วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 จากบ้านพักในกรุงปารีส ปรีดี พนมยงค์ เขียนจดหมายฉบับหนึ่งมายังกรุงเทพฯ คำขึ้นต้นสั้น ๆ มีเพียงว่า
“คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ เพื่อนรัก”
เวลานั้นเล้งกำลังเจ็บป่วย ก่อนหน้านั้นเขาได้เขียนจดหมายไปหาปรีดีเพื่อขออโหสิกรรมใน “เรื่องที่แล้ว ๆ มา” เรื่องนั้นคืออะไร ไม่มีหลักฐานในหนังสืออนุสรณ์บอกไว้ และตราบใดที่ยังไม่พบจดหมายฉบับที่เล้งส่งไปก่อนหน้า เราก็ไม่ควรสร้างคำตอบขึ้นแทนหลักฐาน
แต่คำตอบของปรีดีมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว
ปรีดีเขียนว่า เขาไม่เคยรู้สึกว่าเล้งได้กระทำผิดหรือล่วงเกิน ยังคงถือว่าเล้งเป็น “เพื่อนที่รักคนหนึ่งของผม” นับตั้งแต่รู้จักกันเมื่อ ค.ศ. 1922–1923 ครั้งทั้งสองยังเป็นนักเรียนอยู่ในยุโรป ก่อนลากความทรงจำยาวมาถึงการที่ทั้งคู่ “ได้ร่วมรับใช้ชาติและราษฎรไทยในการเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” ท้ายที่สุด ปรีดีขอให้เรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจของเพื่อนเก่าปลาสนาการไป และเขียนว่า
“ขอให้คุณเล้ง ศรีสมวงศ์เพื่อนรักของผมเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกประการ”
แล้วจึงลงท้าย
“ด้วยความรักและคิดถึง
ปรีดี พนมยงค์”
หนึ่งเดือนเศษต่อมา วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2524 เล้ง ศรีสมวงศ์ ถึงแก่อนิจกรรม

จดหมายจากนายปรีดี พนมยงค์ เขียนถึงนายเล้ง ศรีสมวงศ์ จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
จดหมายฉบับนี้ถูกถ่ายสำเนาต้นฉบับลายมือของปรีดีลงไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานศพอย่างครบถ้วน จึงเพิ่มคุณค่าให้หนังสือเล่มนี้ในฐานะหลักฐานร่วมสมัย เพราะผู้อ่านได้เห็นรูปแบบของเอกสาร ลายมือ และถ้อยคำที่ส่งตรงจากปารีสถึงเล้งในบั้นปลายชีวิต
และเมื่อพลิกต่อไปยังข้อเขียนที่เล้งเตรียมไว้ด้วยตนเอง หนังสืองานศพเล่มนี้ก็เปิดทางให้เราเข้าไปเห็นชีวิตของผู้ก่อการคณะราษฎรสายพลเรือนคนหนึ่ง ผ่านสายตาของเจ้าตัวเอง
สามด้านของชีวิตในหนังสืองานศพ

ภาพนายเล้ง ศรีสมวงศ์ จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์

หนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพเล้ง ศรีสมวงศ์ มีเนื้อหาหลักเป็นข้อเขียนเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานที่เล้งเตรียมไว้ด้วยตนเองก่อนถึงแก่กรรม
ใน พ.ศ. 2519 เล้งทำพินัยกรรมฝากความประสงค์ไว้แก่ลูกหลานว่า เมื่อเขาถึงแก่กรรมแล้ว ขอให้จัดพิมพ์ข้อเขียนเกี่ยวกับชีวิตของตนไว้เป็นอนุสรณ์ ห้าปีต่อมา เมื่อเล้งถึงแก่อนิจกรรม หนังสือซึ่งจัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพจึงรวบรวมงานเขียนสำคัญสามส่วน ได้แก่ “ประวัติของข้าพเจ้า” “ความบกพร่องของข้าพเจ้า” และ “งานที่ข้าพเจ้ารัก” เข้าด้วยกัน
โครงสร้างเช่นนี้น่าสนใจ เพราะเล้งไม่ได้ประสงค์จะฝากไว้เฉพาะเรื่องว่า ตนเกิดเมื่อใด เรียนที่ไหน เคยดำรงตำแหน่งอะไร หรือได้รับเกียรติยศใดบ้าง แต่เลือกมองชีวิตของตนเองจากสามด้าน
“ประวัติของข้าพเจ้า” เป็นการเล่าชีวิตตามลำดับเวลา ตั้งแต่วัยเด็ก การศึกษา การเป็นครู นักเรียนทุนกรมรถไฟ ชีวิตในอังกฤษ การทำงานราชการ การเข้าร่วมคณะราษฎร งานพาณิชย์ การคลัง การธนาคาร การเป็นรัฐมนตรี ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนงานเศรษฐกิจในระยะต่อมา
“ความบกพร่องของข้าพเจ้า” นำเหตุการณ์หลายเรื่องจากชีวิตเดียวกันกลับมาพิจารณาใหม่ คราวนี้เล้งหันมาสำรวจการกระทำและการตัดสินใจของตนเอง ตั้งแต่ความมั่นใจในความรู้ของชายหนุ่ม วิธีแสดงความคิดเห็นและการวางตัวต่อผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ความขัดแย้งกับผู้ร่วมงาน ไปจนถึงบทบาทของตนภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ส่วน “งานที่ข้าพเจ้ารัก” หรือบางตอนใช้ชื่อว่า “งานที่พอใจ” เป็นการเลือกงานบางชิ้นที่เจ้าตัวเห็นว่ามีความหมายมาเล่าอย่างละเอียด ที่เด่นมากคือช่วงเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ เล้งอธิบายตั้งแต่การสร้างความร่วมมือในหมู่เจ้าหน้าที่ การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการรักษาความไว้วางใจของผู้ถือหุ้นและผู้ฝากเงิน ส่วนนี้จึงเปิดให้เห็นวิธีคิดในการบริหารของเขามากกว่าบัญชีตำแหน่ง
