ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, บทสัมภาษณ์

การรักษาความทรงจำทางประชาธิปไตย ผ่านมุมมองสิทธิมนุษยชน

30
มิถุนายน
2569

 

อังคณา นีละไพจิตร

ดิฉันอยากจะเริ่มจากการเล่าชีวิตวัยเด็กของตัวเองว่าดิฉันรู้จักประชาธิปไตยได้ยังไง ดิฉันเกิดที่พระนคร บ้านอยู่หลังกระทรวงมหาดไทย หลาย ๆ ท่านคงทราบว่าเป็นที่ที่เราเรียกว่าเป็นเมืองเก่าของกรุงเทพฯ  แล้วดิฉันจะใช้ชีวิตอยู่แถว ๆ บริเวณนั้นค่ะ กระทรวงมหาดไทย คลองหลอด ถนนราชดำเนิน

เช้า ๆ ดิฉันจะตามพ่อไปเดินเล่นที่สวนสราญรมย์ ถ้าหากว่าท่านไหนไม่เคยไปนะคะ ให้ท่านนั่ง MRT แล้วไปลงที่สนามชัยแล้วจะเจอตึกอยู่ตึกหนึ่ง คือตึกนี้เป็นตึกเก่า หน้าตึกจะมีพานรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นเลยนะคะ ว่าเวลาที่เราพูดถึงคณะราษฎร์ อนุสรณ์สถานต่าง ๆ ที่รำลึกถึงคณะราษฎรก็จะต้องมีพานรัฐธรรมนูญ

ตอนนั้นดิฉันไม่รู้ว่าตึกนี้คือตึกอะไร แต่ว่ายายจะเล่าให้ฟังว่าที่นี่เขามีประกวดนางงามรัฐธรรมนูญ สมัยนั้นดิฉันเองก็เกิดไม่ทัน จนกระทั่งภาพนี้ดิฉันถ่ายไม่นานวันนี้นะคะ เพราะว่าทุกวันนี้ดิฉันก็ยังผูกพันที่จะไปเดินเล่นที่สวนสราญรมย์อยู่นะคะ ข้าง ๆ อาคารนี้จะมีอาคารเป็นเรือนไม้กระจกอยู่เรือนหนึ่ง ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แต่ว่าสโมสรคณะราษฎร์ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานนะคะ เรือนไม้นี้กำลังอยู่ระหว่างของบประมาณที่จะปรับปรุง แต่สโมสรคณะราษฎร์ก็ใช้เป็นที่ที่อยู่ของคนที่เจ้าหน้าที่กทม.ที่ทำสวนไว้เก็บอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการทำสวนในสวนสราญรมย์ค่ะ

คือที่ดิฉันพูดแบบนี้ ดิฉันไม่ได้อยากที่จะให้สโมสรคณะราษฎร์ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แต่ดิฉันอยากที่จะเห็นว่าสโมสรคณะราษฎรมีชีวิต คือสามารถใช้เป็นที่ทำกิจกรรม เป็นที่เรียนรู้นะคะ คนรุ่นใหม่ ๆ เด็กที่เกิดเติบโตมาในรุ่นใหม่ ๆ สามารถที่จะไปดูได้ว่าตรงนี้ เมื่อก่อนคณะราษฎรใช้เป็นที่ทำการ สมัยนั้นชอบประกวดนางงามก็ยังมีนางงามรัฐธรรมนูญนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เป็นการรักษาความทรงจำในรูปแบบของวัตถุนะคะ เข้าใจว่าสโมสรนี้น่าจะสร้างหลัง 2476 หรือ 2477 ประมาณนั้นนะคะ แล้วก็อย่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสถานที่รำลึกเพื่อ…คือเวลาที่เรามอง เราก็จะต้องนึกถึงปรีดี พนมยงค์นะคะ

 

 

ทีนี้พอพูดถึงเรื่องของการรักษาความทรงจำค่ะ ในทางสิทธิมนุษยชนถือว่าการรักษาความทรงจำ คือ การรักษาประวัติศาสตร์ คือการทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ถูกบิดเบือนหรือไม่ถูกแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ ๆ ที่อาจจะมีคนสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายความทรงจำเดิม อาจารย์อนุสรณ์พูดให้เราฟังทีแรกกันนะคะ ในเรื่องของ South Africa ที่บอกว่า “ให้อภัยแต่ไม่ลืม”ซึ่งในทางสิทธิมนุษยชนเราถือว่า การไม่ลืมเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะทำให้เกิดให้เหตุการณ์ที่เคยเลวร้ายหรือเป็นเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ไม่เกิดขึ้นอีกนะคะ ก็คือ Forgive but not forget แล้วก็ Never again คิอจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นในทางสิทธิมนุษยชนจะให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการรักษาความทรงจำ การรักษาอดีต การรักษาประวัติศาสตร์นะคะ

