สวัสดีค่ะ กราบเรียนอาจารย์ทุกท่าน จริง ๆ วันนี้เราสลับหน้าที่กัน ปกติดิฉันจะดำเนินรายการ แต่ว่าวันนี้ก็ถือว่าได้รับเกียรติให้มาร่วมในการพูดคุยในหัวข้อนี้ในฐานะสื่อมวลชน

ซึ่งถ้าถามถึงเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในฐานะนักข่าวจริง ๆ ถ้าทำข่าวเป็นนักข่าวมา 25-26 ปี หรือ 18 ปีตั้งแต่มาทำข่าวสามมิติเอาอย่างนี้ดีกว่า ของช่องสามตั้งแต่ปี 2551 ทำข่าวชายแดนกัมพูชา น่าจะมากพอกับชายแดนใต้หรือว่าชายแดนพม่า เพราะจริง ๆ แล้วถ้าในยุค 2 ทศวรรษนี้ 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคคุณทักษิณมา ก็ทำข่าวการเมืองตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณ มันจะมีเรื่องของไทย-กัมพูชาในหลายมิติมาก ถ้าเรามองในเรื่องของการเมืองก่อน ไม่ได้ไปพูดถึงเรื่องของการสู้รบชายแดน จริง ๆ คือเรื่องของไทย-กัมพูชามันมีมิติเรื่องของการเมืองอยู่ด้วย รวมถึงเรื่องประวัติศาสตร์เรื่องดินแดนที่มาทำให้เกิดความขัดแย้ง เหมือนที่อาจารย์อนุสรณ์ได้มีการพูดถึง คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เริ่มทำข่าวที่เขาสามมิติแล้วก็มันเป็นยุคที่ไทยกัมพูชา จริง ๆ ถ้าก่อนนั้นปี 2545 ที่เด็ก ๆ หลายท่าน น้อง ๆ เด็กรุ่นใหม่น่าจะเกิดไม่ทันตอนกรณี Case คุณสุวนันท์ คงยิ่ง มีการเผาสถานทูต แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มกลับมาดีขึ้นใช่ไหมคะ แล้วก็อย่างที่ทราบตอนยุคคุณทักษิณที่อาจจะมีความสัมพันธ์กับฮุนเซ็น ก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ไทยมันจะดีขึ้น
แต่พอปี 2551 ใช่ไหมหลังการรัฐประหารปี 2549 ถ้าจำกันได้กรณีที่มีสายลับคนไทยที่เป็นวิศวกรถูกจับ ที่เป็นคนทำงานอยู่ในพนมเปญ แล้วก็มีการรายงานข่าวในยุครัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ใช่ไหมคะ ก็เริ่มมีปัญหา ตอนนั้นยังกลายไปเป็นนักข่าวประจำกรุงพนมเปญ เพราะว่าได้ไปตามเรื่องสายลับวิศวกรคนนี้ที่ถูกจับไปอยู่ที่นั่น 2-3 เดือน ไปแบบเริ่มจากไม่รู้จักใคร จนกระทั่งมีแหล่งข่าวระดับรัฐมนตรีในกัมพูชา อันนี้อยากจะเล่าเป็น Background การทำงานส่วนตัว คือไปทำข่าวที่กัมพูชามาตั้งแต่เรื่องวิศวกรสายลับถูกจับ หลังจากนั้นก็เริ่มมีกรณีของคุณวีระ สมความคิด เรื่องของ 7 คนไทยที่ตอนนั้นคุณวีระก็เริ่มมีปัญหาเรื่องดินแดน เพราะว่าคุณวีระก็เริ่มไปดูเรื่องดินแดนแล้วก็ถูกจับไปขังคุกอยู่ในพนมเปญ ดิฉันก็ไปตามข่าวอยู่ที่นั่นเวลาไปทีก็ 2-3 เดือน