เมื่ออ่านประกอบกัน สามส่วนนี้จึงเหมือนการมองชีวิตเดียวกันสามครั้ง “ประวัติของข้าพเจ้า” คือชีวิตที่เกิดขึ้น “ความบกพร่องของข้าพเจ้า” คือชีวิตที่เจ้าตัวหันกลับไปวิจารณ์ และ “งานที่ข้าพเจ้ารัก” คือชีวิตบางส่วนที่เขาเลือกเก็บไว้ด้วยความผูกพันและภาคภูมิใจ
แต่คุณค่าของหนังสืองานศพเล่มนี้ยังมีอีกชั้นหนึ่ง
นอกจากการเก็บสำเนาจดหมายลายมือของปรีดี พนมยงค์ไว้ในหน้าแรก ๆ แล้ว ผู้จัดทำยังเลือกลงภาพถ่ายหมู่ภาพสำคัญของผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พร้อมคำอธิบายและบัญชีรายชื่อบุคคลในภาพอย่างละเอียด ภาพนั้นถ่ายใน พ.ศ. 2475 ณ บริเวณบ้านพักของเล้ง ถนนรองเมือง ซอย 3 พระนคร ซึ่งเป็นบ้านพักของกรมรถไฟ
ภาพถ่ายดังกล่าวมีความหมายมากกว่าภาพประกอบชีวประวัติทั่วไป เพราะบุคคลในภาพส่วนใหญ่คือผู้ก่อการสายพลเรือนและผู้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หนังสือระบุรายชื่อและตำแหน่งไว้อย่างละเอียด แถวนั่งเก้าอี้ เล้ง ศรีสมวงศ์นั่งอยู่ด้านขวาสุดของแถว ถัดเข้ามามีประเสริฐ ศรีจรูญ หลวงสุนทรเทพหัสดิน หรือสพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์ หรือ ม.ล. กรี เดชาติวงศ์ ขณะที่ตรงกลางคณะคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์ รายล้อมด้วยเพื่อนผู้ก่อการอีกหลายคน
ที่น่าสนใจคือผู้จัดทำหนังสือไม่ได้เรียกบุคคลทั้งหมดในภาพรวม ๆ ว่าเป็นผู้ก่อการ แต่ทำเครื่องหมายดอกจันกำกับผู้ที่ “ไม่ใช่ผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475” แยกออกไว้ต่างหาก แสดงว่าการระบุว่าใครเป็นหรือไม่เป็น “ผู้ก่อการ” มีความสำคัญต่อการจัดทำหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่น้อย

ภาพคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 แถวนั่งเก้าอี้ เล้ง ศรีสมวงศ์ นั่งอยู่ด้านขวาสุดของแถว ถัดเข้ามามีประเสริฐ ศรีจรูญ หลวงสุนทรเทพหัสดิน หรือสพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์ หรือ ม.ล. กรี เดชาติวงศ์ ขณะที่ตรงกลางคณะคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์ รายล้อมด้วยเพื่อนผู้ก่อการอีกหลายคน จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์

รายชื่อส่วนหนึ่งผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
ภาพนี้เป็นหลักฐานของเครือข่ายคณะราษฎรสายพลเรือน และเชื่อมเล้งเข้ากับปรีดีและเพื่อนผู้ก่อการในช่วงใกล้กับเหตุการณ์ พ.ศ. 2475 ที่สำคัญ สถานที่ถ่ายภาพคือบ้านพักของกรมรถไฟที่เล้งอาศัยอยู่ สถานที่ส่วนตัวของข้าราชการกรมรถไฟจึงกลายเป็นฉากหลังของภาพหมู่ทางการเมืองภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์คณะราษฎร
การเลือกนำภาพนี้มาพิมพ์ในหนังสืองานศพ พร้อมบัญชีรายชื่อซึ่งบอกตำแหน่งของบุคคลแทบทุกคน จึงชวนให้เห็นว่า เมื่อชีวิตเดินมาถึงปลายทาง สถานะ “ผู้ก่อการ 2475” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่เล้งและครอบครัวเห็นว่าสมควรเก็บไว้ในความทรงจำของเขา หนังสือไม่ได้หลบเลี่ยงอดีตทางการเมืองนั้น ตรงกันข้าม กลับวางมันไว้เคียงกับประวัติการทำงาน ครอบครัว ความสำเร็จ ความผิดพลาด และงานที่เขารัก
จากเด็กบางคล้าสู่โลกของนักเรียนนอก
เล้ง ศรีสมวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2443 ที่ตำบลโรงเล่า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของนายสอนและนางเซย ในครอบครัวที่มีบุตรธิดารวม 9 คน โดยเล้งเป็นบุตรลำดับกลาง นับเป็น “สหชาติ” กับปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเกิดในปีเดียวกันเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เล้งจึงอ่อนกว่าปรีดีเพียงไม่ถึงสี่เดือน

