ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถตอบได้แค่ไหน ขออนุญาตอ้างถึงรายการโทรทัศน์ที่สัมภาษณ์เมื่อสักครู่ เขาถามถึงทางออกและความหวัง ซึ่งยังตอบไม่ได้ และอาจจะเป็นเรื่องที่ว่ากันในปีหน้า ผมอยากจะเริ่มด้วยข้อสังเกตแบบพื้น ๆ เนื่องจากจริง ๆ ก็เขียนเรื่องนี้มาพอสมควร สิ่งที่เขียนไว้หลังเหตุการณ์การชุมนุมปี พ.ศ.2551 อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริต้องจำได้ เพราะเราสองคนโดนหนักที่สุด คนที่อ่านเขาถามว่าคนไทยหรือไม่ใช่ไหมครับ ผมคิดว่าตอนนั้นเราเห็นตัวอย่างเห็นอะไรมาพอสมควร แต่ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับจากปี 51 ย้อนกลับสู่ปี พ.ศ.2568 แล้วก็หนักขึ้น ทั้งสองท่านพูดได้เห็นภาพชัด ผมจึงอยากเริ่มด้วยเป็นข้อสังเกตพื้น ๆ

ผมมีข้อสังเกตอยู่ 8 ประเด็นสั้น ๆ แล้วก็อาจจะเป็นคำตอบของคำถามที่อาจารย์ถาม ประเด็นแรกไม่แน่ใจว่าผมจะต้องปรึกษาอาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณหรือไม่ เราพูดข้อมูลกันมานาน หรือว่าวันนี้การพูดข้อมูลอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อีกแล้ว เพราะพูดมาหลายครั้งคนเชื่อก็เชื่อ ส่วนคนไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อ แต่ปัญหาคือฝ่ายการเมืองก็ไม่ยอมปรับความเชื่อ แล้วก็อาจจะใช้ข้อมูลที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าปัญหาข้อมูลถ้าใครถ้าสนใจ อันนี้เป็นงานวิจัยที่ผมทำตอนปี พ.ศ.2550 ก็แปลว่าทำวิจัยเสร็จก่อนที่จะมีการชุมนุมที่มัฆวาน พอปี 51 ออกฉบับเล็ก ๆ จริง ๆ พิมพ์ปี พ.ศ.2555 แล้วก็หายไปนาน เป็นหนังสือที่หน่วยงานความมั่นคงตามหากัน เพราะว่าคนเขียนจริง ๆ ตอนนั้นคือพลเอกนพดล โชติศิริ ต่อมาคือเจ้าคุณแผนที่ ถือว่าเป็นงานวิจัยเรื่องเส้นเขตแดนที่ดีที่สุด
จริง ๆ ตอนทำงานวิจัยหวังว่าจะได้รางวัลเรื่องงานก่อการร้าย เพราะว่าเป็นงานที่ทำมาก่อน แต่ปรากฏว่างานที่ได้รางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นชุดนี้ ผมเอาไปใส่ไว้ในห้องสมุดของสถาบันปรีดี พนมยงค์
ผมคิดว่าเรื่องข้อมูลอย่างที่เปิดประเด็นว่าเราพูดกันเยอะ สอง ผมว่าวันนี้อาจจะต้องเลิกถามว่าความขัดแย้งเกิดจากอะไร เริ่มต้นจากอะไร คำตอบคือไม่มีใครรู้อย่างแท้จริง หมายถึงรอบปัจจุบัน ส่วนรอบตอนปี พ.ศ.2554 สามารถพออธิบายได้ ส่วนของปี 68 ถ้ารู้ก็เป็นการมโนข้อมูล เพราะเป็นข่าวกรองที่ไม่สมบูรณ์ ตรวจสอบไม่ได้ ยืนยันไม่ได้ ถ้ามีคนรู้เขาก็ไม่บอกเรา หรือบอกเราก็บอกไม่หมด ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าในรอบนี้พวกเราทั้งหลายรู้เรื่องจริง ๆ น้อยมาก เห็นแต่ภาพที่เป็นปรากฏการณ์ของปัญหาแต่ไม่รู้ข้อมูลที่ลึกหรือที่เป็นจริงในบางส่วน
สาม ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดถึง MOU ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะสิ่งนั้นไม่กลับคืนมา เหมือนเราเห็นทุกคนถูกยิงตายกลางตลาด แต่ทำอะไรไม่ได้ เข้าไปช่วยก็ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเมื่อคนนี้ถูกยิงตายแล้ว จะมีเรื่องใหญ่เกิดตามมา ก็คงทำได้แค่นั้นกับนางสาว MOU 44
สี่ ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐบาลเพราะไม่มีกระบวนการ สิ่งที่เกิดเป็นเพียงการตอบโต้กับสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีลักษณะที่เรียกกันว่า Strategic process (กระบวนการเชิงกลยุทธ์) หรือกระบวนการทางยุทธศาสตร์ของการแก้ปัญหา เว้นแต่เราจะอธิบายว่าสิ่งที่เราเห็นทั้งหมดเป็นวิทยายุทธของยุทธศาสตร์แบบไร้กระบวนท่าของรัฐบาลปัจจุบัน
ห้า ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงผลกระทบทางการเมืองในเวทีสากลต่อสถานะของไทย การเป็นฝ่ายรับในเวทีสากลที่เราพูดก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะคนเข้าใจก็เข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ แล้วถ้าพูดมากจะถูกมองว่าคนที่พูดเรื่องเหล่านี้เป็นคนสนับสนุนกัมพูชา โดยเฉพาะอาจารย์อัครพงษ์
หก ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจไทย คนยอมรับก็ยอมรับ คนไม่ยอมรับพูดให้ตายก็ไม่ยอม เช่น อย่าพูดเรื่องเปิดด่าน ใครที่เห็นบทความเรื่องเปิดด่านช่วงแรก ๆ มีคนตกใจจนกระทั่งติดต่อมาขอให้ผมยุติการเขียนเพราะถูกด่าหนักมาก
เจ็ด ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดคะเนถึงอนาคต เพราะเราแทบคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ไม่มีข้อมูลในทางลึกเรารู้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าจะบอกว่าเรามีข้อมูลชั้นทุติยภูมิ แต่ของจริงสิ่งที่เรามีข้อมูลเป็นเพียงข้อมูลระดับชั้น 4 หรือชั้น 5 เป็นเพียงข้อมูลที่ฟังจากปากต่อปาก ยืนยันอะไรไม่ได้
