ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ถาม-ตอบ ไทย-กัมพูชา: ความหวัง ทางออก และความร่วมมือ

24
สิงหาคม
2569

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

ขอไปที่คุณสุภาพสตรีที่ยกมือ แล้วก็ต่อด้วยสุภาพบุรุษข้างหลังนะคะ

 

ผู้เข้าร่วมงานคนที่ 1 :

สวัสดีค่ะ ก็จะขอแค่พูดสั้น ๆ ในฐานะผู้ชมแล้วก็เป็นคนที่ทำงานกับทั้งนักเคลื่อนไหวและกับศิลปินภาคประชาสังคมในการต่อต้านสงคราม และสนับสนุนสิทธิเสรีภาพทั้งของคนในเมืองและคนที่อยู่ชายแดน แล้วก็ในฐานะคนที่ยังมีความหวังอยากจะให้มีจุดจบของสงครามนี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ทั้งหลายและคุณฐปณีย์ ทุกคนได้นำเสนอทั้งเอกสารวิชาการ ทั้งข่าวสารให้ทางฝั่งนี้ได้ทำงานต่อไป เราก็มีการเคลื่อนไหวทั้งในท้องถนนและก็สื่อออนไลน์

เราก็อยากจะพูดถึงประมาณว่า ก็อยากจะเสริมของอาจารย์ณัฐพรที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะเราได้คุยกับทั้งเยาวชนไทยและเยาวชนกัมพูชา อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ทุกคนที่ได้เราคุยมา ไม่มีใครอยากได้สงคราม ก่อนหน้าที่จะมีสงครามการสู้รบ พวกเรามีสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งด้านสื่อหรือ Soft power ที่มันเกิดขึ้นแล้ว เรามีศักยภาพที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันพังลง เราก็เลยอยากจะขอบคุณที่มีงานนี้ขึ้นมาค่ะ แล้วก็อยากจะฝากความหวังว่า เรายังมีคนกลุ่มนี้ มีภาคประชาสังคมที่ยังพยายามต่อสู้อยู่ในฐานะคนธรรมดา ขอบคุณค่ะ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

ขอบคุณมากเลยนะคะ เป็นการแลกเปลี่ยน ยังไม่ใช่คำถามนะคะ เชิญคุณสุภาพบุรุษข้างหลังค่ะ

 

ผู้เข้าร่วมงานคนที่ 2 :

สวัสดีครับทุกท่าน จริง ๆ แล้วผมเป็นนิสิตระดับปริญญาโท กำลังศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาในส่วนของสื่อ ทีนี้ผมสนใจคำถามที่อาจารย์พูดทิ้งท้ายไว้ ที่บอกว่าถ้าเราบอกว่าเราไม่ต้องไปสนใจหรอกว่า ขอมเป็นไทยหรือขอมเป็นเขมร ถ้าไม่ใช่เขมรแล้วจะอย่างไรต่อ อันนี้น่าสนใจครับ คืออย่างนี้นะครับ คือจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าต่อให้เราบอกว่าเราจะไม่สนใจ ท้ายที่สุดมันก็จะมีคนสนใจอยู่ดี แล้วก็จะพูดเรื่องนี้อยู่ดีใช่ไหมครับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าลักษณะของการถกเถียงนี่มองเป็นอย่างนี้ครับ ตอนแรกอาจจะถกกันก่อนก็คือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สักพักหนึ่งเริ่มมีอารมณ์ เริ่มโกรธก็เป็นเถียง แล้วสักพักหนึ่งก็อาจจะใช้คำรุนแรงกัน แล้วจากนั้นอย่างไรต่อ ก็ง้างหมัดใส่กันจนนำไปสู่ความขัดแย้งที่เกิดความรุนแรงอย่างเป็นรูปแบบของกายภาพใช่ไหมครับ