ประวัตินายเล้ง ศรีสมวงศ์ จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ คุณยายฝากเล้งเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพธิดา ครั้นจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนจึงย้ายเข้าสวนกุหลาบวิทยาลัยในชั้นมัธยมปีที่ 4 และเรียนต่อจนสำเร็จมัธยมปีที่ 8 ใน พ.ศ. 2460 ขณะอายุ 17 ปี เล้งเขียนถึงตนเองอย่างถ่อมตัวว่าเป็นนักเรียนระดับกลาง ไม่เคยสอบตก แต่ก็ไม่เคยสอบได้ที่หนึ่ง ครั้งหนึ่งเมื่ออยู่ชั้นมัธยมปีที่ 6 เขาเคยแข่งขันผลการเรียนกับเพื่อนอยู่หลายเดือน หนึ่งในนั้นคือ แถม เพชรเกษม เพื่อนวัยเดียวกันซึ่งต่อมาคือ หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ (พ.ศ. 2443–2530) อธิบดีกรมทางหลวง และบุคคลซึ่งชื่อของเขากลายมาเป็นชื่อ “ถนนเพชรเกษม” ทางหลวงสายสำคัญที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคใต้
สวนกุหลาบยังเป็นสถานที่ซึ่งเล้งขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ทั้งเรียนตอนกลางคืนที่โรงเรียนและเรียนพิเศษกับครูนวล ปาจิณพยัคฆ์ ซึ่งต่อมาคือหลวงสารานุประพันธ์ (พ.ศ. 2439–2497) ความรู้ภาษาอังกฤษที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงนี้มีส่วนสำคัญต่อชีวิตครู และต่อการเดินทางไปศึกษาต่างประเทศของเขาในเวลาต่อมา
เมื่อสำเร็จมัธยมปีที่ 8 เล้งสมัครเป็นครู และได้รับบรรจุเป็นครูประจำชั้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ใน พ.ศ. 2461 ระหว่างนั้นยังสมัครเรียนวิชาครูพิเศษที่สามัคยาจารย์ จนสอบได้ประโยคมัธยมครู หรือ ป.ม. ใน พ.ศ. 2462 ซึ่งเป็นวุฒิวิชาครูชั้นสูงสุดในเวลานั้น เขาสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 4 ต่อเนื่องขึ้นไปถึงมัธยมปีที่ 6 และยังได้รับคัดเลือกให้สอนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในเวลาเย็น เล้งจึงเขียนถึงช่วงชีวิตนี้ในภายหลังอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าพเจ้ารักชีวิตเป็นครู”
หลังเป็นครูได้ราวสามปี เล้งได้รับเลือกให้เป็นศึกษาธิการจังหวัดและเตรียมจะถูกส่งไปประจำจังหวัดตรัง แต่เขากลับลังเล เพราะเห็นว่าตนยังหนุ่มและควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จังหวะนั้นเอง เพื่อนเก่าจากสวนกุหลาบกลับเข้ามามีบทบาทต่อเส้นทางชีวิตของเขาอีกครั้ง
แถม เพชรเกษมสอบชิงทุนกรมรถไฟหลวงได้ไปศึกษาวิศวกรรมที่อังกฤษก่อนหน้าเล้งหนึ่งปี ก่อนเดินทางได้ชวนเพื่อนเก่ามารับประทานอาหาร และแนะนำให้ลองสอบทุนกรมรถไฟในปีถัดไป เพราะเชื่อว่าเล้งมีความรู้พอจะแข่งขันได้ คำชวนนั้นไม่ได้จบอยู่ที่โต๊ะอาหาร วันรุ่งขึ้นแถมนำข้อสอบเก่ามาให้เล้งถึงมือ เมื่อพลิกดูแล้วเห็นว่าหลายข้อพอทำได้ เล้งจึงตัดสินใจเตรียมตัวสอบอย่างจริงจัง
เขาเลือกสอบทางพาณิชย์แทนทางช่าง เพราะประเมินตนเองว่า “อ่อนคำนวณ” แม้ปีนั้นกรมรถไฟต้องการนักเรียนทางพาณิชย์เพียงคนเดียว ในที่สุดเล้งก็สอบได้ และออกเดินทางไปอังกฤษใน พ.ศ. 2464
การตัดสินใจครั้งนั้นจึงมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนอาชีพจากครูไปเป็นนักเรียนทุน เพราะเพื่อนร่วมชั้นที่ครั้งหนึ่งเล้งเคยพยายามแข่งขันผลการเรียนด้วยที่สวนกุหลาบ กลับเป็นคนเปิดทางให้เขาออกไปศึกษาต่างประเทศ และนำชีวิตของเล้งเข้าสู่กรมรถไฟหลวงในเวลาต่อมา
พ.ศ. 2464 เขาจึงเดินทางไปอังกฤษ ระยะหนึ่งพักอยู่กับครอบครัวศาสนาจารย์ R.S. Dodds ที่ Riseley ก่อนเรียนต่อที่ Plymouth Technical College, Loughborough College และ University of Liverpool จนสำเร็จ B.Com. ใน พ.ศ. 2469

ภาพถ่ายนายเล้ง ศรีสมวงศ์ กับมหาวิทยาลัย Liverpool ถ่ายเมื่อครั้งไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยที่เคยศึกษาหลังจากสำเร็จมาแล้ว 50ปี ในปี พ.ศ.2513 จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