แปด ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงจุดจบของสงคราม เพราะสงคราม ณ วันนี้ยังไม่จบ และยังมีตัวละครที่เป็นรัฐบาล เป็นผู้มีอำนาจเข้าไม่เกี่ยวข้องและเกี่ยวข้องอย่างมาก ต่างจากปี พ.ศ.2554 เยอะมาก จนบัดนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าสงครามจะยุติอย่างไร และยังมีปัญหาที่มีคนลากเราไปตีกับ UN เพิ่มขึ้น เหล่านี้คือความไม่มีประโยชน์แปดข้อ
พูดถึงปัญหาการยุติสงครามที่เป็นทางออกข้อที่หนึ่งอาจจะเห็นต่างกับพวกเราหลายท่าน คิดว่าสงครามไม่ใช่เรื่องของชนชั้นนำ เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่าสงครามเป็นเรื่องของชนชั้นนำและชนชั้นปกครองในทางทฤษฎีของฝ่ายซ้าย พูดอย่างนี้ไม่ต่างกับเรณูวันที่เขียนหนังสือเรื่องจักรวรรดินิยม การขับเคลื่อนของกระแสชาตินิยมที่สนับสนุนโดยกระแสเสนานิยมในยุคปัจจุบัน ทำให้สงครามกลายเป็นเรื่องของคนทุกชนชั้น เรื่องที่ต้องตระหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ สิ่งที่ผมสนใจคือเรากำลังเห็นชนชั้นกลางนิยมสงครามคือ Accuracy class ซึ่งผมว่าวันนี้เห็นชัด
อยากจะเปรียบกับสงครามโลกที่ 1 ในเวทีโลกที่ดึงชนชั้นแรงงานเข้าสู่สงคราม สงครามโลกครั้งที่ 1 สำหรับผมในปี 1914 คือการที่พี่น้องคนงานทั้งยุโรปเผาหนังสือเรื่องแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (The communist manifesto) และประกาศเลิกร้องเพลง "Agnus Dei" สุดท้ายบรรดาพี่น้องฝ่ายซ้ายของยุโรปก็เข้าสู่สงคราม ภายใต้การแต่งเครื่องแบบของทหารในแต่ละรัฐ
ข้อที่ 2 สงครามครั้งนี้พิสูจน์คำสอนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ก็คือทำสงครามง่ายกว่าทำสันติภาพ หรือสร้างสันติภาพยากกว่าสร้างสงคราม คนเรียนวิชาสันติวิธีชอบเสนอ Make peace not war แต่ของจริงภายใต้กระแสการเมืองชุดปัจจุบันที่ถูกสร้างขึ้นนั้นถือว่าเป็นไปไม่ได้
ข้อที่ 3 สังคมไทยไม่มีบทเรียนและไม่มีความเข้าใจเรื่องการยุติสงคราม ไม่เห็นความยากลำบากและความยุ่งยากของกระบวนการยุติสงคราม เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ปัญหากระบวนการสร้างสันติภาพหลังการหยุดยิงก็เป็นเรื่องใหญ่ เราไม่มีกระบวนการที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างถาวร แต่เราอยู่ด้วยความฝันอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ที่เชื่อว่าทุกอย่างจะจบลงอย่างรวดเร็วและจบลงอย่างง่าย ๆ ซึ่งสภาวะของความเชื่อเช่นนี้เปิดให้เกิดช่องว่างในการสร้างสันติภาพที่มาจากการบังคับจากปัจจัยภายนอก หรือจากรัฐภายนอก หรือเกิดภาวะที่สันติภาพเป็นความเปราะบางในตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่สันติภาพกลายเป็นความเปราะบาง เมื่อนั้นคือเงื่อนไขของสงคราม

ข้อที่ 4 ถ้าจะยุติสงคราม กระบวนการยุติความขัดแย้งต้องมีความเข้มแข็ง ต้องมีการควบคุมพื้นที่ความขัดแย้ง ไม่ใช่การหยุดยิงแต่ต้องเป็นการหย่าศึก พูดง่าย ๆ เราต้องพูดเกินกว่าเรื่องของการหยุดยิงคือ Ceasefire แต่ต้องคิดเหมือนกับในประเด็นที่กองกำลังรักษาสันติภาพของ UN เข้าไปควบคุมพื้นที่ความขัดแย้ง การหยุดยิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการหย่าศึก ถ้าหยุดยิงแล้วหย่าศึกไม่ได้ ปัญหาจะเกิดตามมาไม่ต่างจากเดิม
ข้อที่ 5 จะยุติสงครามได้ในระดับนโยบาย ฝ่ายการเมืองต้องมีความมุ่งมั่นที่จะยุติสงคราม และต้องตระหนักถึงผลการรบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือสิ่งที่วิชายุทธศาสตร์เรียกว่า Unintended consequences คือสิ่งที่เป็นผลสืบเนื่องอันไม่พึงประสงค์
ถ้าฝ่ายการเมืองยังไม่ตระหนักถึงจุดนั้น สงครามจะยังไม่ยุติ แต่ถ้าถึงจุดนั้น ฝ่ายการเมืองจะต้องมีความมุ่งมั่น และจะต้องมีสิ่งที่นักสันติภาพเรียกว่าวิสัยทัศน์แห่งสันติภาพหรือ Vision of peace
และในทำนองเดียวกัน สังคมจะต้องเข้าใจว่าการยุติสงครามคือการต่อสู้ทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง
สงครามไม่ได้ยุติโดยปราศจากการต่อสู้ทางการเมืองภายใน
ข้อที่ 6 สงครามจะยุติได้ต้องมีช่องทางของการติดต่อสื่อสารหรือ Communication channel ถ้าปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารจะกลายเป็นเงื่อนไขของสงครามในตัวเอง ขณะเดียวกันผมทราบว่ามีความพยายามที่จะเปิดช่องทางการสื่อสารผ่าน Track 2 ผมทราบว่าห้องนี้มีคนที่ดูเรื่องการทูตแบบ Track 2 อยู่ ฝากไปบอกระดับเบื้องบนที่ทำ Track 2 ใครคือผู้ Endorse ให้คุณทำ และใครเป็นผู้ Authorized ให้คุณทำ Track 2 เพราะต้องมีคน Endorse แล้วต้อง Authorized ถ้าหากเป็นเพียง Track 2 ที่ไม่ได้เชื่อมกับ Track 1 จะเป็นเพียงตัวตลกเท่านั้น
