ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์เชิงการทูตระหว่างไทย-กัมพูชา

22
สิงหาคม
2569

 

สวัสดีค่ะทุกท่าน จริง ๆ แล้วดิฉันได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในกัมพูชาก็หลังจากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญ ปีที่ไปอยู่คือปี พ.ศ.2547 โดยได้รับทุนไปเรียนภาษาเขมรเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ แล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น จริง ๆ ก็เรียนภาษาเขมรมาก่อนได้รับทุนอยู่แล้ว เพราะตั้งใจที่จะทำเรื่องของประวัติศาสตร์กัมพูชาในยุคนั้น

 

 

ยุคนั้นยังไม่เกิดแนวคิด “อาเซียนร่วมใจ” จึงแค่เริ่มทำการศึกษาเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง ทำให้เริ่มเรียนภาษาเขมรก่อนจะไปที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว พอไปถึงที่กัมพูชามันก็ทำให้เราอ่านได้ง่ายขึ้น เห็นป้ายต่าง ๆ หรือเห็นข้อความต่าง ๆ ก็เข้าใจ สามารถทำการพูดสื่อสารได้มากขึ้น แต่ว่าตอนนี้ไม่สามารถพูดได้แล้ว อาจจะหลงลืมไปบ้าง แต่ว่าก็ยังพอเข้าใจในภาษาเขมรบางส่วน

ส่วนใหญ่สำหรับงานวิจัยคือเดินทางกลับไปอยู่หลายปีเพื่อไปค้นหาข้อมูลต่าง ๆ แต่ข้อมูลหลักทั้งหมดในส่วนตัวสำหรับงานวิจัย หลัก ๆ มักจะไปทำการสืบค้นที่ฝรั่งเศสเป็นหลัก เนื่องจากว่าพอเกิดประเด็นระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทางฝรั่งเศสก็แจ้งมาว่าจะส่งเอกสารมาให้ ทุกคนอาจจะมองว่าฝรั่งเศสต้องมีความคิดที่เข้าข้างกัมพูชาอย่างแน่นอน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ข้อมูลทั้งหมดในประเทศไทย เอกสารบางชิ้นเราไม่สามารถเข้าถึงได้ในฐานะนักวิชาการ

ส่วนหอจดหมายเหตุแห่งชาติของเรา บางแฟ้มที่เป็นเอกสารของกระทรวงมหาดไทยก็เป็นแฟ้มปิดไม่ให้เข้าค้น เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ส่วนทางฝรั่งเศสมีกฎหมายในการใช้หลักฐานที่ค่อนข้างจะเปิดกว้างมากกว่า เราก็เลยเลือกที่จะไปใช้ข้อมูลของทางฝรั่งเศสแทน จำได้ว่าเคยอ่านงานอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าอยากจะเป็นนักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะต้องรู้ภาษาฝรั่งเศส ด้วยเหตุนั้นเองจึงตัดสินใจไปเรียนที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำให้อย่างน้อยรู้ช่องทางในการค้นข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น 

ถ้าถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชาดีมาตลอดหรือไม่ จริง ๆ แล้วในยุคของพวกเรา เวลาเราเรียนเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน เราก็จะเน้นไปที่เมียนมาเป็นหลัก เราไม่เคยนึกถึงว่าเรามีปัญหาอะไรกับกัมพูชาเลย สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือถ้าเราพิจารณาเรื่องปัญหาเขตแดนที่เกิดขึ้น เราจะไม่นับเขตแดนด้านอำเภออรัญประเทศซึ่งเป็นที่ราบ ที่มีปัญหาคือโดยเชิงของที่ตั้งเองถือว่ามีปัญหาอยู่แล้ว โดยมันไม่ได้เป็นพื้นที่แบบภูเขาเป็นหลักอย่างเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

