สัณห์ชัย โชติรสเศรณี
ก่อนอื่นผมขออธิบายหนังสั้นรางวัลช้างเผือกเมื่อสักครู่ว่า รางวัลช้างเผือกเป็นรางวัลหนังสั้นที่มอบให้กับผลงานของนิสิตนักศึกษา อยู่ในงานเทศกาลภาพยนตร์สั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ปีนี้เป็นปีที่ 30 แล้ว หนังเรื่อง พิราบ ได้รับรางวัลชมเชยรางวัลช้างเผือกเมื่อปี 2560 ตอนนั้นเป็นเทศกาลครั้งที่ 21
เทศกาลหนังสั้นในปีแรก ๆ เรามาจัดที่นี่ สำหรับสถาบันปรีดี พนมยงค์ และมาแจกรางวัลที่นี่เรื่อยมา จนกระทั่งเริ่มเปลี่ยนพื้นที่ รางวัลช้างเผือกเป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นเพื่อที่จะรำลึกถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐบุรุษและผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง และคิดว่ามันจะเป็นการพูดถึงการสร้างความหวังให้กับเยาวชน ก็เลยเป็นรางวัลให้กับนิสิตนักศึกษา
หลายท่านถ้าเป็นคนติดตามข่าวสารอาจจะทราบว่า หนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกเมื่อปีที่แล้วได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำของโลกของยูเนสโก ซึ่งผมเองในฐานะคนทำงานที่หอภาพยนตร์ องค์การมหาชน ก็มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดก ผมต้องบอกว่าประเด็นหลัก ๆ ของการขึ้นทะเบียน
ความสำคัญของหนังเรื่องนี้กับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย พระเจ้าช้างเผือกเป็นหนังยาวเรื่องที่เก่าที่สุดที่หอภาพยนตร์มีอย่างสมบูรณ์ ต้องพูดอย่างนี้ไม่ใช่เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่สร้าง แต่หมายถึงว่าที่มีเหลืออยู่ทุกวันนี้ ที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบ เราเหลือแต่พระเจ้าช้างเผือก นี่คือเก่าที่สุด
ประเด็นต่อมาที่สำคัญคือสารเรื่องของสันติภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นกว่าหนังไทยเรื่องอื่น ๆ คือหนังไทยจะมีประเด็นเรื่องความรักความดีความชั่วอย่างที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยอดีต แต่เรื่องนี้มีลักษณะความแตกต่าง มีการพยายามที่จะนำประวัติศาสตร์เรื่องเล่าของหงสาวดีกับอยุธยา ที่มีความขัดแย้งกันมาช้านานมาตีความใหม่ และให้เป็นเรื่องของการสอดแทรกประเด็นเรื่องของสันติภาพขึ้นมา