ทีนี้ก็เลยอยากจะสอบถามอาจารย์ว่า แล้วอย่างนี้เราจะต้องถกอย่างไร เราจะสื่อสารกันอย่างไร หรือจริง ๆ แล้วเราต้องก้าวข้ามความเข้าใจ คือเราไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าท้ายที่สุดแล้วว่า สิ่งนี้จะเป็นความจริงหรือเป็นข้อเท็จจริงก็ตาม จริง ๆ แล้วอันนี้กลับมาในส่วนของคำถามหลักก็คือว่าจะทำอย่างไร

 

 

อันที่ 2 ก็คือ ในฐานะของสื่อ ทุกวันนี้ ที่ผ่านมานี่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2567 ตั้งแต่สงกรานต์ใช่ไหมครับแล้วก็มีประเด็นเล็ก ๆ ว่าสงกรานต์เป็นของไทยหรือเป็นของเขมร ก็เถียงกันใน Social บางกลุ่มก็อาจจะด่ากัน มี Hate speech ใส่กันใช่ไหมครับ ถัดมาอีกสักพักหนึ่งประเทศไทยขึ้นมรดกโลกที่ศรีเทพ ก็มีการพูดถึงว่าอันนี้มันเป็นวัฒนธรรมขอมหรือว่าไม่ใช่ ต่อจากนั้น ประเทศไทยได้รับคืน Golden Boy แล้ว Golden Boy เป็นของเขมร ก็เป็นประเด็นใช่หรือไม่ครับ ทีนี้ประเด็นคือลักษณะแบบนี้ จะมีอุณหภูมิที่ค่อย ๆ สูงขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งไปสูงสุดตอนปราสาทตาเมือน และก็นำไปสู่เรื่องของการเริ่มปะทะทางทหาร

แต่ว่าเป็นลักษณะของการเขม่นกัน ก็อาจจะมีใช้ความรุนแรงบ้างแล้วก็ขยายวงกว้าง

กลับมาสู่คำถามก็คือ แล้วสื่อนี่จะทำอย่างไรครับ จะสื่อสารอย่างไร โดยเฉพาะสำนักข่าวต่าง ๆ ผมเชื่อว่ามีทั้งลักษณะของการรายงานที่เป็นกลาง รายงานแบบข่าวทั่ว ๆ ไป กับอีกอันหนึ่งคือรายงานในลักษณะของการใช้อารมณ์เพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วม บางท่านอาจจะเป็นสื่อสาย Click bait ใช่ไหมครับ แบบดึงให้คนเข้าไปสนใจและเข้าไป Comment ด่าคนกัมพูชาบ้าง จริง ๆ ไม่ได้มีแค่เรา ผมพยายามเข้าไปดูสื่อของกลุ่มปิดที่เป็นพวก Heritage world เราก็จะเห็นกลุ่มที่เป็นประชาชนชาวกัมพูชาซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็น IO ก็ดีหรือว่าจะเป็นตัวจริงก็ดี ก็มีการด่าเราทุกครั้งเวลาที่เราอาจจะได้ผลประโยชน์บางอย่าง แล้วก็นำไปสู่ข้อที่ 3 ครับ อันนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยนครับ ก็คือผมเห็นด้วยครับว่าทุกวันนี้ที่เราใช้จริง ๆ ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ก็ดีมรดกโลกก็ดี ถูกใช้มาโดยตลอดในฐานะของการเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อที่จะเป็นผลประโยชน์บางอย่าง แล้วท้ายที่สุดมันนำไปสู่เรื่องของสงคราม หรือบางทีก็นำไปสู่เรื่องของสันติภาพ ถ้าเกิดอาจารย์แนะนำข้อเสนอได้ก็รบกวนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