ในอดีต มีตำนานความเชื่อที่ว่ามันคือภูเขาไม้คาน ซึ่งได้คานคนทั้งทางฝั่งเขมรเองแล้วก็ฝั่งสุรินทร์ ซึ่งที่เราเรียกก็คือฝั่งอีสานล่างหรือฝั่งอีสานใต้ ในการอยู่ร่วมกันแล้ว ถ้าเราเข้าใจสังคมมนุษย์ เราจะรู้ว่ามันคือการเคลื่อนไหวหรือการถ่ายเททางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในเชิงประวัติศาสตร์

ถ้าเรามองกัมพูชา ประเด็นหนึ่งที่เราพยายามส่งเสริม นอกจากเรื่องคิดวิเคราะห์ เพราะว่าเวลาเราเรียนประวัติศาสตร์ในสมัยก่อน เราจะนึกว่าเหตุผลหลักของการรบกันคือการชิงดินแดน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีนัยยะอะไรหลาย ๆ อย่างที่มันมากกว่านั้น เวลาที่จะเกิดสงครามขึ้น ไม่ได้มีปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว แต่มันมีปัจจัยอื่นมาเสริมอีกมากมาย แล้วเราก็จะเห็นภาพกว้างของสงครามที่เกิดขึ้นหลากหลายมาก

ประเด็นหนึ่งที่เราอยากส่งเสริมให้คนที่เรียนประวัติศาสตร์เข้าใจ คือเรื่องของ Historical Empathy คือความเห็นอกเห็นใจทางประวัติศาสตร์ เพราะว่าประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาที่เรามองอยู่ในปัจจุบัน เราไม่สามารถจะนำมุมมองของเราไปตัดสินอดีตได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจในเชิงของบริบทสภาพแวดล้อมในเวลานั้นที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ชัดว่าข้อจำกัดหนึ่งที่ทุกวันนี้เถียงกันอยู่ตลอดก็คือประเด็นที่ว่า “ใครยิ่งใหญ่กว่ากันในอดีต” ซึ่งตามหลักแล้ว ไม่มีอาณาจักรไหนบนโลกใบนี้ที่อยู่ยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน อย่างเช่นล่าสุดไปออกรายการ ๆ หนึ่ง แล้วก็คือมีการพูดถึงอาณาจักรพระนคร ดิฉันก็พูดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ถ้าเทียบกับตัวพื้นที่ปราสาทในประเทศเรา ก็จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็อาณาจักรพระนครคนที่ศึกษาเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดจะรู้เลยว่า คือหนึ่งใน 2 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคพื้นทวีปเรา ซึ่งก็คืออาณาจักรพุกามกับอาณาจักรพระนคร

เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นการเติบโตในเชิงประวัติศาสตร์ มันมีขึ้นและมีลงตามแต่จังหวะของมัน แล้วก็สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้ชัดก็คือว่าเราต้องพยายามเข้าใจกัมพูชา

กัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่านสงครามมาโดยตลอด แล้วเขาแทบจะสูญสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เขาจะนำมาใช้ในการยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาได้ นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองของเขาเองก็คือเรื่องของประวัติศาสตร์

 

 

เรื่องง่ายที่สุดในการหยิบยกขึ้นมาแล้วทุกคนจะมีส่วนร่วม หรือจะไม่มีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์ก็แล้วแต่ คือการพูดถึงประวัติศาสตร์ในอดีตขึ้นมา เอาง่าย ๆ อย่างลูกศิษย์ของดิฉันเอง วันที่เหตุการณ์รุนแรงมากที่สุด ในสื่อ Social network ของเขาคือตอนแรกนั้นเงียบมาก เขาอยู่ในพื้นที่ ๆ อยู่ตรงแนวชายแดนด้วย ก็บอกเขาให้พยายามขันติ เข้าใจสิ่งที่มันเกิดขึ้น โดยอธิบายด้วยกลไกทางประวัติศาสตร์ว่ามันคือเรื่องการเมือง แล้วเราเรียนประวัติศาสตร์มา เราไม่ควรจะแสดงความเห็นที่รุนแรง ผลปรากฏว่าทนไม่ไหว เขาก็ลงข้อความใน Social network แล้วก็ส่งข้อความมาบอกว่าอาจารย์ครับ ผมขอโทษ ผมทนไม่ไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมรู้นะว่าอาจารย์สอนมาแล้วแต่ว่ามันไม่ไหว เพราะฉะนั้นอันนี้คือตัวอย่างหนึ่งที่จะเห็นได้ชัด