ที่อาจารย์ประวิตรแจ้งเมื่อสักครู่ว่าหนังพูดภาษาอังกฤษ และตอนออกฉายประเทศไทยประเทศเดียว ในวันที่ฉายวันเดียวกันมีทั้งประเทศไทย สิงคโปร์ และนิวยอร์ก คือมีการตั้งใจที่จะออกฉายไปต่างประเทศด้วย และหลังจากนั้นหนังเรื่องนี้มีการเดินทาง เป็นเหมือนตัวแทนของประเทศสยามไปประเทศต่าง ๆ ผ่านคอนเนกชัน (Connection) ความสัมพันธ์ของอาจารย์ปรีดี อย่างไปจีน ฟิลิปปินส์ สวีเดน เป็นคอนเนกชันของอาจารย์ปรีดีที่ขยายประเด็นหนังเรื่องนี้ให้ออกไป
แน่นอนแนวคิดเรื่องสันติภาพตอนนั้นอาจารย์ปรีดีไม่ได้อยากจะพูดกับแค่คนไทยอย่างเดียว แต่อยากจะพูดให้คนทั่วโลกซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่สงครามโลกไม่ใช่ประเทศไทยเดือดร้อนตอนนั้น คือทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ว่ากำลังจะเกิดสงครามแล้วเราจะต้องทำอย่างไรดี
อาจารย์ปรีดีพยายามจะบอกว่าความจริงสงครามไม่ควรจะมี ถ้าดูหนังจนจบก็จะรู้ว่าสงครามมันเป็นความขัดแย้งของแค่ผู้นำ ประชาชนต้องมาเดือดร้อนทำไม ทำไมไม่ยึดหลักของสันติภาพซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นี่ก็เป็นประเด็นที่ผมเสนอขึ้นมรดกความทรงจำของโลกว่ามันเป็นผลงานของคนที่พยายามจะต่อสู้กับแนวคิดในยุคนั้น เรื่องของการเชิดชูสันติภาพให้เกิดขึ้นให้ได้

นอกเหนือจากนั้นเอง ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกยังมีความสำคัญในแง่ของการร่วมมือกันของทีมผู้สร้างที่เรียกว่าเป็นดรีมทีม เป็นศิลปิน อย่างคนทำดนตรีคือพระเจนดุริยางค์ ตอนนั้นถ้าใครคุ้นเคยพระเจนดุริยางค์ก็คือคนแต่งเพลงชาติไทย พระเจนดุริยางค์เป็นคนไทยที่พยายามประยุกต์เพลงไทยเดิมเข้าสู่การใช้ดนตรีแบบตะวันตก ในหนังจะมีเพลงที่หลากหลาย ใช้เครื่องดนตรีตะวันตกแต่เป็นเพลงแบบไทยเดิม อันนี้เป็นผลงานของพระเจนดุริยางค์ที่โดดเด่น
จะมีอย่างกรณีของช่างกล้องคือคุณประสาท สุขุม ซึ่งเป็นช่างกล้องคนไทยคนแรกที่ได้รับการรับรองโดยสมาคมถ่ายภาพอเมริกัน ในหนังชื่อเขาข้างหลังจะเขียนว่า A.S.C. เวลาไปดูหนังฝรั่งชื่อตากล้องจะมีวงเล็บ A.S.C. คือเป็นสมาชิกสมาคม คุณประสาท สุขุม เป็นคนแรกที่ไปเรียนถ่ายภาพที่ฮอลลีวูดและทำงานอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง แล้วสมัครเป็นสมาชิกก็ถือว่าได้รับการรับรอง เรียกว่าเป็นการรวมยอดฝีมือในยุคสมัยนั้น
ถ้าได้ดูเบื้องหลังของหนัง ตอนที่ออกฉายหนังถูกวิจารณ์เยอะว่าเหมือนหนังเด็กเล่น ผมพูดตามตรงคืออาจารย์ปรีดีไม่ควรกำกับ ผู้กำกับคือคุณสันต์ วสุธาร อาจารย์ปรีดีเป็นผู้สร้าง เป็นผู้เขียนบท แต่มีความทะเยอทะยานที่อยากจะเล่าเรื่องที่ใหญ่ และทุนสร้างที่มีอยู่ก็ไม่ได้เหมือนฮอลลีวูด คงเทียบกันไม่ได้ คนก็บอกนี่เหมือนหนังเด็กเล่น ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่สำคัญแล้วทุกคนชื่นชมคือการถ่ายภาพช้าง ในหนังเรื่องนี้ถ้าได้ดูจะเห็นเลยว่ามีการไปขุดสนามลงเป็นหลุม แล้วตั้งกล้องให้ช้างเดินข้ามไปเหมือนเดินข้ามหัว ซึ่งฉากนี้อัศจรรย์มาก ฝรั่งจะชอบ แม้กระทั่งตอนที่ส่งเสนอชื่อให้คณะกรรมการยูเนสโกประเทศไทยดู เขาก็ยังตื่นเต้นกับฉากนี้บอกว่าถ่ายได้ยังไง เขาก็ยังถามและอธิบายเบื้องหลังเป็นยังไง
นั่นแสดงว่าลักษณะของพระเจ้าช้างเผือกมีความโดดเด่นที่แปลกหลากหลาย นอกจากประเด็นเรื่องสันติภาพและเรื่องการถ่ายทำ โปรดักชันส์เองก็โดดเด่น แม้ว่าฝรั่งจะบอกว่าเป็นหนังเด็กเล่น ตอนที่ผมเขียนก็ใช่มันก็ดูเป็นหนังเด็กเล่น เพราะเหมือนไม่ใช่มืออาชีพ นักแสดงที่เล่นเป็นนักศึกษา เป็นนักเรียนนาฏศิลป์ และต้องพูดภาษาอังกฤษอีก ซึ่งทุกคนความจริงเป็นคนไทยหมด อาจจะเป็นลูกครึ่งหรืออะไรก็ตาม แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เข้าปาก แต่สุดท้ายแล้วสาระสำคัญของหนัง สาระสำคัญของสันติภาพ มันก็โดดเด่นและทำให้กลบกลืนความอ่อนหัดบางอย่างของเทคนิคไปได้ อันนี้อาจจะประมาณนี้ก่อนรอบแรกครับ
ซึ่งทุกคนจริง ๆ ก็เป็นคนไทยหมดอาจจะเป็นลูกครึ่งเป็นอะไรก็ตาม แต่ว่าภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เข้าปากแบบพูดทุกอย่างอะไรอย่างนี้ แต่สุดท้ายแล้วมันทำให้เห็นว่าสาระสำคัญของหนัง สาระสำคัญของสันติภาพ มันโดดเด่นแล้วทำให้กลบกลืน ทำให้เราลืมความอ่อนหัดบางอย่างลของเทคนิค ของอะไรต่อมิอะไรไปได้
ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้วย่อมไม่สูญหาย ผมขอตอบรวม ๆ นะครับ ตอนที่กรอกใบสมัครยูเนสโก (UNESCO) มันจะมีเป็นข้อ ๆ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นข้อที่เขาพยายามจะถามว่าหนังเรื่องนี้มันยังเชื่อมโยงกับปัจจุบันขนาดไหน ประเด็นหนึ่งที่เนสโก้เพิ่งใส่เข้ามาไม่นานนี้เอง คือ เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ประกวดหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่าตอนที่อาจารย์ปรีดีเขียนเรื่องจะมีพระสนม 365 คน 366 คน น่าจะไม่ได้ตั้งใจเขียนเพื่อจะพูดถึงเพศ ต้องการพูดความเสมอภาคทางเพศ คืออะไรหรือเปล่า อันนี้ผมไม่แน่ใจแต่ว่ามันเป็นลักษณะเหมือนเป็นมุกตลกในหนัง เราดูแล้วเหมือนจะขำทุกครั้งที่พูดประเด็นนี้