ขอบคุณมากเลยนะคะ หลัก ๆ ก็น่าจะเป็นประเด็นเรื่องของ ในสถานะที่มันมีความขัดแย้ง แล้วมันเกี่ยวพันกันทั้งประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสำหรับวัฒนธรรม หรือของเรื่องราวเรื่องเล่าต่าง ๆ สื่อจะทำงานอย่างไร อาจารย์ณัฐพรจะเริ่มต้นก่อนไหม เดี๋ยวค่อยกลับมาที่คุณฐปณีย์

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ :

จริง ๆ เป็นคำตอบที่ตอบยากมากโดยตัวคำถามเอง เพราะว่าเราเชื่อว่ามนุษย์ย้ายถิ่นฐานกันได้อยู่แล้ว และมันไปพร้อมกับวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การตั้งถิ่นฐานของคนมาก่อนเส้นเขตแดนที่แบ่งประเทศ ถ้าทุกคนสามารถตอบได้ก็จะไม่เกิดปัญหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างเช่นที่เราเห็นชัดมากอย่างในแอฟริกาที่คนน่ะเป็นชนเผ่าแล้วย้ายถิ่นฐานไปก่อนจะเป็นแบบเส้นเขตแดนมาตีทีหลัง

ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีความพยายาม คือโดยส่วนตัวยังเถียงกัน บางทีก็เถียงกับเพื่อนไม่จบไม่สิ้น เลขไทยมวยไทย มวยเขมรอะไรพวกนี้ แต่ว่าทั้งหลายทั้งมวล สิ่งที่ควรจะต้องปลูกฝังก็คือว่า วัฒนธรรมไม่เคยอยู่นิ่งหรืออยู่กับที่ ถ้าวัฒนธรรมอยู่กับที่ก็หมายความว่าอาณาจักรของคุณน่ะตายไปแล้ว

เพราะฉะนั้น การที่มันมีคนธำรงวัฒนธรรมอยู่ ที่มันจะเปลี่ยนรูปหรือมันมีวัฒนธรรมร่วม ก็คือวิถีปกติของชุมชนที่เป็นมนุษย์ ซึ่งอันนี้มันคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญงอกงามของมนุษย์ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอันนี้คือส่วนหนึ่งที่มันเคยมีคนตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้วนักประวัติศาสตร์ต้องฟันธงลงไปไหม ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นคนที่บอกนิสิตอยู่ตลอดเวลาว่าเราทำงานกับหลักฐาน ท้ายที่สุดมันผ่านการตีความของเรา ซึ่ง ณ วันที่เขาทำหลักฐานนั้นขึ้นมา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราตีความ Overclaim หรือเปล่า เขาคิดอย่างเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการที่จะมาแยกอัตลักษณ์ สิ่งที่น่ากลัวกว่า โดยส่วนตัวเรื่องสงกรานต์นี่ที่ชัดเจนมาก ก็คือว่าอยู่ ๆ จีนก็จะขอมาร่วมด้วย อันนี้คือสิ่งที่น่ากลัวกว่าเพราะเขาไม่ได้มีจุดร่วมอะไรกับเราเลย

ถ้าอย่างกัมพูชากับไทย แถวนี้คือมีวัฒนธรรมร่วมเหมือนกันหมด สิ่งที่น่ากลัวคือจีนบอกว่าเธอ ๆ ฉันขอร่วมด้วย เพราะว่าฉันมั่นใจมากว่าฉันมีไทย-ยูนนานอยู่ข้างล่าง เป็นสงกรานต์เหมือนกัน อันนี้ควรจะไปเถียงกันมากกว่า เพราะว่ารากทั้งหมดของภาคพื้นทวีปเราในอุษาคเนย์ก็คือรากเดียวกัน อาจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès) บอกว่ามันคือสันสกฤต เรารับวัฒนธรรมพวกนี้มาร่วมกัน แค่เราอาจจะชอบ “รามเกียรติ์” ทางหมู่เกาะตรงนั้นอาจจะชอบ “มหาภารตะ” เพราะฉะนั้น อาจเป็นรากเดียวกันทั้งหมดที่มันอาจจะถูกเปลี่ยนผ่าน แล้วจริง ๆ สิ่งหนึ่งที่มันเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่นของอุษาคเนย์ก็คือว่า เราเป็นคนที่รู้จักปรับและเลือก เราไม่ได้รับเอาทุกอย่างของเขามาหมด อะไรที่เราคิดว่าดี เราเอาสิ่งนั้นมา เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดวาทะร่วมที่หน้าตาออกมาคล้าย เป็นการหยิบยืมถ่ายเทซึ่งเป็นเรื่องปกติ วันไหนที่ใครมีอำนาจเราก็ไปหยิบเขามา วันไหนที่ใครอ่อนแอเราก็ถอยไป