ช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่ในยุโรปยังทำให้เล้งได้รู้จักกับปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศส โดยปรีดีเดินทางมาอังกฤษและได้พบกับเล้งที่บ้านท่าน R.S. Dodds ในช่วง ค.ศ. 1922–1923 มิตรภาพของนักเรียนไทยร่วมรุ่นสองคนจึงเริ่มขึ้นในยุโรป ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับสยามและกลายเป็นผู้ก่อการ 2475 ในเวลาต่อมา
กรมรถไฟ 2475 และบทเรียนเรื่องความพ่ายแพ้
เมื่อกลับสยาม เล้งเข้าสู่กรมรถไฟหลวงตามพันธะของนักเรียนทุน เขาเริ่มจากกองเดินรถ ก่อนเป็นสารวัตรตรวจการเดินรถแขวงชุมพรใน พ.ศ. 2470 และขึ้นเป็น “ผู้จัดการพาณิชย์” หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รับผิดชอบรายได้ของกรมรถไฟ
กรมรถไฟเวลานั้นมีความหมายมากกว่าหน่วยงานคมนาคม เป็นโครงข่ายยุทธศาสตร์ของรัฐ การเคลื่อนคน สินค้า ข่าวสาร และกำลังทหารต้องอาศัยรางเหล็กซึ่งเชื่อมพระนครกับหัวเมือง
ความสำคัญดังกล่าวปรากฏเต็มที่เมื่อเกิดกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 เล้งดำรงตำแหน่งผู้จัดการพาณิชย์และรักษาการผู้อำนวยการเดินรถ จึงมีหน้าที่สำคัญในการจัดการเดินรถเพื่อเคลื่อนกำลังของฝ่ายรัฐบาลระหว่างพระนครกับแนวรบนครราชสีมา โดยติดต่อกับพระยาพหลพลพยุหเสนาและหลวงพิบูลสงครามโดยตรง
ปัญหาอยู่ที่กิจการรถไฟยังต้องดำเนินไปท่ามกลางพื้นที่ซึ่งกำลังถูกช่วงชิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกบฏ เจ้าหน้าที่รถไฟจึงอาจถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติงานจากทั้งสองฝ่าย เล้งบันทึกถึงสภาพอันยากลำบากนั้นในภายหลังว่า
“ข้าพเจ้าจึงตกอยู่ในฐานะช่วยกบฏ ไม่ช่วยก็ผิด”
หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดการนัดหยุดงานในกรมรถไฟ เล้งกับสมาชิกคณะราษฎรในกรมรถไฟอีกสามคน คือ ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ ม.ล. กรี เดชาติวงศ์ และสพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ถูกสอบสวนและเป็นที่รู้จักกันในนาม “4 เสือ”
สำหรับเล้ง การสอบสวนและการถูกโยกย้ายออกจากกรมรถไฟเป็นบาดแผลสำคัญ เขาปฏิเสธความระแวงว่าตนอาจคิดทำลายกรมรถไฟ โดยยืนยันว่า “ข้าพเจ้ารักรถไฟ และทำทุกอย่างเพื่อรถไฟ” และหลังออกจากกรม เขาได้คติใหม่แก่ชีวิตว่า “ความยุติธรรมไม่มีในโลกนี้”
คำกล่าวเหล่านี้ต้องอ่านในฐานะความทรงจำซึ่งเล้งเขียนขึ้นภายหลัง ความเชื่อของเขาว่าการเมืองอยู่เบื้องหลังการนัดหยุดงาน หรือการประเมินตนเองในฐานะผู้ถูกกระทำ ยังต้องอาศัยหลักฐานร่วมสมัยและคำอธิบายจากฝ่ายอื่นประกอบ
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ พ.ศ. 2477 ปิดฉากชีวิตกรมรถไฟช่วงแรกของชายหนุ่มผู้ก่อการ และเปิดชีวิตอีกบทหนึ่งซึ่งจะพาเขาเข้าสู่ใจกลางงานเศรษฐกิจ การคลัง และการธนาคารของประเทศ

ภาพ 3 สหาย หลวงสัมฤทธิ์วิศวกรรม หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ และนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ที่ทำงาน ณ กรมรถไฟหลวง จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
“สะพานเชื่อมระหว่างเก่ากับใหม่”
จากกรมรถไฟ เล้งถูกย้ายไปกรมพาณิชย์ในสถานะที่เขาเรียกเองว่า “ผู้แพ้” ก่อนถูกส่งเป็นข้าหลวงพาณิชย์ประจำสิงคโปร์ เขาเชื่อว่าการส่งไปครั้งนั้นเป็นการ “กักบริเวณให้อยู่ห่างไกลจากพรรคพวกเพื่อนฝูง”
แต่สิงคโปร์กลับเปิดโลกอีกด้านหนึ่งให้เขา
เล้งเห็นเครือข่ายพ่อค้าจีนซึ่งเชื่อมโรงสีในกรุงเทพฯ กับตลาดข้าวในสิงคโปร์ ชวา และหมู่เกาะต่าง ๆ เห็นความคล่องตัวของผู้ประกอบการซึ่งเข้าใจตลาดและแก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่าระบบราชการ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาสนใจคำถามที่ติดตามมาอีกนานว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยมีบทบาทในระบบการค้าของประเทศมากขึ้น