แล้วก็จนกระทั่งปี พ.ศ.2556 ตัวเองก็กลายเป็นว่าไปอยู่ในปัญหาหรือความขัดแย้งในเรื่องกัมพูชา เพราะว่าตอนไปทำข่าวพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุสวรรคต ก็ไปมีประเด็นใน Facebook และถูกไล่ล่า ต้องถูกส่งกลับประเทศเกือบจะเป็นกรณีสุวนันท์ 2 อยู่ อันนี้ถ้าหลายคนย้อนกลับไปนี้ จะมีข่าวเป็น Data footprint อยู่ค่อนข้างสูง

จนกระทั่งตอนอย่างตอนปี 2553-2554 ที่เป็นประเด็นเรื่องของเขาพระวิหารใช่ไหมคะ ตอนนั้นคือสงครามครั้งแรก ดิฉันก็ยังอยู่บริเวณชายแดน แล้วก็ถ้าพูดถึงเรื่องของเขาพระวิหาร เราน่าจะเป็นนักข่าวชุดท้าย ๆ แล้วที่ได้ข้ามไปทำข่าวที่บนเขาพระวิหารที่ข้ามไปจากฝั่งไทย แล้วช่วงที่เกิดสงครามในยุคปี 2553-2554 เราก็ไปทำข่าวอยู่ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็ที่จังหวัดสุรินทร์ อำเภอพนมดงรัก ไปอยู่ตั้งแต่สงครามครั้งแรก
สำหรับในมิติส่วนตัว ในแง่ของเรื่องของไทยกัมพูชาในฐานะนักข่าวเราพอจะเข้าใจ ในแง่ของทั้งสถานการณ์การเมืองเรื่องชายแดนแล้วก็ดินแดน เพราะว่าเราได้ไปลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปัญหาเขาพระวิหารที่เราไปฟ้องศาลโลกพอพอมาปี 2568 ที่เกิดประเด็นชายแดนไทยกัมพูชาขึ้นมาอีกครั้ง ก็ยังคงไปในพื้นที่ไปอยู่ชายแดนตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดเหตุ เรามาถึงรอบที่หนักสุดคือ 24 กรกฎาซึ่งกลับไปที่อำเภอกันทรลักษ์อีก
ในส่วนตัวก็เลยจะค่อนข้างมีความเข้าใจในมิติของพื้นที่ มิติของการเมือง และมิติของความมั่นคง ส่วนในรอบปี พ.ศ. 2568 มันแตกต่างจากในรอบปี พ.ศ. 2553 อย่างเห็นได้ชัด ถ้าเราพูดเฉพาะเรื่องประเด็นของผู้คนที่อยู่ชายแดนแล้วก็จากผลกระทบจากสงคราม
ส่วนที่ว่าแตกต่างอย่างไร ตอนปีที่สงครามเขาพระวิหาร ครั้งนั้นจริง ๆ คนไทยเราก็ค่อนข้างที่จะแบบตกอกตกใจกับสงครามในรอบหลายทศวรรษอาจารย์ แล้วอันนั้นเป็นสงครามที่มีการสู้รบกันบริเวณชายแดนจริง ๆ เราตั้งแต่เกิดมานี้ก็เป็นครั้งแรกที่เราเห็นสงครามที่มีการสู้กันระหว่างประเทศเรา เห็นการยิงปืนปืนใหญ่หรืออะไรแบบนั้น เห็นรถถังทหารเราก็ตื่นเต้นแล้ว แล้วก็ยังจำความรู้สึกแรกได้เลย พร้อมกับความรู้สึกเดียวกับคนชายแดนที่ได้สัมผัสก็คือ BM 21 ครั้งแรกที่มาตกอยู่ตรงโรงเรียนบ้านเสาธงชัย เราก็อยู่ในเหตุการณ์ แล้วตอนนั้นรู้จักฮุนมาเน็ตครั้งแรกเพราะว่าพ่อของเขาตั้งให้มาเป็นผู้บัญชาการทหารบก แล้ว ณ ขณะนั้น มันก็มีข่าวที่ว่าเขาเป็นคนควบคุม BM 21
การรับรู้รับทราบของประชาชนบริเวณชายแดนต่อความรุนแรงหรือการใช้อาวุธของเขมร มันเริ่มรู้สึกมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ในยุคปี พ.ศ. 2553 ณ สมัยนั้น เรื่องของข่าวสาร มันไม่ได้แบบมากมายเท่าในยุค พ.ศ. 2568 ดังนั้นความแตกต่างแรกเลย แม้ว่าจะเป็นการสู้รบความรุนแรงที่ต่างกันแล้ว ตอนนั้นเราฟ้องศาลโลก มันเป็นความขัดแย้งที่ค่อนข้างรุนแรง กระทบชายแดนค่อนข้างสูง แต่เรื่องของกระแสชาตินิยมก็มีสูงเหมือนกัน แต่ว่าความรู้สึกของคนชายแดนในปี พ.ศ. 2553 มันจะน้อยกว่าในปี พ.ศ. 2568