หรือง่าย ๆ อย่างแม้กระทั่งเมียนมาเอง บุเรงนองก็ไปสถาปนาเอาพุทธศาสนาแบบมอญ ไปสถาปนาที่ไทยใหญ่ ก็คือมีการหยิบยืมกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วโดยวิธีคิดแบบประวัติศาสตร์

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

คุณฐปณีย์จะตอบไหมคะประเด็นเกี่ยวกับสื่อ

 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย :

คือจริง ๆ อย่างที่น้องบอก ความขัดแย้งมันมีในทุกระดับ ตั้งแต่ทะเลาะกันเรื่องชุดไทยกับชุดเขมรใช่ไหมคะ เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องอัตลักษณ์ เรื่องการเมือง ที่นี่เรื่องสื่อที่เรากำลังพูดถึง ก็เป็นเรื่องที่เราพยายามถกเหมือนกับที่กล่าวไป ยิ่งในยุคปัจจุบันสื่อมีจำนวนมาก สื่อที่เป็นสำนักข่าวหลักนี่ เวลาเกิดเหตุความขัดแย้ง คนจะดูข่าวหรือสนใจ Share น้อยกว่า Influencer ที่ไปลงในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งเรามีพื้นที่สื่อก็จริงอย่างทีวีดิจิทัล เขามีรายการ Hard talk แต่กลับกลายเป็นว่ารายการที่ไปชวนคุย บางกรณีก็ใช้อารมณ์แล้วหัวข้อต่าง ๆ มันก็ถูกย่อลง คือไม่ได้มีพื้นที่ทางวิชาการที่แท้จริง แต่ไปชวนวิเคราะห์กันเน้นความสนุกเพื่อต้องการ Rating อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาเรื่องสื่อ

 

อัครพงษ์ ค่ำคูณ :

ผมพูดเรื่องประวัติศาสตร์เล็กน้อย เราเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม จริง ๆ ประวัติศาสตร์ที่เราใช้กันนี่ เราไปติดกับเรื่องของตัวเรื่อง เราไปติด แบบคำเมื่อสักครู่ที่คุณฐปณีย์พูด คือไปตีว่าเป็นเรื่องบันเทิง เป็นเหมือนยากล่อมประสาท แต่จริง ๆ สิ่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์นี่พูดกันตรง ๆ เรื่องโครงสร้างของประวัติศาสตร์ มันเป็นเรื่องของปัจจัยและเหตุที่มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีประวัติศาสตร์ ถ้ามันยาวต่อมาเรื่อย ๆ มันก็จะไม่มีประวัติศาสตร์

อย่างกรณีล่าสุดที่เราเถียงกันเรื่องเขมรไม่ใช่ขอม แล้วเราก็มาเถียงกันว่าเรื่องนายแตงหวานเป็นเขมรไปจัดการกษัตริย์ขอม พูดกันสนุกสนาน ท่านไม่เห็นหรือ การที่ขอมล่มสลาย เพราะกษัตริย์มันไม่ฉลาดเข้าใจไหม เพราะอย่างนั้นคุณก็อย่าให้กษัตริย์โง่ กษัตริย์ต้องฉลาด

