั้งชาติ ในสายตาของทวีป ความสามารถของย้าปจึงเชื่อมโยงอยู่กับการจัดตั้ง ความเสียสละ และเอกภาพของประชาชน ชีวประวัติของแม่ทัพในงานชิ้นนี้วางอยู่ภายในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนทั้งประเทศ

ระหว่างการเยือนเวียดนาม ทวีปเขียนกลอนสดสดุดีโฮจิมินห์ไว้ในสมุดเยี่ยม และประพันธ์บทกวี “แด่ประชาชนเวียดนาม” เพื่อรำลึกถึงการประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ก่อนมอบให้สมาคมมิตรภาพเวียดนาม–ไทย บทกวีเชิดชูความกล้าหาญและเอกภาพของประชาชน พร้อมแสดงความหวังว่าสันติภาพจะกลับคืนสู่แผ่นดินเวียดนาม เนื้อหาดังกล่าวสอดรับกับอุดมการณ์สันติภาพที่ปรากฏในงานของทวีปมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2490 และขยายไปสู่การต่อต้านสงครามกับลัทธิอาณานิคมในระดับภูมิภาค

ทวีปยังเชื่อมประวัติศาสตร์การต่อสู้ของเวียดนามเข้ากับบทบาทของปรีดี พนมยงค์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลไทยซึ่งมีอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยเป็นกำลังสำคัญได้สนับสนุนการกู้เอกราชของประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้การตัดสินใจของปรีดี มีการส่งมอบอาวุธที่เหลือจากภารกิจเสรีไทยแก่ฝ่ายเวียดนาม ขณะเดียวกัน ทางการไทยในภาคอีสานได้รับมอบหมายให้ดูแลชาวเวียดนามที่อพยพหนีภัยเข้ามา รวมถึงการจัดหางานเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ความช่วยเหลือเหล่านี้ดำเนินผ่านผู้ประสานงานทั้งฝ่ายไทยและเวียดนาม[24]

ต่อมา ปรีดีกับโฮจิมินห์ได้พบกันโดยตรงที่ฮานอย หลังจากเครือข่ายของทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันสนับสนุนการกู้เอกราชของเวียดนามมานานกว่าทศวรรษ ลำดับเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือทางการเมืองเกิดขึ้นก่อนผู้นำทั้งสองจะได้พบกัน และกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างประชาชนไทยกับเวียดนามในเวลาต่อมา[25]

 

เพื่อนของเขายังอยู่

ทวีป วรดิลก ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2548 ขณะมีอายุ 76 ปี หลังเข้ารับการรักษาภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันมานานกว่าหนึ่งปี โดยมีกานดา คู่ชีวิต อยู่เคียงข้างและดูแลอย่างใกล้ชิด

มรดกของทวีปยังปรากฏอยู่ในบทเพลงที่ขับร้องสืบต่อกันมา บทกวีที่รักษาความทรงจำของผู้ถูกจองจำและผู้ได้รับความไม่เป็นธรรม หลักจริยธรรมของวิชาชีพสื่อ ตลอดจนงานที่สืบสานความคิดประชาธิปไตย ตลอดชีวิต เขาใช้ปากกาบันทึกความจริง ให้กำลังใจเพื่อนร่วมทุกข์ ตรวจสอบอำนาจ และเชื่อมโยงการต่อสู้ของผู้คนข้ามพรมแดนเข้าหากัน

ในวาระรำลึกชาตกาล ชื่อบทกวี “เพื่อนของเธอยังอยู่” กลับคล้ายเป็นถ้อยคำที่กาลเวลาส่งคืนถึงผู้ประพันธ์ เพื่อนของทวีปยังอยู่ในเสียงเพลงใต้โดม ในงานเขียนที่ยืนยันคุณค่าของเสรีภาพ และในความทรงจำของผู้คนที่เชื่อเช่นเดียวกับเขาว่า งานของผู้ถือปากกาคืองานเพื่อคนอื่น

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] ดั่งอาทิตย์เมื่ออุทัย: รวมบทกวีนิพนธ์และบทเพลงของทวีปวร หนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวีป วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548); และ “เพลงจาก ‘ท่าพระจันทร์’ ก่อนวันที่ 19 ก.ย.”⁠, มติชนสุดสัปดาห์, 18 กันยายน 2563.

[4] ทวีป วรดิลก, “หวอเหงียนย้าป–แม่ทัพผู้พิชิต”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 4 ธันวาคม 2565.