เมื่อกลับกรุงเทพฯ เล้งเข้าทำงานในกรมบัญชีกลาง แม้ไม่ได้ศึกษาเรื่องการเงินการคลังมาโดยตรง แต่กลับพบว่าตนชอบงานชนิดนี้ เขาได้ทำงานกับข้าราชการเก่าซึ่งชำนาญระบบและคนรุ่นใหม่ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ประสบการณ์จากความขัดแย้งในวัยหนุ่มทำให้วิธีบริหารของเขาเปลี่ยนไป
เล้งสรุปวิธีทำงานของตนเองว่า
“ข้าพเจ้าจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเก่ากับใหม่ ใช้คนเก่าเป็นรากฐาน และใช้คนใหม่เสริมสร้าง”
ถ้อยคำนี้มีความหมายเกินกว่าบริบทการบริหารกรมบัญชีกลาง เพราะตัวเล้งเองก็ยืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างโลกหลายใบ เขาเติบโตจากโรงเรียนวัดและระบบราชการแบบเดิม ได้รับการศึกษาตะวันตก เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และต่อมาเข้าไปทำงานกับกลไกเศรษฐกิจสมัยใหม่ของรัฐ
จังหวะสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รื้อฟื้นแนวคิดเรื่องธนาคารกลาง จากงานของกรมบัญชีกลางและการจัดการเงินกู้ภายในประเทศจึงค่อย ๆ ก่อรูปเป็นสำนักงานธนาคารชาติไทย โดยเล้งเข้ารับตำแหน่งรองผู้อำนวยการ
เด็กทุนกรมรถไฟซึ่งเรียนพาณิชยศาสตร์จึงเดินมาถึงงานการเงินของรัฐ และเข้าไปอยู่ในกระบวนการสร้างรากฐานของระบบธนาคารกลางไทย

ภาพถ่ายนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ถ่ายร่วมกับผู้จัดการธนาคารต่างๆ ในปี พ.ศ.2494 จากหนังสืออนุสรณ์งานศพนายเล้ง ศรีสมวงศ์
จากนายธนาคารสู่นักการเมืองจำเป็น
สงครามโลกครั้งที่สองทำให้เส้นทางของเล้งเปลี่ยนอีกครั้ง หลังญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเลือกดำเนินนโยบายร่วมมือกับญี่ปุ่น ก่อนลงนามเป็นพันธมิตรและประกาศสงครามต่ออังกฤษกับสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ประเทศไทยจึงตกอยู่ในฐานะคู่สงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอังกฤษและอเมริกันในประเทศไทยถูกควบคุมตัว ขณะที่กิจการธนาคารของสองชาติก็ถูกทางการเข้าควบคุมและชำระบัญชี ผู้จัดการและสมุหบัญชีชาวอังกฤษและอเมริกันของธนาคารไทยพาณิชย์จึงต้องพ้นจากหน้าที่ ในสถานการณ์เช่นนี้ หลวงกาจสงคราม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เสนอชื่อเล้ง ศรีสมวงศ์ให้เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์
เล้งตอบรับโดยตั้งเงื่อนไขไว้หลายประการ ข้อหนึ่งกล่าวตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีการโกงด้วยประการทั้งปวง”
งานที่ตอนแรกเขาไม่อยากรับกลับกลายเป็นงานหนึ่งที่เจ้าตัว “พอใจ” มากที่สุดในชีวิต เขาให้ความสำคัญกับความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ ความสัมพันธ์กับลูกค้า และความไว้วางใจของเจ้าของเงิน วิธีคิดเช่นนี้เผยให้เห็นเล้งในฐานะนักบริหารซึ่งคิดผ่านคน องค์กร และระบบ มากกว่าการเป็นนักทฤษฎีเศรษฐกิจ
ปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองดำเนินมาถึงช่วงปลาย จอมพล ป. พิบูลสงครามต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังรัฐบาลพ่ายแพ้ในการลงมติสำคัญในสภา การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเปิดทางให้ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นศูนย์กลางของขบวนการเสรีไทย สนับสนุนควง อภัยวงศ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487
การเมืองจึงเรียกเล้งกลับเข้าไปอีกครั้ง ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ เพื่อนเก่าจากกรมรถไฟและผู้ก่อการ 2475 มาชักชวนให้เขาร่วมรัฐบาล จากผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ เล้งก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเดือนมกราคม พ.ศ. 2488
ตัวเล้งเรียกบทบาทนี้ในภายหลังว่า “นักการเมืองจำเป็น”
จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เขาขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงปลายสงคราม ต้องเผชิญเงินเฟ้อ สินค้าขาดแคลน ภาระจากกองทัพญี่ปุ่น และปัญหางบประมาณ มีมาตรการที่เขาเห็นว่าได้ผล และมีมาตรการซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าผิดพลาด เช่น การเปิดกาสิโนชั่วคราวเพื่อดึงเงินออกจากระบบ ก่อนต้องยกเลิกเมื่อเกิดผลเสียตามมา
