ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

ท่านปรีดี ผู้ให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

5
มิถุนายน
2563
ท่านปรีดี ผู้ให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ข้าพเจ้าได้รับคำขอร้องจากบรรณาธิการบริหารของ ไทยแลนด์ ให้นำภาพของท่านปรีดีที่ถ่ายไว้เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยือนท่านที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อพุทธศักราช 2524 เพื่อนำเสนอต่อท่านผู้อ่าน ดังที่ปรากฏอยู่ใน ไทยแลนด์ บางภาพ และพร้อมทั้งเรื่องเกี่ยวกับท่านปรีดีในความคิดคำนึงของข้าพเจ้า ในฐานะผู้ให้ความเคารพท่านปรีดีเยี่ยงวีรบุรุษตลอดมาตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่และแม้ท่านถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว

 

อรุณ เวชสุวรรณ สัมภาษณ์ ปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านชานกรุงปารีส พ.ศ. 2524
อรุณ เวชสุวรรณ สัมภาษณ์ ปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านชานกรุงปารีส พ.ศ. 2524

 

ข้าพเจ้าก็เหมือนกับคนไทยในยุคหลัง ๆ ที่มองภาพพจน์ของท่านปรีดีตามคำโฆษณาของหนังสือพิมพ์บางฉบับและเคยเชื่อคำหลอกลวงของรัฐบาลรุ่นก่อน ๆ โน้น ที่พากันใส่ร้ายท่านปรีดีเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ซึ่งนักการเมืองยุคนั้นบางคนพากันใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองและส่งผลในทางทำลายล้างท่านปรีดีจนได้ผลในที่สุด 

เช่นเดียวกับกรณีเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการทำล้างขบวนการนักศึกษา ที่คนพวกหนึ่งพากัน “แหกตา” กล่าวหาว่าภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีอุโมงค์ใต้ดิน, มีหอคอยลึกลับสำหรับใช้เป็นหอบัญชาการบนเพดานของหอประชุมใหญ่, ขณะที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบนั้น มีพวกญวนในธรรมศาสตร์มากมาย เพราะพบรองเท้าแตะที่พวกญวนหรือพวกเดินป่าใช้ใส่, กลุ่มบุคคลฝ่ายตรงกันข้ามในสมัยนั้นได้พากันประโคมข่าวว่านักศึกษาที่ถูกรุมประชาทัณฑ์ถึงตายนั้นเป็นพวกญวน ฯลฯ แม้ความเป็นจริงจะเป็นที่ประจักษ์ในสมัยต่อมาว่าไม่มีคนญวนในธรรมศาสตร์, ไม่มีอุโมงค์ใต้ดิน ไม่มีหอบัญชาการใด ๆ ทั้งสิ้น ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมนั้น แต่ผู้ที่ตายเพราะคำโฆษณาชวนเชื่อ ผู้ที่ได้รับผลจากคำโฆษณาชวนเชื่อนั้นมีเป็นจำนวนมากทีเดียว

ในกรณีของท่านปรีดีก็เช่นกัน ต่างแต่ว่าของท่านปรีดีมีคนใส่ร้ายท่านใช้เวลายาวนานกว่า แม้สิ้นรัฐบาลสมัยหนึ่งแล้ว รัฐบาลสมัยต่อมายังรับช่วงไว้อีก จนทำให้อนุชนรุ่นหลังบางคนที่ไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังพากันคลางแคลงใจในตัวท่าน บางคนถึงกับเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงไปเลยก็มี อย่างที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าในธรรมศาสตร์มีอุโมงค์และอื่น ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว

สำหรับข้าพเจ้าเองนั้นเป็นคนรักในการอ่านหนังสือ และติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด กับทั้งมีผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่ยอมเชื่อกรณีที่มีผู้ใส่ร้ายท่านปรีดี แม้พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น พระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ), พระราชนันทมุนี (ปัญญานันทภิกขุ) ซึ่งเป็นพระที่ชาวพุทธรู้จักกันดีก็ไม่ยอมเชื่อ  และพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่อีกองค์หนึ่ง คือ พระราชญาณกวี (บ.ช. เขมาภิรัต) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร เป็นนักเผยแพร่พระพุทธศาสนา อดีตเคยเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายมาเลเซีย พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา เคยพูดว่า “ท่านปรีดีเสียคนเพราะมีผู้ใส่ร้าย โกหกใส่ท่านแท้ ๆ น่าเสียดายคนที่มีความรู้สูง มีสติปัญญาดี เป็นคนใจซื่อมือสะอาด ต้องมาเสียคนเพราะการโกหกใส่กัน แทนที่จะเอาคนดี ๆ เช่นนี้ไว้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ซึ่งคนเช่นนี้ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายนัก”

เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังคำของท่านที่น่าเคารพนับถือพูดจึงได้จับเรื่องราวของท่านปรีดีมาศึกษาอย่างจริงจัง ได้อ่านคำอ่านคำพิพากษาของศาล อ่านคำสารภาพของพยานเท็จที่ถูกบังคับให้ใส่ความท่านปรีดีและคนอื่น ๆ แล้วยังได้มาอ่านคำขอขมาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งสมมุติกันว่าเป็นมหาปราชญ์ พร้อมทั้งพรรคพวกที่ขอขมาต่อท่านปรีดี, อ่านคำขอขมาของหนังสือพิมพ์ไทยเดลี, อ่านคำขมาของผู้เขียนหนังสือใส่ร้ายท่านอีกหลายคน ข้าพเจ้ายิ่งหูตาสว่างขึ้น  และคิดว่าว่าความเป็นจริงที่ปรากฏเช่นนี้ยังมีคนที่ไม่ทราบอีกมาก และกว่าความเป็นจริงจะปรากฏออกมาท่านปรีดีก็สูญสิ้นอำนาจวาสนาและความเชื่อถือไปแล้วเป็นส่วนมาก ประกอบกับคนไทยเป็นเป็นคนที่ลืมง่ายจึงไม่ค่อยสนใจ ยิ่งบุคคลที่เป็นใหญ่เป็นโตในสังคมต่อ ๆ มาคือทายาทของศัตรูทางการเมืองของท่านปรีดีในอดีต ทายาทเหล่านั้นบางคนเล่นการเมืองเป็นอาชีพ เขาเหล่านั้นจึงไม่ให้ความสำคัญ กับการอสัญกรรมของท่านปรีดี หรือไม่สนใจงานอันอมตะของท่านปรีดี ที่สร้างไว้ให้ประชาชนคนไทยเลย 

เมื่อเป็นเช่นนี้คนไทยทั่วไปจะต้องขวนขวายศึกษาเอาว่าท่านปรีดีได้เสียสละ หยาดเหงื่อแรงกายแห่งความเหนื่อยยากสร้างคุณูปการอะไรไว้ให้แก่ประเทศชาติบ้าง ซึ่งในระยะนี้จะได้มีหนังสือที่แสดงให้เห็นถึงผลงานของท่านปรีดีมีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้วหลายเล่ม เช่น ดร.ปรีดี พนมยงค์ โดยไสว สุทธิพิทักษ์, ปรีดี พนมยงค์ แกร่งกล้าทุกสมัย ของกองบรรณาธิการ น.ส.พ. มติชน, ท่านปรีดีผู้วางแผนเศรษฐกิจของไทยคนแรก โดยศาสตราจารย์เดือน บุนนาค, เรื่องนายปรีดี พนมยงค์ ตามทัศนะ ส. ศิวรักษ์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ และ รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ บิดาแห่งระบอบประชาธิไตยของไทย ซึ่งข้าพเจ้าได้เขียนขึ้นเอง เพื่อรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ค้นคว้าศึกษา ทุก ๆ เล่มเป็นหนังสือเกี่ยวกับท่านปรีดีที่ทุกคนควรอ่านทีเดียว

สำหรับเรื่อง รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ บิดาแห่งระบอบประชาธิปไตย อันเป็นงานเขียนของข้าพเจ้านั้น มีผู้สงสัยบางคนว่าทำไมถึงใช้ชื่อหนังสืออย่างนั้น ทำไมถึงใช้ชื่อว่า “บิดาแห่งประชาธิปไตย” หมายถึงผู้ให้กำเนิด หรือผู้ทำให้เกิดระบอบการปกครองชนิดนี้ขึ้นในประเทศไทย และถ้าท่านเป็นนักศึกษาค้นคว้าที่ต้องการทราบว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีวิวัฒนาการมาอย่างไร ท่านก็จะได้ทราบว่า ผู้ที่ทำให้ประเทศไทยได้มาซึ่งระบอบการปกครองชนิดนี้ที่สำคัญที่สุด คือ ท่านปรีดี พนมยงค์ คนอื่นเป็นเพียงว่า “จะให้มี” บางคน “เพราะภาวะจำยอม” บางคน “ผสมโรง” แต่สำหรับท่านปรีดีแล้วริเริ่มเรื่องนี้สมัยยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งคณะราษฎรตั้งแต่สมัยอยู่ประเทศฝรั่งเศสและก็ทำได้สำเร็จจนประเทศไทยมีระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้จะเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูณ์เสียเป็นส่วนมาก แต่ก็ทำให้ประเทศไทยมีความวัฒนถาวรดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน สำหรับเรื่องที่ท่านปรีดีไม่เคยเขียนไว้ที่ใหน ไม่มีใครเคยเขียนไว้ ถ้าจะมีก็เป็นการเขียนความดีอันนี้ไปมอบให้แก่คนอื่น ๆ เท่านั้น แต่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองระยะสั้นให้ละเอียดแล้ว ท่านปรีดีต่างหากที่ควรแก่การรับเกียรติอันนี้ ดังท่านจะได้หลักข้อสังเกตตามสภาพความเป็นจริงดังต่อไปนี้