[5] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ทวีปและกานดา วรดิลก กับปรีดี พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567; และ ดั่งอาทิตย์เมื่ออุทัย: รวมบทกวีนิพนธ์และบทเพลงของทวีปวร หนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวีป วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548).

[6] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “พระทวีปธุรประศาสน์ นักปกครองผู้ต้องออกจากราชการสมัยรัฐบาลคณะราษฎร แต่ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2568; และ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระทวีปธุรประศาสน์ (วร วรดิลก) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2522 (กรุงเทพฯ: บริษัทบพิธการพิมพ์ จำกัด, 2522).

[7] สุวัฒน์ วรดิลก, ชีวิตในความทรงจำ (กรุงเทพฯ: กลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิต, 2517); และอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “พระทวีปธุรประศาสน์ นักปกครองผู้ต้องออกจากราชการสมัยรัฐบาลคณะราษฎร แต่ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์.”

[8] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “‘ทวีปและกานดา วรดิลก’ กับปรีดี พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เหลียวหลัง แลหน้า 85 ปี ธรรมศาสตร์⁠, หน้า 138. แหล่งข้อมูลใช้คำว่า “บรรณกร” และระบุว่าทวีปทำหน้าที่ใน พ.ศ. 2492

[9] พูนศุข พนมยงค์, “ระลึกถึงคุณทวีป วรดิลก,” อ้างใน อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “‘ทวีปและกานดา วรดิลก’ กับปรีดี พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567.

[10] มหาวิทยาลัยลงโทษนักศึกษาในกรณีดังกล่าวสองระดับ โดยลบชื่อออกจากทะเบียนห้าคน ได้แก่ อาทร พุทธิสมบูรณ์ ประจวบ อัมพะเศวต ลิ่วละล่อง บุนนาค ทวีป วรดิลก และปริญญา ลีละศร ส่วนมารุต บุนนาค ไวฑูรย์ สินธุวนิช อารีย์ อิ่มสมบัติ และพรชัย แสงชัชจ์ ถูกห้ามเข้าฟังคำบรรยายเป็นเวลาหนึ่งปี ต่อมาใน พ.ศ. 2495 เมื่อมารุตถูกจับกุมในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร เขาถูกลบทะเบียนนักศึกษาปริญญาโท และวิทยานิพนธ์ที่ทำเสร็จแล้วถูกยกเลิก การถูกลบทะเบียนของมารุตจึงเป็นคนละวาระกับคำสั่งลบชื่อนักศึกษากลุ่มทวีปใน พ.ศ. 2494

[11] ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, “จาก ‘เถ้าแก่’ สู่ ‘กบฏ’: เมื่อถูกกล่าวหาเป็น ‘กบฏสันติภาพ’,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 15 พฤศจิกายน 2563, https://pridi.or.th/th/content/2020/11/502⁠; อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “100 ปีชาตกาล สุวัฒน์ วรดิลก และความสัมพันธ์กับนายปรีดี พนมยงค์,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 14 กรกฎาคม 2566, https://pridi.or.th/th/content/2023/07/1610⁠; รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “‘ใคร ๆ ก็รักปาล’ ชีวิตทางการเมืองของปาล พนมยงค์ ในทศวรรษ 2490,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 9 กันยายน 2565, https://pridi.or.th/th/content/2022/09/1238⁠ (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[12] ทวีปวร, จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย: รวมกวีนิพนธ์ (กรุงเทพฯ: มิ่งมิตร, 2539); “เพื่อนของเธอยังอยู่”⁠, ประชาไท, พฤศจิกายน 2556.

[13] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ทวีปและกานดา วรดิลก กับปรีดี พนมยงค์”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567; สถาบันพระปกเกล้า, “คุกลาดยาว”⁠. แหล่งหลังระบุว่าทวีปถูกคุมขังที่ลาดยาวระหว่าง พ.ศ. 2503–2504 ส่วนจิตร ภูมิศักดิ์และทองใบ ทองเปาด์ถูกจับก่อนหน้านั้นและยังถูกคุมขังอยู่ในช่วงเดียวกัน

[14] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ทวีปและกานดา วรดิลก กับปรีดี พนมยงค์,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567

[15] พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร, คำรำลึกในงาน “โดมในดวงใจของทวีปวร,” อ้างใน “ทวีป วรดิลก,”⁠ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, 11 พฤษภาคม 2552

