คือผมคิดว่าถ้าเราพูดถึงคำว่าสันติภาพ แล้ววันที่ 16 สิงหาเป็นวันสันติภาพไทย เราก็คงต้องไปย้อนหลังไประดับหนึ่งว่าวันนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร คือย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อผมพูดตรงนั้นเสร็จแล้ว ผมก็อยากจะย้อนไปไกลกว่านั้นเข้าไปอีก ว่าแล้วรากฐานอุดมการณ์มันมาได้อย่างไรและมาจากที่ไหน

เริ่มจากเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อน อย่างที่เราทราบกัน เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทย เรายอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไปในวันแรก แล้ววันอีก 3-4 วันต่อมา
คือเราก็ถูกเขาบังคับในส่วนหนึ่ง ก็ไปทำสัญญาร่วมรบที่วัดพระแก้ว คนที่อยู่กรุงเทพมหานครคงต้องรู้จักดี แล้วจากนั้นก็ไล่มาเรื่อย ๆ เขาก็บีบเราเข้าไปเรื่อย ๆ หลายเรื่องก็เกิดขึ้น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ก็ต้องไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วต่อจากนั้น ญี่ปุ่นก็เรียกร้องจะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ อยากได้เงินหรือทองก็ว่ามาเรื่อย ๆ
จนกระทั่งในที่สุดแล้ว ทางรัฐบาลไทยก็ตัดสินใจว่าไหน ๆ ก็ถูกเขาบุกเข้ามาแล้ว เราก็ควรจะได้ประโยชน์บ้าง ในที่สุดก็เลยร่วมประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร โดยที่ก็เข้าใจว่าถ้าเผื่อเราอยู่ฝ่ายชนะ ก็ควรจะได้ดินแดนกลับมาบ้าง แล้วก็ประเทศจะได้ไม่เสียหาย นั่นก็เป็นวิธีมองว่าเป็นความรักชาติของแท้อันหนึ่ง แต่นั่นเป็นมุมมองของฝ่ายรัฐบาลในช่วงนั้น
เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ามาแล้ว ก็มีคนไทยหลาย ๆ คนมารวมตัวกันตั้งแต่เย็นวันที่ 8 ธันวาคมเลย ที่บ้านอาจารย์ปรีดีก็มีพวกอย่างเช่น คุณจำกัด พลางกูร ใครต่อใครก็เข้ามา พวกที่รู้จักกัน พวกที่ห่วงบ้านห่วงเมืองก็บอก เขาทำแบบนี้ได้หรือ แล้วในวันนั้นก็เลยมีการตกลงกันว่า จะต้องมีองค์กรลับขึ้นมา เป้าหมายขององค์กรที่ก่อตั้งในวันที่ 8 ก็คือ จะต้องต่อสู้การรุกรานของญี่ปุ่น ขับไล่ญี่ปุ่น เพราะว่าเราเคยประกาศพระราชบัญญัติความเป็นกลาง อันนั้นก็เป็นกฎหมายที่มีอยู่ แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เขาก็อุปโลกน์กันขึ้นมาว่าต้องมีคนเป็นผู้นำ ขององค์กร ก็ให้นายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำ
ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยแปลกใจ เพราะเขามาประชุมกันที่บ้านอาจารย์ปรีดี แต่เหตุการณ์มันก็มากขึ้นไปกว่านั้นอีก ทีแรกก็ว่าจะขับไล่ญี่ปุ่นเฉย ๆ
แต่พออีกหนึ่งเดือนต่อมา วันที่ 25 มกราคม ปีต่อมา เมื่อเราร่วมมือกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสัมพันธมิตร ก็มีภารกิจอีกหนึ่งอย่าง ถ้าเผื่อเราไม่เข้าร่วมกับญี่ปุ่น เราก็ต้องหาวิธีว่าถ้าญี่ปุ่นแพ้จะต้องทำอย่างไร ก็มีภารกิจว่า ในแง่การเมืองและการทูตก็ต้องดำเนินการให้สัมพันธมิตรเข้าใจว่า การประกาศสงครามนั้นไม่ใช่เจตนารมณ์ของประชาชนไทย ก็มีองค์กรขึ้นมาเพื่อต่อต้าน