ถ้าถามว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างสองประเทศยังดีกันอยู่หรือไม่ แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ในแวดวงวิชาการเองต้องบอกเลยคือ เราอาจจะผ่านงานหลาย ๆ ชิ้นใช่ไหมคะที่เขียนถึงเรื่องของแบบเรียนกัมพูชา ซึ่งจริง ๆ แล้วงานชิ้นหลัง ๆ มาเริ่มมีการตีแผ่มากขึ้น เรื่องของแบบเรียนกัมพูชาแม้กระทั่งคนกัมพูชาอ่านเองก็มาบอกว่ามันแรงเหมือนกัน  รู้สึกว่าตำหนิเราแรง คือหลายส่วนมากที่มันถูกปลูกฝังในเรื่องของความรู้สึกชาตินิยมของกัมพูชา

กัมพูชาสอนอยู่เสมอว่าเขาอยู่ระหว่างจระเข้กับเสือ ก็คือต้องเลือกเอาว่าเราจะเป็นจระเข้หรือเป็นเสือ สำหรับกัมพูชา จระเข้กับเสือเขาหมายถึงไทยกับเวียดนาม เขามองว่าสองประเทศนี้พยายามจะทำให้เขาหายไปจากแผนที่โลก คือหมายความว่าเราต้องการจะไปยึดดินแดนเขา เราต้องการไปมีอิทธิพลเหนือเขา เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบนี้ บวกกับเรื่องของการที่เขาผ่านยุคสงครามกลางเมือง ผ่านเรื่องเขมรแดงและเกือบสิ้นชาติ มันทำให้เขาหยิบประวัติศาสตร์ขึ้นมาเป็นประเด็นในการขับเน้นเรื่องราวต่าง ๆ 

แต่ถามว่าทุกวันนี้นักวิชาการฝั่งกัมพูชาเขามีความพยายามจะเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้หรือไม่ จริง ๆ แล้วเขาก็มีการผลิตแบบเรียนขึ้นใหม่สำหรับเด็ก เพื่อจะเรียนเรื่องที่เป็นประวัติศาสตร์ของเขาเองจริง ๆ โดยที่ไม่ไปพาดพิงประเทศเพื่อนบ้านเช่นเราเป็นต้น แต่สิ่งที่เขาทำได้ยากที่สุดก็คือการทำประวัติศาสตร์ยุคที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของไทย ยุคที่เป็นเมืองขึ้นของไทย เขาก็บอกว่าข้อมูลตรงนี้ที่เขาหาได้ ไม่รู้ว่าจะนำมาเขียนยังไงให้ถูกใจคนในประเทศ ด้วยเพราะว่าหลาย ๆ ครั้งที่มันเกิดขึ้น ก็คือมันเกิดจากความคิดทางประวัติศาสตร์ แล้วมันนำไปสู่ตำนานต่าง ๆ ในกัมพูชาเองมักจะเกี่ยวข้องกับการยกทัพของเราเข้าไปตลอด หรือแม้กระทั่งตำนานอย่างปราสาทนาคพัน ก็มีเรื่องเล่าบอกว่าที่ทำให้อาณาจักรพระนครล่มสลาย นอกจากเราไปทำสงครามแล้ว ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาไม่เจริญรุ่งเรือง ก็เพราะว่าเราไปชิงเครื่องสูงซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่ในปราสาทนาคพัน กลับมาที่ฝั่งเรา และทำให้หลังจากนั้นสยามเข้าสู่ความรุ่งเรือง