ดิฉันคิดว่าเวลาอาจารย์อนุสรณ์พูดถึงเรื่องควังจูนะคะ ดิฉันก็นึกถึงเพราะว่าในฐานะอดีตผู้ได้รับรางวัลควังจู ทุกปีเวลาที่รำลึกถึงประวัติศาสตร์ของควังจู ประธานาธิบดีซึ่งคือผู้นำสูงสุดของประเทศ จะต้องไปวางพวงมาลาและแสดงความรำลึกร่วมกับญาตินะคะ ซึ่งเขาถือว่าเป็นการให้เกียรติสูงสุด แล้วเวลาที่มีงานเฉลิมฉลอง งานเฉลิมฉลองคือการทำให้รำลึกถึงอดีตนะคะ สมัยนั้นก็คือแม่ ๆ ทั้งหลายก็มาทำข้าวปั้นแล้วก็แจกให้กับคนที่มาร่วมชุมนุมเด็ก ๆ นักศึกษา

ซึ่งฉันก็นึกถึงสมัยช่วงของเรื่องของตุลา 2519 นะคะ ตอนนั้นดิฉันเป็นนักศึกษาเป็นนักเรียนพยาบาลที่ศิริราชปี 1 ก็จำได้เลยว่าพวกแม่ค้าปากคลองตลาดก็จะเอาส้ม เอาอะไรใส่เข่งแล้วก็ไปเลี้ยงเด็ก ๆ อะไรแบบนี้ แต่ว่าประเทศไทยมีปัญหาตรงที่ว่าเรามักจะคิดว่า “ให้อภัยแล้วลืมเถิด” คือพอเราลืมแล้วอีกหน่อย คนที่เกิดมารุ่นต่อ ๆ ไปจะไม่รู้เลยว่าแล้วประวัติศาสตร์จริง ๆ เป็นอะไร ความจริงคืออะไร เราไม่มีวันที่จะเข้าใจเลยว่ากว่าที่เราจะพัฒนามาตรงนี้ มีใครบ้างที่มีคุณูปการกับสังคม ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมากนะคะ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางสิทธิมนุษยชนนะคะ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าการงดเว้นโทษ คือคนผิดยังต้องรับโทษ ถ้าพูดถึง South Africa อาจารย์อนุสรณ์ก็บอกว่าให้อภัยแต่มันเป็นไปไม่ได้ใน South Africa ซึ่งมีคนที่ลุกขึ้นมาฆ่ากันตายถึง 2 ล้านกว่าคนจะเอาคนเป็นล้านไปอยู่ในเรือนจำที่ไหน มันเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ หรืออย่างที่สาธุคุณ Desmond Tutu เคยพูดว่า “No future without forgiveness” คือเรามองไม่เห็นอนาคตเลย ถ้าเราไม่ยกโทษให้กัน แต่การยกโทษจะต้องไม่ข้ามขั้นตอนก็คือการเปิดเผยความจริงนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเล และในประวัติศาสตร์นะคะ ดิฉันก็เอาในประเทศไทยนี้แหละ

ถ้าเราพูดถึงเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชน เราจะพบเลยว่าผู้เสียหายทั้งหลายไม่ได้อยากที่จะเอาใครมามาฆ่ามาแกงให้ตายเหมือนอย่างที่เขาถูกกระทำ แต่สิ่งที่เขาอยากจะรู้ก็คือมันเกิดอะไรขึ้นนะคะ มันเกิดอะไรขึ้นกับเขาและทำอย่างไรมันจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ซึ่งฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องสำคัญแต่ว่าน่าเสียใจมากนะคะ ที่สังคมไทยเรามักจะเรียกร้องมาตลอดเลยว่า “ให้อภัยแล้วลืม ให้อภัยแล้วลืม ทำไมไม่ยอมลืมสักที พูดซ้ำพูดซาก พูดแล้วพูดอีกอะไรแบบนี้” ฉันคิดว่าการพูดบ่อย ๆ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่ลืมนะคะ