ภารกิจที่สองก็คือว่า เพื่ออธิบายให้สัมพันธมิตรทราบและร่วมมือกับสัมพันธมิตร
ถ้าสัมพันธมิตรชนะ เราก็จะได้ไม่ต้องตกเป็นผู้แพ้สงคราม ทั้งหมดนี้ก็คือภารกิจใหญ่ ๆ หลังจากนั้น คนกลุ่มนี้ก็รวมตัวกันทำการสร้างสนามบินลับ มีการรับส่งวิทยุ มีการรับคนจากข้างนอกเข้าร่วม ก็มีเสรีไทยจากข้างนอกมาร่วมกับเสรีไทยจากข้างใน กลุ่มที่ขึ้นมาก็เลยเรียกตัวเองว่า “เสรีไทย”
เพราะกลุ่มเสรีไทยก็ได้พยายามทำสิ่งที่สัมพันธมิตรต้องการและร้องขอ
โดยอาศัยทำเนียบท่าช้างเป็นศูนย์กลางขององค์กรลับนี้
ส่วนหนึ่งก็เพราะอาจารย์ปรีดียังเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อยู่ที่นั่น แต่ก็ใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย มีพวกเชลยศึกทั้งหลายอยู่ที่ธรรมศาสตร์ด้วย เราก็มีโอกาสได้ดูแลเชลยศึก ตรงนี้เป็นส่วนช่วยมหาศาลนะตั้งแต่ต้น ถ้าเราร่วมกันเหยียบขยี้พวกเขาก็คงไม่รอด แต่ว่าเราช่วยดูแลช่วยเหลือ จนกระทั่งเขาออกไปได้ เขาก็กลับประเทศเขาไป แล้วพวกนี้ก็ไปมีผลมาก เขาก็ไปเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรในประเทศไทย การที่มีคนช่วยพวกเขาก็ได้ผลอันหนึ่ง ไม่ว่าคนนั้นจะช่วยโดยจิตใจ หรือโดยรู้ว่าต่อไปมันจะเป็นอย่างไร

ส่วนตัวขบวนการก็ได้ต่อสู้มาเรื่อย ๆ และก็ช่วยเหลือสัมพันธมิตรในการต่อสู้ ในด้านการทหารนี้ด้วย มีการบ่อนทำลายทางด้านญี่ปุ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางสัมพันธมิตรส่งอาวุธมาให้ เราก็ให้ร่วมมือ ทำแผนที่ให้เขาทราบว่าควรจะเข้ามาตรงไหน แล้วจุดไหนที่คิดว่าสำคัญไม่ควรจะไประเบิด เพราะถ้าระเบิด ฝ่ายของสัมพันธมิตรก็จะเสียหาย หรือตรงนี้ใกล้พระบรมมหาราชวัง อย่าไปโจมตี ถ้าเกิดระเบิด ฝ่ายสัมพันธมิตรนั่นน่ะจะเป็นคนที่เสียหาย เพราะถ้าทำไปแล้วคุณเองจะเสียคะแนนนิยมเอาง่าย ๆ
แล้วก็พอวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 ใกล้สงครามจะจบแล้ว อาจารย์ปรีดีก็มีหนังสือไปถึงทางสัมพันธมิตรโดยตรงเลย เป็นโทรเลขบอกไว้ว่า ฝ่ายไทยรวบรวมกำลังแล้วถูกญี่ปุ่นบีบหนักแล้ว เราจะต้องเปิดเผยตัวเราออกมาแล้ว หลบซ่อนไม่ได้แล้ว เราจะร่วมมือ ขอร้องว่าสัมพันธมิตรให้ปฏิบัติต่อเราเหมือนกับก่อนที่จะเกิดสงคราม คือก่อนวันที่ 8 ธันวาคม เราก็ไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้ว เสรีไทยพร้อมหรือไม่ แต่การที่มีหนังสือส่งไปให้สัมพันธมิตร ถ้าเผื่อเขาบอกเอาเลยเราก็คงต้องสู้ อาจจะเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้ว พอทางลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน (ผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก) ซึ่งเขาดูแลประเทศไทยได้รับหนังสือ เขาก็รีบมีหนังสือตอบกลับแจ้งมาบอกว่า อย่าเพิ่งเปิดหน้าฉากกันเลย ทำไม่ได้เพราะจะทำให้เสียแผนใหญ่ ซึ่งแผนดังกล่าวก็คือเขาจะบุกญี่ปุ่น แต่ก็มีคนอังกฤษบางคนบอกว่าเขาไม่กล้าทำอะไร เรื่องนี้ก็ว่ากันไป ส่วนในความเป็นจริงแล้ว พอเขาแจ้งอย่างนี้ บอกว่าขอให้รอก่อนแล้วค่อยเปิดศึกพร้อมกัน เราจะได้มีโอกาสได้รับชัยชนะ ทางเราก็ถือว่าได้พยายามแล้ว