อันนี้หมายความว่าเราเรียนรู้จากเรื่องในประวัติศาสตร์ แต่เราไม่ค่อยสกัดมันออกมา เราจะสนุกแค่ว่า ทำตามใจตัวเองอยากจะทานแตงหวานอะไรแบบนี้ คิดออกไหม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเถียงกัน ถามว่าจะเถียงอย่างไร ให้เถียงว่าแก่นของเรื่องมันคืออะไร แทนที่จะเถียงว่าขอมกับเขมรอันไหนมันใช่มากกว่ากันซึ่งมันจะเป็นบทเรียนให้กับเราเข้าใจได้ว่า การที่ขอมล่มสลายไป ก็เพราะว่าคุณไม่มี Vision คุณทำตามใจตัวเอง คุณไม่รู้จักป้องกันอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเรื่องประวัติศาสตร์มันไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสนาน และที่ตลกมากไปกว่านั้นคือผมอยากรู้ว่าพอพระเจ้าแตงหวานขึ้นครองราชย์นี่ ขอมนี่หายไปทันทีเลยหรือ ไม่มีคนขอมคนอื่นนอกจากกษัตริย์ชัยวรมันที่ 8 เลยหรือ

คือเรื่องนิทานนี่มันเป็นเรื่องหลอกลวง แล้วแก่นมันอยู่ตรงไหน ถ้าเราจะเถียง เราก็เถียงเรื่องแก่นดีกว่าว่าอะไรคือ Change อะไรคือ Factor ที่มันทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ เอาง่าย ๆ เสียกรุงครั้งที่ 1 เพราะอะไร

เราก็ไปเถียงกัน หรือการเสียกรุงครั้งที่ 2 คือเรารู้แม้กระทั่งเรื่องของพระมหาเทพซึ่งเป็นจตุลังคบาทประจำขาซ้ายช้างทรงของพระนเรศวร แต่เราไม่เข้าใจเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในระหว่างนั้น ขอบคุณครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

ท่านอาจารย์สุรชาติอยากจะเติมประเด็นอะไรไหมคะ พอดีนิสิตถามเรื่องของสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง แล้วสื่อก็นำเสนอแบบต่างทิศต่างทาง เถียงกันด้วยซ้ำเรื่องที่ว่าเสื้อโจงกระเบนเป็นของไทยหรือของเขมร แล้วสื่อหรือเราควรจะทำหน้าที่อย่างไรดีคะ

 

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข :

ผมมีสองประเด็นนะ ประเด็นแรก ผมว่าปัจจุบันเราไม่ได้เสพสื่อ แต่เราเสพ Influencer สื่อหลักวันนี้สมมติถ้ามองในแง่ธุรกิจ พูดแบบหยาบ ๆ ก็คือโคตรลำบาก เพราะ Influencer ไปกินตลาดเขาหมด เพราะฉะนั้นวันนี้สำหรับผม ให้ปลอดภัยที่สุดและเพื่อความสบายใจแล้ว ถ้าเราเลิกดู Influencer กันทั้งประเทศแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คิดเล่น ๆ นะ คือสงครามจะจบหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ว่าสถานการณ์เบาลง

ประเด็นที่สอง  เนื่องจากผมไม่ได้ทำประวัติศาสตร์ยุโรป แต่เขียนเรื่องสงครามยูเครน พอเขียนเรื่องสงครามยูเครนนี่ ผมนั่งมองไทย-กัมพูชาผมเห็นเรื่องหนึ่ง ในบริบทของประวัติศาสตร์กับสงครามที่ยูเครนนี่มีข้อถกเถียงว่า อารยธรรมของยูเครนเกิดก่อนอารยธรรมของรัสเซียใช่หรือไม่ คำถามคือใช่หรือไม่ ส่วนคำตอบคือใช่ และวันนี้เมื่อเช้าเพิ่งมีประกาศ ใครถ้าอยากช่วยการสู้รบในยูเครน ให้ช่วยซื้อหนังสือของนักประวัติศาสตร์ยูเครนที่เพิ่งออกล่าสุด แปลว่าวันนี้คนที่ถูกที่สุดสำหรับผมคือออทโท ฟอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck) เขาบอกว่าสงครามนี่ชนะโดยคน 2 กลุ่ม คือชนะโดยพระกับครู และถ้าบิสมาร์คยังอยู่ในปัจจุบัน ก็จะบอกว่าสงครามชนะโดยคน 3 กลุ่ม ประกอบไปด้วย พระ ครู และ Influencer