เวลาที่เราพูดถึงปรีดีเราอดไม่ได้ที่จะพูดถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคณะราษฎร์นะคะ เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเสรีไทย เราอดไม่ได้เลยที่จะนึกถึงสังคมในช่วงนั้นนะคะ ก่อนที่เราจะมีสิทธิเสรีภาพ ก่อนที่เราจะมีความเสมอภาค ก่อนที่วันนี้เราสามารถที่จะกล้าที่จะเรียกร้องรัฐสวัสดิการว่าเป็นสิทธิ์ของคนไทยทุกคนที่จะเข้าถึงรัฐสวัสดิการ อย่างน้อยที่สุดรัฐสวัสดิการนี้เป็นสิทธิที่ขั้นพื้นฐานที่จะทำให้คนเท่ากันได้จริง ไม่ใช่ว่าคนมีเงินสามารถได้รับการรักษาแต่คนจนก็จะต้องปล่อยให้ตายไปนะคะ ไม่ใช่ว่าสวัสดิการคนผู้สูงอายุที่มีลูกมีหลาน มีครอบครัว มีเงินมีทอง จะได้รับการดูแลอย่างดี ในขณะเดียวกันกับผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลาน ที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง จำยอมต้องใช้ชีวิตคนเดียวหรือตายโดดเดี่ยวคนเดียว ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่มาจากอุดมการณ์ของปรีดี พนมยงค์นะคะ

 

 

แล้วเมื่อสักครู่พี่สันติสุขพูดถึงสมัยปรีดีว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยพูดเรื่องความเสมอภาคทางเพศนะคะ เมื่อปี 2560 นะคะ ดิฉันเป็นองค์ปาฐกนะคะ ในโอกาส 100 ปีชาตกาล 105 ปี ชาตกาลท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ดิฉันพูดเรื่องของผู้หญิง ความยุติธรรมและความทรงจำบาดแผลนะคะ ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ปรีดีพูดว่าการบ้านก็การบ้าน การเมืองก็การเมือง ดิฉันมองว่าเรื่องนี้ คำพูดแบบนี้ก็คือการเคารพในความเสมอภาคนะคะ ไม่ใช่ว่าผู้หญิงจะต้องไปทำหน้าที่เดียวกับผู้ชาย ผู้หญิงสามารถที่จะทำหน้าที่ในบทบาทของผู้หญิงได้ ผู้ชายก็ทำหน้าที่ในบทบาทของผู้ชายได้ แต่สิ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศูข พนมยงค์ได้ทำและเป็นแบบอย่างกับเด็กผู้หญิงอีกมากมายในรุ่นต่อ ๆ ไปก็คือความกล้าหาญและการไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ชอบธรรม ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้มีความสำคัญมากเลย แล้วมันกลายมาเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงนะคะ การที่ผู้หญิงมีสิทธิ์ที่จะไม่ยอม มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องและมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงความเท่าเทียม

ซึ่งดิฉันคิดว่าครอบครัวของปรีดีเป็นแบบอย่างที่ทำให้คนหลาย ๆ คนได้เรียนรู้นะคะ แล้วก็ในโอกาสที่ดิฉันเข้ามาเป็นกรรมการสถาบัน ดิฉันเองรู้สึกถ่อมตัวมาก ๆ เลยนะคะ แล้วก็ต้องขอบคุณที่ให้เกียรติ แล้วดิฉันคิดว่าเวลาที่เราพูดถึงปรีดีและสิ่งหนึ่งที่เราระลึกอยู่เสมอเลยก็คือความเรียบง่าย การพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าคนที่จะเป็นรัฐบุรุษก็สามารถมีชีวิตที่เรียบง่ายได้ สามารถที่จะอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ได้ สามารถที่จะอยู่อย่างถ่อมตนได้ สามารถอยู่แบบคนธรรมดา ๆ ทั่วไปได้ รวมถึงครอบครัวรุ่นต่อ ๆ ไปก็เช่นกัน การสัมผัสกับคนหมู่มาก การไม่ทวงบุญคุณ การทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