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวงศ์ 4 พระองค์ และข้าราชการของสถานทูตสยามประจำกรุงลอนดอนและกรุงปารีส 7 ท่าน ซึ่งได้ไปเห็นความเจริญ ความมีอารยธรรมของฝรั่ง จึงมีหนังสือลงวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1885 กราบทูลรัชกาลที่ 5 ให้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ท่านเหล่านั้น คือ 

กรมพระนเรศวรฤทธิ์
กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา
กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฏ์
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์
พระยามหาโยธา (นกแก้ว คชเสนี)
พระยาอภัยพิพิธ (สุ่น สาตราภัย)
พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา (นาค ณ ป้อมเพชร์)
จมื่นไวยวรนาถ (บุศ เพ็ญกุล)
ขุนปฏิภาณพิจิตร์ (หรุ่น)
พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน หัศดิเสวี)
พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี)

ปรากฏว่าทางราชการในสมัยนั้นเห็นว่าประเทศไทยไม่สมควรที่จะให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ด้วยอ้างว่าคนไทยยังไม่พร้อม คนไทยขาดการศึกษา ประเทศไทยยังไม่เหมาะกับการปกครองชนิดนั้น  ซึ่งอันที่จริงแล้ว ประเทศอเมริกาซึ่งเขาปกครองแบบประชาธิปไตย เขาก็ปกครองกันมาตั้งแต่ประเทศของเขายังไม่เจริญ ประชาชนของเขายังไม่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง แต่เขาก็มีระบอบการปกครองเช่นนี้ได้จนประเทศของเขามีวิวัฒนาการรุ่งเรื่องอย่างสูงสุดเรื่อย ๆ มา แต่สำหรับประเทศไทยนั้นอ้างว่ายังไม่พร้อมเรื่อยมาเหมือนกับเสียดายอำนาจ

จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2458  (ร.ศ.130) ได้มีกลุ่มทหารยังเติร์กจำนวนมากรวมทั้งคนไทยที่มีความรู้และการศึกษาดีได้สมคบคิดที่จะปฏิวัติ แต่ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะสมาชิกผู้ก่อการครั้งนั้นได้หักหลังกันเองในที่สุด ความต้องการประชาธิปไตยของคนไทยในยุคนั้นก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ผู้ร่วมก่อการครั้งนั้นถูกจับกุมคุมขังตลอดชีวิตเป็นจำนวนมาก เช่น 

นายร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์)
นายร้อยโท จรูญ ณ บางช้าง
นายร้อยตรี เจือ ศิลาอาสน์

ทั้ง 3 ท่านนี้อยู่ในฐานะผู้ริเริ่มจึงโดนตัดสินประหารชีวิต แล้วเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตและยังมีผู้ร่วมก่อการในครั้งนี้นั้นอีกเป็นจำนวนมากที่ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตแล้วลดโทษ ยังเหลือจำคุก 20 ปีมีอีก 20 คน ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตยมีจำนวนเป็นร้อยคน แต่ทางราชการเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา และแม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานานจนกระทั่งถึง พ.ศ. 2519 รัฐบาล ธานินทร์ กรัยวิเชียร ยังได้มีการกล่าวว่าคนไทยยังไม่สมควรปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จะต้องให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยแก่คนไทยอีก 12 ปี คือให้รัฐบาลชุดนั้นอยู่ไปได้ 12 ปี จึงเป็นข้อสังเกตได้ว่าอำนาจนั้นถ้าตกอยู่ในมือของใครก็ตาม ผู้กุมอำนาจหรือชนชั้นปกครองนั้น ๆ ย่อมจะต้องหวงอำนาจยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใด ๆ การที่จะหยิบยื่นเอาอำนาจมาให้แก่ประชาชนทุกคนจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