ตำนานพระโคพระแก้วซึ่งเชื่อว่าหลายคนในที่นี้รู้ดี ตำนานนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีการพูดถึง แล้วพอยุคอาณานิคมฝรั่งเศสยังมีการพยายามใช้วิธีคิดบางอย่างที่จะบอกว่า ภายใต้ของการปกครองของฝรั่งเศสนั้น สภาพบ้านเมืองดีกว่าตอนที่อยู่ภายใต้สยามเยอะมาก ในช่วงก่อนเสียดินแดน มีการพูดถึงประเด็นพวกนี้อยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะเห็นภาพเลยว่าจริง ๆ ประวัติศาสตร์มันถูกปลูกฝังมาในรูปแบบนี้ ทุกคนอาจจะถามว่า แล้วทำไมแบบประวัติศาสตร์มันถึงไม่ตีความไม่เหมือนกัน ตีความคนละอย่าง คือจากหลักฐานที่มี ท้ายที่สุดแล้วมันอยู่กับการเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดล่าสุดเมื่อกลับไปที่กัมพูชาก่อนเกิดเหตุการณ์ มีนักวิชาการกัมพูชามาบอกว่ารู้หรือไม่ว่ารัชกาลที่หนึ่งเป็นคนเขมรนะ นี่คือตกใจไปสักครู่ แล้วถามว่าเรื่องนี้นำมาจากไหน คือมีนักวิชาการคนหนึ่งในกัมพูชาอ้างถึงพงศาวดารเรา แล้วก็บอกว่าน่าจะเป็นพระอนุชาของรัชกาลที่หนึ่งหรือไม่ที่ทำให้เข้าใจเช่นนั้น เพราะว่าพระอนุชาของรัชกาลที่หนึ่งได้ภรรยาเป็นเขมร เขาก็มีการพูดประมาณนี้ แล้วก็บอกดิฉันว่า เธอไม่รู้ใช่ไหมว่ารัชกาลที่หนึ่งเชี่ยวชาญการรบมากเลยนะในดินแดนเขมร มันก็มีเรื่องที่มันเป็นประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงแม้กระทั่งในเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุกคนอาจจะไม่คิดว่าอย่างยุคเขมรแดงเอง ประเด็นหนึ่งที่ประสบกับตัวเองตอนอยู่ที่กัมพูชาคือ เธอรู้หรือไม่ว่าฉันโดนกระทำอะไรที่ค่ายอพยพบ้าง คนไทยมาปล้นของฉัน ฉันอุตส่าห์หนีร้อนมาพึ่งเย็น ทำไมถึงมาทำกับฉันแบบนี้ ซึ่งอันนี้ก็บอกเขาไปว่าจริง ๆ มันเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล มันไม่ใช่แบบคนไทยทุกคนจะกระทำ

แล้วสำหรับเรื่องนี้ ในแวดวงวิชาการเรา แม้กระทั่งตอนที่เรียนที่ฝรั่งเศส อาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษาช่วงหน้าหนาวของฝรั่งเศส เขาจะบินไปสอนที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ เขาก็จะพยายามตั้งกลุ่มนักวิชาการ อยากให้มันเกิดกลุ่มที่จะร่วมกันทำงานในเรื่องของการพยายามมองเรื่องของไทยกับกัมพูชาด้วยความเข้าใจ

เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างตัวข้อมูลในเอกสารที่ออกมาเกี่ยวกับพื้นที่พระตะบอง ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าเถียงกันนานมาก เพราะฝั่งกัมพูชาเองก็ไม่ยอมรับกับคำว่าเสียดินแดน คือเราก็บอกว่ามันเป็น Technical term ของฝั่งไทยในการที่จะใช้คำนี้ เขาก็บอกว่าสำหรับเขาแล้วเขาดูเสียหาย เพราะฉะนั้นจะใช้ไม่ได้เลย แล้วเขาก็พูดถึงเรื่องที่เรายกย่องเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่สำหรับทางกัมพูชาบางคนก็มองว่าท่านคือคนทรยศต่อฝั่งกัมพูชา