สิ่งที่น้อยกว่าแล้วก็แตกต่าง นั่นคือเรื่องของสงครามข่าวสารที่เห็นได้ชัด สงครามข่าวสารมันมีในหลายระดับด้วย ในปี 2568 เราก็รู้ว่าความขัดแย้งของระดับรัฐบาลมันค่อนข้างสูง แล้วก็มันมีมติของศาลโลกอะไรเข้ามา ส่วนชายแดน คนก็รู้สึกปกติ เราต้องการที่จะให้มีการสู้รบต้องการชนะ แต่ว่าความรู้สึกของคนมันยังมีความสัมพันธ์ทางชายแดนค่อนข้างสูง ตอนนั้นยังไม่ปิดชายแดน เราสามารถยังแอบลักลอบ ไม่ใช่ลักลอบสิแอบปลอมตัวข้ามไปฝั่งเขมร เพื่อจะไปแอบถ่ายถนนที่เขาสร้างขึ้นตรงเขาพระวิหารเพื่อไปเอาหลักฐาน ตอนนั้นไปรายงานเพราะว่าไทยต้องการหลักฐานว่า ทางเขมรมีแอบสร้างถนนไปฝั่งเขาเพื่อเอาตรงนี้เป็นประเด็นในการฟ้องศาลโลก เรายังสามารถที่จะข้ามแดนไปถ่ายฝั่งนั้นได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าอันตรายแหละ แต่เราปลอมตัวไป มันยังมีบรรยากาศของการทำแบบนั้น ชายแดนยังไม่ปิด
แต่รอบนี้ทั้งปิดชายแดน ทั้งความขัดแย้งการเมืองระดับรัฐบาล ทั้งเรื่องของสงครามข่าวสาร แล้วก็สิ่งที่สำคัญเลยสำหรับรอบนี้คือ กระแสความเป็นชาตินิยม ซึ่งตรงนี้มันมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งว่า ในช่วงแรกของเหตุการณ์ในครั้งแรกที่มีระเบิด BM แล้วยิ่งวันที่มาตกอยู่ในปั๊ม ปตท. วันนั้นดิฉันก็ไปอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรก ไปเห็นความสูญเสีย มีการเสียชีวิตของประชาชน ณ เวลานั้น เชื่อว่าความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ เรารู้สึกแบบรับไม่ได้กับสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วมันก็เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของความรักชาติ ในแง่ของการที่เราถูกกระทำอย่างรุนแรง
แต่ว่าในแง่มุมของคนชายแดนเอง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่รับผลกระทบมากที่สุด แต่ว่าเขาต้องอพยพ
ออกมาไปอยู่ตามศูนย์อพยพ แต่ขณะเดียวกันในแง่ของระดับบน เรื่องของความเป็นชาตินิยมมันค่อนข้างที่จะมาคลุมบรรยากาศของคนชายแดน ในห้วงของสงครามไทย-กัมพูชา จริง ๆ เราต้องพูดอย่างนี้เลยว่ามันไม่มีพื้นที่สำหรับคำว่าสันติภาพ เพราะว่า ณ เวลานั้นแล้ว ก็เชื่อว่าทุกคนมีอารมณ์ร่วมเดียวกัน ว่าเราต้องอยากชนะใช่หรือไม่ มีคนมีประชาชนชาวบ้าน ก็ต้องสนับสนุนทหารในการที่ต้องสู้รบ เพราะว่าเราต้องการชนะกัมพูชา