2-3 เดือนต่อมา คือเดือนสิงหาคม พอมีระเบิดปรมาณูลงที่ญี่ปุ่น ทีนี้ก็ไม่มีเวลาอะไรอีกต่อไปแล้ว ทางอังกฤษก็เลยต้องรีบแจ้งมาบอกว่า เอาอย่างนี้ เราถือว่าที่เราแจ้งไปอเมริการับทราบแน่นอน ก็เห็นว่าดีแล้วที่เกิดอย่างนี้ขึ้น ทางสัมพันธมิตรก็เห็นว่าไทยได้แสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่แล้ว และพร้อมที่จะสู้อยู่แล้ว ถือว่าได้สู้แล้ว ก็ถือว่าเจตจำนงของประชาชนได้เป็นอย่างนั้นไปแล้ว ก็มีหนังสือตอบกลับแจ้งมาว่า อาจารย์ปรีดีสามารถที่จะประกาศสันติภาพได้ โดยอ้างว่าได้ช่วยเหลือทางสัมพันธมิตรมาโดยตลอด
คืออยู่ ๆ เราไปประกาศทันทีคงไม่ได้ ต้องทำหนังสือแจ้ง ทางสหรัฐอเมริกาเขาคงยอมรับ เพราะตอนเราประกาศสงครามกับอังกฤษกับอเมริกา ทางอเมริกาไม่รับทราบอย่างเป็นทางการ
เมื่อเป็นอย่างนี้อาจารย์ปรีดี พอถึงวันที่ 16 สิงหาคม ท่านก็ได้ประกาศ เรียกว่าประกาศสันติภาพจริง ๆ ประกาศเอกราช ประกาศว่าเราไม่ได้แพ้สงครามมากกว่าจะประกาศว่าเราชนะสงคราม

แต่ว่าบอกว่าเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้แพ้สงคราม ซึ่งก็ทำให้เรามีสิทธิ์มีเสียง และมีที่ยืนทางการเมืองและการทูตในต่างประเทศมากขึ้น จากนั้นเราก็ค่อย ๆ เจรจา เพื่อที่จะได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติ เพราะเราคิดว่าการเป็นสมาชิกสหประชาชาติก็คือแสดงความเท่าเทียมกับผู้ชนะทั้งหลาย เพราะผู้แพ้เขาไม่ให้เป็น อันนี้ก็ต้องยอมสละบางเรื่องหรือบางสิ่งไปเพื่อแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะกับรัสเซีย กับฝรั่งเศส หรือกับทางอังกฤษจนกว่าเขาจะยอม อเมริกาเขาก็ช่วยเราได้พอสมควร โลกก็กำลังเปลี่ยน อเมริกากำลังจะเป็น Super Power ตัวจริงใช่หรือไม่ มันก็ออกมาอย่างนั้น
เราเรียกว่าที่อาจารย์ปรีดีประกาศคือการประกาศสันติภาพจริง แล้วเราก็ได้ผล ก็คือว่าเรามีสันติภาพ เรามีเอกราชเต็มที่ในทุกเรื่องที่เรามี
ต่อมาเราก็จะเห็นว่าเมื่อมีการจะพิจารณาอาชญากรสงครามอย่างฮิเดกิ โทโจ (นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) หรืออย่างในเยอรมันเขาก็พิจารณาลงโทษผู้แพ้ เราก็ไม่ยอม เราบอกว่าไม่ได้เราต้องพิจารณาเอง ต้องเป็นกฎหมายไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เพราะว่าเราไม่ได้แพ้ เราไม่มีอาชญากรสงครามของโลก ถ้าจะผิดก็ต้องขึ้นศาลไทย อันนี้ก็คือการรักษาเอกราชที่แท้จริงไว้ให้ได้มากที่สุด
แล้วเราก็ต้องยอมในบางเรื่องต่อไป แต่หลาย ๆ เรื่อง พอเราได้เข้าสหประชาชาติแล้วก็ค่อยไปเจรจากันอีก อันนี้ก็คือความสำคัญของวันนั้น แต่วันนั้นมันจะมีไม่ได้ ถ้าเผื่อเราไม่ได้มองไปที่ ปี พ.ศ.2475 วันที่ 24 มิถุนายน ถือเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย อันนี้ผมไม่เถียงกับอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ดนะ แต่ว่าในความเห็นทั่วไป เมื่อสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สิ้นสุดลงก็มีการปกครองของคนหมู่ใหญ่ขึ้น พอเป็นคนหมู่ใหญ่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ใหม่ ซึ่งกฎเกณฑ์ใหม่อุดมการณ์หลักเลยก็คือ หลัก 6 ประการของคณะราษฎร
ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่ามันทำให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น ตื่นตัวมากขึ้น แต่ไม่ใช่ตื่นตัวเพราะว่าอยู่ ๆ บอกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียง ต้องมีองค์ประกอบที่ทำให้สิ่งนี้มันเกิดขึ้นได้ เรื่องแรกเลยคือหลักเอกราช หลักทั้งหกก็คือ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพและการศึกษา
ผมจะขอไล่ไปทีละอัน อย่างเอกราชก็คือให้รู้ว่าเรามีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตนเอง คือเป็นรากฐานของสันติภาพระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่เป็นแค่รากฐานมันเป็นศักดิ์ศรีของประเทศด้วยว่าฉันมีเอกราช เพราะฉะนั้นฉันสามารถพูดได้เท่าเทียมกับผู้อื่น สิ่งนี้คือศักดิ์ศรี
ความปลอดภัย ก็คือรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นภายในประเทศ เพราะถ้าประเทศไม่สงบ สงครามมาอย่างไรเราก็ไม่รอดอยู่ดี
ลำดับต่อไปก็คือหลักเศรษฐกิจ ก็คือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ มันเป็นชนวนของความขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งความขัดแย้งสามารถก่อให้เกิดวิกฤต แล้ววิกฤตก็คือสิ่งที่ท่านพุทธทาสบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสันติภาพ ซึ่งเราก็พอประเมินได้ว่าตราบใดที่มีวิกฤตอยู่ สันติภาพย่อมเกิดยาก สภาพของภาวะแห่งสันติภาพจะเกิดยาก
ต่อไปก็คือเรื่องความเสมอภาคหรือความเท่าเทียม คือถ้าประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม สังคมก็อยู่ไม่ง่าย ความเป็นธรรมถือว่ามีความจำเป็น ถ้ามีความเป็นธรรมได้ มันก็ต้องมีความเสมอภาค แต่ว่าคงเสมอกันเลยในทันทีไม่ได้ ก็คือความเท่าเทียมนั้น ถ้าคนไหนมีน้อยก็ควรจะได้มากขึ้น แต่คนที่มีมากก็อาจจะได้เปรียบอยู่ดี
ลำดับต่อไปคือเสรีภาพ คือทุกคนต้องแสดงออกได้ แม้จะมีความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นก็จะแก้ไขความขัดแย้งได้ เพราะว่าทุกคนสามารถแสดงออกในสิ่งที่ตัวเชื่อได้ ก็จะแก้ไขกันทางการเมืองแทนการใช้ความรุนแรง
อันนี้ก็คือรากฐานหนึ่งของความสงบเรียบร้อยหรือสันติภาพ
สุดท้ายก็คือการศึกษา ต้องการให้มีการศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่และเหตุผลของผู้อื่น คือไม่ใช่เข้าใจเหตุผลของตัวเองอย่างเดียว ต้องเข้าใจหน้าที่ หลักการและเหตุผลของผู้อื่นด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องมือระยะยาวเพื่อจะแก้ไขความขัดแย้งด้วยเหตุด้วยผล
ตรงนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของการมีสันติหรือความสงบสุขภายในประเทศก่อน มีความรู้สึกนี้ก่อน แล้วก็ค่อยมีความรู้สึกที่ว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้ นั่นคือรากฐานของการทำให้เกิดเสรีไทยซึ่งมุ่งไปสู่สันติภาพในระดับประเทศเพื่อที่จะต่อไปสู่ระดับโลกต่อไป