[16] ทวีป วรดิลก, “สุภา ศิริมานนท์ เพื่อ ‘ความเป็นเลิศ’ ของหนังสือพิมพ์ไทย,” ใน พจนาลัย สุภา ศิริมานนท์ (กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์, 2529), หน้า 30–47; เผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์⁠, 15 กรกฎาคม 2566

[17] ดั่งอาทิตย์เมื่ออุทัย: รวมบทกวีนิพนธ์และบทเพลงของทวีปวร (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548); สถาบันปรีดี พนมยงค์, “‘สัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม’ ที่มาของตึกโดม ม.ธ.ก. และสถาปัตยกรรมสมัยคณะราษฎร,” 9 กรกฎาคม 2567, https://pridi.or.th/th/content/2024/07/2038⁠; “เพลงจาก ‘ท่าพระจันทร์’ ก่อนวันที่ 19 ก.ย.,” มติชนสุดสัปดาห์, 18 กันยายน 2563, https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_347378⁠ (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[18] กานดา วรดิลก, “อาลัยรัก,” ใน ดั่งอาทิตย์เมื่ออุทัย: รวมบทกวีนิพนธ์และบทเพลงของทวีปวร หนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวีป วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร 30 กรกฎาคม 2548 (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548), อ้างใน อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ทวีปและกานดา วรดิลก กับปรีดี พนมยงค์,”⁠ สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569); สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2538 (กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ม.ป.ป.).

[19] ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, “ระลึกถึงคุณทวีป วรดิลก,” ใน ดั่งอาทิตย์เมื่ออุทัย: รวมบทกวีนิพนธ์และบทเพลงของทวีปวร หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ทวีป วรดิลก (กรุงเทพฯ: มติชน, 2548), อ้างถึงใน อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ทวีปและกานดา วรดิลก กับปรีดี พนมยงค์⁠,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[20] ทวีปวร, “คนดีศรีอโยธยา,” ใน ชมรม ต.ม.ธ.ก. สัมพันธ์, บรรณาธิการ, วันปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2536 (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536)

[21] ทวีป วรดิลก, “บทกวีของ ดร.ปรีดี พนมยงค์,” ปรีดีสาร (มกราคม 2545), หน้า 35–38; ดูข้อความที่นำมาเผยแพร่ซ้ำใน อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “ทวีปและกานดา วรดิลก กับปรีดี พนมยงค์⁠,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 สิงหาคม 2567 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[22] ทวีปวร, “แด่-ท่านผู้ประศาสน์การ,” ปรีดีสาร ฉบับงานรำลึก 66 ปี ต.ม.ธ.ก., 12 มิถุนายน 2547, หน้า 1–2; ดูฉบับเผยแพร่ซ้ำ สถาบันปรีดี พนมยงค์, “แด่-ท่านผู้ประศาสน์การ⁠,” 21 มกราคม 2569 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[23] ทวีป วรดิลก, “หวอเหงียนย้าป–แม่ทัพผู้พิชิต,” ใน ปรีดา ข้าวบ่อ, บรรณาธิการ, หวอเหงียนย้าป จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินห์ (กรุงเทพฯ: มิ่งมิตร, 2553), หน้า 174–190; ดูฉบับเผยแพร่ซ้ำ สถาบันปรีดี พนมยงค์, “หวอเหงียนย้าป–แม่ทัพผู้พิชิต⁠,” 4 ธันวาคม 2565 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[24] ศุขปรีดา พนมยงค์, “ไทยสมัยสงครามกู้ชาติเวียดนาม,” ใน โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ (กรุงเทพฯ: มิ่งมิตร, 2553), หน้า 119–135; ดูฉบับเผยแพร่ซ้ำ สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ศุขปรีดาเล่าเรื่อง: โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ: ไทยสมัยสงครามกู้ชาติเวียดนาม (ตอนที่ 12)⁠,” 29 เมษายน 2566 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).

[25] ศุขปรีดา พนมยงค์, “ไมตรีจิตมิตรภาพ,” ใน โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ (กรุงเทพฯ: มิ่งมิตร, 2553), หน้า 149–155; ดูฉบับเผยแพร่ซ้ำ สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ศุขปรีดาเล่าเรื่อง: โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ: ไมตรีจิตมิตรภาพ (ตอนที่ 14)⁠,” 28 พฤษภาคม 2566 (สืบค้นเมื่อ 21 สิงหาคม 2569).