ถ้าจีนอยากให้นักวิชาการไทยและกัมพูชาทำ สิ่งที่จีนควรทำคือจ่ายเงินผ่าน Alibaba แล้วชวนนักวิชาการไทยกับนักวิชาการจีนไปนั่งดื่มเหล้า
ที่สำคัญคืออย่าให้ Track 2 กลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลนำอำนาจเข้ามาบีบเราอีกแบบหนึ่ง
ความจริงถ้าจะคุยผ่าน Track 2 อาจจะไม่มีประโยชน์ เพราะคำตอบอยู่ที่ Track B ซึ่งคืออะไรครับ คือ Track Buriram กับ Track Bangkok คุณคิดหรือว่าคนในกรุงเทพไม่มีช่องทางคุย คุณคิดหรือว่าคนในบุรีรัมย์ไม่มีช่องทางคุย อย่ากลายเป็นตัวตลกให้เขาเห็นเป็นของเล่น
ถ้าสันติภาพจะเกิดขึ้นจริงต้องสร้างข้อจำกัดทางการเมือง ให้คู่พิพาทที่เป็นรัฐทั้งสองฝ่ายทำอย่างไรก็ได้ที่รัฐบาลจะไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสงครามในตัวเองอย่างไม่มีข้อยุติ ทำอย่างไรที่จะไม่เกิดเงื่อนไขสงครามอย่างไม่มีจุดจบ เพราะถ้าไม่มีถ้าสงครามไม่มีจุดจบ เราจะอยู่ในสภาวะของ Forever war เหมือนกับที่หลายประเทศ อย่างเช่นสหรัฐอเมริกาของทรัมป์ที่เข้าไปติดกับสงคราม
ดังนั้นการเมืองภายในต้องไม่ใช่เงื่อนไขของสงคราม ในขณะเดียวกันสงครามต้องไม่ทำเพื่อคะแนนเสียงทางการเมือง ถ้าเชื่อว่าสงครามจะยุติได้ การต่อสู้ทางการเมืองในสังคมจะกระทบกับกระบวนการสันติภาพ เช่นเดียวกับที่การต่อสู้ทางการเมืองก็กระทบกับกระบวนการทำสงครามในทุกส่วน
ข้อที่ 8 สงครามจะหยุดได้จริงต้องสร้างเงื่อนไขภายในสังคม ให้ตอบรับกับเงื่อนไขสันติภาพและการหยุดยิง ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นผ่านบทบาทของสื่อและบทบาทของนักวิชาการ ไปจนถึงบทบาทของผู้นำรัฐ เรื่องของการทำหน้าที่อย่างเหมาะสมเป็นคำถามที่มีค่อนข้างมาก เนื่องจากเราใช้ข้อมูลที่เกิดจากการประกอบสร้างจากความเชื่อของตัวเราเอง หลายครั้งผมคิดว่าทั้งสังคมไทยและสังคมกัมพูชาตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ ม.ม้าสองตัว คือมโนกับมายาคติ
มโนก็คือเกิด Self imagination หลายครั้งที่หลายท่านดูข้อมูลบนสื่อ อาจารย์บางท่านเป็นหน่วยงานข่าวกรองก็พูดเยอะมาก จนตกใจว่างานข่าวกรองชิ้นนี้มาจากที่ไหน หรือสื่อบางคนสร้างเรื่องราวผ่านมายาคติหลายเรื่อง หรือเรื่องพญาละแวกก็เป็นตัวอย่าง
ข้อที่ 9 ผู้นำรัฐและสังคมต้องมีมาตรฐานในการใช้ข้อมูลและรับรู้ข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีมาตรฐานในการใช้ข้อมูลและรับรู้ข้อเท็จจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเพียงการปั่นข้อมูลบนหน้าสื่อ ผมไม่ประสงค์จะก้าวล่วงเข้าไปมากกว่านี้ สำหรับท่านที่สนใจ วันนี้ผมนำเสนอบทความ 2 ชิ้นอยู่ในเว็บไซต์ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ หรือหากท่านไหนสนใจ ผมเขียนจดหมาย 6 ฉบับถึงท่านนายกรัฐมนตรี เขียนด้วยความสุภาพมากเพราะมีเพื่อนส่งข้อความมาบอกว่าเขียนสุภาพเกินไป
ข้อที่ 10 ขออนุญาตเล็กน้อย ถ้าจะยุติความขัดแย้งในเชิงพื้นที่ ต้องยอมให้ฝ่ายเทคนิคทำงานฝ่ายเทคนิคคือ JBC วันนี้ ผมพูดมาทุกเวที JBC คือคณะข้าหลวงปักปันในศตวรรษที่ 21 ถ้า JBC ทำงานได้เหมือนกับคณะข้าหลวงปักปันในยุคในหลวงรัชกาลที่ 5 หากได้ทำงานจริง ผมว่าเส้นเขตแดนจริงจะเห็นชัด อาจจะมีความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ต้องตระหนักว่ามีความได้เปรียบเสียเปรียบทั้งสองฝั่ง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าได้เปรียบฝ่ายเดียว และเสียเปรียบฝ่ายเดียว
ขณะเดียวกัน ถ้าจะเพิ่มเติมคืออะไรที่เป็น Maximum claims หรือข้อเรียกร้องสูงสุดทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา ไม่ใช่จุดชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดน แต่อยู่ที่ข้อเรียกร้องสูงสุด หรือจุดนั้นจะเป็นจุดชี้ขาดของเส้นเขตแดน เพราะฉะนั้น JBC สำคัญที่สุด แต่คนจะทำ JBC ได้ต้องมีองค์ประกอบสามส่วน
คือหนึ่งต้องมีความรู้เรื่องแผนที่ สองต้องรู้เรื่องเส้นเขตแดน สามต้องรู้เรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ
นั่นเป็นเหตุผลว่าวันที่สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ผมเรียกร้องให้รัฐบาลยุคนั้นตั้งท่านทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย แล้วก็ทัวร์ลงทั้งสองคน ลงทั้งอาจารย์สุรชาติและท่านทูตประศาสน์ โชคดีอย่างเดียวทูตประศาสน์ไม่จบนิติศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นกระทรวงต่างประเทศเป็นประธาน JBC ฝากท่านทูตกฤต ไกรจิตติ ฝากท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ไปแจ้งด้วย เพราะไม่อยากเห็นการนำทหารเข้ามาเนื่องจากทหารควรเป็นประธาน JBC โดยตำแหน่ง แต่ JBC ควรเป็นงานของกระทรวงการต่างประเทศ