แต่ปรากฏว่าประเด็นนี้มันสามารถตอบเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนว่าอาจารย์ปรีดีต้องกำลังจะพูดประเด็นนี้ในแง่ของคุณภาพทั่วไปของสังคม แล้วไม่ใช่สังคมไทยนะครับ คือตอนนั้นโลกทุกคนกำลังมองถึงว่า บทบาทสิทธิสตรีต้องเริ่มมีขึ้นในยุคนั้น แล้วพยายามจะโปรโมทเรื่องของลักษณะของการมีคู่ครองคนเดียวใช่ไหมครับ และการมีภรรยาในฐานะเป็นเพื่อนคู่คิด ไม่ใช่เป็นแค่แม่บ้านแต่เป็นไมตรีจิต จะเห็นตัวนางเอกในเรื่องจริง ๆ ในนิยายเขาว่าจะเยอะกว่านี้อีก จะเห็นว่าพระเจ้าจักราเลือกผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เพราะสวย แต่ว่าก็เพราะเป็นฉลาดแล้วเป็นเพื่อนคู่คิดให้ไอเดียเขา เขาถึงเลือกผู้หญิงคนนี้
ซึ่งมันคือการพูดถึงบทบาทผู้หญิงในสังคม ซึ่งตอนที่ดูแรก ๆ เราไม่ได้ศึกษาจะรู้สึกว่าเหมือนมุกตลกเหมือนขำ แต่ว่านี่คือล้ำสมัย แล้วต่อไปที่อาจารย์ฐาปนันท์พูดเรื่องของรัฐแนวคิดที่มาของไอเดียของพระเจ้าจักรา เรื่องของสันติภาพอะไรก็ตาม ถ้ามองว่าอาจารย์ปรีดีเขาให้พระเจ้าจักรามีแนวคิดมาจากพุทธศาสนา คือเป็นคนที่สนใจในพุทธศาสนามาก ๆ แล้วก็เป็นคนอยุธยาในพุทธศาสนาแต่อาจารย์ปรีดีเอง ก็เป็นคนที่ไปเรียนมาจากฝรั่งเศส ซึ่งโลกในตอนที่อาจารย์ปรีดีไปอยู่ ฝรั่งเศสคือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสเดือดร้อนหนัก ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เรามีปัญหา ไอเดียความคิดเรื่องเสรีภาพจึงถูกพูดถึงย้ำ ๆ
อาจารย์ปรีดีจึงได้อิทธิพลตรงนั้นมาแล้วเมื่อมาผนวกกับพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ปรีดีสนใจอยู่แล้ว จึงออกมาเป็นตัวละครพระเจ้าจักราและเป็นไอเดียสันติภาพ ถามว่าเกี่ยวข้องไหม ยังเกี่ยวข้องอยู่แน่นอน ยังสำคัญอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วเป็นประเด็นเพราะว่าผมบอกในใบสมัครเขียนไปเลยว่า หลังจากสงครามโลกที่ 2 ทุก ๆ ชาติร่วมกันตั้งยูเอ็น (UN) ขึ้นมา เพื่อหวังว่าจะเป็นพื้นที่ที่จะสร้างสันติภาพของโลกนานาชาติเพื่อให้เกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ยูเนสโกเองก็เป็นหนึ่งในลูกหลานยูเอ็นมาอีกที เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้กำลังจะตอบสิ่งที่คุณกระทำไว้ก็คือ เราควรจะมีสันติภาพ แน่นอนในปัจจุบันจะมีแค่ไม่กี่กลุ่มและในใบสมัครก็มีเขียนว่ามันมีความสำคัญกับสังคม (Community) ไหนบ้า
ผมตอบอันแรกเลยคอมมูนิตี้แรกก็คือธรรมศาสตร์ จะมีการฉายพระเจ้าช้างเผือกอย่างน้อยปีละครั้ง จะมีฉายเป็นวันอาจารย์ปรีดีอะไรก็ตาม และมีกลุ่มของคนที่มองเรื่องสันติภาพ หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่จะฉายในประเทศไทยเพราะไม่มีประเด็นหนังสันติภาพจริง ๆ หนังที่พูดถึงประเด็นนี้อย่างหนักแน่นก็เป็นเรื่องนี้ก็จะลอยขึ้นมาอย่างที่เราเห็น

แต่แน่นอนว่ามันยังสำคัญอยู่ไหม ผมก็พยายามจะบอกว่าจริง ๆ แล้วหนังมันมีชีวิตอยู่ได้ เราต้องถูกศึกษา พูดถึง ถูกเอามาฉาย ถูกมาศึกษาต่อเนื่องเรื่อย ๆ นะครับ แล้วการที่หนังเรื่องนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำของโลก มันก็ต่ออายุหนังเรื่องนี้ไปอีกให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่หนังไทยนะ ลองไปดูไหม ลองศึกษาไหม มีประเด็นอีกมากมายเลย ที่คนจะศึกษาได้ ไม่ว่าจะอิทธิพลความคิดเรื่องของเพศ เรื่องอะไรต่อมิอะไร แล้วมันร่วมสมัยเพราะอาจารย์ไม่ได้ทำแบบเป็นหนังสมัยก่อนแบบโบราณแต่ว่าอาจารย์เขาเอาสมัยสิ่งที่เป็นความคิดร่วมสมัยมาจับประเด็นสงครามในสมัยก่อน ทำให้เราได้เห็นประเด็นอีกมุม แล้วผมคิดว่าคนปัจจุบันถ้าศึกษาด้วยทฤษฎีปัจจุบันก็ยังสามารถที่จะศึกษาแนวนี้เป็นกรณีศึกษาได้อยู่ครับ
ปีที่แล้วขึ้นทะเบียน 2 เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งคือภาพยนตร์ข่าวการก่อตั้งอาเซียน ของไทยเหมือนกัน แต่อันนั้นทางหอภาพยนตร์ไปร่วมกับหอจดหมายเหตุอินโดนีเซีย หอจดหมายเหตุสิงคโปร์ และหอจดหมายเหตุมาเลเซีย ถ้าของไทยจริง ๆ ก็จะเป็นพระเจ้าช้างเผือกเรื่องเดียว ขึ้นพร้อมกับเอกสารจดหมายเหตุที่อยู่ที่ธรรมศาสตร์ ทำให้รู้ว่าอาจารย์ปรีดีแปลนิยายเรื่องนี้เป็นภาษาฝรั่งเศสตอนที่ลี้ภัยที่ฝรั่งเศสช่วงปี 1970
ความจริงหน้าที่ของหอภาพยนตร์ในฐานะนักอนุรักษ์ภาพยนตร์ ผมคิดอยู่หลายอย่างตั้งแต่คำถามคุณประวิตรที่บอกว่าทำไมหนังเรื่องนี้มันเป็นเพราะอาจารย์ปรีดีหรือเปล่า ผมจะบอกว่าหนังในโลกนี้มันมีหลายเรื่อง ภาพยนตร์ไทยมีเป็น 5,000 เรื่องที่ผลิตมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แต่มันจะมีไม่กี่เรื่องที่เราจะหยิบมาพูดถึงและสามารถอนุรักษ์ เพราะความสำคัญจริง ๆ มันถูกพูดถึงเสมอ
ล่าสุดทางหอภาพยนตร์มีความพยายามเมื่อตอนครบ 70 ปี เราไปทำเป็นเวอร์ชันพากย์ไทย เมื่อขึ้นทะเบียนยูเนสโก เราก็มาศึกษากันใหม่ คุณโดม สุขวงศ์ ท่านนำภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกไปเทียบกับภาพยนตร์ของรัสเซีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันไม่ใช่โปรดักชัน แต่เป็นเนื้อหาประเด็นเรื่องการขัดแย้งของสองแคว้น และการที่พยายามจะพูดถึงประเด็นสันติภาพ ล่าสุดผมมีผู้ที่ศึกษาเรื่องพระเจนดุริยางค์ มาศึกษาเรื่องดนตรีของพระเจนโดยเฉพาะในหนังเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นผลงานของพระเจนที่มีการบันทึกเสียงประกอบกับหนัง
ภาพยนตร์ทำหน้าที่อนุรักษ์และเตรียมความพร้อมให้กับคนที่จะมาศึกษาในแง่มุมต่าง ๆ ผมคิดว่ามันจะขยายวงไปนอกเหนือจากสถาบันปรีดี ไปยังวงการวิชาการต่าง ๆ อย่างที่บอกครับ ถ้าเราสนใจอยากรู้ปัจจุบัน เราต้องศึกษาอดีต พระเจ้าช้างเผือกก็คือหนึ่งในนั้น
ขออนุญาตตอบเรื่องเทคนิคก่อน ต้นฉบับคือ 35 มม. แต่เวอร์ชันที่เราได้มาที่หอภาพยนตร์ เป็น 35 จริงแต่เกิดจากการพิมพ์จาก 16 มม. คืออาจารย์ปรีดีเอาหนังเรื่องนี้ไปฝากที่ Library of Congress ตอนออกฉาย Library of Congress ทำเป็นฉบับย่อ 16 มม. เนื่องจากต้องการกำจัด 35 มม. ทิ้ง 16 มม. นั้นแหละเป็นเวอร์ชันที่เรามีอยู่ แล้วเราก็ขอทำออกมาเป็น 35 มม. ภาพมันก็เลยไม่ได้ชัดเจนเหมือนหนัง 35 มม.ทั่วไป นั่นคืออดีต
ปัจจุบันเรานำฟิล์ม 35 มม.ที่ขยายจาก 16 มม.มาสแกนเป็นดิจิทัลด้วยเครื่องปัจจุบัน แล้วใช้ระบบดิจิทัลปรับแก้ให้ภาพมันคงตัวมากขึ้น ปรับแสงสีให้เหมือนกับต้นฉบับให้ได้มากที่สุดเพื่อความสบายตา อันนี้เกิดจากเทคโนโลยีปัจจุบันที่ทำ
ผมเล่าให้ฟังเป็นข้อมูลเพิ่มเติม พอหนังขึ้นทะเบียนยูเนสโก ผมมีโอกาสศึกษาข้อมูลพบว่า อาจารย์ปรีดีตอนที่ไปฝรั่งเศส อาจารย์ขอฟิล์มภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกกลับมาจากสวีเดน ช่วงปี 1970 ฟิล์มนั้นเป็นไนเตรต ประเทศฝรั่งเศสตอนนั้นไม่อนุญาตให้เก็บฟิล์มไนเตรตไว้ในบ้าน เพราะมันติดไฟได้ อาจารย์ปรีดีก็เลยนำฟิล์มไปฝากไว้ที่แล็บที่ฝรั่งเศส และทำเป็น 16 มม.ขึ้นมาอีกหนึ่งก๊อบปี้ เป็นก๊อบปี้ที่ฉายที่ฝรั่งเศสตอนนั้น เข้าใจว่าอาจารย์ชาญวิทย์ก็ได้ดู และก๊อบปี้นั้นก็กลับมาฉายเมืองไทยต่อมา แล็บที่ฝรั่งเศสนั้นปิดไปแล้ว ผมตามไปปรากฏว่าฟิล์มอยู่ที่หอภาพยนตร์ฝรั่งเศส เป็น 35 มม.
แต่เป็นฉบับฮอลลีวูด เมื่อสักครู่อาจารย์ฐาปนันท์ถามว่าทำไมหนังเรื่องนี้อาจารย์ปรีดีตัดส่วนนี้ออก ผมจะบอกว่าตอนไปฉายฮอลลีวูด ฮอลลีวูดตัดสั้นลงไปอีกที่เราดูประมาณ 100 นาที ฮอลลีวูดตัดเหลือประมาณ 60 นาที เพราะฮอลลีวูดไม่เอาเลย เขาต้องการให้รบกัน หนังต้องแอ็กชัน เอามันไว้ก่อน ที่อาจารย์ฐาปนันท์ถามว่าทำไมยกไปทั้งหมดเลย นั่นขนาดยกแล้วนะครับ ยังตัดไปอีก 40 นาที
ตอนนี้เราก็พยายามพูดคุยกับทางฝรั่งเศสอยู่ว่าอยากจะขอกลับมาเพื่อจะรื้อมาลองดูว่าถ้าเป็น 35 มม.จริง ๆ ภาพมันจะดีกว่าเดิมไหม อันนี้ก็เป็นความพยายามของเราอยู่ครับ