แล้วก็ในโอกาสที่เปิดสถาบันที่เป็นพื้นที่ใหม่ในวันนี้นะคะ ดิฉันก็คงเหมือนกับทุกท่านนะคะ ก็รู้สึกว่าเวลามันผ่านไป สถาบันอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งหนึ่งซึ่งสถาบันไม่เคยเปลี่ยน ก็คือการอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน การยืนยันหลักการสันติธรรมนะคะ คือการใช้สันติเป็นทางนำและหลักความยุติธรรมซึ่งจะต้องมี ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไปอีกนานแล้วดิฉันก็เชื่อมั่นว่าสถาบันปรีดีจะยังคงยืนอยู่บนหลักของความอ่อนน้อมถ่อมตน ใกล้ชิดประชาชน แล้วก็ยึดมั่นในแนวทางสันติธรรมค่ะ ขอบคุณค่ะ

คือดิฉันมองว่าอุดมการณ์ของปรีดี เป็นอุดมการณ์ที่พยายามที่จะดึงคนที่คนที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นให้ขึ้นมายืนได้เท่าเทียมกับคนอื่นของคนทั่วไป ลองคิดดูนะคะ วันหนึ่งประกาศคณะราษฎร์ฉบับที่หนึ่งบอกว่าประเทศนี้เป็นของราษฎรนะคะ นี่คือการประกาศที่บอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นผู้หญิง จะเป็นผู้ชาย จะเป็นคนที่ร่ำรวยยากจน จะเป็นคนที่มีความเห็นทางการเมืองอย่างไรก็ตาม แต่ทุกคนคือเจ้าของประเทศ ดิฉันคิดว่าคำประกาศฉบับนี้เป็นเหมือนพันธสัญญานะคะ นอกจากนั้นก็ยังเป็นความหวัง คือทำให้คนที่เหมือนกับหลายคนอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความหวัง ไม่รู้ว่าขายของทุกวันเพียงแค่มีกินแต่ละวัน วันหนึ่งเขาจะขึ้นมามีสิทธิ์มีเสียงนะคะ หรือว่าเป็นเจ้าของประเทศได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเจตนารมณ์ที่สำคัญของปรีดีและเป็นคุณค่าที่ปรีดีได้มอบไว้ให้กับประเทศไทยนะคะ

ในส่วนของประการที่สองที่ฉันอยากจะพูดถึงก็คือ การสร้างความเสมอภาคเท่าเทียม มันจะนำมาสู่การผลักดันนโยบายสาธารณะสำหรับทุกคนนะคะ การขับเคลื่อนสังคมร่วมกันนะคะ นโยบายสาธารณะเป็นนโยบายที่ทุกคนเป็นเจ้าของและพร้อมที่จะเข้ามาที่จะขับเคลื่อนมีส่วนร่วมไปด้วยกันนะคะ ถ้าเรามองดูนะคะ ปรีดีทำอะไรบ้าง สิ่งที่ปรีดีพูดไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เน้นในเรื่องของการเลือกตั้ง แต่ปรีดีจะพูดถึงการมีกินมีใช้ เรื่องของเศรษฐกิจ คุณจะจนจะรวยแต่คุณจะต้องมีกิน คุณจะต้องสามารถที่จะมีชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีนะคะ ลูก ๆ จะต้องได้รับการศึกษา ปรีดีเปิดมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดนะคะ ทุกคนสามารถที่จะเข้าไปเรียนได้ ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มการพูดถึงนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่ว่าเฉพาะลูกคนรวยเท่านั้นถึงจะมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยแต่ลูกคนจนไม่มีโอกาส ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ที่ปรีดีได้ริเริ่มไว้ค่ะ

แล้วก็สิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือการสานต่อนะคะ การสานต่อคือทำอย่างไรที่จะให้แนวคิดนี้สามารถที่จะก้าวหน้าครอบคลุมมากยิ่งขึ้นนะคะ ที่สำคัญคือทัดเทียมกับอารยะประเทศนะคะ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของปรีดี ซึ่งไม่ใช่จะบอกว่าประชาธิปไตยหรือการมีกินมีใช้หรือเศรษฐกิจแบบคนไทยแต่คือความทัดเทียม ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมากนะคะ สิ่งหนึ่งซึ่งดิฉันอยากจะพูดถึงเรื่องของความท้าทายก็คือดิฉันคิดว่าความท้าทายวันนี้นะคะ อาจารย์อนุสรณ์พูดไปบ้างแล้ว คือความท้าทายรูปแบบใหม่นะคะ คือไม่ใช่การใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง แต่เป็นการกำจัดคนเห็นต่างทางความคิดนะคะ การดำเนินคดีนะคะ การฟ้องร้อง การเอาคนเข้าคุก ถ้าสังเกตนะคะ เยาวชนนะคะ อดีตนักศึกษาที่ลุกขึ้นมาชุมนุมเมื่อตั้งแต่ปี 62 วันนี้หลาย ๆ คนนะคะ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ชะตากรรมที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ต่างจากสมัยอาจารย์ปรีดีหรือคณะราษฎร์หลาย ๆ ท่านที่ต้องประสบเลยนะคะ

แม้แต่คนรุ่นปัจจุบันทุกวันนี้ ดิฉันเคยพูดกับเด็ก ๆ หลายคนนะคะ เวลาที่มีโอกาสไปต่างประเทศ ดิฉันจะชอบที่จะไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยนะคะ แล้วสิ่งหนึ่งซึ่งดิฉันจะพูดกับแทบทุกคนที่รู้ว่ากำลังจะเดินทางออกนอกประเทศก็คือมันเป็นการตัดสินใจที่ยากมากเลยค่ะ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณตัดสินใจที่จะเดินทางออกไป คุณไม่รู้เลยว่าคุณจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลยก็ได้ค่ะ ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นมีญาติพี่น้องที่อยู่ในเมืองไทย มีอดีต มีความฝังใจ มีความรัก มีความผูกพันเยอะแยะไปหมด แต่กลายเป็นว่าคน ๆ หนึ่งเมื่อตัดสินใจที่จะก้าวเดินออกไปนะคะ ในฐานะที่แผ่นดินนี้ไม่ได้ต้อนรับหรือว่าไม่ต้อนรับให้เขายืนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีนะคะ ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งดิฉันค่อนข้างอ่อนไหวแล้วก็เปราะบางมาก เวลาที่พูดถึงชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับคนที่เห็นต่างและลุกขึ้นมาพูดแบบตรงไปตรงมานะคะ

ฉันคิดว่าสังคมไทยมีความอดทนน้อยมากเลยกับการที่จะรับฟังคนที่คิดต่างเห็นต่างนะคะ เมื่อช่วงต้น ดิฉันพูดถึงเรื่องของการสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาแทนความทรงจำเดิม IO ก็เป็นหนึ่งในการสร้างความทรงจำใหม่นะคะ การที่จะบอกว่าใครสักคนหนึ่งไม่ดียังไงนะคะ การสร้างภาพใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะลบภาพจริงของคนเหล่านั้น ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งและสิ่งที่น่าเศร้าสะเทือนใจก็คือ การมีหลักฐานที่ว่าผู้ที่สร้าง IO ก็คือหน่วยงานรัฐนะคะ ไม่ว่าจะเป็น Spyware อะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ ดิฉันคิดว่าเป็นความน่าละอายอย่างมากแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นเลย

 

 

สำหรับสถาบันปรีดีฯ ท่านทั้งหลายอาจจะไม่รู้ว่าสถาบันปรีดีหรือความเป็นปรีดี พนมยงค์หรือครอบครัวปรีดีเองก็เผชิญกับพายุ เผชิญกับมรสุมไม่ได้ต่างกันนะคะ คือการสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ การสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เป็นความจริงนะคะ ถูกบิดเบือนไปทำให้เกิดความเชื่อใหม่ขึ้นมา ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่ควรที่จะอดทนแล้วก็ยอมรับให้มันเกิดขึ้นนะคะ แต่ทำอย่างไรที่เราจะยังคงสืบสานเจตนารมณ์นะคะ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเป็นเรื่องที่สำคัญแล้วก็เป็นความท้าทายต่อทุกคนนะคะ ที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดิฉันคิดว่าการมีส่วนร่วมไม่ใช่การมีส่วนร่วมแค่การที่จะออกมาไปร่วมในการสัมมนาหรือว่ามาแสดงความคิดเห็น แต่การมีส่วนร่วมอย่างมีนัยยะสำคัญคือการมีส่วนร่วมที่จะทำอย่างไรที่จะให้ความเชื่อหรืออุดมการณ์นะคะ หรือความเป็นประชาธิปไตยนี้ยังคงดำรงอยู่แล้วก็ไม่ถูกแทนที่ด้วยการสร้างภาพที่ลดทอนหรือด้อยค่าอุดมการณ์ดั้งเดิม ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่สังคมจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกัน เราคงไม่สามารถที่จะฝากความหวังไว้กับนักการเมือง ไม่สามารถที่จะฝากความหวังไว้กับนักวิชาการหรือภาคประชาสังคมอะไรได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไรประชาชนจะตระหนักว่าประเทศนี้เป็นของราษฎรและทุกกิจการที่เกิดขึ้นเราทุกคนต้องช่วยกันนะคะ