ข้อที่ 11 วันนี้ผมว่าโจทย์ใหญ่ก็คือ อะไรคือยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ถ้าเรานั่งพิจารณาทั้งหมด ผมคิดว่านับจากยุคนายกชาติชาย ชุณหะวัณ หรือยุคที่ผมเรียกว่ายุคบ้านพิษณุโลกดำเนินนโยบายต่างประเทศ ความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านถูกกำหนดบนแนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” จากยุคนายกชาติชาย ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรก็ตาม แต่เงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ก็คงเดิม คือสนามรบไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ถือสนามการค้าเป็นเรื่องหลัก แต่ปัจจุบันผมมีความกังวลว่า รัฐบาลนายกอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นโจทย์ใหญ่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศไทย หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในมิติของเศรษฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศของไทย
ข้อสุดท้ายครับเราชอบพูดว่า เราสูญเสียดินแดนไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว ผมว่าคำตอบของจริงในวันนี้ผืนแผ่นดินไทยเราไม่ได้เสียที่ชายแดน แต่เราเสียที่เกาะสมุย เสียที่เกาะพะงันใช่หรือไม่ วันนี้คนที่เป็นกองกำลังที่น่ากลัวที่สุดในการรุกรานประเทศไทยคือทุนต่างชาติและ Nominee ที่เป็นคนไทย วันนี้ผมอยากเห็นขบวนชาตินิยมไทยพูดปัญหาจีนเทาและปัญหาชาวยิวที่เข้ามายึดพื้นที่ในไทย บางพื้นที่ล่าสุดใครทราบข่าวนี้บ้าง มีพี่น้องคนไทยชัก Palestine แล้วมีปัญหาในพื้นที่ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะต้องพิจารณา
เหล่านี้คือข้อสังเกต 8 ประการแล้วก็ข้อคิดในการยุติสงคราม 12 ประการ
นโยบายต่างประเทศเชิงอุดมคติต่อรัฐเพื่อนบ้าน ผมคิดว่าโจทย์ชุดนี้ เป็นโจทย์ซึ่งได้พันธนาการและก็ปลดไม่ออกจากทุกประเทศที่มีเพื่อนบ้านอยู่ข้างเคียง ผมเคยเปรียบเทียบตอนช่วงที่ยุคมีชุมนุมประท้วงที่สะพานมัฆวานหนัก ๆ ว่า ถ้าคิดว่าเราทะเลาะกับเพื่อนบ้านรุนแรง ผมว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รัฐในทวีปยุโรปรบหนักกว่ามาก ใครที่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์สงคราม วันนี้เมืองบางเมืองต้องสร้างอนุสาวรีย์ให้ลูกหลานเพราะว่าไปตายสงครามตายเกือบทั้งเมืองสำหรับเด็กผู้ชาย
แต่ทำไมของเราเหมือนสมานแผลไม่ได้ จะใช้ยาอะไรเป็นยาสมานแผล ถ้ากล่าวในลักษณะสำนวนก็บอกต้องนำ Tensoplast ปิด ถ้าเป็น Plaster ก็จะไม่สมาน ตอนปี พ.ศ.2551 ยุคสะพานมัฆวานผมเรียกอาการอย่างนี้ว่าแผลเก่าที่ไม่เคยเก่า หรือแผลเก่าที่ไม่เคยตกสะเก็ด ถ้าไปเกาวันไหนก็เลือดออก แต่ถ้าเกาแรงหนักกว่านั้น สามารถลุกขึ้นมาตีเขาได้เลย ผมเคยอยู่ในสถานการณ์จริง ๆ สถานการณ์ที่เป็นความขัดแย้งขนาดหนัก วันนี้ขออนุญาตมีท่านทูตสองท่านอยู่ในงานด้วย ผมว่าจุดตั้งหลักคือกระทรวงต่างประเทศของเรา ผมรู้สึกเช่นนั้นนะท่านทูต ช่วงที่เราเห็นวิกฤตการณ์ปี พ.ศ.2544 แล้วก็มีวิกฤตการณ์ปี พ.ศ.2546 ปี 44 เป็นวิกฤตการณ์ที่บ้านปังหนุน ผมอธิบายพวกเรานะครับ ถ้ารบวันนั้นรบใหญ่กว่าแนวรบที่ท่านเห็นด้านฝั่งฝั่งตะวันออก เพราะการเตรียมรบครั้งนั้น ผมอยู่ในฐานะที่ต้องรับรู้ข้อมูล มีการเตรียมการรบที่ใหญ่มาก ก็มีพยายามเจรจากันอยู่ ขออนุญาตเล่าไม่ลงรายละเอียด หลังปี 44 พอรอบปี 46 เกิดใหม่ก็เจรจากันอยู่สองรอบ วันนี้ผมก็นั่งคิด เพราะว่าพอเป็นอาจารย์ต้องสอนนโยบายต่างประเทศไทย ทั้งชีวิตผมจะอธิบายกับลูกศิษย์ผมอย่างไร ว่าในวิกฤตมันมีจุดที่จะถอดฉนวนได้ อะไรเป็นตัวถอดฉนวน ผมว่าเรื่องแรกคือผมว่าตัวนายกรัฐมนตรีเป็นปัจจัยสำคัญเพราะเป็นคนตัดสินใจสุดท้าย แต่คนที่เป็นตัวขับเคลื่อนในเชิงนโยบายต่างประเทศจริง ๆ สำคัญ ผมมีประสบการณ์ที่นั่งเห็นยุคท่านสุรเกียรติ์ เสถียรไทย สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณผมว่าเห็นมิติของการแก้ปัญหา พอเกิดปัญหาไม่รอ ดำเนินการแก้ทันที
เสียดายว่านักการต่างประเทศท่านปัจจุบันจริง ๆ ก็เป็นสมาชิกบ้านพิษณุโลก เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในทีมบ้านพิษณุโลกของท่านสุรเกียรติ์ แต่เราไม่เห็นมรดกพิษณุโลกกับคณะรัฐมนตรีปัจจุบันเท่าไหร่ ถอยกลับไปสู่ยุคตอนวิกฤตไทยกับเมียนมา ใหญ่ที่สุดคือหลังจากภาพยนตร์เรื่อง “บางระจัน” ออกฉาย ยุคนั้นยังไม่มีไอโอ แต่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้นคือภาพยนตร์เรื่องบางระจัน หลังจากภาพยนตร์ออกฉาย พอไปสอนหนังสือก็มีคนยกมือ แล้วพูดว่า อาจารย์ครับผมอยากไปรบ ไปสอนที่ไหนก็มีคนยกมืออย่างนั้น อันนี้ขออนุญาตเล่า
ผมบอกเดี๋ยวผมจะกลับไปบอกพรรคพวกผมที่ทำงานอยู่ในกองทัพให้ขึ้นบัญชีคุณเป็นคนแรก