วันนี้กัมพูชาเถียงกันจนรู้สึกไหมครับ ตกลงคน 2 บ้านนี้คิดจะไม่อยู่ด้วยกันแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นคิดแบบทรัมป์ คือสร้างกำแพงเหมือนที่ทรัมป์ตั้งใจจะทำที่เม็กซิโก แต่เวลาพวกเราที่เรียนสายสังคมนี่ มันก็จะมีคำตอบว่า กำแพงมันกั้นชีวิตหรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน 2 ฝั่งของเส้นเขตแดนไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะเป็นกำแพงหรือเป็น Container วันนี้เส้นเขตแดนถูกกำหนดโดย Container เป็นเรื่องที่ยุ่งที่สุดสำหรับคนทำงานชายแดน เพราะวันนี้เส้นเขตแดนกลายเป็นแบบนั้น คุณอย่าคิดว่าบรรดาหน่วยงานความมั่นคงจะรับได้นะเพราะมันสร้างความยุ่งยากใช่ไหมครับ

พอเป็นอย่างนี้มันก็ชวนคิดว่า วันนี้ถ้ากลับมามองหัวข้อเรื่องทางออก สมมติว่าทางออกคือเราตกลงกันทั่วประเทศ ไม่ดู Influencer พูดหยาบ ๆ คือขออนุญาตกูไม่ดูมึง ของจริงทำไม่ได้หรอก เพราะวันนี้นี่ผมตอบได้เลย คนที่กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยคือ Influencer เพราะสิ่งที่เกิดวันนี้สำหรับผมไม่ใช่การเมืองนำการทหารหรือการทหารนำการเมือง แต่ภาวะที่เกิดขึ้นคือกระแสนำนโยบาย แปลว่าวันนี้ Influencer ถือธงนำ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาชุดนี้ เชิญ Influencer เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศดีกว่าขอบคุณครับ

 

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย :

จริงค่ะอาจารย์ เพราะว่าสื่อหลักตอนนี้แทบจะไม่มีบทบาทแล้ว เราทำงานเราก็เหนื่อย อยากจะขอเพิ่มเติมจากที่อาจารย์บอก พอดีเพิ่งกลับจากอิหร่าน แล้วก่อนนั้นก็ไปอิสราเอล สิ่งหนึ่งที่เราพยายามจะกลับมาทบทวนตัวเองตลอดเวลาเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง เราพอมองเห็นคนไทยกับคนเขมรจะอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วจะเละแบบที่อาจารย์บอก ทำให้นึกถึงในพื้นที่อื่น ๆ ที่มันเกิดสงครามกันยาวนาน สุดท้ายพอไม่สามารถพูดคุยกันได้ และความขัดแย้งมันฝังรากลึกจนไม่สามารถทำอะไรได้ วันหนึ่งมันก็จะเกิดสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด แล้วก็ความเกลียดชังทางเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ที่รุนแรง เรามีตัวอย่างให้เห็นมากมายตอนนี้ในทั่วโลก