อันนั้นบางทีสันติภาพนอกประเทศ เราเป็นคนตัวเล็กๆ ครับ เราทำอะไรได้น้อยมาก เราจะทำอย่างไร แต่ถ้าข้างในเราเข้มแข็ง พอมีหลัก 6 ประการเป็นอุดมการณ์ที่เรายึดมั่นแล้ว บุคคลทั้งหลายในประเทศเรา ก็ย่อมสามารถที่จะมุ่งสู่สันติภาพของระดับประเทศได้ เมื่อมีสันติภาพในประเทศได้ สันติภาพในโลกจะกลับมาได้ แล้วก็หลัก 6 ประการ ก็คือหลักเดียวกันกับที่สหประชาชาติเขาตั้งขึ้นมา เขาบอกว่าสันติภาพไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่รบราฆ่าฟัน หรือไม่มีอาวุธไปประหัตประหารกัน แต่ต้องมีการศึกษา ต้องมีการพัฒนา มีสิทธิมนุษยชน มีเสรีภาพและมีความเสมอภาคด้วย
มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าก็คือ ก่อนที่จะประกาศสันติภาพ ช่วงระหว่างที่มีการระเบิดที่ฮิโรชิมากับนางาซากิ ซึ่งคือในวันที่ 6 กับวันที่ 9 สิงหาคม ญี่ปุ่นก็เริ่มจะยอมแพ้แน่นอนแล้ว เราก็ยิ่งมีเรื่องที่ให้ต้องทำพอสมควร และเรื่องหนึ่งก็คือว่าช่วงนั้นเจียงไคเช็ค (ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีนในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าที่ดูแลทางด้านเอเชียเหนือขึ้นไป เหนือเส้นขนานที่ 21
ส่วนลอร์ด หลุยส์ เมานต์แบ็ตเทนดูแลประเทศไทยก็จริง แต่ว่าใต้เส้นขนานที่ 21 เพื่อจะได้ไม่ต้องไปทะเลาะกัน แต่ตรงนี้ ท่านอาจารย์ปรีดีก็คิดนะว่า ถ้าเผื่อว่าเป็นอย่างนี้หลังสงคราม ใครจะมาปลดอาวุธ ดังนั้นท่านก็ได้ขอร้องให้แฮร์รี เอส. ทรูแมน (ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น) ออกคำสั่งเลขที่ 1
หลังวันที่ 14 สิงหาคม ให้ออกมาว่า ประเทศไทย ทั้งประเทศอยู่ภายใต้ A theater of War ของ South East Asia Command (SEAC) ซึ่งผู้ดูแลก็คือเมานต์แบ็ตเทน ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เหนืออำเภออุ้มฝาง จังหวัดตากขึ้นไป ก็ต้องเป็นเขตปกครองของจีน เจียงไคเช็คก็ต้องส่งทหารมาปลดอาวุธ ส่งมาดูแล โอกาสที่ไทยจะแตกเป็น 2 ประเทศนี่ก็มากขึ้นแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องดูว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ก็ต้องอ่านเกมด้วยว่าไปถึงไหนกันแล้ว แล้วตอนนั้นใครมีอำนาจ ใครไม่มีอำนาจ แล้วใครทำอะไรได้แค่ไหนนะครับ ซึ่งอันนี้ทางเขาก็ทำให้ประเทศเราไม่ต้องแตกแยกเป็นเอกราชที่สมบูรณ์ นี่คือส่วนหนึ่งที่อยากจะให้เราต้องรับทราบกันเอาไว้ แล้วถ้าเผื่อจะไปศึกษากันจริง ๆ ก็ไปหาข้อมูลได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นมาง่าย ๆ

ส่วนเรื่องของเสรีไทย ทำไมเขาถึงอยากจะลืม บางทีอาจจะไม่ได้อยากลืม เขาไม่ค่อยรู้ข้อมูล เสรีไทยทำอะไรก็ต้องเป็นความลับอยู่แล้ว มันก็เป็นอันหนึ่ง แล้วก็พอต่อมาพลพรรคของเสรีไทย ก็มักจะมาเข้าร่วมกับอีกข้างหนึ่ง ซึ่งพ่ายแพ้ในสงครามการเมืองในประเทศไทยเราเอง
แต่อุดมการณ์ 2475 ไม่ได้หายไป ยังคงมีอยู่ แล้วก็อยากจะให้ทำมากขึ้น เราก็ต้องแยกนะครับว่า อุดมการณ์ของ 2475 กับผลที่มันได้รับหลัง 2475 มันไม่ได้สอดคล้องกันเท่าไหร่นัก มันก็สอดคล้องในเบื้องต้น แต่ตอนหลังก็ไม่สอดคล้อง ก็คือมีภาวะที่ทำให้เดินไปได้ไม่สุด แต่ถ้าส่วนที่ไปได้สุดจริง ๆ อย่างที่ผมเรียนไป คือทำให้คนมีสิทธิ มีเสรีภาพ และมีการศึกษา ทำให้ประชาธิปไตยงอกงามได้ง่าย
