ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
วันนี้ในอดีต

สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ลูกชาวนาแห่งพิษณุโลกสู่นักกฎหมายประชาธิปไตย

30
พฤศจิกายน
2568

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นวาระครบรอบ 99 ปีชาตกาลของ สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ นักกฎหมายฝ่ายประชาธิปไตยผู้มีบทบาทสำคัญในโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย จึงควรเหลือเกินที่ผมจะต้องเขียนงานเพื่อหวนระลึกถึงเขา อีกทั้งผมเองก็เคยสบโอกาสร่วมสนทนาและสัมภาษณ์ คุณลุงสัมผัส เมื่อบ่ายวันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566  ซึ่งตอนนั้น คุณลุงอายุ 96 ย่าง 97 ปีแล้ว หากการพบท่านก็ทำให้ได้รับฟังเรื่องน่าสนใจและเป็นประโยชน์มาไม่น้อย

 

(ผู้เขียน ในคราวที่เข้าพบ สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ เมื่อบ่ายวันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566)

 

สัมผัส พึ่งประดิษฐ์  ลืมตายลโลกหนแรกสุดเมื่อวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 ที่เมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เขาเป็นบุตรชายคนที่สองในครอบครัวของชาวนาฐานะปานกลาง บิดามารดามีพื้นเพเดิมเป็นชาวพิษณุโลก ดังนั้น สัมผัส จึงมาเติบโตกลางท้องนาที่พิษณุโลก

พี่ชายคนโตของ สัมผัส คือ จิต พึ่งประดิษฐ์ นับเป็นผู้ที่ตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาและขวนขวายทางด้านการเรียนหนังสือ ครั้นสำเร็จชั้นมัธยมหกจากโรงเรียนประจำจังหวัดแล้ว จึงพยายามหาหนทางไปศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งสำเร็จวิชาครูและได้บรรจุเข้าทำงานในโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย รับเงินเดือน 45 บาท

จิต ยังรับน้องชายอีกสองคนคือ สัมผัส และ สมพงษ์ เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ซึ่งตอนที่ สัมผัส เดินทางมาเผชิญชีวิตในเมืองกรุง อายุเขาเพิ่งจะ 8 ขวบเท่านั้น

จิต ยังถือเป็นครูที่ดำรงอยู่ในความทรงจำของวชิราวุธวิทยาลัยมาหลายต่อหลายรุ่น

 

(จิต พึ่งประดิษฐ์ พี่ชายของ สัมผัส)

 

ที่กรุงเทพฯ สัมผัส เริ่มต้นเข้าโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้านของพี่ชาย ก่อนจะไปเรียนที่โรงเรียนวัดอนงคารามจนจบชั้นประถมสี่ แล้วจึงเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดบพิตรพิมุขจนสำเร็จชั้นมัธยมหก แล้วจึงสอบเข้าเป็นนักศึกษาที่แผนกเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ ต.ม.ธ.ก. เมื่อปี พ.ศ. 2487 นับเป็นรุ่นที่ 7 โดยมีเลขประจำตัว 4053 เรียนอยู่ห้อง 8  ซึ่งยุคนั้นยังใช้อาคารเรียนหลังคามุงจาก ผนังห้องเรียนเป็นฝาขัดแตะ พื้นห้องเรียนเป็นพื้นดิน และตั้งอยู่บริเวณหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน 

ตอนเรียนอยู่ ต.ม.ธ.ก. นี้เอง ที่  สัมผัส ได้เจอกับ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง  ดังที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์บอกเล่าแผนกเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.ม.ธ.ก.) พ.ศ. 2481-2490 เล่มสอง (พ.ศ. 2486-2490) เมื่อปี พ.ศ. 2554 มีความตอนหนึ่งว่า

 

“ท่านผู้ประศาสน์การท่านให้ความเมตตานักเรียนเตรียมธรรมศาสตร์  แจกสมุด แจกดินสอ  สมัยนั้นสงครามอัตคัด หนังสือหนังหา แล้วบางทีท่านก็เดินมาดู ท่านมาเยี่ยมมาเยียน เอาใจใส่เหมือนลูกเหมือนหลาน  และก็สร้างโรงอาหาร (เดี๋ยวนี้มันถูกรื้อไปแล้ว) ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับลูกศิษย์ โดยเฉพาะกับท่านอาจารย์ มันเหมือนพ่อกับลูก โดยเฉพาะพวกที่มาจากบ้านนอก  กับพวกครูก็เหมือนกัน  สมัยนั้นเราไม่เรียกอาจารย์หรอก  เรียกกันแต่ว่า “ครู” มันไม่เหมือนครูบาอาจารย์สมัยนี้หรอก สอนเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปแล้ว สมัยนั้นถึงเวลากลับบ้านไปแล้ว  บางทียังมานั่งเล่นอยู่ใต้ร่มโพธิ์บ้าง อะไรบ้าง คือมีอะไรก็เข้าไปหาได้ตลอดเวลาทุกคน ทุกท่านเลย ไม่ต้องมานัดล่วงหน้าแบบสมัยนี้”

 

หรือตอนที่ผมได้ร่วมสนทนากับ คุณลุงสัมผัส เมื่อบ่ายวันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566 คุณลุงก็เล่าถึง นายปรีดี ว่า นักศึกษา ต.ม.ธ.ก. พอแลเห็นอาจารย์ปรีดีเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก็จะส่งเสียงแซวกันว่า “พ่อมาเว้ย” อาจารย์ปรีดีนั่งทำงานอยู่ที่ทำเนียบท่าช้าง พอเลิกงานมักจะเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย บางทีแต่งกายเพียงสวมเสื้อยืด นุ่งกางเกงขาก๊วย สวมรองเท้าแตะ เดินเข้าทักทายพูดคุยกับนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาที่มาจากบ้านนอก เป็นคนต่างจังหวัด หรือนักศึกษาที่มีฐานะฝืดเคืองยากจน อาจารย์ปรีดีจะสนใจเป็นพิเศษ ท่านจะถามว่า “ไอ้หนู มาจากจังหวัดไหน พ่อแม่ทำอะไร"” คุณลุงสัมผัสย้ำอีกว่า ทั้งนักศึกษา ต.ม.ธ.ก. และนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองล้วนรักใคร่อาจารย์ปรีดี เพราะท่านไม่ค่อยวางมาดขึงขัง แสดงตนเป็นกันเองกับนักศึกษาทุกคน

ช่วงที่ สัมผัส เป็นนักศึกษา ต.ม.ธ.ก. เมืองไทยอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลให้ชีวิตในวัยเรียนประสบความลำบากยากเข็ญจากภัยสงครามอย่างมาก บางเทอม ต.ม.ธ.ก. ต้องปรับเปลี่ยนมาจัดการเรียนการสอนทางไปรษณีย์ เนื่องจากการมาเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่ปลอดภัย และกรุงเทพฯกำลังเป็นเป้าหมายของเครื่องบินมาทิ้งระเบิด

คราวหนึ่งที่ สัมผัส เข้ามาสอบไล่ในกรุงเทพฯ และได้โดยสารรถไฟเดินทางกลับบ้านที่พิษณุโลก ปรากฏว่าสะพานรถไฟถูกทิ้งระเบิด รถไฟจึงต้องหยุดชะงัก สัมผัส และเพื่อนร่วมขบวนรถไฟอีก 12 คนตัดสินใจเดินเท้ากลับไปยังพิษณุโลก ซึ่งระหว่างทางจะต้องเดินกลางแดดไปตามรางรถไฟจากสถานีปากน้ำโพ นครสวรรค์ พอค่ำที่ไหนก็หยุดพักนอนที่นั่น ด้วยระยะทางเกือบ 200 กิโลเมตร กว่าจะกลับถึงบ้านใช้เวลาถึง 4 วัน พอ สัมผัส ไปถึงด้วยสภาพผอมแห้งผิวดำและอิดโรยเสียแทบจำไม่ได้ แม่ของเขาก็โผกอดด้วยความห่วงใย และร้องว่า “ลูกแม่”  แต่ สัมผัส ยังมีกำลังใจดีและภูมิใจที่ตนรอดชีวิตมาได้ ขณะที่เพื่อนอีกหลายคนต้องสูญเสียชีวิตไปในระหว่างสงคราม เช่น บางคนนั่งรถไฟกลับบ้านแล้วระหว่างทางรถไฟถูกลูกระเบิด

สัมผัส ยังได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นและช่วยสนับสนุนงานของขบวนการเสรีไทย สืบเนื่องจากได้มีการเปิดรับนักศึกษา ต.ม.ธ.ก. ให้เข้าร่วมกองพันสารวัตรซึ่งเป็นการฝึกวิชาทหารอย่างลับๆ สัมผัส และเพื่อน ต.ม.ธ.ก. รุ่น 7 จึงสมัครเข้าร่วมการฝึกทั้งในพื้นที่มหาวิทยาลัยและที่จังหวัดชลบุรี ภายหลังจบหลักสูตร พวกเขายังได้รับการบรรจุเป็นนายสิบทหารสารวัตรเตรียมพร้อมต่อสู้กับพวกทหารญี่ปุ่น ทว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงเสียก่อน

ครั้นสำเร็จจากแผนก ต.ม.ธ.ก. สัมผัส ก็สมัครเข้าเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง มีเลขทะเบียน 19940

ถัดจากการเข้าเรียนวิชากฎหมายน่าจะมิทันถึงปี ได้เกิดเหตุการณ์รัฐประหารต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ส่งผลให้ นายปรีดี ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยต้องลี้ภัยทางการเมืองไปยังต่างประเทศ ส่วนมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองก็ถูกคุกคามจากรัฐบาลเผด็จการทหารสารพัดรูปแบบ ยิ่งภายหลังที่ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 นำโดย นายปรีดี ประสบความพ่ายแพ้ รัฐบาลก็พยายามเข้ามาแทรกแซงการบริหารงานและควบคุมพื้นที่สถานศึกษาแห่งนี้ เริ่มด้วยการส่งกองทหารรักษาดินแดนมาประจำในมหาวิทยาลัย เปลี่ยนคณะผู้บริหารให้มีคนของรัฐบาลเข้ามาดำเนินงาน ยิ่งพอหลังจากเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2494 รัฐบาลก็ส่งกำลังทหารบกเข้ายึดมหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลว่า “ขอยืมใช้เป็นสถานที่ชั่วคราวและเพื่อความสงบเรียบร้อย” ทั้งยังไม่สนใจว่านักศึกษาจะไม่มีที่สำหรับเรียนหนังสือ สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่นักศึกษาอย่างมาก

แล้วในที่สุดก็มีความเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องทวงคืนมหาวิทยาลัยจากรัฐบาลเผด็จการทหาร โดยแกนนำนักศึกษาคนสำคัญก็ สัมผัส ร่วมอยู่ด้วย เพราะเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักศึกษา

สัมผัส ส่งเสียงเล่าถึงเรื่องนี้ว่า

 

“ตอนนั้นเราก็คิดว่าขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์คงถึงกาลล่มสลายแล้ว  เพราะเราสู้ลูกปืนไม่ได้  ตอนนั้นผมอยู่ปี 4 เป็นเลขานุการ คณะกรรมการนักศึกษาด้วย แต่เราก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียวการต่อสู้ของเราเริ่มต้นด้วยการวิ่งเต้นหาที่เรียน  คณะต่างๆของธรรมศาสตร์ตอนนั้นยังพอ มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ คณะนิติศาสตร์ไปอาศัยที่เรียนที่เนติบัณฑิต  คณะบัญชี เศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ไปเรียนเตรียมอุดมของจุฬาฯ เพราะของจุฬาฯ เขาไม่ได้โดนยึดด้วย คือขอใช้พื้นที่ในโรงเรียนเตรียมฯ แล้วก็เรียนกันเวลากลางคืนอย่างเปิดเผย

ผลที่สุด นักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคนก็ได้คิดว่าเราต้องรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วต่อสู้เพื่อเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืน  คณะกรรมการนักศึกษาก็เป็นแกนนำ ไอ้เรื่องรวมพลังนักศึกษามันรวมอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา เพราะมันต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 เราจึงได้กระจายกำลังกัน ส่วนหนึ่งก็ไปหารุ่นพี่ที่จบไปทำงานอยู่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อีกส่วนหนึ่งก็ไปในหมู่นักหนังสือพิมพ์และการสื่อสารมวลชน  ก็ให้หนังสือพิมพ์ช่วยลงบทความ  ตอนนั้นก็มีเดลินิวส์สมัยนั้นชื่อเดลิเมล์ ข่าวภาพพิมพ์ไทย ซึ่งมีศิษย์เก่า อาจารย์นิกร สิงหสมัยทำงานอยู่ และอีกคนหนึ่งก็ไปหานักการเมือง หาพวกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปเรียกร้องหาความเป็นธรรมว่าพวกผมไม่มีที่เรียนแล้ว ไม่รู้จะเรียนที่ไหนอนาคตมืดมนแล้ว แล้วมหาวิทยาลัยที่อาจารย์หลวงประดิษฐ์ฯ ก่อสร้างมาเพื่อเป็นรากฐานประชาธิปไตยถูกทำลายหมดแล้ว แล้วอนาคตของประเทศจะให้เป็นยังไง มันก็กลายเป็นพลัง”

 

ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2494 เพทาย โชตินุชิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรี ผู้เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองได้ยื่นกระทู้ถามเรื่องการที่มีนายทหารบุกเข้ายึดมหาวิทยาลัยว่า กระทำด้วยวัตถุประสงค์อะไร และจะคืนให้เมื่อใด

ล่วงมาถึงต้นเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ตอนนั้น  สัมผัส และ มารุต บุนนาค ประธานนักศึกษา พร้อมทั้งคณะกรรมการนักศึกษาคนอื่นๆ ได้พานักศึกษาจำนวน 2,000 คน โดยสารรถไฟไปทัศนศึกษาที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ จนกระทั่งพอนักศึกษาทั้งหลายเดินทางกลับมาถึงหัวลำโพงในตอนเช้าแล้ว ต่อมาจึงพากันไปที่ท่าพระจันทร์เพื่อจะยึดมหาวิทยาลัยคืน ดังที่ สัมผัสเล่าว่า

 

“และแล้วในวันที่ 11 ตุลาคม 2494 ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่าง ส.ส. เพทาย โชตินุชิต ส.ส. ธนบุรี ก็ได้ยื่นกระทู้ถามเรื่องการที่คณะนายทหารเข้ายึดธรรมศาสตร์ว่า มีวัตถุประสงค์อะไร จะคืนให้ไหม เมื่อไร พวกเราได้ข่าวเรื่องนี้ก็รวมพลนักศึกษา คือไม่เชิงเป็นขบวนเพราะจัดกระจายกันไป ขึ้นรถเมล์ไปบ้าง เดินไปบ้าง อะไรไปบ้าง เพราะถ้าเป็นขบวนเดี๋ยวถูกปราบ พอไปถึงสภาก็เข้าทางหน้าบ้าง หลังบ้าง หลายๆประตูแล้วก็รวมตัวกันได้สำเร็จในสภาเต็มไปหมด  พอราวสัก 11 โมง รัฐบาลก็ให้พลโทสวัสดิ์ ส. สวัสดิเกียรติ ซึ่งเป็นอธิการบดีและรัฐมนตรีศึกษาฯสมัยนั้น เป็นผู้ตอบกระทู้ในสภาว่า ไม่สามารถจะคืนให้ได้เพราะเป็นมติคณะรัฐมนตรีแล้ว

ตอนนั้นมันใกล้จะเที่ยงแล้ว พวกเราที่ยืนกระจายกันฟังมาตั้งแต่สิบเอ็ดโมง พอได้ยินรัฐบาลตอบว่าไม่ให้แล้วก็รวมกันมาชุมนุมที่หน้าสภาเลย พวกเราไปฟังกันเป็นพันๆคน มันมีการกระจายเสียงไปตามสโมสรสภาบ้าง อยู่หน้าประตูบ้าง อยู่ใต้ต้นไม้บ้าง  พอตอบว่าไม่ให้ปุ๊บ ในกลุ่มนักศึกษาก็มีคนถามขึ้นมาเสียงดังว่า “รัฐบาลได้ตอบแล้วว่าไม่ยอมคืนมหาวิทยาลัยให้พวกเราจะทำยังไง” พวกเราทั้งหมดก็ตอบพร้อมกันว่า “สู้ สู้”

ว่าแล้วก็ยกขบวนมารวมพลอยู่หน้าทางลงสภา  พอจอมพล ป. ลงมาจากสภากำลังจะกลับ  พวกเราก็กรูเข้าไปล้อมเลย  จอมพล ป.อยู่ในวงล้อมของนักศึกษาแล้ว  ทหารตำรวจที่คุ้มกันเขาก็ยืนอยู่ แต่จะทำอะไรล่ะ  พวกเรามีกันอยู่ราว 3,000 คน  เยอะแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  ทีนี้จอมพลก็ตกอยู่ในวงล้อม

พวกเราต่างคนต่างก็พากันเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืน  บ้างก็ว่า “ผมไม่มีที่เรียน” “ผมต้องไปเรียนที่เนฯ” “ผมต้องไปเรียนที่จุฬาฯ” “กลางคืนก็ฝนตก เปียก เรียนไม่เต็มเม็ด ไม่เต็มหน่วย ต้องกลับบ้านค่ำมืด” ฯลฯ เราก็ช่วยกันโอดครวญ คนโน้นพูดมั่ง คนนี้พูดมั่ง ทีนี้จอมพลอยู่ในฐานะที่อยู่ในวงล้อมนักศึกษา และเมื่อฟังเหตุผลที่นักศึกษาเสนอกันไปเขาก็เถียงไม่ออก  ตอนนั้นแดดจวนเที่ยง ในความรู้สึกของพวกเราตอนนั้น ถ้าไม่ได้มหาวิทยาลัยคืนเราก็ไม่กลับ ตายเป็นตาย”

 

แม้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะคืนมหาวิทยาลัยให้ก่อนสอบ ซึ่งนักศึกษาพากันส่งเสียงโห่ร้องไชโย ไชโย กันเสียยกใหญ่ แต่การณ์กลับมิได้เป็นไปตามที่คาดคะเน เพราะแกนนำนักศึกษาได้ถูกคุกคามด้วยวิธีการต่างๆนานา  สัมผัส เปิดเผยว่า

 

“จริงๆ แล้วหลังจากทวงคืนมหาวิทยาลัยคืนได้แล้วเรื่องก็ยังไม่ยุติ ยังมีการติดตามคุกคามนักศึกษาจนถึงวันที่เราจัดงานครบรอบปีในการทวงมหาวิทยาลัยคืนได้  วันที่ 4 พฤศจิกายน 2495 เฉลิมฉลองการได้มาซึ่งมหาวิทยาลัย  มีการทำบุญ ใส่บาตร การจัดอภิปราย แล้วกลางคืนก็มีการแสดงละคร ตรงข้างหลังสนามบอล ก็แต่งละครเรื่องพลิกแผ่นดิน แล้วก็ปล่อยนกพิราบ 5-6 ตัวเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ  เริ่มงานพิธีปุ๊บ  ก็ปล่อยนกพิราบ  นกพิราบมันก็บิน  พวกเราร้องไชโย  วันนั้นมันไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาธรรมศาสตร์ พวกจุฬาก็มา เกษตรก็มา สวนกุหลาบก็มา มาร่วมฉลองยินดีกับเราด้วย  เอาช่อดอกไม้มาร่วมงาน มันกลายเป็นไม่ใช่ขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์แล้ว  มันกลายเป็นขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษาของประเทศไทย เป็นพลังขึ้นมาเกิดเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตย ทีนี้คณะรัฐบาลมันก็ตกใจสิ พอหลังจากนั้นผมก็กลับบ้านนอน 3 วัน 3 คืน  เพราะก็เหนื่อยมาก ต่อมาวันที่ 5 6 7 8 9 10 พฤศจิกา เกิดการกวาดล้างใหญ่ คณะกรรมการนักศึกษาชุดนั้นถูกจับไปเกือบหมด”

 

สัมผัส เป็นคนหนึ่งที่ถูกจับกุมควบคุมตัวไปด้วยเช่นกัน เนื่องจาก

 