พอย้อนมองกลับมาที่บ้านเรา เราไม่สามารถทำอะไรได้กับปัญหาที่เกิดขึ้นเลยหรือ คิดว่าจริง ๆ โดยเวทีวันนี้เราได้แนวทางหลายอย่าง แต่มันน่าจะต้องอาศัยเรื่องของเวลาด้วยนะคะอาจารย์ เชื่อว่ามันก็พอจะมองเห็น แล้วเราก็ไม่อยากจะให้เห็นแบบนั้นด้วย ขอบคุณค่ะ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

จริง ๆ ดิฉันเห็นอดีตท่านทูตอีกท่านหนึ่งนะคะอยู่ในที่นี้ ท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์นะคะ อยากฟังเหมือนกันนะคะคือวงนี้เราก็กระทบถึงกระทรวงการต่างประเทศกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วก็อยากฟังมุมมองจากท่านเหมือนกันว่า ในฐานะที่เคยทำงานในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วตอนนี้ก็

เห็นบทบาทในการเข้ามา พยายามอยากจะช่วยมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมือง ท่านมีความเห็นหรืออยากจะเสนออะไรให้พวกเราได้ไปขับเคลื่อนกันต่อไหมคะ เรียนเชิญค่ะ

 

 

พิศาล มาณวพัฒน์ :

ขอขอบคุณที่ให้เกียรติ บังเอิญเวลาหมดแล้วผมก็เห็นใจทุกคนแล้วพรุ่งนี้ (16 สิงหาคม พ.ศ.2569) ผมตั้งใจจะพูดอย่างเต็มที่ครับ ขอให้ติดตามต่อไปครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :

นึกว่าเราจะได้ฟังวันนี้ค่ะ ขอบคุณมากเลยค่ะ ก็จริง ๆ วันนี้มีประเด็นหลายประเด็นที่คิดว่าเราน่าจะต้องขับเคลื่อน ตั้งแต่ที่ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ตั้งประเด็นว่าคนบันทึกหรือคนทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เอกสารประวัติศาสตร์จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างไหม ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์หรือในอาเซียนร่วมกัน

แล้วจริง ๆ ก็มีมิติหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องของอัตลักษณ์ การมีรากร่วมกันไปจนถึงกลไกที่เราขาดมากที่สุด คือถ้าพูดจากมุมของประเทศไทยแล้วก็มองจากมุมของอาเซียนในปัจจุบัน ถ้ามองจากไทยนี่คือขาดวิสัยทัศน์ ขาดยุทธศาสตร์ และก็ขาดกลไกถ้าฟังจากท่านอาจารย์สุรชาติ รู้สึกว่ามันเป็นจังหวะที่เราควรต้องมาช่วยกันขบคิด ในขณะที่สำหรับสื่อ เราเห็นภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนไป สื่อกระแสหลักเคยทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณกำกับ แต่พอสื่อได้ไปอยู่ในมือของทุกคน เราก็ไม่แน่ใจว่าจะกำกับด้วยอะไร ยิ่งถ้าเราถูกปลุกระดมด้วยความรักชาติหรือชาตินิยมกับความเกลียดชัง เราก็เลยมีสื่อไปทั่วประเทศ แต่กลายเป็นสื่อที่สร้างความเกลียดชังมากกว่าที่จะสร้างความร่วมมือ อันนี้ก็คิดว่าเป็นประเด็นที่เราน่าจะต้องไปขยับขับเคลื่อนทำงานกันต่อ ก็อยากจะให้มีสักหนึ่งประโยคสั้น ๆ ปิดท้ายค่ะ เชิญอาจารย์สุรชาติค่ะ

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข :

ถ้าให้ผมเริ่มนี่ ผมเริ่มด้วยวลีเดียว จะทำสงครามก็ต้องมียุทธศาสตร์ จะยุติสงครามก็ต้องมียุทธศาสตร์ ทำสงครามยุ่งยากเช่นไร ยุติสงครามยุ่งยากกว่า ใครที่กลับไปอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงปลายของสงคราม การยุติสงครามตอบได้เลยยุ่งยากและซับซ้อนกว่ามาก นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาของสังคมไทย