วันที่ 6 เมษายนของทุกปี นับเป็นวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ หรือวันจักรี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ และทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์เมื่อปี พ.ศ. 2325 (ค.ศ. 1782) อันเป็นพระบรมราชวงศ์ที่ยังคงสืบราชสมบัติราชอาณาจักรไทยมาจนถึงทุกวันนี้
ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีพระราชวังและวังในพระบรมราชจักรีวงศ์หลายแห่ง ที่ยังตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นมรดกแห่งแผ่นดิน ทั้งที่ยังใช้งานเป็นพระราชฐาน เป็นสถานที่ทำการราชการ หรือสถานที่ท่องเที่ยว ในสังคมไทยแม้แต่ในบรรดาผู้ศึกษาประวัติศาสตร์หลายท่าน อาจไม่เคยรับรู้หรือหลงลืมไปว่า บรรดาพระราชวังและวังต่าง ๆ ในราชจักรีวงศ์ มีหลายแห่งที่เคยเป็นสถานที่ในปฏิบัติงานเสรีไทย ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. 2484 - 2488 / ค.ศ. 1941 - 1945) ทั้งเป็นกองบัญชาการลับ สถานที่ประชุมลับ สถานีวิทยุ บ้านพักผู้นำเสรีไทย ที่ซ่อนตัวของเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ เช่น พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เคยเป็นกองบัญชาการสนามของกองทัพไทย ซึ่งร่วมมือกับขบวนการเสรีไทยช่วงปลายสงคราม ทำเนียบท่าช้าง บ้านพักประจำตำแหน่งผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ ฐานบัญชาการลับขบวนการเสรีไทย เคยเป็นวังเดิมกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ วังสวนกุหลาบ เคยเป็นฐานบัญชาการลับเสรีไทยสายอเมริกา เรือนในวังปารุสกวัน เป็นบ้านพักราชการของพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส รองหัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย เป็นต้น
เนื่องในวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ หรือวันจักรี จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวของพระราชวังและวังที่เคยเป็นสถานที่ปฏิบัติงานเสรีไทย ดังต่อไปนี้
1. ทำเนียบท่าช้าง : จากวังเก่ากรมพระนเรศร์ สู่ทำเนียบผู้สำเร็จปรีดี
สำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย่อมคุ้นชื่อทำเนียบท่าช้างเป็นอย่างดี ด้วยเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และอดีตหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ทำเนียบท่าช้างแห่งนี้จึงได้เป็นฐานบัญชาการลับของเสรีไทยไปโดยปริยาย

ภาพทำเนียบท่าช้าง (ภาพจากเพจวันวานและข่าวสาร)
1.1 จวนเดิมเจ้ามอญ วังเก่าเสด็จในกรมพระนเรศวร์
ที่ตั้งทำเนียบท่าช้าง ซึ่งด้านทิศตะวันตกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านตะวันออกติดกับถนนพระอาทิตย์ ต่อเนื่องกับบริเวณท่าช้างวังหน้า เดิมเป็นที่ดินพระราชทานแก่ตระกูลมอญเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) แห่งตระกูลคชเสนีตั้งแต่ยุคแรกสถาปนากรุงเทพมหานคร ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ดินนี้ได้ตกทอดไปยังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ซึ่งทรงเป็นทั้งพระอนุชาในรัชกาลที่ 5 และทายาทเจ้าพระยามหาโยธา โดยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 โปรดสร้างวังพระราชทาน ภายหลังจากกรมพระนเรศวรฤทธิ์สิ้นพระชนม์ พระทายาทได้จำหน่ายวังถนนพระอาทิตย์เดิมแด่กรมพระคลังข้างที่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงโปรดพระราชทานให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ พระราชสัสสุระ (พ่อตา) ประทับที่ตำหนักเดิม และตำหนักใหม่ที่สร้างภายหลังในบริเวณวังนี้ จนภายหลังปฏิวัติ 2475 สมเด็จกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์เสด็จลี้ภัยการเมืองจนสิ้นพระชนม์ที่เกาะปีนัง วังแห่งนี้จึงว่างลง
1.2 ทำเนียบผู้สำเร็จราชการ ฐานลับใหญ่เสรีไทย
ภายหลังปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 วังถนนพระอาทิตย์ได้รับโอนจากกรมพระคลังข้างที่ เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จนเมื่อไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2484 - 2488 (ค.ศ. 1941 - 1945) นายปรีดี พนมยงค์ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ทางราชการได้เชิญนายปรีดี พนมยงค์เข้าพักบ้านประจำตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ ที่ตำหนักใหม่ วังถนนพระอาทิตย์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นเรียกติดปากว่า “ทำเนียบท่าช้าง”
ตลอดห้วงเวลาของสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ได้ก่อตั้งและดำเนินงานเสรีไทย ขบวนการลับขนาดใหญ่เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น รักษาเอกราชและสันติภาพไทย ทำเนียบท่าช้างจึงเป็นกองบัญชาการลับขบวนการเสรีไทย โดยเฉพาะบริเวณศาลาริมน้ำทำเนียบท่าช้าง ที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์กล่าวว่า “เป็นเสมือนสถานที่ทำงานของบรรดาเสรีไทย” ซึ่งท่านผู้หญิงจะต้องคอยรับแขกพาพบนายปรีดีอยู่เสมอ ส่วนมากมักเป็นการประชุมสั่งการ
ในช่วงต้นสงครามงานเสรีไทยในประเทศยังจำกัดวง องค์ประชุมหรือวงสนทนามักเป็นผู้ใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ เช่น ดร.ดิเรก ชัยนาม นายทวี บุณยเกตุ นายสงวน ตุลารักษ์ หลวงบรรณกรโกวิท (เปา จักกะพาก) นายชาญ บุนนาค นายจำกัด พลางกูร นายเตียง ศิริขันธ์ ศ.วิจิตร เป็นต้น การดำเนินงานยังทำได้จำกัด อยู่ที่การรวมข่าวสารในและนอกประเทศ การอาศัยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเพื่อคุ้มกันเชลยศึก การส่งบุคคลติดต่อชาติสัมพันธมิตรและเสรีไทยนอกประเทศ แผนการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และการเปลี่ยนรัฐบาลไทยตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ
จนช่วงปลายสงครามตั้งแต่ พ.ศ. 2487 - 2488 (ค.ศ. 1944 - 1945) หลังจากจัดตั้งรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ซึ่งมีเสรีไทยในประเทศอยู่เบื้องหลัง รวมทั้งสามารถประสานกับประเทศสัมพันธมิตรได้สำเร็จ วงงานเสรีไทยจึงขยายตัวไปด้วย ทั้งในส่วนราชการและผู้แทนราษฎร แขกเสรีไทยสำคัญของปรีดี พนมยงค์จึงมีเพิ่ม เช่น พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รองหัวหน้าขบวนการเสรีไทยและอธิบดีกรมตำรวจ น.อ. หลวงศุภชลาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ท. ชิต ม. สินาดโยธารักษ์ รองแม่ทัพใหญ่และหัวหน้าเสรีไทยฝ่ายทหาร พล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ สารวัตรใหญ่ทหาร นายพึ่ง ศรีจันทร์ ผู้แทนราษฎรอุตรดิตถ์ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ผู้แทนราษฎรอุบลราชธานี พล.จ. วิคเตอร์ เจคส์ หัวหน้า Force 136 (อังกฤษ) ประจำประเทศไทย พ.ท. ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ เสรีไทยสายอังกฤษ ร.อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นายทหารอังกฤษเสรีไทย พ.ต. ริชาร์ด กรีนลี นายทหาร OSS (อเมริกา) ร.อ. บุญมาก เทศะบุตร์ เสรีไทยสายอเมริกา ร.ต. พูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เสรีไทยสายอเมริกา
ในระยะนี้แผนการเสรีไทยจากทำเนียบท่าช้าง มีทั้งปฏิบัติการสืบข่าวญี่ปุ่น แผนยุทธการทางทหาร การขยายค่ายพลพรรคจังหวัดต่าง ๆ การส่งเสรีไทยต่างประเทศไปช่วยจัดตั้งค่ายพลพรรคต่างจังหวัด การเจรจาทำความเข้าใจกับชาติสัมพันธมิตรให้รับรองเอกราชสมบูรณ์ประเทศไทยหลังสงคราม
ที่น่าสนใจคือเมื่อปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) พลเอก ฮิเดกิ โตโจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้มีโอกาสเข้าคำนับนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่ทำเนียบท่าช้างแห่งนี้ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ได้สะท้อนความรู้สึกว่า ไม่มั่นใจว่านายพลโตโจจะรับรู้เพียงใดหรือไม่ ว่ามีขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นซุ่มซ่อนในทำเนียบแห่งนี้
1.3 จำกัดจากลา
นอกจากทำเนียบท่าช้างจะเป็นศูนย์บัญชาการเสรีไทยแล้ว แทบทุกครั้งที่เสรีไทยในประเทศจะได้เดินทางไปประสานนอกประเทศ มักจะต้องเข้าพบปรีดี พนมยงค์ เพื่อชี้แจงความมุ่งหมายภารกิจประสานสัมพันธมิตรแก่เสรีไทยผู้นั้น เสรีไทยท่านแรกที่จะประสบความสำเร็จในการประสานต่างประเทศ คือนายจำกัด พลางกูร เลขาธิการขบวนการเสรีไทย ผู้ริเริ่มขบวนการเสรีไทยร่วมกับปรีดี พนมยงค์แต่ต้นมือ โดยจำกัดจะต้องเดินทางข้ามชายแดนอินโดจีน (ลาวและเวียดนาม) เข้าประเทศจีน เพื่อเข้าพบประสานกับผู้แทนฝ่ายจีน อังกฤษ และอเมริกา รวมทั้งเสรีไทยนอกประเทศ หาหนทางประสานทางการทหารและการเมือง สนับสนุนการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยให้เข้มแข็ง
ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) ก่อนที่จำกัดจะออกเดินทาง ได้เข้าพบเพื่อลาปรีดี พนมยงค์ที่ทำเนียบท่าช้าง ปรีดีได้ให้โอวาทกล่าวลาจำกัดไว้ ทิ้งท้ายประโยคสำคัญแก่จำกัดไว้ว่า “เพื่ออชาติ เพื่อ Humanity นะคุณ เคราะห์ดีที่สุด อีก 45 วันก็ได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนัก อย่างช้าอีก 2 ปีก็ได้พบกัน และเคราะห์ร้ายที่สุดก็ได้ชื่อว่า สละชีวิตเพื่อชาติไป” ในที่สุดแม้จำกัด พลางกูรจะสามารถทำให้ชาติสัมพันธมิตรสำคัญและเสรีไทยนอกประเทศรับรู้ถึงการมีอยู่ของขบวนการเสรีไทยในประเทศได้สำเร็จ ทว่าจำกัดต้องประสบโรคร้ายและถึงแก่กรรมในประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมปีเดียวกัน โดยจำกัดได้เอ่ยประโยคสุดท้ายจากจิตใต้สำนึกไว้ว่า “เพื่อชาติ เพื่อ Humanity”
1.4 เสรีไทยอำลาไปต่างแดน
หลังจากจำกัด พลางกูรได้เสียชีวิตที่ประเทศจีน ยังมีแขกเข้าพบกับปรีดี พนมยงค์อีกหลายหน้า เพื่ออำลาไปปฏิบัติภารกิจในต่างแดน ทั้งผู้แทนทางการทูต ผู้แทนทางการทหาร เพื่อรับมอบภารกิจและโอวาทจากปรีดี
คณะของนายดิเรก ชัยนาม พล.ท. หลวงชาตินักรบ เสนาธิการทัพบกสนาม และนายถนัด คอมันตร์ ออกเดินทางปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) เพื่อทำข้อตกลงประสานการทหารกับกองบัญชาการสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ (South - East Asia Command - SEAC) ศรีลังกา ในความรับผิดชอบฝ่ายอังกฤษ ก่อนที่จะนำไปสู่การจัดที่ตั้งสนามหน่วยทหาร และการจัดกำลังพลพรรคตามแนวเส้นทางยุทธศาสตร์เสรีไทย คณะได้อำลานายปรีดี พนมยงค์ที่ทำเนียบท่าช้าง โดยนายปรีดีได้ถามถึงความสมัครใจที่จะยินยอมเสี่ยงภัยสละชีพ ในการลักลอบเดินทางครั้งนี้ โดยเฉพาะกับหลวงชาตินักรบ และนายถนัด คอมันตร์ซึ่งปรีดีไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งสองตอบตกลงความสมัครใจอย่างชัดเจน
นายกนต์ธีร์ ศุภมงคล หัวหน้ากองแห่งกรมการเมืองตะวันตก ในชื่อรหัส “สุนี เทพรักษา” ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริการะหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) สมทบกับคณะของอัครราชทูต ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และนายสงวน ตุลารักษ์ เพื่อเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ กดดันให้ฝ่ายอังกฤษยอมเปิดเผยท่าทีรับรองเอกราชของไทย ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม รวมทั้งพยายามที่จะให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลไทยพลัดถิ่น เพื่อให้ไทยมีสถานะเป็นชาติสัมพันธมิตรเต็มตัว ก่อนที่สงครามจะยุติ ก่อนออกเดินทางนายกนต์ธีร์ได้ค้าง 1 คืนที่ทำเนียบท่าช้าง โดยนายปรีดีได้พูดคุยกับกนต์ธีร์จนค่อนดึก แสดงความขอบใจที่นายกนต์ธีร์ร่วมเดินทางครั้งนี้ และอธิบายถึงที่มาภารกิจ อันเนื่องมาจากท่าทีอังกฤษที่ปฏิเสธการเจรจาการทูตกับเสรีไทย จนต้องอาศัยฝ่ายอเมริกา
พระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม) และหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ (ประดิษฐ สุขุม) สองพี่น้องตระกูลสุขุมนี้ ต่างเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ของประเทศ นักเรียนเก่าอเมริกัน มีความใกล้ชิดสนิททสนมกับปรีดี พนมยงค์ ได้ไปมาหาสู่ที่ทำเนียบท่าช้างบ่อยครั้ง จนได้รับมอบภารกิจลักลอบเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจากับบุคคลสำคัญของอเมริกาหลายแวดวง ผ่านสายสัมพันธ์นักเรียนอเมริกัน ให้สนับสนุนประเทศไทยที่มีเอกราชสมบูรณ์หลังสงคราม ทั้งสมาชิกรัฐสภา พรรคการเมือง สื่อมวลชน นักธุรกิจ และมวลชนต่าง ๆ เพื่อเป็นแรงผลักดันรัฐบาลอเมริกา ให้ยืนหยัดท่าทีในการรับรองประเทศไทยสถานะเอกราชหลังสงคราม
พ.อ. เนตร เขมะโยธิน ประจำกรมเสนาธิการกองทัพบกไทย ได้อำลานายปรีดี พนมยงค์ที่ทำเนียบท่าช้าง ไปประสานภารกิจเสรีไทยกับฝ่ายอังกฤษ ในชื่อรหัส “พันเอกโยธี” ทั้งที่กองบัญชาการสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ (South - East Asia Command – SEAC) ศรีลังกา และที่แผนกประเทศไทย กองกำลัง ๑๓๖ (Force 136) กัลกัตตา ประสานการฝึกเสรีไทยจากดินแดนไทย ประสานแผนการยุทธปลดปล่อยดินแดนไทย การตกลงแบ่งเขตปฏิบัติงานลับฝ่ายอเมริกา - อังกฤษในดินแดนไทย ภายหลัง พ.อ. ขุนชัยภูมิพินิจ และ น.ต. หะริน หงสกุลได้เดินทางสมทบ
น.ท. ทวี จุลละทรัพย์ ได้เข้ารายงานตัวต่อนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำเนียบท่าช้าง ก่อนออกไปปฏิบัติภารกิจประสานกับฝ่ายสหรัฐฯ ในด้านปฏิบัติงานทางอากาศ ทั้งการสร้างสนามบินลับในไทย การชี้เป้าหมายกองทหารญี่ปุ่นในไทยแก่กองบินอเมริกา การทิ้งเวชภัณฑ์กลางสนามหลวง
1.5 ญี่ปุ่นซ้อมยึดทำเนียบ
ในระยะสัปดาห์สุดท้ายก่อนประกาศสันติภาพ หลังจากที่ญี่ปุ่นได้ค้นพบสนามบินลับไทย คาดการณ์ได้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นน่าจะมีแผนยึดกองบัญชาการและบุคคลสำคัญของไทย พล.ต.ต. ชลอ ศรีสรากร ผู้บังคับการกองตำรวจสันติบาลยุคนั้นบันทึกว่า กองทหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ได้ฝึกเคลื่อนพล ใกล้กับทำเนียบท่าช้างของผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ และวังปารุสกวันที่พักของอธิบดีตำรวจอดุลเดชจรัส เป็นต้น โดยจะมีบันไดลิงและสายวัดมาด้วย นัยว่าเพื่อปีนกำแพงเข้ามาในรั้วบ้านพักดังกล่าว
1.6 คืนรัฐประหาร และการผันแปร
นับตั้งแต่รัฐประหารคืนวันที่ 7 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 (ค.ศ.1947) รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ได้ลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศ กองกำลังฝ่ายรัฐประหารส่งรถถังและทหารเข้าบุกทำเนียบท่าช้าง เปิดฉากยิงกราดประหนึ่งก่อสงคราม เพื่อหวังเชิญนายปรีดีควบคุมตัว ทว่านายปรีดีได้หลบหนีไปเสียก่อน ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยา พร้อมมลูก และบริวารนายปรีดีต้องเผชิญเหตุคุกคามของฝ่ายทหาร หลังจากนั้นทำเนียบท่าช้างจึงสิ้นสุดการเป็นบ้านพักทางราชการสำหรับนายปรีดี พนมยงค์ สมัยต่อมา สำนักงานการวางแผนการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNDP/DTCP) คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชย์นาวี (Office of Maritime Commission) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ได้เช่าตำหนักเดิมและทำเนียบท่าช้างจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อในขณะนั้น) จนภายหลังยูนิเซฟจึงได้เป็นผู้เช่าอาคารแต่ผู้เดียว ในปัจจุบันนี้ทำเนียบท่าช้างในอดีตได้เป็นเรือนพักรับรอง ในการดูแลของสำนักงานพระคลังข้างที่
2. บ้านมะลิวัลย์ วังกรมพระนเรศ สู่รังวิทยุสัมพันธมิตร
วังมะลิวัลย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ริมถนนพระอาทิตย์ใกล้กับป้อมพระสุเมรุ สร้างบริเวณป้อมอิสินธรเดิม ป้อมปราการกรุงรัตนโกสินทร์ที่สร้างแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 วังแห่งนี้ตั้งห่างจากวังถนนพระอาทิตย์ หรือทำเนียบท่าช้างเพียง 150 เมตร

วังมะลิวัลย์ หรือบ้านมะลิวัลย์ (ภาพจาก Thai Classic)
2.1 วังกรมพระนเรศ ฝีมือช่างนาย "หมั่นเฟ้นดี"
เดิมที่ดินในบริเวณวังมะลิวัลย์นี้เป็นของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) แห่งสกุลคชเสนี ขุนนางใหญ่เชื้อสายมอญ เป็นที่ดินต่อเนื่องกับทำเนียบท่าช้าง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ดินนี้ได้ตกทอดมาสู่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ผู้ทรงเป็นเหลนเจ้าพระยามหาโยธาโดยตรง ในปี พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) เพื่อเป็นของขวัญถวายแก่พระราชกุมารตั้งแต่แรกประสูติ ในเวลาต่อมาทรงเจริญพระชนมายุและหน้าที่ราชการถึงระดับเสนาบดีว่าการกรมพระนครบาล กระทรวงโยธาธิการ และกระทรวงมุรธาธร
พระตำหนักหลักสร้างในขณะที่กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา โดยทรงได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อสร้างพระตำหนักใหม่ให้เหมาะสมแก่การใช้รับเสด็จในงานต่าง ๆ โดยนายเออ โคล มันเฟรดี (Ercole Manfredi หรือเอกฤทธิ์ หมั่นเฟ้นดี) สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2458 - 2460 (ค.ศ. 1915 - 1917)
2.2 ทำเนียบผู้สำเร็จราชการฯ
ภายหลังจากกรมพระนเรศวรฤทธิ์สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) พระทายาทได้ขายวังถวายกรมพระคลังข้างที่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พร้อมกับวังถนนพระอาทิตย์ หรือทำเนียบท่าช้างในปัจจุบัน จนภายหลังปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเข้ารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 วังแห่งนี้ได้โอนไปในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ในเกือบตลอดรัชกาลที่ 8 วังแห่งนี้ได้รับการใช้งานเป็นทำเนียบผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แก่พันเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ฯลฯ โดยเฉพาะท่านหลังคือเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินได้ถึงแก่อสัญกรรมที่ทำเนียบแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) โดยก่อนที่จะถึงแก่อสัญกรรม เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินได้เรียก พล.ต.ท. อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจเข้าพบ เพื่อฝากฝังราชบัลลังก์ ในสถานการณ์การเมืองที่น่าเป็นห่วงว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามกำลังขยายอำนาจ จนอาจบดบังพระบรมเดชานุภาพ และบั่นทอนประชาธิปไตย
2.3 รังวิทยุสัมพันธมิตร
ภายหลังจากที่เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินถึงแก่อสัญกรรม และ พล.ร.ท. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงลาออกจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในปี พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) จึงมีเพียงนายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว จึงสามารถใช้พระราชอำนาจแทนพระมหากษัตริย์ในการใช้งานเขตพระราชฐานต่าง ๆ
พร้อมกับที่การจัดตั้งรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ (ซึ่งมีผู้นำเสรีไทยร่วมรัฐบาลและสนับสนุน) แทนที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมกับที่สามารถประสานกับเสรีไทยนอกประเทศและสัมพันธมิตรได้สำเร็จ ผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าใหญ่เสรีไทยในประเทศ จึงมอบบ้านมะลิวัลย์หรือวังมะลิวัลย์เป็นกองบังคับการและสถานีวิทยุลับเสรีไทยสายอเมริกา มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายอเมริกาและเสรีไทยสายอเมริกาจากหน่วยปฏิบัติการ 404 (Detachment 404) ภายใต้องค์การยุทธศาสตร์ (OSS) เช่น พ.ท. ริชาร์ด กรีนลี (Richard Greenlee) ร.อ. จอห์น เวสเตอร์ (John Wester) ร.อ. วิมล วิริยะวิทย์ ร.อ.บุญมาก เทศะบุตร ร.อ. พูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เป็นต้น และใช้ห้องลับใต้หลังคาเป็นที่หลบซ่อนและติดต่อทางวิทยุกับหน่วยราชการลับของสหรัฐอเมริกา โดยมีเจ้าหน้าที่นายทหารฝ่ายเสนาธิการไทย และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยสมทบดูแลด้วย กองบังคับเสรีไทยสายอเมริกานี้ได้มีการใช้พื้นที่สลับกับวังสวนกุหลาบไปด้วย
2.4 นายใบ้ บริวารผู้ไม่เคยปริปากความลับ
ในที่ตั้งหน่วยเสรีไทยจากต่างประเทศ ย่อมต้องมีเจ้าหน้าที่คนไทยดูแลรับใช้ เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลความเป็นอยู่ (ทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาด ซื้อของสดและเครื่องใช้ ฯลฯ) แต่แล้วปรากฏว่าแม่บ้านที่บ้านมะลิวัลย์ได้เผลอพูดความลับแก่เพื่อนนอกงานเสรีไทย ทำให้ความลับอาจรั่วไหล นายปรีดีทราบเหตุจึงให้เปลี่ยนตัวผู้รับใช้ ในที่สุดได้พนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ชื่อ “นายแขก แสงชื่น” ผู้รับใช้ใกล้ชิดนายปราโมทย์ พึ่งสุนทร ผู้ช่วยผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งนายแขกผู้นี้เป็นคนใบ้พูดไม่ได้และหูหนวก จึงเรียก ”นายใบ้” หากนายแขกรับรู้จากการสังเกตสายตา พฤติกรรม จนทราบความต้องการของผู้รับบริการ และบริการได้ตรงใจ ทั้งทำอาหาร ทำความสะอาด ตัดผม ซักเสื้อผ้า มารับใช้เจ้าหน้าที่เหล่านี้บ้านมะลิวัลย์แทนแม่บ้านชุดเก่า จึงแก้ปัญหาการแพร่งพรายความลับออกไปสู่ภายนอกได้
2.5 ความทรงจำตำรวจรักษาการณ์
ที่บ้านมะลิวัลย์แห่งนี้ได้มีการจัดกำลังรักษาการณ์เพื่อดูแลความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่โอเอสเอสและเสรีไทยจากอเมริกา โดยจะต้องอำพรางสถานการณ์ไม่ให้ทหารญี่ปุ่นรับรู้สงสัยได้ หัวหน้าชุดตำรวจรักษาความปลอดภัยนี้ คือ ร.ต.อ. เชื้อ สุวรรณศร นายตำรวจสันติบาล มีนายตำรวจสำคัญผู้หนึ่งในชุดพิเศษนี้ คือ ร.ต.อ. พุฒ บูรณสมภพ รองสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม (ซึ่งจะเป็นนายตำรวจอัศวินในสมัย พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในสมัยต่อมา)
ร.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ (ยศหลังสุด พ.ต.อ.) ได้บันทึกไว้ว่า ตนได้ถูกย้ายจากจังหวัดชลบุรี มาเป็นรองสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม โดยได้รับภารกิจลับในการเป็นตำรวจเวร รักษาความปลอดภัยบ้านมะลิวัลย์ ถ้าหากมีเจ้าหน้าที่อเมริกันมาใหม่ จะต้องเข้ามาคุ้มกันการเดินทาง แนะนำระเบียบปฏิบัติ โดยภารกิจนี้ ร.ต.อ.พุฒเป็นตำรวจนายเดียวในสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามที่ทราบเรื่อง
ครั้งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่อเมริกันเข้ามาประจำบ้านมะลิวัลย์อย่างปัจจุบันทันด่วน ร.ต.อ.พุฒรับคำสั่งเฝ้าอารักขาลับด่วนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ต้องทิ้งเวรในสถานีตำรวจ เมื่อกลับมาที่โรงพัก ปรากฏว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับการนครบาล เจ้านายโดยตรงของพุฒเรียกให้ชี้แจงด่วน ปรากฏว่าพุฒไม่สามารถชี้แจงให้กระจ่างเพราะไปภารกิจลับ ผู้บังคับบัญชาจึงจะทำคำสั่งปลดพุฒฐานทิ้งหน้าที่
แต่เมื่อเรื่องสั่งปลดไปถึงอธิบดีอดุลเดชจรัส ปรากฏว่าได้สั่งเพียงว่า ใหัว่ากล่าวตักเตือน ต่อมาไม่นานอธิบดีได้ชี้แจงตรงไปยังผู้บังคับการนครบาลท่านนั้น เรื่องจึงยุติ
ภายหลังบ้านมะลิวัลย์มีขนาดที่แคบลง เพราะเจ้าหน้าที่อเมริกันมีมากขึ้น ต้องย้ายไปวังสวนกุหลาบ
2.6 วังมะลิวัลย์ในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เช่าบ้านมะลิวัลย์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้เป็นอาคารสำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชีย ได้มีการบูรณะเพื่ออนุรักษ์ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2557 – 2558 (ค.ศ. 2014 - 2015)
3. วังปารุสกวัน (ศูนย์เสรีไทยสายตำรวจ)
ปัจจุบันนี้ผู้ที่สัญจรถนนราชดำเนิน อาจรับรู้มีภาพจำของพระบรมรูปทรงม้าและพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต อาจมีบางท่านสังเกตเห็นว่ามีอาคารเก่ารั้วกำแพงคอนกรีตสีเหลือง อยู่ด้านหัวมุมหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งอาจไม่ใช่ทุกคนที่รับรู้ว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร ใช้งานอะไร มีความสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์เพียงใด ซึ่งสถานที่นี้ก็คือวังปารุสกวัน
3.1 วังทูลกระหม่อมจักรพงษ์ - บ้านหลวง
วังปารุสกวันเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) สร้างแล้วเสร็จ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบอิตาเลียนวิลล่า (Italian Villa) และโรแมนติก (Romantic) ผสมผสานอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ออกแบบโดยนายมาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) นายช่างอิตาเลียน แห่งกระทรวงโยธาธิการ สถาปนิกผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม วังสวนกุหลาบ (ท้องพระโรง) วังบางขุนพรหม สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล (ตึกไทยคู่ฟ้า) ธนาคารไทยพาณิชย์ (ตลาดน้อย) ฯลฯ
พื้นที่ตั้งวังปารุสกวันแห่งนี้ เป็นตำแหน่งจุดตัดถนนราชดำเนินนอก ถนนศรีอยุธยา (ถนนดวงตะวันเดิม) และถนนพิษณุโลก (ถนนคอเสื้อเดิม) บริเวณหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า จึงนับเป็นตำแหน่งใกล้ชิดพระราชวังดุสิต ศูนย์กลางพระนคร “สยามใหม่” ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เหมาะสมแก่การตั้งวังพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใกล้ชิดพระองค์ ที่สำคัญบรรดาพระราชวังและวังต่าง ๆ ในตอนเหนือของพระนครนี้เอง นับเป็นแกนสำคัญในการขยายพระนครตอนบน ตามแนวถนนราชดำเนินและถนนสามเสน
ในวังปารุสกวันแห่งนี้มีสองตำหนัก ได้แก่ “ตำหนักจิตรลดา” (คนละแห่งกับพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ที่ประทับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9) พระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร องค์รัชทายาท (ภายหลังคือรัชกาลที่ 6) และตำหนักปารุสกวัน พระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบก สองพระราชโอรสผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญของแผ่นดิน
ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จเถลิงวัลยราชสมบัติ จึงโปรดให้กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถครอบครองสองตำหนัก อย่างไรก็ตามเมื่อกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถสิ้นพระชนม์ วังปารุสกวันได้กลับมาเป็นสมบัติในองค์พระมหากษัตริย์อีกครั้ง ใช้จัดงานพระราชพิธีเป็นครั้งคราว และเป็นบ้านรับรองพระราชอาคันตุกะ
3.2 กองบัญชาการคณะราษฎร ทำเนียบรัฐบาลยุคแรก
ภายหลังปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) คณะราษฎรได้ขอพระบรมราชานุญาตใช้ตำหนักปารุสกวันเป็นที่ตั้งคณะกรรมการราษฎร ซึ่งจะพัฒนาเป็นคณะรัฐมนตรี จึงเท่ากับว่าวังปารุสกวันเป็นทำเนียบรัฐบาลแห่งแรก ภายใต้นายกรัฐมนตรี 2 ท่าน ได้แก่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และ พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
จนเมื่อสิ้นรัฐบาล พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนาเมื่อ พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1932) ทำเนียบรัฐบาลจึงย้ายไปที่วังสวนกุหลาบและบ้านนรสิงห์ตามลำดับ โดยรัฐบาลได้ขอพระบรมราชานุญาตให้พระยาพหลพลพยุหเสนาในฐานะเชษฐบุรุษ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินได้พำนักที่ตำหนักจิตรลดาในวังปารุสกวันตลอดชีพ จนถึงแก่อสัญกรรมปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947)
3.3 บ้านหลวงอดุลเดชจรัส หลังตำหนัก
นอกจากบ้านพักพระยาพหลพลพยุหเสนาในตำหนักจิตรลดาแล้ว ในบริเวณวังปารุสกวันทางราชการได้ดัดแปลงเรือนมหาดเก่ามาเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งสำหรับพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ตั้งแต่ครองยศพันตำรวจเอก ให้พำนักได้ตลอดชีพ จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) สร้างบริเวณท้ายตำหนักจิตรลดา สร้างเป็นเรือนไม้กึ่งตึกชั้นเดียว โดยที่นายพลอดุลผู้นี้ในวัยเยาว์เมื่อใช้ชื่อสกุลเดิมว่า “บัตร พึ่งพระคุณ” ได้เคยถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถด้วย
โดยปกติในชีวิตการทำงานของอธิบดีหลวงอดุลเดชจรัส มักทำงานที่กรมตำรวจหลังกระทรวงมหาดไทย ส่วนมากเป็นงานที่เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติประจำ เช่น การติดตามสำนวนคดีสำคัญ การอนุมัติงบประมาณ การจัดอัตราหน่วยและกำลัง และกาารายงานราชการแก่รัฐมนตรี
หากเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความลับ เช่น การประเมินสงคราม การสืบข่าวความเคลื่อนไหวกองทหารญี่ปุ่น การสืบข่าวจากพลร่มหรือแนวที่ห้า ภารกิจเหล่านี้นายพลอดุลเดชจรัสมักจะสั่งการที่บ้านพักในวังปารุสกวัน เพราะเป็นสถานที่จำกัด สามารถเรียกเฉพาะเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาประชุมสั่งการได้ ทำให้การรักษาความลับทำได้ดี
การรายงานข่าวความเคลื่อนไหวกองทหารญี่ปุ่น มักเป็นความรับผิดชอบของ พล.ต.ต. หลวงวิทิตกลชัย (เนื่อง ทองโสภิต) จเรตำรวจ และ ร.ต.อ. ชุมพล โลหะชาละ นายเวรจเร การจับกุมพลพรรคตัดหน้าทหารญี่ปุ่น กระทำโดยตำรวจสันติบาลภายใต้ พล.ต.ต. ชลอ ศรีสรากร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ที่สำคัญ ร.ต.อ. พโยม จันทรัคคะ นายตำรวจสันติบาลมักจะพาตัวพลร่มในการควบคุมดูแลเข้าให้ปากคำและสนทนาแก่นายพลอดุลเดชจรัสโดยตรง

บ้านพัก พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส ในวังปารุสกวัน ศูนย์กลางเสรีไทยอีกแห่งหนึ่ง
(ภาพจากเพจกองกำกับการอารักขา 1)
3.4 แขกผิดสังเกต ที่บ้านพักอธิบดีอดุล
ภายหลังจากที่นายพลอดุลเดชจรัสได้ร่วมเป็นรองหัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย นำตำรวจสนามร่วมภารกิจรับใช้ชาติ การปรึกษาและสั่งการภารกิจลับที่บ้านพักวังปารุสกวันจึงมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้งการจัดตำรวจรับการฝึกรบพิเศษจากสัมพันธมิตรที่โรงเรียนในอินเดียและลังกา การมอบหมายตำรวจท้องที่ร่วมกับพลพรรคจังหวัดต่าง ๆ การควบคุม (คุ้มกัน) พลร่มสมทบพลพรรค การอารักขาภารกิจสืบข่าวและสื่อสาร ซึ่งจะต้องทั้งสั่งการตำรวจในบังคับบัญชา และประสานกับหน่วยงานนอกวงตำรวจ ทั้งฝ่ายมหาดไทย ฝ่ายทหาร ฯลฯ
พล.ต.ต. ชลอ ศรีสรากร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาลในยุคนั้น ซึ่งได้รับคำสั่งจากอธิบดีหลวงอดุลเดชจรัส ให้ไปพักที่บ้านพักเดียวกันในวังปารุสกวันเพื่อให้ได้รับถ่ายทอดคำสั่งอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการปฏิบัติการใต้ดิน ประหนึ่งนักเรียนกินนอนพักกับครูได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีบรรยากาศที่แปลกตาสำหรับการทำงานของอธิบดีกรมตำรวจ เพราะมักจะมีผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดต่าง ๆ มารายงานตรง หนาตามากขึ้น
มีบุคคลนอกวงการตำรวจมาพบปะด้วยท่าทีเอาการเอางาน เช่น ผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (น.อ. หลวงศุภชลาศัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายทวี บุณยเกตุ) รองแม่ทัพใหญ่ (พลโท ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์) แม่ทัพอากาศ (พล.อ.ท.หลวงเทวฤทธิ์พันลึก) นายทหารฝ่ายเสนาธิการ (เช่น พ.อ. เนตร เขมะโยธิน น.ท. ทวี จุลละทรัพย์) ผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับกองบิน ข้าหลวงประจำจังหวัด นายอำเภอ ผู้แทนราษฎร เป็นต้น
แสดงถึงบรรยากาศการประสานปฏิบัติการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นที่กว้างขวาง โดยอธิบดีอดุลเดชจรัสได้เป็นศูนย์กลางสำคัญในการประสานงานใต้ดินทั่วประเทศ ผ่านบ้านพักประจำตำแหน่งในวังปารุสกวัน
ตัวอย่างเช่น การส่ง พ.อ. เนตร เขมะโยธิน นายทหารบกฝ่ายเสนาธิการ ทำภารกิจประสานกับฝ่ายสัมพันธมิตร รองแม่ทัพใหญ่ (พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์) ก็ต้องพาตัว พ.อ. เนตรเข้าพบนายพลอดุลเดชจรัส ที่บ้านพักในวังปารุสกวัน พร้อมเสรีไทยนักเรียนนอกที่จะลักลอบพา พ.อ. เนตรไปอินเดียและลังกา
ผลจากการสั่งการประสานในบ้านพักแห่งนี้ จึงได้มีกำลังตำรวจท้องที่เข้าร่วมพลพรรคเสรีไทยกว่า 25 จังหวัด โดยมีพลร่มเสรีไทย (ซึ่งตำรวจเคยควบคุมตัว) เป็นครูฝึกอาวุธสัมพันธมิตร มีชุดตำรวจสันติบาลเตรียมการสังหารนายพลญี่ปุ่น การจัดส่งตำรวจ นักเรียนนายร้อยทหารบก และนักศึกษาธรรมศาสตร์รับการฝึกสงครามพิเศษจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่อินเดียและลังกา การจัดหน่วยบินปฏิบัติงานสนามบินลับทั้งทหารและพลเรือน การคุ้มครองสถานีวิทยุลับโดยตำรวจไทย ฯลฯ
3.5 ทหารญี่ปุ่นวัดกำแพงวัง
พล.ต.ต. ศรีสรากรเล่าอีกว่า ทางฝ่ายญี่ปุ่นได้พยายามสืบข่าวจากทางหลวงอดุลเดชจรัสอยู่เสมอ เช่นมาเยี่ยมคำนับพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เชษฐบุรุษและแม่ทัพใหญ่ ที่ตำหนักบ้านพักในวังปารุสกวัน พร้อมกับสอดส่องท่าทีของอธิบดีอดุลไปด้วย
ในช่วงสัปดาห์ท้าย ๆ ของสงครามมักจะมีทหารญี่ปุ่นมาวัดกำแพงวังปารุสกวัน (บ้านพักนายพลอดุล) และทำเนียบท่าช้าง (ทำเนียบผู้สำเร็จราชการ) นัยว่าเพื่อเตรียมยึดสถานที่สำคัญของขบวนการใต้ดิน ในขณะที่ฝ่ายไทยเองก็ได้จัดชุดตำรวจสันติบาลเตรียมการสังหารแม่ทัพนายพลญี่ปุ่นเช่นกัน ทว่าสงครามสิ้นสุดไปเสียก่อน
ปัจจุบันนี้วังปารุสกวันยังคงอยู่ โดยได้ใช้งานเป็นส่วนราชการต่าง ๆ ตำหนักปารุสกวันเป็นที่ตั้งของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ตำหนักจิตรลดาเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ตำรวจ บ้านพักอธิบดีอดุลเดชจรัสปัจจุบันคือกองกำกับการอารักขา 1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล
ในพิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน ได้มีมุมบรรยายบทบาทตำรวจไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้สร้างหุ่นจำลองการปฏิบัติงานเสรีไทยของนายปรีดี พนมยงค์ และ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัสในสมัยนั้น
4. พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (กองทัพบกเสรีไทย)
คนไทยจำนวนมากย่อมรู้จักพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ด้วยเป็นพระราชฐานที่ประทับในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ซึ่งในชั่วชีวิตคนไทยส่วนมากย่อมเคยผ่านรัชสมัยของพระองค์ คนไทยไม่น้อยมีภาพจำของพระราชวังที่มีท้องนาและโรงผลิตในพระราชดำริ และผู้ปกครองไทยจำนวนหนึ่งที่ส่งบุตรหลานศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานสวนจิตรลดานี้
ทว่าคนไทยน้อยคนมากที่จะรับรู้ว่าบริเวณของพระตำหนักจิตรลดารโหฐานนี้เองจะเคยเป็นที่ตั้งสำคัญแห่งหนึ่งของขบวนการเสรีไทย ด้วยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการสนามกองทัพใหญ่ บัญชาการทัพไทยสามเหล่าทัพ ซึ่งในห้วงปลายสงครามได้หันมาต่อสู้กองทัพญี่ปุ่น ในยุทธศาสตร์ร่วมกับเสรีไทย
4.1 เริ่มแรกวังพักเขียนหนังสือ ร.6 สู่สนามกอล์ฟหลวง
แต่เดิมพื้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สวนจิตรลดา” นั้น เป็นแนวทุ่งส้มป่อยที่อยู่ระหว่างพระราชวังดุสิตกับวังพญาไท เมื่อปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และสวนจิตรลดาขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นพระตำหนักที่ประทับพักผ่อนส่วนพระองค์เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะสำหรับการพระราชนิพนธ์หนังสือ ถึงกับได้สร้างอาคารหอพระสมุดส่วนพระองค์เอาไว้ด้วย จน พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) เข้ารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้รวมสวนจิตรลดากับพระราชวังดุสิต พร้อมกับสร้างสนามกอล์ฟหลวงสำหรับพระองค์และพระบรมวงศ์ รวมทั้งโปรดให้ตั้งโรงเรียนเยาวกุมารในอาคารกรมมหาดเล็กเดิม สำหรับฝึกสอนเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานข้าราชบริพาร
4.2 ที่ตั้ง บก. สูงสุด สู่กองทัพใหญ่ ที่สวนจิตรลดา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อประเทศชาติเข้าสงครามมหาเอเชียบูรพาในปี พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) กองบัญชาการทหารสูงสุดภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้พื้นที่สวนจิตรลดาเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหารสูงสุด และกองทัพบกสนาม จนปี พ.ศ. 2487 - 2488 (ค.ศ. 1944 - 1945) ห้วงปีสุดท้ายของสงคราม หลังจากที่ยุบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้ง พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นแม่ทัพใหญ่และแม่ทัพบก และตั้ง พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์เป็นรองแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพบก (ทำการแทนแม่ทัพใหญ่) กองบัญชาการทหารสูงสุดเดิมจึงแปรสภาพเป็น กรมบัญชาการทัพใหญ่ ยังคงอยู่ที่ตั้งสวนจิตรลดา โดยทั้งกองทัพใหญ่และกองทัพบกสนาม ได้ใช้อาคารบริวารโรงเรียนเยาวกุมาเดิมในสวนจิตรลดาเป็นที่ตั้งกองบัญชาการ กรมเสนาธิการ และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (ซึ่งอาคารเหล่านี้ในรัชกาลที่ 9 จะเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุ อส. ตึกราชเลขาธิการ และกรมราชองครักษ์บางส่วน) ไม่ได้ใช้งานพระตำหนักแต่อย่างใด
ผู้บังคับบัญชาหลักในกองบัญชาการที่นี่ได้แก่ พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ รองแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพบก พล.ท. พระยาอภัยสงคราม (จอน โชติดิลก) เสนาธิการทัพใหญ่ พล.ท. ศักดิ์ เสนาณรงค์ (หลวงเสนาณรงค์) ผู้ช่วยแม่ทัพบก และ พล.ท. หลวงชาตินักรบ (ศุข ชาตินักรบ) เสนาธิการทัพบกสนาม ในขณะที่ พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา แม่ทัพใหญ่มีอาการป่วยเป็นอัมพาต นอนสั่งการรองแม่ทัพสินาดโยธารักษ์ที่ต้องรายงานการปฏิบัติของกองทัพที่วังปารุสกวันอย่างสม่ำเสมอ
4.3 เมื่อกองทัพร่วมมือกับเสรีไทยและสัมพันธมิตร
ในระยะนี้หลังจากที่เปลี่ยนรัฐบาลจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ กรมบัญชาการทัพใหญ่ และกองทัพบกจึงได้เข้าร่วมมือกับขบวนการเสรีไทย โดยรองแม่ทัพใหญ่สินาดโยธารักษ์ ได้เป็นหัวหน้าเสรีไทยฝ่ายทหาร นามรหัส “จัมปา” ภายใต้ผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ ในการต่อต้านญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการส่งพลโท หลวงชาตินักรบ เสนาธิการทัพบกสนาม ร่วมคณะทูตใต้ดินซึ่งมีนายดิเรก ชัยนามเป็นหัวหน้า ลักลอบเดินทางจากไทยไป ประชุมหลักการร่วมมือการทหารและการเมืองกับผู้แทนกองบัญชาการสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ ที่ลังกาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488
จึงมีนายทหารสำคัญเข้าร่วมขบวนการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่น เช่น พล.ท. พระยาอภัยสงคราม (จอน โชติดิลก) เสนาธิการทัพใหญ่ พล.ท. หลวงชาตินักรบ (ศุข ชาตินักรบ) เสธ.ทบ. และแม่ทัพที่ 2 (ทหารบกภาคกลาง) พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิต เสธ.ท.พายัพ (ภาคเหนือและเชียงตุง) พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน แม่ทัพเรือ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน พล.อ.ท. หลวงเทวฤทธิ์พันลึก แม่ทัพอากาศ พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ สารวัตรใหญ่ทหาร เป็นต้น
ในด้านแผนยุทธศาสตร์การต่อต้านญี่ปุ่นปลดปล่อยดินแดนไทย รองแม่ทัพสินาดโยธารักษ์ เสนาธิการหลวงชาตินักรบ และ. พ.อ. สุรจิตร จารุเศรณี ร่วมวางแผนกับ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส นายทวี บุณยเกตุ ผู้นำเสรีไทยในประเทศและ พ.ท. ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ ซึ่งกองทัพสัมพันธมิตรพร้อมจะรุกไทยกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) เป็นต้นไป
กองทัพบกไทยและพลพรรคเสรีไทย จะขับไล่ทัพญี่ปุ่นยึดกุมภาคกลาง อันเป็นที่ตั้งเมืองหลวง อู่ข้าวอู่น้ำ และชุมทางคมนาคมตอนกลางประเทศ รองรับการรุกของสัมพันธมิตร พร้อมก่อกวนและตัดขาดกองทัพญี่ปุ่นในภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน โดยกองทัพบกจะทำการรบตามแบบในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญ ในขณะที่พลพรรคเสรีไทย (พลเรือน ตำรวจ ครู) ทำการรบแบบกองโจร
กองทัพเรือไทย กองเรือและนาวิกโยธินจะต้องรักษาฐานทัพเรือที่สัตหีบและชายฝั่งตะวันออก ร่วมกับทัพเรือสหรัฐฯ ขัดขวางการเดินเรือญี่ปุ่นในน่านน้ำไทย นอกจากนี้ต้องจัดกองเรือและนาวิกโยธินรักษาพระนครด้านแม่น้ำเจ้าพระยา
กองทัพอากาศไทย จะใช้กำลังทางอากาศที่มีอยู่น้อยเข้าสู้ข้าศึก สนับสนุนกองบินสัมพันธมิตร จัดสนธิกำลังภาคพื้นดินร่วมกับทหารบกหรือเสรีไทยในจังหวัดที่ตั้งหน่วยบิน และร่วมกับพลพรรคสร้างสนามบินลับ รับการสนับสนุนจากสัมพันธมิตร
กรมสารวัตรทหาร จัดกำลัง อารักขา ผู้นำไทยและนายทหารสัมพันธมิตร และจัดเตรียมกองนักเรียนสารวัตรทหาร (นายทหารและนายสิบ) ฝึกรบแบบสงครามกองโจร เพื่อร่วมกับพลพรรคภูมิภาคต่าง ๆ และเป็นกองหนุนในกรุงเทพ
นอกจากนี้ฝ่ายไทย อังกฤษ อเมริกา และจีน ได้ ลักลอบแลกเปลี่ยน นายทหารบก เรือ อากาศ ประจำกองบัญชาการแต่ละฝ่าย เพื่อประสานการยุทธ การข่าว และงานใต้ดิน เช่น การชี้เป้าทิ้งระเบิดที่ตั้งทหารญี่ปุ่นในดินแดนไทย การสร้างสนามบินลับ การแบ่งเขตปฏิบัติการ เป็นต้น ซึ่งสถานที่สั่งการ วางแผน ประสานการปฏิบัติจะดำเนินการที่กรมบัญชาการทัพใหญ่ในสวนจิตรลดา ผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการสั่งการคือ พล.ท. สินาดโยธารักษ์ รองแม่ทัพใหญ่
ที่สำคัญฝ่ายกองกำลัง ๑๓๖ (Force 136) ของอังกฤษ ได้ส่ง ร.อ. กำแหง พลางกูร นายทหารเสรีไทยสายอังกฤษ มาตั้งสถานีวิทยุลับประจำกองทัพใหญ่ ภายใต้กำกับ พ.อ. ขุนสุรพลพิเชษฐ ผู้บังคับกองทหารสื่อสาร กรมบัญชาการทัพใหญ่
4.4 ส่งเนตร เขมะโยธินไปต่างประเทศ
พ.อ. เนตร เขมะโยธิน นายทหารบกฝ่ายเสนาธิการผู้โดดเด่น หัวหน้าแผนกที่ 3 กรมเสนาธิการทัพบกสนาม ได้รับพิจารณาให้เป็นผู้แทนกองทัพบกและขบวนการเสรีไทย ในการเดินทางลับไปประสานงานกับกองบัญชาการสัมพันธมิตรที่อินเดียและลังกา ทั้งในด้านแผนการยุทธ การแบ่งขตงานกองโจร และการดูแลนักรบกองโจรไทยที่กำลังฝึกกับฝ่ายสัมพันธมิตร จึงได้ถูกย้ายไปประจำหน่วยปกติที่กระทรวงกลาโหม เพื่อพรางสายตากองทัพญี่ปุ่นในไทยไม่ให้รับรู้ว่าเนตรได้รับภารกิจลับที่สำคัญ ในการมอบภารกิจลับ รองแม่ทัพสินาดโยธารักษ์ไม่สามารถเรียกเนตรมาพบอย่างเปิดเผยเช่นปกติได้ จึงต้องผลัดเปลี่ยนจุดนัดพบ เช่น บ้านพักรองแม่ทัพสินาด และแม้แต่ที่สวนจิตรลดา หากไม่ได้พบตามอาคารบัญชาการ แต่พบกันตามที่ประตูวังสวนจิตรลดาด้านต่าง ๆ
ในการพบกันครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะส่งเนตร เขมะโยธินไปอินเดียและลังกา รองแม่ทัพสินาดโยธารักษ์ได้นัดหมายกับเนตรที่ประตูสวนจิตรลดา ด้านตรงข้ามเขาดินวนา ก่อนพลขับจะพาไปที่ทำเนียบท่าช้าง เพื่อให้เนตรได้รายงานตัวและรับภารกิจจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย
4.5 เวรนักเรียนเสนาธิการทหารบก “รุ่นกระเป๋า”
พล.ต.ท. เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้บันทึกความทรงจำชีวประวัติ ย้อนไปเมื่อตนยังเป็นนายทหารบกยศร้อยเอก เล่าชีวิตการเป็นนายทหารฝึกหัดราชการเสนาธิการ ในพื้นที่สวนจิตรลดาเอาไว้ว่า ในระยะตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ปลายสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้มีนายทหารบกและนายทหารอากาศชั้นยศร้อยเอก, เรืออากาศเอก - พันตรี, นาวาอากาศตรี รวมจำนวน 22 นาย มีนายทหารและตำรวจที่จะมีชื่อเสียงในสมัยต่อมา เช่น ร.อ. เสริม ณ นคร ร.อ. สุรพล จุลละพราหมณ์ ร.อ. ลักษณ์ สาลิคุปต ได้รับการคัดเลือกเป็นนายทหารฝึกหัดราชการเสนาธิการทหารบก หลักสูตรเร่งรัด เรียกกันว่า “รุ่นกระเป๋า” เพราะได้รับแจกกระเป๋าทำงานประจำตัวทุกนายละ 1 ใบ ทำการศึกษาและฝึกหัดในอาคารไม้กองทัพบกสนาม ในอาณาบริเวณสวนจิตรลดา โดยนายทหารเหล่านี้เรียนทั้งวิชาเสนาธิการกิจอย่างเร่งรัด และได้ฝึกหัดใช้อาวุธทันสมัยของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ลักลอบส่งมาตามสนามบินลับต่าง ๆ
ความมุ่งหมายการฝึกอาวุธและศึกษาวิชาเสนาธิการกิจอย่างเร่งรัดนั้น เป็นไปเพื่อการเตรียมความพร้อม เพื่อส่งนายทหารเหล่านี้ไปเป็นนายทหารฝ่านเสนาธิการและครูฝึกอาวุธประจำค่ายพลพรรคต่างจังหวัดจำนวน 16 จุด นอกจากนี้บรรดานักเรียนเสนาธิการรุ่นพิเศษนี้ จะต้องเฝ้าเวรยามกองบัญชาการกองทัพใหญ่ที่สวนจิตรลดานี้อีกด้วย
ที่สำคัญระหว่างการอบรมนี้ ได้มีภารกิจพิเศษบางอย่าง ได้แก่ การติดตามคณะนายทหารประสานงานพันธมิตรไทย - ญี่ปุ่นตรวจตราสนามบินลับเสรีไทยในภาคอีสาน (ฝ่ายไทยได้แจ้งพลพรรคเสรีไทยในท้องถิ่นนั้นล่วงหน้าแล้ว จึงอำพรางสถานที่จริงทันเวลา) และการติดตามประสานการช่วยเหลือนายทหารสัมพันธมิตร ที่เข้ามาปลดกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย หลังสงครามยุติได้ไม่นาน

ภาพถ่ายหมู่นายทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เตรียมการเป็นฝ่ายเสนาธิการพลพรรคเสรีไทยในชนบท
(ภาพจากอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจโท เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน)
5. วังจันทรเกษม - กระทรวงศึกษาธิการ (ขุมพลพรรคครู)
5.1 วังรัชทายาทที่สร้างไม่เสร็จ สู่โรงโขน และกระทรวงศึกษาธิการ
วังจันทรเกษมตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ภายหลังทรงครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 6) โดยเริ่มก่อสร้างฐานรากเมื่อ พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) แต่รัชกาลที่ 5 สวรรคตเสียก่อน หาก การก่อสร้างวังจันทรเกษมได้ดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เป็นกรมปี่พาทย์หลวง สังกัดกรมมหรสพ รวมทั้งยังเป็นที่เรียนและที่พักของนักเรียนโรงเรียนพรานหลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) โรงเรียนการเรือนได้ย้ายมาตั้งที่นี่ และสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) จึงย้ายกระทรวงธรรมการมาตั้งที่วังจันทรเกษม จนสืบเนื่องมาเป็นกระทรวงศึกษาธิการตราบปัจจุบันนี้

กระทรวงศึกษาธิการ หรือวังจันทรเกษมในอดีต (ภาพจาก 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ)
5.2 ทำไมเสรีไทยทวี บุณยเกตุต้องคุมกระทรวงนี้
หลังจากเปลี่ยนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งมีผู้นำเสรีไทยสนับสนุนและร่วมรัฐบาล เช่น น.อ. หลวงศุภชลาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ รวมทั้งนายทวี บุณยเกตุ ผู้ใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีสั่งราชการแทนนายกรัฐมนตรี
นอกจากความใกล้ชิดแล้ว นายทวีผู้นี้ยังเป็นผู้มีความสามารถในการบริหารราชการรอบด้าน มีนิสัยซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา กล้าตัดสินใจและกล้ารับผิดชอบ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
การที่นายทวี บุณยเกตุได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อสถานะของขบวนการเสรีไทยในประเทศอย่างยิ่ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรืออธิบดีกรมตำรวจ ด้วยเป็นกระทรวงที่มีกำลังครูชายฉกรรจ์ ทั้งข้าราชการครูและครูประชาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ รัฐมนตรีสามารถสั่งการครูผ่านระบบกรมสามัญศึกษา และศึกษาธิการจังหวัด หรือโรงเรียนฝึกหัดครูในบางจังหวัด อีกทั้งครูเป็นผู้ที่มีวิสัยอยู่ในระเบียบวินัย ฟังคำสั่งตามลำดับบังคับบัญชาได้ มีความรู้พอที่จะรับการฝึกอาวุธได้ ครูจึงเป็นกำลังพลพรรคหลัก เคียงข้างข้าราชการมหาดไทย ตำรวจ
นอกจากนี้ในวัฒนธรรมสังคมไทย ครูยังเป็นที่เคารพในพระคุณ ย่อมสามารถชักจูงลูกศิษย์ชายวัยมัธยมปลายที่เคยผ่านการฝึกยุวชนทหารและลูกเสือ รวมทั้งประชาชนชายฉกรรจ์ทั่วไปให้มาร่วมเป็นกำลังพลพรรคได้
ด้วยกำลังครูจึงมีผลให้กำลังพลพรรคขยายตัวไปกว่า 25 จังหวัด ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น กาญจนบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา สระบุรี ชุมพร ขอนแก่น เลย อุดรธานี สกลนคร แพร่ ตาก เป็นต้น ค่ายต่าง ๆ มีกำลังข้าราชการมหาดไทย ตำรวจ ครู และประชาชนเป็นแกนหลักของพลพรรค
5.3 ขุมกำลังอุดมศึกษา
นอกจากกำลังพลครู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังมีอำนาจสั่งการมหาวิทยาลัย จึงสามารถนำกำลังนิสิตนักศึกษาชายฉกรรจ์ส่วนหนึ่ง เข้าร่วมเป็นพลพรรคได้ ด้วยเคยผ่านการฝึกยุวชนนายทหาร หรือยุวชนนายสิบ
นิสิตชายจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยกว่า 290 นาย ได้สมัครรับใช้ชาติประจำกองโรงเรียนนายทหารสารวัตร ทำการฝึกอาวุธสมัยใหม่จากสัมพันธมิตรและสงครามกองโจร ด้วยมุ่งหมายให้เป็นผู้บังคับหมวดพลพรรคชนบท และอีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่กองหนุนในพระนคร ทั้งนี้ด้วยร่วมมืออย่างดีจากองค์อธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ม.จ.รัชฎาภิเษก โสณกุล)
นักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองจำนวนหนึ่ง ได้อาสาลักลอบรับการฝึกจากโรงเรียนสงครามพิเศษสัมพันธมิตรในอินเดียและลังกา เพื่อกลับมาช่วยค่ายฝึกพลพรรคต่อไป นอกจากนี้นักศึกษาชายบางส่วนที่เรียนทางไกลตามระบบตลาดวิชา ได้เป็นแกนนำจัดตั้งพลพรรค ร่วมกับบรรดาข้าราชการในจังหวัดนั้น เช่นกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์เพชรบุรี ซึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งในการตั้งค่ายพลพรรคในจังหวัดนั้น
นักเรียนเตรียมอุดมศึกษาและนักเรียนโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รวมได้กว่า 390 นาย สมัครรับใช้ชาติสังกัดกองโรงเรียนนายสิบสารวัตรทหาร ฝึกอาวุธทันสมัยจากสัมพันธมิตร เพื่อบรรจุเป็นผู้บังคับหน่วยพลพรรคต่างจังหวัดระดับหมู่ และบางส่วนทำหน้าที่กองหนุนในพระนคร
5.4 คุรุสภา ผลงานโบแดงรัฐมนตรีทวี
ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากการปฏิบัติภารกิจเสรีไทยแล้ว รัฐมนตรีทวี บุณยเกตุยังได้สร้างคุณูปการสำคัญให้แก่แวดวงการศึกษาไทย นั่นคือการออกพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 นำมาสู่การจัดตั้ง “คุรุสภา” ซึ่งมีบทบาทให้อำนาจครูในการปกครองครู ร่วมกับรัฐมนตรีและข้าราชการผู้ใหญ่ในกระทรวง การควบคุมสอดส่องจรรยามารยาท และวินัยครู การพิทักษ์สิทธิครู สวัสดิการครู การพัฒนาความรู้ความสามารถของครู และการเสนอแนะนโยบาย โดยกำหนดให้ครูทั้งประเทศเป็นสมาชิกคุรุสภา กรรมการอำนวยการคุรุสภาส่วนหนึ่งมาจากรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และอธิบดีหรือเทียบเท่า กับอีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของครูทั้งประเทศ
จนปัจจุบันนี้คุรุสภายังคงเป็นองค์กรหลัก ในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รับรองมาตรฐานสถาบันการศึกษา นับเป็น “องค์กรวิชาชีพ” ที่ควบคุมทั้งมาตรฐานและความประพฤติ เพื่อรักษามาตรฐานการศึกษาของประเทศ
โดยวันที่ออกพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 คือวันที่ 16 มกราคมของปีนั้นเอง ต่อมาทางราชการกำหนดให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู”
สรุป : การรับรู้ว่า พระราชวังและวังหลายแห่งเกี่ยวข้องกับเสรีไทย สำคัญไฉน
จากเรื่องราวประวัติศาสตร์การใช้สถานที่พระราชวังและวังต่าง ๆ ในปฏิบัติงานเสรีไทย ทำให้สะท้อนภาพพจน์ของเสรีไทยและขบวนการรับใช้ชาติไทยยามสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้หลากหลายมิติ ได้แก่
- อาจนับได้ว่า สถาบันพระพระมหากษัตริย์มีบทบาทในด้านพฤตินัย ในการเป็นศูนย์รวมรับใช้ชาติร่วมกับปวงชนชาวไทย ในยามสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านการดำเนินงานของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และหัวหน้าใหญ่ขบวนการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น แม้แต่การให้ยืมวังในพระราชอำนาจสำหรับเป็นฐานลับเสรีไทย
- จากข้อแรก ด้วยบทบาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในยามสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงควรพิจารณาได้ว่า เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์สถาบันพระมหากษัตริย์ราชจักรีวงศ์ ที่ควรรับการถ่ายทอดเผยแพร่ ทั้งนี้ยังไม่นับบทบาทของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเชื้อพระวงศ์หลายท่านในการรับใช้ชาติยามสงคราม ที่ยังไม่ได้กล่าวในบทความนี้
- การรับรู้บทบาทพระราชวังและวังในขบวนการเสรีไทย อาจทำให้ภาพของเสรีไทยที่เหมือนว่า มีเฉพาะพวกอยู่ในป่าห่างไกล มีความใกล้ตัวคนในเมืองมากขึ้น เพราะบางแห่งเป็นสถานที่มีชื่อเสียง หรือเป็นบริเวณที่คุ้นเคย
- ส่วนราชการสำคัญ ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือนที่เราคุ้นเคย มีส่วนร่วมในขบวนการเสรีไทยเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนมากกว่าความรับรู้เดิมในประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2
- การที่พระราชวังและวัง ในยุคหลังปฏิวัติ 2475 อยู่ในการดูและรับผิดชอบของส่วนราชการ นอกข่ายพระราชอำนาจมากขึ้น ทั้งหน่วยตำรวจ พลเรือน และทหาร สะท้อนถึงพระราชอำนาจที่ลดลง จากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
- ภาพรวมขบวนการเสรีไทย และงานรับใช้ชาติยามสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไม่ควรจำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคล กลุ่มอุดมการณ์ หรือกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม หากเป็นบทบาทการรับใช้ชาติร่วมกัน ของปวงชนชาวไทย หลากสถานะ หลากกลุ่ม ทั้งผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ ข้าราชการ และประชาชนหลากวงการ อาชีพ และกลุ่มสังคม ที่เป็นวงกว้าง
เอกสารอ้างอิง
- 1 ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์ 23 สิงหาคม 2543 หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ (กรุงเทพฯ) : อมรินทร์พริ้นติ้ง, ม.ป.ป
- 485 (นามปากกา พล.ต.ต. สุชาติ วัจนพุกกะ). นายพลผู้ซื่อสัตย์. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 18 เมษายน 2513.
- กนต์ธีร์ ศุภมงคล. การวิเทโศบายของไทย : ระหว่างปีพุทธศักราช 2483 ถึง 2495. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กนต์ธีร์ ศุภมงคล ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556.
- กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด. ประวัติศาสตร์การสงครามของไทยในสงครามมหาเอเชียบูรพา. 2540.
- กระทรวงศึกษาธิการ (2526). 200 ปี ของการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
- กระทรวงศึกษาธิการ (2535). 100 ปี กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.
- เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน (2561). บันทึกความทรงจำ. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจโท เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธ ที่ 19 กันยายน 2561.
- ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (2549). เพื่อชาติ เพื่อ humanity : ภารกิจของวีรบุรุษเสรีไทย จำกัด พลางกูร ในการเจรจากับสัมพันธมิตร. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์.
- ชลอ ศรีสรากร, พลตำรวจตรี (2489). สันติบาลใต้ดิน. พระนคร : โรงพิมพ์เฮ่งหวา.
- ทวี บุณยเกตุ. คำบรรยายและบทความบางเรื่อง. คุรุสภาจัดพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวี บุณยเกตุ ม.ป.ช.,ท.จ.ว.,ท.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2515.
- นรนิติ เศรษฐบุตร (2557). เหตุบ้านการเมือง. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า.
- นิคอล สมิธ, เบลค คลาร์ค (2490). สู่สยามประเทศใต้ดิน Into Siam underground Kingdom. พระนคร : ไทยเขษม .
- เนตร เขมะโยธิน (2528). งานใต้ดินของพันเอกโยธี. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก เนตร เขมะโยธิน ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2528.
- พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน. สืบค้นจากเว็บไซต์โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. https://www.rspg.or.th/plants_data/palace/chitralada/cld1.htm.
- พุฒ บูรณสมภพ (2525). บนเส้นทางชีวิต กว่าจะถึงพันตำรวจเอก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ บ.พี.วาทินพับลิเคชั่น จก.
- พูนศุข พนมยงค์. ท่านผู้หญิง (2560) . ชีวิตของข้าพเจ้าในยามสงครามและสันติภาพ. ในหนังสือที่ระลึกในวาระ 72 ปี วันสันติภาพไทย. กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์.
- ลลิตา อัศวสกุลฤชา. จากวังถนนพระอาทิตย์สู่ทำเนียบท่าช้าง. สืบค้นจากเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์ https://emuseum-media.treasury.go.th/641111844030914560/2025/05/9ybm36JS7XXJ0weSXMmgRVVB.pdf.
- สำนักงานสร้างเสริมเอกลักษณ์ของชาติ, คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (2539). สถาปัตยกรรมในสถาบันพระมหากษัตริย์. กรุงเทพฯ : สำนักงานสร้างเสริมเอกลักษณ์ของชาติ.
- วังจันทรเกษม. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/วังจันทรเกษม. สืบค้น 25 มีนาคม 2569.
- วังมะลิวัลย์. ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร). โพสต์เมื่อ 20 มิถุนายน 2021 (2564), สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2569 https://archaeology.sac.or.th/archaeology/771.
- วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร (2547). ตำนานเสรีไทย. กรุงเทพฯ : แสงดาว.
- อดุล อดุลเดชจรัส, พลตำรวจเอก (2565). คำให้การต่อศาลอาชญากรสงคราม ปี 2488. ญี่ปุ่นขึ้นเมือง – The Japanese Storm (รวบรวมโดยสุพจน์ ด่านตระกูล) กรุงเทพฯ : แสงดาว (พิมพ์ครั้งที่ 2).
- อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 18 เมษายน 2513.