เราเห็นจุดที่มีความซับซ้อนในยุคปัจจุบัน ถ้านายกไม่ขยับเป็นตัวจักรกลหลัก แล้วกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ทำอะไร คือในกระทรวงการต่างประเทศก็เป็นลูกศิษย์ผมทั้งนั้นและเขาอาจจะไม่ชอบผม และผมไม่มีช่องทางติดต่อกับทางกระทรวงการต่างประเทศเลย ชีวิตผมอยู่ในกองทัพมากกว่า
ผมมีความรู้สึกว่า วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีกลับมาพูดเรื่องเดิม คือกลับมาพูดเรื่องแผนที่ 1:50,000 ทำไมอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายไม่คัดค้าน ขออนุญาตไม่ลงลึกเพราะมีเรื่องของรายละเอียดค่อนข้างมาก ผมเคยขึ้นเวทีขึ้นไปพูดในช่วงที่รบตอนปี พ.ศ.2554 ปี 55 กองทัพอีกส่วนหนึ่งแก้ แต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร สิ่งที่ผมทำในยุคนั้นก็คือนั่งเครื่องบินไปพูดในพื้นที่แถวภาคอีสาน ซึ่งทำให้เห็นชัดอย่างหนึ่ง พอถึงจุดที่สิ่งที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง เมื่อผมอยู่ในเวทีผมมีความรู้สึกมากจนบัดนี้ กรมแผนที่ทหารจะจับมือผม บอกอาจารย์อันนี้เป็น Fact กรมแผนที่ทหารจะขอตอบเพื่อให้ชัดเจนว่าข้อมูลในเชิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และทางแผนที่ทั้งเขตแดนต่าง ๆ ตรงนั้นเขาพูดแล้วมีน้ำหนักกว่าผม เพราะเนื่องจากถ้าใครจำได้จาก พ.ศ.2551 ถึง 2552 ผมถูกขึ้นบัญชีโดยสื่อบางฉบับ เขาลงข่าวว่าใครที่พบผมอนุญาตให้ทำร้ายได้เลยบนถนน ตอนนั้นผมถูกขึ้นบัญชีจนถึงขั้นอาจจะเกิดเหตุนะครับ เพราะฉะนั้นในสภาวะอย่างนี้ ผมอยากเห็นกลไกการขับเคลื่อนเพื่อให้ปัญหามันคลายตัวออก แต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบ
คือไม่ว่าอย่างไรสงครามนี้ก็ไม่จบ เพราะสงครามรอบนี้มีผลกระทบลึกต่อสองฝั่ง ความรู้สึกได้เข้าในใจของคนทั้งสองฝั่ง ไม่มีทางจบ รอบอื่นรบกันผิวเผิน ใครที่ฟังบทสัมภาษณ์ของผม ก็จะเห็นว่ายืนยันมาตลอด สงครามกับรัฐเพื่อนบ้านไม่ควรยาวนาน พอหอมปากหอมคอก็จบ ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกลับไปนอน จากนั้นค่อยกลับมาคุยกันใหม่ วันนี้ไม่มีทางคุยได้ทั้งฝั่งทหารและฝั่งภาครัฐ แม้กระทั่งพี่น้องประชาชนก็คุยกันไม่ได้แล้ว อย่างนี้มันจะไปจบสงครามยังไง
เราไม่ได้อยู่ในยุคกรุงศรีอยุธยาใช่หรือไม่ ไม่ใช่กองทัพอยุธยาที่บุกเข้าไปตีเมืองพญาละแวก
ขออนุญาตนะอาจารย์ ที่อาจจะดูมีอารมณ์ เพราะสุดท้ายเราไม่ใช่คนแก้ปัญหา เราเป็นคนผลักดันให้เขาแก้ปัญหาแต่เขากลับไม่แก้ปัญหา นักวิชาการพูดต้องใช้คำหยาบ ๆ ว่าพูดให้ตายอย่างไรก็ไม่เกิด พูดจนทัวร์ลงก็ไม่เกิด ผมดีกว่าอาจารย์หลายท่านผมไม่มี Facebook คือตัดสินใจไม่มีเพราะเป็นอาจารย์เงินเดือนไม่มาก หน้าบ้านไม่ใหญ่ รับรถทัวร์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่มี Facebook วันนี้ขอสารภาพว่าใครจะตำหนิหรือชมอย่างไรก็ไม่มีทางทราบ เป็นวิธีเดียวที่จะทำงานโดยให้จิตมีความนิ่ง

อาจารย์อาจจะบอกว่าความจริงมีหลายชุด ผมขอโต้แย้ง คือ NGO ชอบกล่าวแบบนี้ และ NGO ก็ตายไปกับคำพูดลักษณะนี้ อย่างภาคใต้ก็เป็นตัวอย่าง สุดท้ายคนตัดสินในนโยบายจะพบว่าความจริงมีชุดเดียว คือความจริงที่อยู่ในตึกบัญชาการที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะการตัดสินสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับชุดข้อมูล หรือพูดง่าย ๆ ตัวมุมมอง หรือที่ภาษาวิชาการใช้ก็คือ Perception ที่จะตัดสินนโยบาย ณ วันนั้น
สภาวะอย่างนี้ผมรู้ว่าเราไม่มีบ้านพิษณุโลก วันที่บ้านพิษณุโลกมีบทบาท ผมออกไปเรียนต่างประเทศ แต่ก็ได้รับรู้รายละเอียดมรดกของบ้านพิษณุโลก คือการเปลี่ยนยุทธศาสตร์รัฐไทยต่อรัฐเพื่อนบ้าน
วันที่เราแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้ายุคท่านนายกชาติชาย สิ่งนั้นได้กลายเป็นมูลฐานของนโยบายต่างประเทศไทยมาตลอด ต่อให้ยึดอำนาจก็ไม่เปลี่ยน ต่อให้ทะเลาะกันให้ตายก็ไม่เปลี่ยน รัฐบาลทหารอย่างรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็ไม่เคยเปลี่ยน คือมีความสัมพันธ์ที่ดีและ MOU 44 มีการพูดคุยในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เป็นการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา เพราะฉะนั้น จากจุดนี้เราจะเห็นว่านโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านเริ่มถูกเปลี่ยน วันที่เราแก้ปัญหา MOU 44 แก้ปัญหาวิกฤตปี 46 สุดท้ายนายกทักษิณทำอะไร ก็คือเกิดปฏิญญาพุกาม รัฐไทยตัดสินใจว่าในยุคนั้น ไทยจะต้องปรับนโยบายให้ความช่วยเหลือกับรัฐประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็ทำจริง ๆ เปิดปฏิญญาพุกามที่เมียนมา ผมอยู่ในเหตุการณ์แล้วก็เห็นการขับเคลื่อนที่รวมถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับพื้นที่แม่สอด