ความน่าสนใจของบันทึกช่วงนี้อยู่ตรงที่เล้งไม่ได้เลือกจดจำเฉพาะความสำเร็จ ความร้อนใจและความผิดพลาดก็ถูกนำมาเล่ารวมอยู่ในประวัติของตนเองด้วย
เมื่อพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี เขาตั้งปณิธานว่าจะไม่รับตำแหน่งการเมืองเช่นนี้อีก และเขียนประโยคสำคัญไว้ว่า
“การรับใช้ชาตินั้น ไม่จำเป็นจะต้องรับตำแหน่งการเมืองเสมอไป”
ประโยคนี้เป็นเสมือนเส้นแบ่งชีวิต ก่อนหน้านั้นเล้งเคยเป็นทั้งผู้ก่อการ สมาชิกสภา และรัฐมนตรี หลังจากนี้เขายังคงทำงานกับรัฐต่อไป แต่จะยืนอยู่ในโลกของการบริหารมากกว่าโลกของตำแหน่งการเมือง
“เงินของชาติ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล”
คำถามสำคัญเกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
เล้ง สมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้รู้จักและร่วมงานกับปรีดีมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2475 เหตุใดจึงกลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยภายหลังรัฐประหารซึ่งทำให้ฝ่ายปรีดีสูญเสียอำนาจ?
บันทึกของเล้งให้คำตอบจากมุมของเขาเอง
ม.ล. อุดม สนิทวงศ์มาพบเล้งที่บ้าน แจ้งว่า ควง อภัยวงศ์ ต้องการให้เขารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เล้งถามกลับทันทีว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อทราบว่าเป็นหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ (พ.ศ. 2442–2503) ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย เขาจึงตอบรับ โดยกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการธนาคาร และตกลงว่าจะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตราบเท่าที่หม่อมเจ้าวิวัฒนไชยยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เพื่อนสนิทบางคน โดยเฉพาะในสายเสรีไทย ไม่พอใจหรือไม่เข้าใจเขา
เล้งตอบข้อกังขาด้วยหลักว่า
“การทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ข้าพเจ้าถือว่ารับผิดชอบเงินของชาติ ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ซึ่งย่อมเปลี่ยนแปลงตามเหตุการณ์”
คำอธิบายนี้ไม่ควรถูกนำไปใช้แทนคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด การเข้ารับตำแหน่งภายหลังรัฐประหารย่อมเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจ เครือข่ายบุคคล และสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งต้องศึกษาจากหลักฐานอื่นประกอบ
แต่ในฐานะคำอธิบายตัวเอง ถ้อยคำของเล้งมีความหมายมาก เพราะสอดรับกับความคิดก่อนหน้านั้นว่า “การรับใช้ชาติ” ไม่จำเป็นต้องเป็นการดำรงตำแหน่งการเมือง
รัฐบาลเปลี่ยนได้ แต่สำหรับเล้ง งานของประเทศยังต้องดำเนินต่อ
ตรงนี้ชีวิตของเขาพาเราออกจากเรื่องประวัติบุคคลไปสู่คำถามใหญ่กว่า คือเกิดอะไรขึ้นกับคนรุ่น 2475 หลังคณะราษฎรค่อย ๆ สูญเสียอำนาจทางการเมือง
กรณีของเล้งชี้ให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ทางการเมืองไม่ได้ทำให้บุคลากร ความรู้ และประสบการณ์ของคนรุ่นนั้นหายไปพร้อมกัน หลายคนยังคงอยู่ในระบบราชการและองค์กรเศรษฐกิจ และยังมีบทบาทต่อรัฐไทยในยุคที่ผู้ถืออำนาจทางการเมืองเปลี่ยนหน้าไปแล้ว
รถไฟขบวนเดิมกับการกลับคืน
ในบรรดางานต่าง ๆ ตลอดชีวิตของเล้ง ศรีสมวงศ์ รถไฟมีความหมายเป็นพิเศษ ตั้งแต่การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในวัยเด็ก การได้รับทุนกรมรถไฟไปศึกษาต่อที่อังกฤษ จนถึงการกลับมารับราชการในกรมรถไฟเมื่อสำเร็จการศึกษา ชีวิตการงานของเขาในระยะแรกจึงเติบโตขึ้นพร้อมกับกิจการรถไฟของประเทศ