ดิฉันคิดว่าดิฉันอยากจะฝากเรื่องนี้ไว้นะคะ แล้วดิฉันก็หวังใจว่าการที่จะลุกขึ้นมาพูดความจริง การที่จะเรียกร้องประชาธิปไตยนะคะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดซึ่งทุกคนต้องมีส่วนในการที่จะยืนยันร่วมกันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่เรื่องที่พูดไม่ได้ที่สันติสุขพูดในช่วงแรกในเรื่องของพื้นที่ปลอดภัย ทุกวันนี้เราหาพื้นที่ปลอดภัยในสังคมไทยได้ยากมาก ใครไปพูดอะไรที่ไหนก็ถูกนำไปฟ้องร้อง ไปถูกดำเนินคดีหมด หลายเรื่องที่ฟ้องไปแล้ว สุดท้ายศาลยกฟ้องค่ะ แต่ระยะทางของการสู้คดี บางทีบางกรณีเป็นเกือบสิบปีค่ะ บางคนอาจจะถูกติดคุกนะคะ เรียกว่าติดคุกฟรีก็ได้หรือแม้ว่ารัฐจะมีค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญาอะไรก็แล้วแต่ แต่มันไม่คุ้มค่ะวันละ 400 กว่าบาทกับการที่คุณถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ วันหนี่งเมื่อคุณถูกใส่กุญแจมือต่อหน้าครอบครัว อันนี้มันเป็นการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างมาก

ดิฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันนะคะ ไม่ใช่ผลักภาระให้ใครคนใดคนหนึ่งนะคะ ภาคประชาสังคมเอง วันนี้พื้นที่ของภาคประชาสังคมเองก็ถูกบีบรัดให้เหลือน้อยเต็มที รัฐบาลที่ผ่านมาเนี่ยก็พยายามที่จะออกกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรนะคะ เจตนารมณ์ก็คือเพื่อควบคุม เพื่อทำให้องค์กรภาคประชาชนเหล่านี้เติบโตได้ช้านะคะ โอกาสในการรับทุน โอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ นะคะ โดยเฉพาะการทำงานการขับเคลื่อนของภาคประชาชน ถ้าเราลงไปในพื้นที่ในในต่างจังหวัด เราจะเห็นว่าภาพประชาสังคมในต่างจังหวัดเข้มแข็งมากนะคะ ชาวบ้านถ้าเราพูดถึงกรณีของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนะคะ เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนอะไรก็แล้วแต่ เราจะเห็นพวกแม่ ๆ ทั้งหลายนุ่งผ้าถุง ถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดีนุ่งผ้าถุงขึ้นโรงขึ้นศาล รองเท้าหุ้มส้นไม่มีใส่นะคะ ใส่รองเท้ายาง รองเท้าคดีต้องถอดไว้หน้าศาลแล้วก็เดินเท้าเปล่าเข้าไป เวลาหน้าหนาวพื้นมันเย็นมากเลย ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันคือขบวนการภาคประชาชนซึ่งเติบโตมามากแล้วก็ถูกความพยายามที่จะจำกัดการเติบโตของภาคประชาชนเหล่านี้ลงนะคะ

ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ประชาชนกำลังเคลื่อนไหวในวันนี้ไม่ได้เพื่อตัวเขาเองแต่เพื่ออากาศสะอาด เพื่อสิทธิของทุกคนนะคะ ที่สำคัญก็คือเป็นประชาธิปไตยของภาคพลเมืองซึ่งดิฉันก็หวังว่าอยากจะให้ทุกคนรักแล้วก็หวงแหนแล้วก็ช่วยกันที่จะโอบอุ้มคนที่อาจจะอยู่ในสถานะที่ยากลำบากกว่าเราเพื่อที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