“ผมนี่วันนั้นก็แวะมาที่สโมสรนิติบัณฑิต  เพราะปกติก็จะมีนักศึกษาที่อื่นมาพบ  มาปรึกษา มาเยี่ยมเยือนตลอด  เด็กพนักงานสโมสรก็ขึ้นมาตามบอกว่า “พี่ๆ” มีแขกเขามาขอพบข้างล่าง” “เออ บอกให้เข้ามา” เขาบอกว่าเขาขอเวลาประเดี๋ยวเดียว” เราก็ลงไป เห็นเป็นคนรูปร่างใหญ่ ใส่เสื้อคอกลม ใส่สร้อยเส้นเบ่อเริ่มเลย เราก็เห็นท่าไม่ดี เขาก็ว่า “มีท่านผู้ใหญ่รออยู่หน้ามหาวิทยาลัย” ไอ้เราก็ใจดีสู้เสือเดินตามมันไป ไปถึงปุ๊บมันก็เอาขึ้นรถเก๋งไปคนเดียว ปรากฏว่ามาเอาผมไปขังไว้ที่ตึกสันติบาล ตั้งแต่เช้ายันเย็น เราก็ไม่รู้มันเรื่องอะไร แต่พอสัก 5 โมงเย็น เขาก็เอาบรรดาพวกที่ถูกจับมามีทั้งมารุต คุณชาญ คุณประเสริฐ หัวหน้ารัฐศาสตร์ คุณเฉลียว หันไปก็เห็นคุณสมบัติ สุวรรณชีพ หัวหน้านักศึกษาหญิง เห็นเพื่อนหลายคนเราค่อยใจชื้นหน่อย

ตอนหลังก็ได้รู้ว่ายังมีคนถูกจับอีกหลายคนทั้งคุณปาลและท่านผู้หญิง คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ คุณเจริญ สืบแสง คุณสมัคร บุราวาส เรียกว่าโดนจับกันทั้งหมด เสร็จแล้วมันก็แยกพวกเรา ไปขังตามโรงพัก ผมนี่มันส่งไปขังที่บางซื่อซึ่งผมไปเจอคุณกุหลาบที่นั่น  แกถูกเอาไปขังก่อน แล้วผมก็ตามไป แกก็ถามว่า “อ้าว คุณมาจากที่ไหน” “ผมมาจากธรรมศาสตร์” “อ้าว มาๆ มาอยู่ด้วยกัน” พอขังได้ 7 วัน มันก็ฝากขังในข้อหากบฏภายในภายนอกราชอาณาจักร พอครบอำนาจขังตำรวจ 7 วัน มันก็ไปสร้างเรือนจำชั่วคราวอยู่ในกองสันติบาล เอาพวกเราไปรวมกัน 100 กว่าคนด้วยข้อหากบฏ ที่ ไปเจอกันในนั้น เท่าที่จำได้ก็ยังมีคุณเปลื้อง วรรณศรีที่เปิดไฮด์ปาร์ค คุณอุทธรณ์ พลกุล ก็เป็นทำงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แล้วก็มี ส.ส. เจริญ สืบแสง พวกต่างจังหวัดก็มีพวกศรีสะเกษ พวกชาวนา เราถูกขังอยู่ด้วยกัน 3 เดือน  แต่ท่านผู้หญิงแยกขัง ส่วนคุณปาลถูกขังอยู่ด้วยกันกับเรา

 

แม้ สัมผัส และผู้ถูกจับกุมคนอื่นๆจะนึกกังขาว่าพวกตนจับกุมด้วยข้อหาอะไรกัน เพราะไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย เริ่มจากการถูกฝากขังที่สถานีตำรวจบางซื่อ 7 วัน และย้ายไปอยู่เรือนจำชั่วคราวสันติบาลอีก 84 วัน

ระหว่างถูกจองจำที่เรือนจำชั่วคราวสันติบาล พอเวลาดึกๆราวห้าทุ่มของทุกคืนจะมีรถของสันติบาลมารับตัวพวกเขาไปสอบปากคำคืนละคนสองคน โดยรถพาไปในที่เปลี่ยวเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้เกิดขึ้น  สัมผัส ให้การตามความเป็นจริงและเชื่อมั่นว่าตนจะได้รับอิสรภาพในอีกไม่ช้า ทว่าท้ายสุด เขา เพื่อนนักศึกษา และผู้ถูกจับกุมทั้งหลายกลับถูกฟ้องในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ซึ่งกรณีนี้ได้รับการเรียกขานว่า “กบฏสันติภาพ” เพราะผู้ที่ถูกจับกุมล้วนแต่เป็นนักคิดนักเขียน นักต่อสู้ และนักศึกษา ที่กระทำการไปเพื่อเรียกร้องสันติภาพทั้งสิ้น

เพื่อนนักศึกษาหลายรายเมื่อทราบว่าโดนคดีกบฏก็นั่งร้องไห้ แต่ สัมผัส ก็พยายามปลอบประโลมว่า “พวกคุณไม่ต้องเสียใจ พวกเราไม่ได้ทำความผิดอะไร เมื่อต้องถูกขังก็ต้องสู้กันต่อไป”

ต่อมาผู้ต้องคดี “กบฏสันติภาพ” ได้ถูกย้ายไปคุมขังที่ “ขัง 4” ของเรือนจำลหุโทษคลองเปรมเป็นเวลา 5 เดือน ก่อนจะถูกย้ายไปที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี จวบกระทั่งในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ก็ถูกย้ายไปยังแดน 6 การเมืองในเรือนจำกองมหันตโทษบางขวาง นนทบุรี

สัมผัส ต้องถูกจองจำอยู่ในคุกเป็นเวลาถึง 2 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ถึงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2498  เขาจึงจะได้รับอิสรภาพ

 

จากซ้ายคือ ปาล พนมยงค์, อารีย์ อิ่มสมบัติ, สิงหชัย บังคดานรา (เจ้าของนามปากกา "นเรศ นโรปกรณ์") และสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ นักศึกษาที่ถูกจับในกรณีกบฏสันติภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2495

 

ชีวิตช่วงที่อยู่ในคุกของ สัมผัส นั้น เขาได้พบนักคิดนักเขียนและนักต่อสู้ผู้อาวุโสกว่าหลายคน บุคคลหนึ่งที่สำคัญคงมิพ้น กุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของนามปากกา “ศรีบูรพา”  ซึ่ง สัมผัส เรียกขานว่า “อาจารย์กุหลาบ” เริ่มต้นด้วยการที่คนหนุ่มอย่างเขาเฝ้ามองนักประพันธ์ใหญ่ผ่านลูกกรงเหล็ก ครั้น กุหลาบ แลเห็นเข้าจึงเอ่ยปากถามว่า “คุณมาจากไหน” พอ สัมผัส ตอบว่า “ผมเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” กุหลาบจึงกล่าวว่า “ดี มาอยู่ด้วยกัน”

ภาพจำของ “อาจารย์กุหลาบ” ที่ สัมผัส ได้พบเห็นเนืองๆก็คือ กุหลาบนั้น  “...ไม่เคยไปนั่งเล่นหมากรุก หมากฮอสให้เสียเวลา เมื่อมีเวลาว่าง เป็นต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หยิบกระดาษขึ้นมาร่ายเรียงเรื่องราวถ่ายทอดจินตนาการผ่านตัวหนังสือ หรือไม่ก็เก็บสะสมข้อมูลด้วยการพูดคุยกับกลุ่มชาวนา ผู้ต้องขังจากจังหวัดศรีสะเกษ”

แต่ละวันที่ผ่านไปในเรือนจำของคนหนุ่มเยี่ยง สัมผัส จึงเต็มไปด้วยการเรียนรู้จากนักคิดนักเขียน และนักต่อสู้ผู้อาวุโสกว่า สอดคล้องกับเสียงเล่าของเขาว่า

 

ผมค่อนข้างโชคดี ... เพราะคนที่เข้ามาอยู่ในคุกห้วงเวลานั้นล้วนแต่เป็นระดับครูบาอาจารย์ มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ คุณสมัคร บุราวาส สอนด้านปรัชญา อาจารย์กุหลาบ สอนด้านวิชาการประพันธ์ การหนังสือพิมพ์ คุณสุภัทร สุคนธาภิรมย์ สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ น.ต. มนัส จารุภา สอนภาษาอังกฤษ และยังมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จีน ‘ฉวนหมินเป้า’ สอนภาษาจีน … ยามว่างจากการไปศาล ว่างจากภารกิจประจำวันก็ไปเรียนวิชาที่ผมชอบมากที่สุดคือวิชาว่าด้วยการประพันธ์ และรองลงมาคือภาษาอังกฤษ

กระบวนการถ่ายทอดวิชาการประพันธ์ ... ของอาจารย์กุหลาบ เริ่มต้นขึ้นแบบไม่เป็นทางการ ใครใคร่เรียนรู้ก็เดินเข้ามาหา ... การเรียนจะมีลักษณะเป็นการพูดคุยแบบเป็นกันเอง อาจารย์กุหลาบมักจะย้อนถามลูกศิษย์ให้ได้ฝึกสมองคิดตามตลอดเวลา ... ลูกศิษย์ ตอบถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง อาจารย์กุหลาบไม่เคยตำหนิ แต่สิ่งที่ทุกคนได้โดยไม่รู้ตัวคือได้ฝึกการคิด ซึ่งต่างจากการเรียนหนังสือในห้องเรียนที่นักเรียนมีหน้าที่จดบันทึกเพียงอย่างเดียว ... หลักการเขียน อาจารย์กุหลาบจะเน้นไปที่เนื้อหาต้องสะท้อนให้เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อศีลธรรม ... นักหนังสือพิมพ์ต้องมีจริยธรรม

 

การได้รับความรู้ทางด้านการประพันธ์จึงเป็นแรงดาลใจให้ สัมผัส และนักศึกษาคนอื่นๆในเรือนจำร่วมกันออกหนังสือพิมพ์ วันใหม่ ขึ้นในคุก เพื่อสะท้อนความยากจนและความเดือดร้อนของชาวนาและชาวไร่

ขณะที่อยู่ในคุก สัมผัส ยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ ปาล พนมยงค์ บุตรชายของ นายปรีดี เพราะมิใช่แค่เพื่อนนักศึกษาร่วมอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนร่วมเผชิญชะตากรรมแสนทุกข์เข็ญในคุก ดังที่เขาเล่าว่า

 