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2475 เพียงสองเดือนเศษหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เล้งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสภารถไฟ ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการพาณิชย์ และมีบทบาทสำคัญในการเดินรถระหว่างเหตุการณ์กบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 เหตุการณ์ครั้งนั้นกลับกลายเป็นจุดหักเห เมื่อความขัดแย้งภายในกรมรถไฟนำไปสู่การโยกย้ายเล้งออกจากหน่วยงานที่เขาผูกพัน
ความรู้สึกต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นติดอยู่ในความทรงจำของเขาเป็นเวลานาน เล้งเขียนว่าเคยอธิษฐานไว้ว่า
“ถ้าข้าพเจ้าบริสุทธิ์จริง ก่อนตายขอให้ได้เหยียบรถไฟสักครั้งเถิด”
แต่สายสัมพันธ์ระหว่างเล้งกับกิจการรถไฟไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมการโยกย้าย หลังสงครามเขากลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานรถไฟอีกครั้ง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2489 ได้เป็นกรรมการรถไฟแม่กลอง และวันที่ 14 พฤศจิกายนปีเดียวกัน เป็นประธานองค์การ ร.ส.พ.
การกลับมาเกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟในช่วงนี้เองทำให้หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์ หรือ ม.ล. กรี เดชาติวงศ์ (พ.ศ.2445-2490) เพื่อนเก่าจากกรมรถไฟและผู้ก่อการ 2475 ด้วยกัน กล่าวกับเล้งว่าคำอธิษฐานของเขาเป็นจริงแล้ว ส่วนเล้งยังอดแย้งไม่ได้ว่า สิ่งที่ได้กลับมาทำนั้นเป็นเพียง “กึ่งของรถไฟ”
ถัดมาไม่นาน ความผูกพันกับรถไฟจึงดำเนินไปอีกขั้น เมื่อปฐม โพธิแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาหาเล้งถึงบ้านและชักชวนให้กลับมารับงานรถไฟ เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2494
ความผูกพันดังกล่าวดำเนินต่อมาอีกยาวนาน เล้งยังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบุรฉัตรมูลนิธิ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 และมีชื่อเป็นกรรมการเกี่ยวกับกิจการรถไฟอีกครั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507
เมื่อมองตลอดเส้นชีวิต รถไฟจึงปรากฏอยู่แทบทุกช่วงสำคัญของเล้ง ตั้งแต่ขบวนรถที่พาเด็กชายจากบางคล้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ทุนการศึกษาที่ส่งชายหนุ่มไปอังกฤษ ชีวิตราชการก่อนและหลัง พ.ศ. 2475 ความขัดแย้งที่ทำให้ต้องจากกรมรถไฟ ไปจนถึงการกลับมาเป็นประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยในวัยห้าสิบปีเศษ สิ่งที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการงาน กลับมาเป็นงานสำคัญของเขาอีกครั้งหลังเวลาผ่านไปเกือบสองทศวรรษ
หนังสืองานศพของผู้ก่อการ 2475
เมื่ออ่านชีวิตของเล้ง ศรีสมวงศ์จนจบ ภาพที่ปรากฏขึ้นย่อมกว้างกว่าบัญชีตำแหน่งของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
จากเด็กโรงเรียนวัดที่บางคล้า เล้งเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นครูหนุ่มที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ สอบได้ทุนกรมรถไฟไปศึกษาต่อที่อังกฤษ กลับมารับราชการในกรมรถไฟ เข้าร่วมเป็นผู้ก่อการ 2475 ผ่านความขัดแย้งครั้งกบฏบวรเดช ก่อนโยกย้ายไปทำงานด้านพาณิชย์ การคลัง และการธนาคาร เป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และในเวลาต่อมายังได้กลับมารับงานสำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทย อันเป็นหน่วยงานที่ผูกพันกับชีวิตของเขามาตั้งแต่วัยหนุ่ม
ถ้อยคำที่เล้งเคยใช้กับตนเองว่าเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างเก่ากับใหม่” จึงมีความหมายกว่างานบริหารบุคลากรในกรมบัญชีกลาง ชีวิตของเขาผ่านรอยต่อสำคัญหลายช่วงของสังคมไทย จากการศึกษาแบบโรงเรียนวัดสู่มหาวิทยาลัยในอังกฤษ จากระบบราชการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่รัฐภายหลัง พ.ศ. 2475 จากผู้ก่อการสู่ผู้บริหารงานเศรษฐกิจของประเทศ และจากยุคที่คณะราษฎรอยู่ในอำนาจมาถึงโลกการเมืองหลังคณะราษฎรสายพลเรือนสูญเสียอำนาจ