แล้วสำหรับประชาธิปไตย การศึกษาทำให้คนรู้จักถกเถียง และยอมรับความรู้ที่ไม่เหมือนกันได้มากขึ้น ก็จะเป็นรากฐานที่ทำให้เกิดความสงบได้มากขึ้น แล้วก็ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเผื่อเราต้องการให้เขาเหมือนกับเรา ก็อยู่ด้วยกันยาก เขาก็เชื่อแบบของเขา แต่ว่าถ้าเผื่อเขาข้ามแดนมา อันนี้มันเป็นเรื่องของเรา เราก็ต้องดูแลแบบตามสมควร ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องแบบฉัน ซึ่งมันก็จะลำบาก
นี่กลับไปเรื่องของกัมพูชาเล็กน้อย ผมเห็นว่าคนที่คิดว่าต้องไปถล่มเขมร เขาเคยคิดบ้างไหมว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นเพื่อนบ้านเราอยู่ต่อไปหรือเปล่า ถ้าเป็นเพื่อนบ้านกันต่อไป แล้วเราจะไปทำอย่างนั้นเพื่ออะไร คิดแต่ว่าเอาให้หายไปเลย แล้วไม่มีอะไรมาแทนเลยหรือไง จริง ๆ นะ ตอนที่เขมรเข้ามาค่อนข้างมาก ผมก็เคยเสนอให้เราสอนหนังสือเขมรให้มากที่สุด ให้พยายามทำตอนนั้น แต่ว่าก็มีความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็มองว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์เป็นอะไร
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเรียนรู้จากเขมร คน 2-3 ล้านที่อยู่ในไทยของพม่าควรจะทำหรือไม่ อันนี้อยู่ในมือเรา ขณะนี้เราควรจะทำอย่างไร
ในที่สุดแล้วถ้าเผื่อเขาเป็นอิสระ เขาจะเป็นเพื่อนกับเรามากกว่านี้ได้ไหม อย่าให้เขารู้สึกอย่างเวลาพวกเขมรเขียนว่าเราไม่เคยช่วยอะไรและดูถูกเขา ซึ่งเราก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ในตอนนั้น แต่ช่วงนั้นก็เป็นเพียงบางส่วน ไม่ใช่ว่าทุกคน ส่วนดีเราก็มี แต่ว่าส่วนที่ร้าย ๆ เราควรจะเรียนรู้จากตรงนั้นหรือไม่ว่าเรากำลังจะดีกับเมียนมานี่ทำอย่างไร แล้วถ้าเรารับมือกับเมียนมาที่อยู่ในเมืองไทย เอาแค่นี้ก่อน สำหรับพวกที่อยู่ชายแดน ไม่ต้องไปคิดถึงว่าในประเทศเขาจะปรับเปลี่ยนอย่างไรเท่าไหร่ เพราะอันนั้นมันไม่ใช่หน้าที่เราโดยตรง ยกเว้นว่ามากระทบเวลาเขาไปปราบปรามแล้วมันมีหนีข้ามประเทศเข้ามา หรือว่ามีสแกมเมอร์ มียาเสพติด มีอะไรเข้ามา เราก็ต้องปราบปรามกันไปปกติ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
สำหรับพวกที่มาอาศัยอยู่แล้ว จะทำอย่างไรดี เรื่องนี้ก็จะเป็นพื้นฐานของสันติภาพต่อไป รวมทั้งความสงบสุขในประเทศไทยด้วย เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น ก็ต้องฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไร

เขมรตอนนี้ก็ไปไกลแล้ว เวลาคนเขาทำอะไรไม่ดี เขาก็ไม่รับ ถ้าว่ากันแบบง่าย ๆ เกี่ยวกับ MOU คือที่นี่มีนักกฎหมายนั่งอยู่ด้วย สำหรับ MOU มีดีกว่าไม่ดี ผมคิดว่าอย่างนั้น แล้วพอไม่พยายามทำอะไรก็จะให้เขาเลิกให้ได้ พอเขาเลิกไปแล้วมาเจออย่างอื่นเข้า ก็ไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบเลย จริง ๆ แล้วก็ไม่น่าจะเลิกไป เพราะจะได้มีกฎเกณฑ์เดิม
ก็อยากจะฝากเอาไว้ว่า สันติภาพบางทีมองใกล้ ๆ ตัวเราก็ได้ ไม่ต้องไปมองไกลมาก เรามีอำนาจอยู่แค่ไหน ที่ไกลเกินไปก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ ขอบคุณครับ