“ตอนนั้นคุณปาลเป็นพลทหาร  ขนาดเป็นลูกรัฐบุรุษอาวุโส นายกรัฐมนตรี ผู้สำเร็จราชการมันยังเอาไปเป็นทหารอยู่คอกม้า พวกเราก็ยังหวังว่าเราไม่ผิดนี่ อัยการก็คงปล่อย  แต่แล้วมันก็ปล่อยเฉพาะบางคน  อย่างมารุตกับบัญชานี่เขาปล่อย

แต่คนที่เป็นแกนๆอย่าง ผม อารีย์ อิ่มสมบัติ บก.ธรรมจักร คุณปาล คุณนเรศ นโรปกรณ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นคนที่เอาบทความของคุณอุทธรณ์ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับราชบัลลังก์กษัตริย์ รวมมีคนถูกฟ้อง ทั้งหมด 58 คน ก็ถูกเอาขึ้นรถไปเข้าเรือนจำลหุโทษ

ตอนนั้นพวกรุ่นใหญ่ก็มีคุณกุหลาบ คุณสมัคร คุณอุทธรณ์ คุณเปลื้อง ส่วนพวกเรามีผม มีคุณปาล มีคุณนเรศ ไปอยู่ในห้องเดียวกัน

นักศึกษาหญิงตอนขึ้นไปฟังคำสั่งว่าจะฟ้อง หรือไม่ฟ้อง เขาร้องไห้ เราก็บอกว่า “คุณไม่ต้องร้องไห้หรอก เราต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม” แต่พอเข้าไปถึง โอ้โห บรรยากาศในเรือนจำ มันกลับไปอยู่ในโลกที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เสียงโซ่ เสียงตรวนของพวกนักโทษ กระทบกันดังเกร๊ง กร๊างๆ เดินถอดเสื้อ นุ่งกางเกงชั้นใน มันรู้สึกว่า อ๋อ นรกมันมีจริง

ข้างนอกพวกรรมการนักศึกษาชุดใหม่เขาก็ดำเนินการต่อไป  แต่ว่ามันก็ถูกจำกัดสิทธิ ไอ้ความรู้สึกลึกๆ มันก็ยังอยู่ แต่มันยังสู้ไม่ได้ กิจกรรมนักศึกษาก็ยังมีดำเนินต่อไป ส่วนพวกเราก็ถูกส่งต่อไปอยู่บางขวางเป็นเวลา 3 ปีกว่า วันไหนพิจารณาคดีเขาก็เอารถไปรับจากบางขวางมาศาล ก็ได้มาพบปะญาติพี่น้อง ระหว่างพิจารณาคดีตำรวจล้อมรอบ

ตอนนั้นคุณปาลอายุน้อยกว่าเพื่อน เป็นทหารอายุแค่ 22 ปี ผมตอนนั้นราว 24, 25 นเรศก็ราว 23, 24 อารีย์ปีเดียวกับผม พวกนักศึกษา ทีนี้ระหว่างอยู่ในคุก เราก็มีอาจารย์กุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งเป็นนักเขียน คุณสมัคร บุราวาสเป็นราชบัณฑิต และก็คุณสุภัทร มหาบัณฑิต จึงเปิดการเรียนการสอนในคุก คุณกุหลาบก็สอนวิชาการประพันธ์ การเขียน คุณสมัครก็สอนปรัชญา คุณสุภัทรก็สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ พวกศรีสะเกษ เป็นชาวนาก็มาเรียนหนังสือ อ่านออกเขียนได้กันในคุก บางคนก็ไปเรียนภาษาจีน ภาษาอังกฤษกับคนที่มีความรู้ในนั้น คือเปิดโรงเรียนกันในคุกเลย ก็กลายเป็นมหาวิทยาลัยติดคุก”

 

ผมเคยอ่านหนังสืออยู่สองเล่มที่เผยให้เห็นภาพการต่อสู้ของ สัมผัส และผองเพื่อนนักศึกษา รวมถึงช่วงชีวิตที่อยู่ในคุกอย่างละเอียด น่าเสียดายที่หนังสือสองเล่มนั้นสูญหายไปและผมยังค้นหาไม่พบ ไม่อย่างนั้น คงได้นำข้อมูลน่าสนใจมาเสนอผ่านบทความนี้ด้วย

สัมผัส ได้รับอิสรภาพเนื่องจากศาลอาญาพิพากษาคดีกบฏสันติภาพเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งมีผู้ถูกยกฟ้องและปล่อยตัวออกจากคุก 5 คน ได้แก่ เปลื้อง วรรณศรี, สัมผัส พึ่งประดิษฐ์, สิงห์ชัย บังคดานรา (นเรศ นโรปกรณ์), มงคล ณ นคร และ ฮวงเฮ้า แซ่โง้ว

ขณะที่คนอื่นๆ ยังถูกคุมขังไปจนกระทั่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบรอบกึ่งพุทธกาลในปี พ.ศ. 2500 พวกเขาจึงได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุก

ภายหลังจากที่ สัมผัส ได้รับอิสรภาพแล้ว เขามีความตั้งใจแน่วแน่และมุ่งมั่นจะใช้ความรู้ทางกฎหมายที่ตนร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมายึดอาชีพเป็นทนายความ อีกทั้งเพราะเขาเป็นนักต่อสู้ผู้เลื่อมใสศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยจนถึงขั้นต้องถูกจำคุก ดังนั้น สัมผัส จึงเป็นทนายความของฝ่ายประชาธิปไตยคอยช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม มิหนำซ้ำ เขาเลือกอยู่เคียงข้างประชาชนด้วยการเป็นที่ปรึกษาให้สหภาพแรงงานและกรรมกรหลายแห่ง

ไม่เพียงเท่านั้น  สัมผัส ยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ และมีส่วนร่วมกับ เปลื้อง วรรณศรี ซึ่งเคยร่วมทุกข์กันมาในคุกเพื่อจัดทำหนังสือพิมพ์ ปิตุภูมิ (LA PATRIE) และ มาตุภูมิ  โดย ปิตุภูมิ ออกจำหน่ายฉบับแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2498 มีคำขวัญว่า “น.ส.พ.เพื่อชีวิตและความหวัง” เปลื้อง เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และผู้โฆษณา ส่วน สัมผัส เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ

ต่อมาอีกเกือบสองปี ก็มีการออกหนังสือพิมพ์ มาตุภูมิ เริ่มฉบับแรกประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 ซึ่ง สัมผัส เป็นบรรณาธิการเอง

ในปี พ.ศ. 2500 สัมผัส ยังได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 โดยเขาสมัครเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรี หมายเลข 14 แต่ไม่ได้รับเลือก

ส่วนครั้งที่สองคือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 โดย สัมผัส สมัครเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร หมายเลข 26 และลงสมัครในนาม “สันติชนและสมาชิกแห่งแนวร่วมสังคมนิยม” ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ที่เคยถูกจับกุมในกรณี “กบฏสันติภาพ” แต่เขาก็ยังไม่ได้รับเลือกอีก แม้ว่ากลุ่ม  “สันติชนและสมาชิกแห่งแนวร่วมสังคมนิยม” จะได้รับเสียงสนับสนุนจากนักศึกษา กรรมกร และประชาชนหัวก้าวหนาช้า แต่ก็ถูกพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมโจมตีว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์จนต้องประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 สัมผัส ซึ่งเคยคิดว่า จอมพลสฤษดิ์ ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. จะส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยนั้นคงไม่ใช่เสียแล้ว อีกทั้งดูเหมือนจะกลายเป็นเผด็จการทหารเสียเอง เนื่องจากได้สั่งจับกุมและปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ รวมถึงสั่งปิดหนังสือพิมพ์หลายฉบับและทำลายแท่นพิมพ์ แน่นอนว่าทั้งหนังสือพิมพ์ ปิตุภูมิ และ มาตุภูมิ ที่เขาจัดทำก็ถูกสั่งปิดถาวร  สัมผัส คาดการณ์ว่าเขาคงจะถูกจับกุม ตอนแรกคิดว่าจะไม่หนีไปไหน หากมีคนเตือนว่าอาจจะไม่ใช่แค่ถูกจับกุม แต่จะถูกจับตาย นั่นทำให้ สัมผัส ตัดสินใจเดินทางไปสู่ชนบทและเขตป่าเขาเสียเนิ่นนานหลายปี

จวบจนกระทั่งเมื่อเดินทางกลับมาสู่เมืองอีกครั้ง สัมผัส ก็ยังคงยึดอาชีพทนายความฝ่ายประชาธิปไตย และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมเสมอมา

ตอนที่ผมได้ไปพบ คุณลุงสัมผัส ที่บ้านเมื่อบ่ายวันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566 บ้านหลังนั้นก็เป็นสำนักทนายความซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ หรือ คุณลุงสัมผัส หมดสิ้นลมหายใจอำลาจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ด้วยอายุ 97 ปี 7 เดือน หากภาพของทนายความฝ่ายประชาธิปไตยและนักกฎหมายเพื่อประชาชนยังคงแจ่มจรัสอยู่ในความทรงจำของคนทั้งหลายที่ได้ทำความรู้จักและรับรู้ถึงบทบาทสำคัญของบุรุษผู้นี้

 

เอกสารอ้างอิง

  • กนกวรรณ เปี่ยมสุวรรณศิริ. "ชีวิตและการต่อสู้ของสัมผัส พึ่งประดิษฐ์: ทนายความลูกชาวนา ผู้ถูกกล่าวหาว่าขบถต่อแผ่นดิน." (27 พฤศจิกายน 2567) ดูที่ https://hist.human.cmu.ac.th/articles/life-and-activism-of-samphas-pheungpradit
  • คณะลูกศิษย์ศูนย์นิติศาสตร์. 80 ปี ชีวิตสัมผัส พึ่งประดิษฐ์กรุงเทพฯ: สายธาร, 2550.
  • อนุสรณ์นายปาล พนมยงค์ คำไว้อาลัยกับประวัติ และสังคมปรัชญาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, 2525.
  • อังคาร จันทร์เมือง, กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล. ประวัติศาสตร์บอกเล่าแผนกเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.ม.ธ.ก.) พ.ศ. 2481-2490 เล่มสอง (พ.ศ. 2486-2490). วารุณี โอสถารมย์ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2554