 

 

เพราะฉะนั้นมันจะมีมุมแบบนี้อยู่ตลอดเวลาในเชิงของงานประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น แต่ว่าอยากให้มองในประเด็นที่หลากหลาย และยังไม่รวมกับความช่วยเหลือที่รัฐบาลไทยมีต่อเขมรแดงในยุคนั้นอีก ยุคหลังซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แล้วมันทำให้เขารู้สึกว่าตกลงแล้วไทยพยายามจะแทรกแซงกัมพูชาหรือไม่ บวกกับการที่ตระกูลที่ครองอำนาจอยู่ตอนนี้ขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของเวียดนาม มันทำให้พอเวลามันมีการกดทับลงไป มันไม่สามารถที่จะไปออกในอีกฝั่ง แบบไปตำหนิฝั่งเสือหรือเวียดนามได้ ก็ต้องมาออกที่ฝั่งจระเข้อย่างเราอะไรแบบนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในการเรียนประวัติศาสตร์ มันก็มีมุมมองตอนที่ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่ไปบรรยายให้ที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ ก็มีนักเรียนคนหนึ่งที่เรียนประวัติศาสตร์ถามว่า ทำไมเวลาไทยมีปัญหาอะไรทุกอย่างจะต้องโทษเรา ทำไมเวลามีปัญหากับเมียนมา ฝั่งนั้นมาตีเรา แต่เขาบอกว่า ทำไมเวลาที่ไทยมีปัญหา จะต้องเป็นฝ่ายมาตีเขมรด้วย แบบเช่นสมัยอาณาจักรอยุธยา

เขาถามในมุมกลับกัน เราก็เลยบอกว่าจริง ๆ แล้วถ้าเข้าใจบริบทในตอนนั้น จะรู้ว่าเหตุผลไม่ใช่เรื่องของการแก้แค้นอย่างเดียว เวลาทำสงคราม สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือทรัพยากร เรื่องของคนและเรื่องของพื้นที่ เพราะว่าพื้นที่ตอนกลางอยุธยาทั้งหมดมันไม่สามารถปลูกข้าวได้จากการที่ทำสงครามระหว่างกัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาพื้นที่ใหม่ ซึ่งก็คือพื้นที่พระตะบองซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวอันดับหนึ่งของกัมพูชา เป็นปัจจัยทำให้เราต้องไปยึดพื้นที่นั้น นักศึกษาท่านนั้นก็ลุกขึ้นมาแล้วก็พูดต่อ บอกว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม แต่ทำไมจะต้องมาทำกับกัมพูชา

อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญภาควิชาประวัติศาสตร์ก็เดินมาขอโทษ บอกว่าฉันสอนเด็กแล้วนะว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลตรงนี้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเลยว่าประวัติศาสตร์ชุดเดียวกัน แต่กลายเป็นว่าบางทีประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะยุคสมัยหนึ่ง