ถ้าเราจะขับเคลื่อนทั้งหมด คำถามที่เกี่ยวข้องกับแม่สอดก็คือ ตกลงจะให้ประชาชนฝั่งประเทศเมียนมา ข้ามมาทำงานที่แม่สอดแบบอยู่ระยะยาวหรือไปเช้าเย็นกลับ สิ่งนี้เป็นตัวอย่าง เพราะวันนี้ไม่มีข้อถกเถียงเช่นนี้เลย มีเพียงการปิดด่านเท่านั้น วันนี้ใครแสดงความต้องการเปิดด่านก็จะถูกวิพากย์ ผู้ที่อยากให้เปิดด่านที่สุดคือประชาชนในพื้นที่ชายแดนและหอการค้าจังหวัดในพื้นที่ชายแดน ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงแม้แต่น้อย ถ้ายุคอาจารย์สุรเกียรติ์ จริง ๆ การขับเคลื่อนผ่านการค้ายังเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรถึงจะชวนท่านนายกรัฐมนตรีมาเห็นในมุมมองของเราบ้าง
หรือทำอย่างไรจะชวนท่านรองนายกรัฐมนตรีต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้มีมุมมองอย่างเราบ้าง ถ้าหากไม่เห็นเช่นเดียวกับที่เราเห็น ไม่คิดอย่างที่เราคิด ก็จะยังคิดด้วยมาตราส่วน 1:50,000 สุดท้ายแล้วปีนี้อย่างไรก็ไม่สิ้นสุด ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อให้ปีถัดไปก็ยังไม่จบ คือเรื่องความขัดแย้งจะฝังใจต่อกัน กินลึกและฝังใจไม่จบ รอบนี้สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือการทะเลาะและประณามต่อกันแบบไม่จบสิ้น
อย่างชีวิตพวกเราหลายคนในห้องนี้ อยู่ทั้งคอนโด อยู่ทั้งบ้านจัดสรร ถ้าวันหนึ่งคุณทะเลาะกับเพื่อนบ้าน อยู่บ้านจัดสรรแต่ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน คืออาจจะไปออกรายการโทรทัศน์อย่าง “โหนกระแส” ก็ได้ แต่ในชีวิตจริงพอไปออกรายการโทรทัศน์ กลับมาจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรเพราะทะเลาะไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะฉะนั้นคำถามใหญ่ที่สุด รัฐ 2 รัฐจะจัดการความสัมพันธ์กันอย่างไร ในระดับรองลงมา สังคมของรัฐ 2 รัฐจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ชาตินิยมในระดับพอหอมปากหอมคอได้หรือไม่ ทะเลาะกันประมาณหนึ่งแล้วก็ยุติ เพราะถ้าเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ช่วงยุคที่นายกชาติชายเริ่มเป็นที่นิยม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคอีสานในวันที่มีคณะรัฐมนตรีสัญจรหรือ “ทัวร์นกขมิ้น” สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรภาคอีสานเข้าชื่อกันมาขอพบนายกชาติชาย ขอให้นายกชาติชายช่วยคุยกับรัฐบาลท่านนายกฮุนเซ็น เพื่อขอเปิดทางขึ้นฝั่งไทยที่เขาพระวิหาร และนั่นคือจุดหนึ่งของการเริ่มเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่วันนี้ถ้าสนามการค้ากลายเป็นสนามรบ คำถามคือแล้วไทยเราจะค้าขายกับใคร
เนื่องจากนั่งมองปัญหาเพื่อนบ้าน และในบางช่วงบางเวลาของชีวิต เมื่อผมเข้าไปเกี่ยวตรง ๆ ก็ได้เห็นว่า ถ้าจะสรุปหนึ่งประโยค ถ้ามียุทธศาสตร์หรือชุดความคิดใหญ่ ๆ กำกับ อะไรคือผลประโยชน์ของไทยในความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้าน หรือในคำถามมุมกลับ รัฐเพื่อนบ้านเป็นภัยคุกคามต่อเราจริงหรือไม่และเป็นในระดับที่มากน้อยแค่ไหน ถ้าเรากำหนดชุดวิธีคิดอย่างนี้ได้ ก็อาจจะตอบคำถามเบื้องต้นได้ คำถามวันนี้เช่น ในมุมที่เราคิดว่าผลประโยชน์ของเราต่อเพื่อนบ้านรอบตัว 5 ด้าน ประกอบด้วยเมียนมา,ลาว,เวียดนาม,กัมพูชาและมาเลเซีย เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจริง ๆ ผลประโยชน์ใน 5 ประเทศนี้จะอยู่ตรงไหนและคืออะไร
สองถ้าบอกมีปัญหาเพื่อนบ้าน ก็คือมีปัญหาด้วยตัวของมันเอง แต่คำถามคือปัญหาเป็นภัยคุกคามหรือไม่
คำถามคือปัญหาที่เกิดเป็นภัยคุกคามหรือไม่เป็นคนละระดับในทางยุทธศาสตร์ แปลว่าโจทย์อย่างนี้ ถ้ามองในเชิงโจทย์วิชาการก็จะถูกส่วนหนึ่ง แต่ในมุมกลับ ก็เป็นโจทย์ของการวิเคราะห์ในกระบวนการทำนโยบาย หรือพูดง่าย ๆ ถ้าสิ่งที่นักเรียนรัฐศาสตร์อย่างพวกผมใช้ คำว่า Policy making process หรือกระบวนการทำนโยบายที่มีขั้นตอน ผมคิดว่าปัญหาในปัจจุบันนั้นตอบได้มุมหนึ่ง Thailand's foreign policy process กลับไม่มีกระบวนการ พอไม่มีก็กลายเป็น Self imagination มาเป็นตัวกำหนดนโยบาย
สำหรับเรื่องของแผนที่มาตราส่วน เพราะว่าทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ทำวิจัยปี พ.ศ.2550 แล้วก็เคยอยู่กับสถานการณ์จริง เป็นทีมที่เข้าไปทำงานเรื่องเพื่อนบ้านและชายแดนกับกรมการทหารสูงสุดสมัยก่อน ผมอยู่กับท่านพลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ต่อมาถึงยุคพลเอกสำเภา ชูศรีนะครับ เคยทำงานและเคยเห็นเอกสาร รวมถึงเคยเดินดูเส้นเขตแดนบางจุด เห็นความพยายามของฝ่ายทหาร