บางคนกล่าวว่าในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการสร้าง “ดุสิตธานี” เมืองประชาธิปไตยตัวอย่าง เพื่อให้คนไทยศึกษาเรื่องประชาธิปไตย แต่บางคนกล่าวว่านั่นมันเป็นเพียงของเล่นอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น  เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ได้มีหนังสือกราบบังคมทูล ในปี พ.ศ. 2464 ว่าขอให้ทรงฟื้นฟูรัฐมนตรีสภาขึ้นมาช่วยปรับปรุงและแก้ไขภาวะที่เสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น พร้อมทั้งทูลเสนอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลดพระองค์ลงมาเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมาย แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผลแต่ประการใด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องพระมหากษัตริย์ไว้ในหนังสือเรื่อง “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” โดย อัศวพาหุ ตอนหนึ่งความว่า “การที่จะตัดสินว่าผู้ใดเป็นชาติใดโดยแท้จริงนั้น ต้องพิจารณาว่าผู้นั้นมีความจงรักภักดีต่อใคร ถ้าเขาจงรักภักดีจ่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม เขาจึงจะเป็นไทยแท้”

ตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระราชาเป็นสง่าแห่งแว่นแคว้น” ตอนหนึ่งมีข้อความว่า “ถ้าเมืองเราซึ่งมีพระมหากษัตริย์นั้น ถ้าจะเปลี่ยนเป็นรีปับลิคเล่าจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าบอกได้คำเดียว ถ้าเวลานี้ไทยเป็นรีปับลิค พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษคงจะไม่ได้ตั้งให้หัวหน้าคนไทยเป็นนายพลอังกฤษเป็นแน่ การที่มีพระเจ้าแผ่นดินมีประโยชน์ดังนี้ สำหรับได้รับเกียรติยศซึ่งชาติอื่นเขาจะให้แก่ชาติเรา” และยังมีในพระราชนิพนธ์อีกหลายแห่งซึ่งพระองค์ได้ทรงมีทัศนคติว่าคนไทยยังไม่ควรมีระบอบประชาธิปไตย

เหมือนสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถจะพระราชทานได้แม้ว่าประชาชนในยุคนั้นจะมีการศึกษามากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ที่เจริญแล้วเขาเปลี่ยนระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันล้าหลังกันไปหมดแล้ว ความจริงน่าจะพระราชทานรัฐธรรมนูญได้แล้ว แต่พระบรมวงศานุวงศ์ผู้เป็นเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งมีพระราชอำนาจอยู่ได้ทรงทัดทานกันสุดเหวี่ยงจึงไม่สามารถจะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประเทศสยามมีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบอารยประเทศเขาได้ เพราะสมัยนั้นพระบรมศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองการทหารทั้งสิ้น

การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 นั้น ผู้ที่วางแผนในการปฏิวัติจนประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นคือ นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาวิชาการทหารมาจากประเทศเยอรมันเป็นผู้วางแผน ท่านผู้นี้เป็นเพื่อนกับนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) แต่อายุอ่อนกว่า จึงให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า 

แต่ถ้าศึกษาหลักฐานที่แท้จริงแล้ว ความสำเร็จครั้งนั้นมาจากผลของความคิดของพระยาทรงสุรเดชทั้งสิ้น  พระยาพหลฯ เพียงแต่งัดคลังกระสุนปืนและอ่านคำประกาศที่คนอื่นเขียนให้เท่านั้น  ส่วนพระยาทรงฯ นั้นต่อมาเกิดความรำคาญแล้วลาออกจากราชการ ในที่สุดก็ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกเนรเทศไปจบชีวิตที่ประเทศเขมร นายทหารรุ่นหลังก็ทำการลบรัศมีทำลายชื่อเสียงและความสามารถให้สูญสิ้นไปซึ่งผู้ที่ศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริงเท่านั้นจะทราบความจริงข้อนี้

หัวหน้าคณะราษฎรที่ก่อกำเนิดเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงคือ ท่านปรีดี พนมยงค์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้งที่ท่านปรีดีทำไว้หรือคนอื่น ๆ อันเป็นบุคคลร่วมสมัยกับท่านทำไว้ ล้วนยืนยันถูกต้องตรงกันว่าท่านปรีดีเป็นผู้ขบคิดขึ้นและประชุมกันที่ฝรั่งเศสหลายครั้ง เมื่อเข้ามาเมืองไทยจึงได้ชวน นายพันเอก พระยาทางสุรเดช, นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา, นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ), นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) นายทหารคนอื่น ๆ ที่เห็นด้วยกับท่านปรีดี ซึ่งการประชุมแต่ละครั้งต้องมีท่านปรีดีร่วมอยู่ด้วยและบางคนได้ให้เกียรติท่านว่าเป็น “มันสมองของคณะราษฎร”  ในที่สุดการปฏิวัติครั้งนั้นก็เป็นผลสำเร็จด้วยดี

สำหรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงอยู่ในภาวะจำยอมเพราะคณะราษฎรได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ไว้เป็นองค์ประกัน เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ , สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ฯลฯ ไว้เป็นองค์ประกัน แม้ว่าจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น ทหารหัวเมืองในสมัยนั้นปราศจากอาวุธที่ดี อาวุธที่สำคัญคณะราษฎรได้ยึดไว้หมดแล้วกับทั้งประชาชนและหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย พระองค์จึงต้องพระราชทานรัฐธรรมนูญตามคำขอของคณะปฏิวัติ หรือคณะราษฎร ให้ประเทศสยามมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามแบบอย่างของอารยประเทศ ระบอบการปกครองชนิดนี้คนไทยได้พยายามมาตั้ง 3 ชั้วอายุคน คือนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ทำได้ไม่สำเร็จ เพิ่งสำเร็จในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นับว่าราษฎรได้ใช้การต่อสู้โดยเอาชีวิตเข้าแลกและใช้เวลาอันยาวนานไม่น้อยทีเดียว

เบื้องหลังการได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของไทย มีผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือ ท่านปรีดี พนมยงค์ ตลอดชีวิตของท่านนับตั้งแต่เป็นนักศึกษาท่านได้พยายามต่อสู้เพื่อความเสมอภาค เพื่อสิทธิ เพื่อเสียงของราษฎรไทยอย่างแท้จริง จึงสมควรกับคำยกย่องที่ให้เกียรติว่า

“ท่านปรีดี พนมยงค์ คือบิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยของไทย”

ตลอดชีวิตของท่านที่มีโอกาสรับใช้ชาติบ้านเมืองล้วนแต่ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไว้กับประเทศชาติ นับตั้งแต่การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำไว้กับต่างชาติ สมกับตำแหน่งดอกเต้อร์ทางกฎหมายที่ท่านได้รับมาจากฝรั่งเศสเป็นคนแรกของไทย  ท่านได้ตั้งธนาคารชาติเป็นผลสำเร็จ  ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง  น่าเสียดายที่เค้าโครงเศรษฐกิจของท่านได้มีผู้คัดค้าน มิฉะนั้นแล้วราษฎรไทยจะอยู่เย็นเป็นสุขอีกเป็นอันมาก 

ผลงานของท่านมีมากมาย ซึ่งผู้ต้องการทราบความจริงพึงหาอ่านได้จากหนังสือเกี่ยวกับท่านที่กล่าวมาแล้ว งานของท่านปรีดีทำเพื่อประเทศชาติไม่มีทางที่ใครจะปิดกั้นได้สำเร็จ ผู้ที่เฉยเมยต่อการจากไปของท่านปรีดีคือผู้ที่พยายามเอามือปิดตาตัวเอง คิดหรือว่าคนอื่นเขาจะพยายามทำตาม  คนโง่เท่านั้นที่ไม่พยายามมองหาว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ คนทำความดีทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติไม่มีทางที่จะปิดกั้นคุณความดีของเขาได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม

นอกจากคุณงามความดีที่ท่านได้ทำไว้กับประเทศชาติแล้ว ในด้านส่วนตัวท่านเป็นนักการเมืองที่มือสะอาด ไม่เคยโกงชาติกินเมืองอย่างนักการเมืองรุ่นหลัง ๆ บางคน ท่านไม่เคยมีอนุภรรยาอย่างนักการเมืองบ้ากามบางคน ท่านเป็นคนที่ควรแก่การยกย่องไว้ในฐานะบุคคลสำคัญของชาติที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ในวาระครบรอบร้อยวันในการอสัญกรรมของท่าน ขอให้คนไทยทุกคนผู้รักในสัจจะและมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีบุญคุณกับประเทศชาติ จงน้อมใจระลึกถึงคุณงามความดีของท่านผู้ให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยสำหรับคนไทยทุกคน ขอให้เราน้อมจิตคารวะต่อท่านโดยพร้อมเพียงกัน

ข้าพเจ้าขอจบข้อเขียนชิ้นนี้ด้วยกลอนที่นักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศสที่เขียนไว้อาลัยในคราวที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงปารีสว่า

โอ้ ประชาธิปไตย ใครเริ่มก่อ
โอ้ ใครหนอ กู้สยาม ยามคับขัน
เอกราช ศาลไทย ใครป้องกัน
ท่านผู้นั้น คือปรีดี ผู้มีคุณ


 

พิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร ไทยแลนด์ ในโอกาสครบร้อยวันแห่งการอสัญกรรมของนายปรีดี พนมยงค์