โดยส่วนตัวคิดว่าที่กลายเป็นรากซึ่งทำให้เราทะเลาะกันจนถึงทุกวันนี้ ก็คือสมัยสังคมราษฎรนิยมของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ถ้าเราจะวิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์คือการเกิดใหม่ของกัมพูชาเมื่อเป็นเอกราช เพราะฉะนั้นหลายประเด็นมากที่มันมีสารบางประการที่ต้องการสื่อออกไป สีหนุพูดถึงอะไรหลายอย่างที่โยงเข้ากับประเทศไทยตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ว่า “ศัตรูคนสำคัญของฉันได้ตายในเวลาไล่เลี่ยกัน” ซึ่งหมายถึง John F. Kennedy กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในช่วงที่ทั้งสองท่านเสียชีวิต “เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชนกัมพูชาทุกคนพรุ่งนี้ออกมาใส่เสื้อแดงฉลองกัน” แบบนี้ที่เป็นสารซึ่งตั้งใจส่งออกไป แล้วคำพูดแบบว่า “ขี้ข้าอเมริกา” หรือ “ทาสอเมริกา” ก็ถูกผลิตซ้ำในยุคนี้มาโดยตลอด ถ้าถามว่าใครเป็นเจ้าพ่อด้านการใช้สื่อ ก็อยากจะยกให้สมเด็จพระนโรดม สีหนุเหมือนกัน เพราะจะเห็นได้จากสารที่เขาสื่อออกมาได้ตลอด ซึ่งถ้าไม่เขาไม่ออกมาพูดเอง ก็จะต้องกระจายเสียงผ่านวิทยุต่าง ๆ สำหรับการโจมตีไทย และยิ่งพอมีเรื่องกรณีเขาพระวิหารด้วยแล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นประเด็นหลัก สิ่งนี้ทำให้เห็นได้ว่าเริ่มจุดชนวนมาเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้น ในส่วนของประวัติศาสตร์ เราก็จะเห็นภาพที่มันค่อนข้างจะมีพลวัตอยู่ภายใน ถ้าเราพยายามมองด้วยความจริง พยายามมองด้วยความเข้าใจ แต่บางครั้งก็เหมือนทุกคนดูจะอดทนไม่ได้ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกัน คือถ้าสถานการณ์รุนแรง ก็จะไม่สามารถทนไหวเหมือนกันในมุมนี้

ส่วนถ้าถามในเชิงนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เราไม่พยายามในการที่จะปรับทัศนคติหรือว่าส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ช่วยให้อยู่ร่วมกัน เพราะว่าตอนอยู่ฝรั่งเศส ที่นั่นจะมีหอพักนักศึกษาชื่อ Maison du Cambodge ที่สมเด็จพระนโรดม สีหนุสร้างไว้ให้นักเรียนทุนชาวกัมพูชา

ตอนไปอยู่ที่ฝรั่งเศสก็ได้พักที่หอพักนั้นตลอด ไปนอนกับเพื่อนชาวกัมพูชาตลอด แล้วเขาก็เป็นมิตร แล้วเขาก็พยายามที่จะพูดภาษาไทย แต่เขาเรียนการพูดผ่านละครโทรทัศน์ ดังนั้นจะพูดข้อมูลผิด ๆ ถูก ๆ หรือเอาคำจากละครมาพูดกับเรา เช่น คุณพี่คะ คือมันไม่ใช่ศัพท์ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นศัพท์จากละครถึงอย่างนั้นเขาก็เรียนเร็วมาก เขามีความพยายาม อันนี้คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าจริง ๆ ความสัมพันธ์ในเชิงบุคคลมันอาจจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

 

 

ในปัจจุบันเองก็มีสมาคมมิตรภาพไทยกัมพูชา ที่พวกเราหรือท่านเอกอัครราชทูตเชิดเกียรติ อัตถากร  พยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง เกิดการร่วมมือกันของนักวิชาการไปจนถึงศิษย์เก่ากัมพูชาที่เคยมาเรียนที่ไทยเพื่อให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

ประวัติศาสตร์เป็นการเรียนที่ค่อนข้างลำบาก อย่างที่เมื่อสักครู่อาจารย์อัครพงษ์กล่าวถึงว่าไม่มีสงครามที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาเลย แต่สงครามครั้งหนึ่งที่ทุกคนลืมเลือนไปแล้วคือ “สงครามอานามสยามยุทธ” สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีการผลิตซ้ำผ่านละครเรื่อง “ข้าบดินทร์” แต่เด็กรุ่นใหม่จะไม่ทราบเลยว่านี่คือสงครามที่ต้องการแย่งชิงดินแดนกัมพูชาด้วยซ้ำ กลายเป็นส่วนที่ลืมไป เพราะฉะนั้นแล้ว อาจจะตอบในมุมมองนักประวัติศาสตร์ ประเด็นสำคัญที่เราอาจจะดูเป็นต้นแบบ แล้วเรารู้สึกได้ว่าเขารบกันมาตลอด แต่เขาก็อยู่ด้วยกันได้ ก็คือทาง EU ที่เราเห็นได้ชัดก็คืออย่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน เขามีกรณีที่เกิดการเสียดินแดนก็คือ ฝรั่งเศสสูญเสียแคว้นอัลซาสและลอแรน (Alsace-Lorraine) ให้แก่เยอรมนี ส่วนกรณีของพระวิหาร เวลาที่ปรากฏในเอกสารของฝรั่งเศส เขากลัวคนฝรั่งเศสไม่รู้ว่ามันมีความละเอียดอ่อนต่อจิตใจของคนไทยและกัมพูชาอย่างไร

ปราสาทเปรียะฮ์วิเฮียร์ก็คือจุดหนึ่งที่มันเหมือนดินแดนอัลซาสและลอแรนของฝรั่งเศสที่โดนเยอรมันยึดไป เพราะฉะนั้นแล้ว ประเด็นเรื่องนี้มันคือตัวหนึ่งที่ต้องมาดูต้นแบบอย่างทาง EU คือเขาพยายามจะทำให้ประชาชนไม่ได้ลืมประวัติศาสตร์ แต่ว่าจะต้องรู้และต้องเข้าใจว่าสิ่งตรงนี้มันได้เปลี่ยนผ่านไปยังไง เผอิญว่าไปเรียนอยู่ในเมืองที่มีการส่งทหารไปรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะฉะนั้นแล้ว เขาเลยพยายามสร้างให้เป็นเมืองแบบคู่แฝด ให้ได้เยี่ยมเยือนซึ่งกันและกัน เพื่อลดทอนความบาดหมางระหว่างกัน

บาดแผลหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะให้เราเห็นภาพจากต้นแบบพวกนี้ที่เกิดขึ้นมาโดย EU เขารู้สึกว่าประวัติศาสตร์มันคือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้ แล้วอย่างหนึ่งที่อยากให้มีการส่งเสริม มีการเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านแบบจริงจัง เพราะว่าเอาง่าย ๆ เลย เราเรียนเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์ที่กระทำต่อชาวยิว แต่ถ้าเรื่องของเขมรแดงแล้ว ไม่มีใครรู้เลยจนกระทั่งได้มาเรียนรู้ในยุคใหม่ ที่มันเผยแพร่ผ่านทาง Podcast ของพวกที่เป็น influencer หลาย ๆ คน เด็กรุ่นใหม่ก็จะรู้จากตรงนั้น แต่ว่าในกรณีของเรื่องเขมรแดง มันคือกระบวนการหนึ่งของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รุนแรงมาก เพราะว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน

เพราะฉะนั้นก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมา ในวันที่เกิดการให้ “คุกตวลสเลง” เป็นมรดกโลก คือมีคนไทยที่รู้สึกติดอยู่กับมายาคติทั้งหลายแบบที่อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุขได้กล่าวไว้ คนที่มองว่าทำไมเอาที่ ๆ มีคนตายแบบนี้มาเป็นมรดกโลก ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเราศึกษาข้อมูลมากพอ เราก็จะรู้ว่าไม่ว่าจะเป็น Auschwitz หรือ Hiroshima หรือแม้แต่ที่ Rwanda ซึ่งเป็นจุดที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ช่วยตอกย้ำเตือนใจให้นึกถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้น ว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องเหล่านี้ มันคือกระบวนการที่นำไปสู่ปัญหาหรือความขัดแย้งอย่างไร แล้วอยากให้เรียนรู้เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้ว หลาย ๆ จุดตามชายแดน อาจจะเคยเห็นบางโรงเรียนมี Bunker เด็กในโรงเรียนก็อาจจะไม่เคยรู้เลยว่า Bunker ตรงนี้เกิดขึ้นเพราะอะไรในยุคที่ยังสงบอยู่ แล้วก็หลาย ๆ อย่าง อาจจะต้องผ่านทางรัฐบาลด้วยซ้ำ อย่างที่อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณไปช่วงที่กัมพูชาในตอนที่เรายังเป็นรัฐบาลทหารอยู่ หลายคนก็พูดตรงกันว่าไม่มีช่วงไหนที่ดีที่สุดเท่ากับตอนที่เป็นรัฐบาลทหาร

ในด้านการศึกษา พอมีกรณีพิพาทการเรียนการศึกษาก็จะถูกตัดจบ หน่วยงานทั้งหลายซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่กัมพูชาก็ต้องถูกดึงตัวกลับมา หรือในกรณีของนิสิตนักศึกษาชาวกัมพูชาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ก็จะต้องเดินทางกลับทันทีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้วสุดท้ายก็จะมีแต่เสียกับเสีย จริง ๆ แล้วถ้าเรามองเชิงความหวังอนาคต กัมพูชาอาจจะเป็นตลาดใหม่ในการส่งนักเรียนมาศึกษาที่เมืองไทยมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งเสริมเรื่องของความสัมพันธ์ที่อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

 

 

ถ้าถามว่าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลเรื่องประวัติศาสตร์โดยตรง ก็เคยสนทนากันตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดเหตุความขัดแย้ง คือเขามองว่านโยบายของกัมพูชาที่ผ่านมาคือรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เขามองว่ามันจะพัฒนาคนของเขาได้ คือการต้องทำให้ประชาชนชาวกัมพูชาเป็นพลเมืองโลกอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นมันมีความพยายามที่อยากจะปรับปรุงมุมมองกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวของเขา ประเทศแรกที่เขาคิดอยากจะไปถ้าเขามีโอกาสไปก็คือประเทศไทย

ทุกวันนี้ ชาวกัมพูชาหลายคนเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลที่ประเทศไทย พอชายแดนปิด เขาก็เดินทางมาไม่ได้ ไม่ว่าจะโรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ หรือโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลเหล่านี้ลูกค้าลดลงไปกันหมด

คือเขาก็ยังเชื่อมั่นว่าจริง ๆ แล้วสำหรับประเทศไทย ด้านหนึ่งเขาอาจจะแสดงออกว่าไม่ชอบสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ยังถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับเขาอยู่ หรือสำหรับแรงงานเอง อย่างกรณีด่านศุลกากร ที่เมื่อสักครู่อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุขบอกว่า นอกจากแรงงาน เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็อยากให้เปิดด่านโดยเฉพาะด่านตรงอำเภออรัญประเทศ เพราะเป็นด่านที่มีสินค้าเข้าออกสูงมาก เป็นอันดับหนึ่งหรือสองมาโดยตลอด ถ้าเราเห็นปริมาณของการค้า การส่งออกและการนำเข้า มันกระทบโดยตรงอยู่แล้วกับวิถีชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

แม้แต่ด้านการศึกษา อย่างที่ได้เกริ่นไปคือถ้ามีโอกาส ประเทศแรกที่เขาอยากมาเที่ยว เขาก็เลือกมาเมืองไทย ตอนที่ไปที่พนมเปญ Jobs and education fair ทุกท่านอาจจะคิดว่านักเรียนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่จะเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในแถบภาคอีสาน อาทิเช่น มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งมีศิษย์เก่าเป็นชาวกัมพูชา 300 คน มหาวิทยาลัยทักษิณที่อยู่ภาคใต้

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้ว เขาก็อยากให้สามารถมาเรียนได้ แล้วทางตัวมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญเอง ก็มีวิชาเอกภาษาไทยซึ่งให้ความรู้จนนักศึกษาพูดได้ดี จนพร้อมที่จะมาทำงานที่ประเทศไทยด้วยซ้ำ