ในเชิงบวก ทหารพยายามที่จะสร้างสิ่งที่เป็นเงื่อนไขกติกา เชื่อว่า MOU 43 และ MOU 44 ฝ่ายทหารเป็นฝ่ายผลักดัน ถ้าฝ่ายทหารไม่ผลักดันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก บางกรณีเขาก็ตำหนิผมว่า MOU 44 เป็นฝีมือของอาจารย์สุรชาติ ผมก็ชี้แจงไปว่าผมไม่ใหญ่ขนาดนั้น ผมเพียงแต่อยู่ในฐานะผู้รับรู้
วันนี้เวลาเกิดสงครามเกิดการรบ ทหารเสียชีวิตก่อนเสมอ บางวันผมรับข้อมูลการสูญเสียก็มีความรู้สึกเสียใจ เพราะว่าเป็นหน่วยที่เคยไปสอน
มีอยู่วันหนึ่งทหารที่รู้จักอาจจะเกษียณแล้ว ส่งข้อความมาแจ้งว่าอาจารย์วันนี้มีทหารคนหนึ่งเสียชีวิตที่แนวหน้า อ่านแล้วก็รู้สึกเศร้าเพราะเป็นหน่วยที่เราเคยไปบรรยายให้ฟัง เคยได้สนทนาใช้ชีวิตกับพวกเขา เห็นมุมที่ทหารพยายามที่จะสร้างกรอบบางอย่างแล้วก็พยายามจัดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน

ส่วนตัวได้เห็นช่วงที่พลเอกมงคลเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยุคนั้นเวลาผู้นำเพื่อนบ้านมาพบปะ เขาก็จะมีการออกไปตีกอล์ฟ คือตีกอล์ฟแล้วก็สนทนา มีหลายเรื่องจบที่สนามกอล์ฟ แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร
สิ่งที่เราจะเรียกได้ว่าเป็นบทเรียนหรือประสบการณ์นั่นได้หายไปไหน ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยแก้ปัญหา
ถ้าถอยหลับไปพิจารณาภาพที่อาจารย์อนุสรณ์นำมาแสดงในปาฐกถา ภาพวันที่ 26 ใช่หรือเปล่า สำหรับผมจุดเริ่มต้นคือต้นพญาสัตบรรณ จำไม่ได้ว่าวันที่เท่าไหร่ แต่ปัญหาจากที่จำได้คือเริ่มจากเรื่องของต้นพญาสัตบรรณ
จะเห็นได้อย่างหนึ่งคือตอนนี้ไม่มีกลไกที่จะมาช่วยแก้ พอไม่มีกลไกมาแก้ คำถามที่อาจารย์ถามว่า แล้วเราจะทนทำนโยบายไปทำไม นโยบายมันทำไม่ได้แล้วครับ พอกลไกไม่สามารถแก้ได้ก็กลายเป็นความปั่นป่วนในตัวระบบของการวางนโยบาย อย่างวันนี้ในกรณีฝั่งเมียนมา คุณจะคบกับผู้นำที่เขาเพิ่งเปลี่ยนเครื่องแบบอย่างนั้นหรือ คุณจะไม่คบกับอีกคนหนึ่งบ้างเลยหรือ
ปี พ.ศ.2567 ผมเขียนบทความแล้วออกจุลสารเล่มหนึ่งชื่อ Myanmar Spring ซึ่งทำให้ผมเป็นที่รู้จักในหมู่คนหนุ่มสาวเมียนมา เวลาพวกเขาเข้ามาอ่านแล้วเขียน Comment ผมเป็นภาษาพม่า ผมก็อ่านไม่ออก แต่รู้เพราะอะไร ก็เพราะว่าวันที่สถานการณ์ใกล้กับพื้นที่แม่สอด อย่างฝั่งเมียวดีเริ่มรุนแรง หนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงโทรหาผม ถามว่าพวกเขาจะทำอย่างไร ผมคิดว่าเราเห็นความพยายามว่าในเมียนมานั้นตอบง่ายคือไม่มีกลุ่มเดียวหรอก
ทำไมไทยไม่รู้สึกว่าต้องคุยหลายกลุ่มบ้าง ประสบการณ์บ้านพิษณุโลกในกรณีเขมรสามฝ่าย คือเมื่อเขาตอบเราคุยก็คุยกับทั้งสามฝ่าย ติดต่อก็ติดต่อกับทั้งสามฝ่าย วันนี้ในกรณีของเมียนมา ถือว่ามีช่องทางแต่ไม่มีเวทีสันติภาพในเมียนมา จะยุติโดยปราศจากการเปิดเวทีที่กรุงเทพ กล่าวได้ว่าถึงสงครามเมียนมาจะไม่จบ แต่มีโอกาสที่จะสร้างสันติภาพในบางระดับสันติภาพเมียนมาแม้กระทั่งในระดับต่ำที่สุด Ceasefire หรือการหยุดยิงในเมียนมา ถ้าหากจะเกิด เวทีหนึ่งที่ต้องมีส่วนร่วมก็คือเวทีที่กรุงเทพ ทำไมเราไม่เล่นบทพระเอกบ้าง ผมว่าในหลายช่วงเวลา เรามีโอกาสที่จะเป็นพระเอก แต่เรามักจะนึกว่าเราต้องแสดงความแข็งกร้าว คือไปเข้าใจว่าสมัยนี้พระเอกจะต้องรุนแรง ไม่ต้องดูดีแต่ต้องรุนแรง ซึ่งไม่อยากเอาไปเปรียบเทียบกับท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาบางท่าน
คือเราเล่นบทอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศใหญ่ แต่ทำอย่างไรที่ผู้นำรัฐเล็ก จะแสดงบทบาทในเชิงซื่อตรงต่อรัฐเพื่อนบ้าน ผมไม่ได้บอกว่าการแสดงความซื่อตรงแปลว่าจะทำให้เราเสียเปรียบในทุกด้านและทุกมิติ แต่แปลว่าเราจะต้องคุยทุกเรื่อง และต้องต่อรองทุกเรื่องแปลว่ารวมถึงจะต้องมีข้อยุติหลังการต่อรอง อย่างที่ผมบอกวันหนึ่ง JBC ต้องกลับมาทำงาน
กระทรวงการต่างประเทศต้องมีความเด็ดขาดกว่านี้ ไม่เช่นนั้น JBC จะไม่สามารถแบกรับได้ แล้วถึงจุดหนึ่งเราจะใช้ดาวเทียมกำหนดเส้นเขตแดนที่สำรวจด้วยเทคโนโลยี LiDAR ทุกคนฝันถึงการใช้เทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่แผนที่ 1:50,000 แต่แผนที่เส้นเขตแดนจะลดเหลือ 1:25,000
กรมแผนที่ทหารก็มีความหวังเพราะมีปัญหามาตั้งแต่พื้นที่พระวิหาร กรมแผนที่ทหารรู้ทุกอย่าง
วันนี้คนที่ไม่โกหกแล้วรู้ทุกเรื่องมีสามหน่วยงาน
หนึ่งกรมแผนที่ทหาร สองกรมสนธิสัญญาของกระทรวงการต่างประเทศ ในกรณีเป็นเส้นเขตแดนทะเล และสามคือกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ
แปลว่าข้อมูลในฝ่ายข้าราชการประจำหรือในฝ่ายทางเทคนิคมีครบถ้วน หากท่านนายกรัฐมนตรีไม่มั่นใจเรื่องเส้นเขตแดน กรุณาถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคก่อนได้หรือไม่ก่อนที่จะแถลงข่าวพูดอะไรออกไป
เพราะถ้าผิดแล้วจะแก้ไม่ได้อีก
หรือถ้าเรายังมีความเชื่อมั่นที่จะสู้ด้วยแผนที่ 1:50,000 ก็ต้องถาม ดร.อัครพงษ์ว่าใครอ่านคำตัดสินศาลโลกปี พ.ศ.2548 กันบ้าง ผมขอเชิญชวนให้อ่านเพราะผมได้พิมพ์เป็นเล่มแจกให้แก่หน่วยงานความมั่นคง กลับไปอ่านนะครับและจะเห็นหนึ่งในนั้นคือแผนที่ซึ่งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำขึ้นและเขียนอยู่ในภาพแผนที่ว่า แผนที่นี้ผู้เชี่ยวชาญไทยทำขึ้นแล้วเสนอศาลโลก ในขณะที่กัมพูชาเสนอแผนที่ภาคผนวกหนึ่ง ผมถามว่าถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลโลก ท่านจะรับแผนที่ ๆ เป็นแผนที่ปักปัน หรือจะรับแผนที่ภาคผนวกหนึ่ง หรือจะรับแผนที่ที่รัฐบาลไทยเขียนอยู่ในตัวแผนที่ว่าเป็นแผนที่ ๆ ผู้เชี่ยวชาญไทยทำขึ้น เพราะอะไร เพราะแผนที่นั้นไม่กล้าใส่แม้กระทั่งเครื่องหมายบวก ท่านทราบใช่หรือไม่ คนเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะถูกสอนเครื่องหมายบวกในแผนที่ ซึ่งก็คือเส้นเขตแดนระหว่างประเทศที่เป็นเส้นเขตแดนที่ตกลงกันแล้ว นั่นเป็นเหตุผลแผนที่ 1:50,000 ไม่ใส่เครื่องหมายบวกใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องทางเทคนิค
อยากเห็นรัฐบาลรับฟังข้อมูล เพราะสุดท้ายการแพ้หรือชนะในรอบนี้ชี้ขาดที่ข้อมูลประการแรก
และอีกอย่างคือ ประการที่สอง ชี้ขาดด้วยเงื่อนไขทางเทคนิคและขีดความสามารถทางเทคนิค
ประการที่สาม ชี้ขาดด้วยฝีปากของเรา
สมัยยุคอาณานิคม สยามไม่มีกองทัพที่เข้มแข็ง สุดท้ายเงื่อนไขการชี้ขาดและชัยชนะของสยาม เกิดมาจากการเจรจา เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ใช่เพียงนึกถึงโจทย์ แต่ต้องเห็นถึงวิธีแก้ปัญหา เราแต่เห็นวิธีแก้ปัญหา
แล้วพอพูดถึงท่านอาจารย์ปรีดี ผมเคยมาพูดในเวทีของสถาบันปรีดี พนมยงค์เกือบจะถึง 20 ปีแล้ว ช่วงนี้ใกล้วันชาติเวียดนามพอดี เคยมาพูดกับคุณสุดา พนมยงค์เรื่องอาวุธที่ทางอาจารย์ปรีดีส่งให้โฮจิมินห์ใช้รบในสงคราม ใครจะเชื่อว่าสยามส่งอาวุธให้โฮจิมินห์ไปต่อสู้กับศัตรู และการเจรจาเรื่องการส่งอาวุธจากสยามก็กระทำที่วัดญวนแห่งหนึ่ง

แล้วอาวุธเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครไปอย่างไร ก็ส่งขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟบางซื่อ แล้วก็ส่งเข้าไปทางกัมพูชา จากนั้นส่งต่อไปทางโฮจิมินห์ ส่งให้กองพันในกองทัพเวียดนามเหนือ ท่านโฮจิมินห์ให้เกียรติกองพันนี้ซึ่งได้รับชื่อว่ากองพันสยาม
ผมเคยเจอเสรีไทยรุ่นหลังตอนเป็นอาจารย์ใหม่ ๆ เล่าให้ผมฟังว่า วันหนึ่งส่งอาวุธให้ท่านซูการ์โนรบ กล่องอาวุธก็ใช้กล่องเครื่องพยาบาลที่อเมริกาหรือสัมพันธมิตรส่งมาให้ในการลำเลียงอาวุธไปทางอินโดนีเซีย
แปลว่ายุคนั้นมิติความคิดในการมองพี่น้องในประเทศเพื่อนบ้าน ผมถือว่ายิ่งกว่าเป็นมิตร คือผมใช้คำว่าเป็นพี่น้องซึ่งจริง ๆ เป็นภาษาที่อาจจะไม่เหมาะมากนัก เพราะว่าพอเป็นพี่น้องก็จะถูกถามว่าใครถือว่าเป็นพี่ และใครคือน้อง แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เห็นมิติของการมองดั่งญาติมิตร
อยากจะย้อนไปพูดถึงเรื่องทฤษฎีบ้านจัดสรร หากคิดจะย้ายบ้านก็ย้ายไม่ได้ รู้สึกไม่ชอบหน้ามากแค่ไหนก็ย้ายบ้านไม่ได้ระหว่างเรากับเพื่อนบ้าน แต่รู้สึกหรือไม่ครับ ถ้าเรามีเพื่อนบ้านที่ดีในหมู่บ้านจัดสรร วันไหนมีปัญหาเราก็ฝากบ้านไว้กับเขาได้ ฝากเพื่อนบ้านได้
คำว่า Good neighbour policy ที่เป็นภาษาที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ธีโอดอร์ รูสเวลต์เคยใช้ผมคิดว่าคำนี้สามารถนำมาใช้กับเงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างน้อยถ้าจะพูดก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ได้วางแนวทางไว้ให้เรา ว่าความเป็น Good neighbour policy เราทำได้จริง ท่านลองคิดเล่น ๆ วันที่ผมสอนหนังสือ ผมถามว่าถ้าสงครามเย็นหรือ Cold war ไม่เกิดในโลก Cold war ไม่มาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นที่อาจารย์อัครพงษ์พูดถึง SEAL หรือสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าเกิดขึ้นเราจะมีความตกใจ เพราะถึงจุดนั้นเราไม่ต้องพูดเรื่องประชาคมอาเซียน (Asean community) ถามจริง ๆ วันนี้ยังมีใครพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง หรือ Asean community มันตายไปกับเงื่อนไขของความขัดแย้งในภูมิภาค แปลว่าทั้งหลายทั้งปวงวันนี้จะเหลือเพียงอย่างเดียว จริง ๆ ไม่อยากใช้คำขวัญของบางพรรคการเมือง ถึงจุดนี้ต้องบอกว่าจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ กล่าวเช่นนี้เขาอาจจะหาว่านิยมพรรค เอาเป็นว่าวันนี้จะต้องปรับความคิด ต้องเริ่มปรับมุมมองเสียใหม่ ไม่อย่างนั้นปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่จบ แล้วที่สำคัญคืออย่าให้ปัญหานี้กลายเป็นสิ่งที่กลืนกินตัวเรารวมถึงจิตใจเรา ขอบคุณครับ