การศึกษาชีวิตของเล้งจึงมีความหมายตรงที่ทำให้เราเห็นชีวิตของ “ผู้ก่อการ 2475” หลังวันที่ 24 มิถุนายนผ่านพ้นไปแล้ว คนเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่ในภาพถ่ายวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังต้องทำงาน ตัดสินใจ เผชิญความขัดแย้ง พ่ายแพ้ กลับคืนสู่ตำแหน่ง และปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายทศวรรษ
เล้งเองเมื่อหันกลับมาพิจารณาชีวิตในวัยชรา ก็ไม่ได้เขียนถึงแต่ความสำเร็จ เขาตั้งชื่อข้อเขียนส่วนหนึ่งตรงไปตรงมาว่า “ความบกพร่องของข้าพเจ้า” และทบทวนการกระทำกับการตัดสินใจของตนในอดีต ขณะที่ปลายเรื่อง “ประวัติของข้าพเจ้า” กลับพาผู้อ่านออกจากเรื่องตำแหน่งและการเมือง ไปสู่เรื่องกรรม การทำความดี เมตตา ศีล และการลดความโลภ โกรธ หลง ก่อนจบลงด้วยคาถาประจำใจ
“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ”
“ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”
แต่ยังมีเอกสารอีกชิ้นหนึ่งซึ่งทำให้บั้นปลายชีวิตของเล้งมีความหมายเป็นพิเศษ คือจดหมายจากปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ที่กล่าวถึงมาตั้งแต่ต้นเรื่อง จดหมายจากเพื่อนเก่าซึ่งรู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งเป็นนักเรียนในยุโรป และร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาถึงในช่วงสุดท้ายของชีวิตเล้ง ก่อนที่เขาจะถึงแก่กรรมในวันที่ 6 มีนาคมปีเดียวกัน สิริอายุ 80 ปี 6 เดือน
ชีวิตของเล้งกินเวลาผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย จากผู้ก่อการ 2475 สู่การทำงานในกลไกรัฐระดับสูง เป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ก่อนกลับไปรับงานสำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกครั้ง
หนังสืองานศพเล่มนี้จึงน่าสนใจตรงที่มีหลักฐานจากสองปลายชีวิตวางอยู่เคียงกัน ภาพหมู่ พ.ศ. 2475 ณ บ้านพักกรมรถไฟ ซึ่งเล้งอยู่ท่ามกลางปรีดีและเพื่อนผู้ก่อการ กับจดหมาย “เพื่อนรัก” จากปารีสใน พ.ศ. 2524 ระหว่างหลักฐานสองชิ้นที่ห่างกันเกือบครึ่งศตวรรษ คือชีวิตของเล้ง ทั้งงานที่เขารัก ความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ ความขัดแย้ง และสิ่งที่เจ้าตัวย้อนกลับมาเรียกว่า “ความบกพร่องของข้าพเจ้า”
นี่คือคุณค่าของหนังสืองานศพ “ชั้นดี” เล่มนี้ เพราะมันเก็บประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลไว้เคียงกับประวัติศาสตร์คณะราษฎร และทำให้เราเห็นผู้ก่อการ 2475 คนหนึ่ง มิใช่เฉพาะในวันที่เขาร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ตลอดชีวิตหลังจากนั้น จนถึงวันที่เขาหันกลับมาพิจารณาทั้งสิ่งที่ภาคภูมิใจและความบกพร่องของตนเอง ก่อนจากโลกที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมีส่วนเปลี่ยนแปลง
เมื่อพลิกถึงปกหลัง หนังสือเล่มนี้ปิดลงด้วยข้อความสั้น ๆ ในชื่อ “ข้อเตือนสติ เมื่อยามแก่”
1. มาตัวเปล่า กลับก็ตัวเปล่า นอกจากกรรม
2. ปล่อยวาง อย่ายุ่งเกี่ยว กรรมของใครของคนนั้น
3. ทำงานตามหน้าที่ ช่วยเหลือเพื่อเป็นการสงเคราะห์
4. ทำบุญ ทำทาน รักษาศีลและภาวนา
5. ประคองจิต อย่าให้เศร้าหมองขุ่นมัวด้วยอารมณ์
บรรณานุกรม
อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเล้ง ศรีสมวงศ์ ป.ม. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2524. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2524.
อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2530. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้ง, 2530.
เล้ง ศรีสมวงศ์. “การงานแห่งชีวิต การทำงานด้านการคลัง และการธนาคาร.” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 5 กันยายน 2567. https://pridi.or.th/th/content/2024/09/2124
ธนาคารแห่งประเทศไทย. “นายเล้ง ศรีสมวงศ์.” ในส่วนประวัติผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย. https://www.bot.or.th/th/about-us/governors/leng.html