มันเกิดความรู้สึกนั้น ซึ่งความรู้สึกนั้นมีทั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงจากการที่เราเห็นสถานการณ์ที่ถูกกระทำ แต่พอหลังจากนั้น มันอาจจะมีหลายมิติที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะเรื่องของสงครามข่าวสารที่ออกมาจำนวนมาก ก็เริ่มทำให้คนหลายคนโดยเฉพาะคนที่แนวทางยึดสันติวิธี หรือว่านักข่าวแบบดิฉันก็จะเน้นในการทำข่าวเพื่อส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ การสู้รบ การสูญเสียไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร เราอยู่ชายแดน เราพยายามนำเสนอเสียงของพี่น้องประชาชนที่อยู่ชายแดนว่าเขารู้สึกยังไง สำหรับคนชายแดน ดิฉันก็บอกตรง ๆ เลยว่าเขาก็อยากกลับบ้าน เขาไม่อยากอยู่ตามศูนย์อพยพหรอก มันยากลำบาก เขาคือคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เขาไม่มีเงิน เขาต้องมาอยู่ตามศูนย์อพยพ แต่บางทีเขาพูดไม่ได้ เขาไม่สามารถพูดออกมาว่าอยากให้ยุติ เขาไม่สามารถพูดคำว่าเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ เพราะว่าพอพูดคำนั้นขึ้นมา ก็จะโดนกระแสข่าวสารจากข้างนอกมาว่าชาวบ้าน บอกว่าพูดแบบนี้ไม่ได้ มันเหมือนแต่มันก็ไม่ใช่ลักษณะของการปิดปาก เพราะว่าเราเข้าใจในสองอารมณ์
ตัวของดิฉันอยู่ในพื้นที่แล้วเราจริง ๆ เราเป็นนักข่าวที่ทำข่าวสันติภาพ เราจะพยายามให้มีพื้นที่ในการที่จะนำเสนอว่า ผลกระทบจากสงครามมันไม่ได้มีผลดีกับใครใช่ไหมคะ ชาวบ้านเองก็อยากจะพูดแบบนั้น แต่บางทีก็ไม่อยากไม่กล้าพูดออกมา เพราะว่าถ้าพูดก็จะกลายเป็นคนไม่รักชาติ แล้วก็ในขณะเดียวกัน บรรยากาศในพื้นที่มันขยายไปสู่เรื่องของการมีกลุ่มบุคคล มี influencer มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เข้ามา และมีบทบาททำให้สงครามไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เหมือนแบบมีหลายมิติมากที่เรารู้สึก บางทีเราบอกว่า ถ้าปล่อยให้เกิดภาวะแบบนี้ สำหรับคนชายแดนแล้วนั้นสงสารชาวบ้านมาก เราไปอยู่ 2-3 เดือน ที่เขาต้องอยู่ตามศูนย์อพยพ แต่ว่าเขาไม่สามารถพูดอะไรได้
ในบรรยากาศของทั้งประเทศ คำว่า “สันติภาพ” มันไม่มีพื้นที่แม้กระทั่งในสื่อที่จะมีการรายงานหรือพูดเรื่องนี้ได้ อาจารย์อัครพงษ์ไปพูดรายการไหนก็จะโดนทัวร์ลง จนต้องปิดไมค์ตัวเองไปเป็นระยะ ซึ่งภาวะแบบนี้ดิฉันเชื่อว่าทุกคนก็มองเห็น ในแง่ของสถานการณ์ไทยกับกัมพูชาในช่วงปีที่แล้ว หรือแม้แต่ปัจจุบัน มันก็ยังคงรุนแรงมากกว่าสงครามที่มีการใช้อาวุธ นั่นคือเรื่องสงครามข่าวสาร

เราเห็นแรก ๆ ว่า รัฐบาลไทยพ่ายแพ้ทางด้านสงครามข่าวสารกับกัมพูชา เราทุกคนก็พยายามจะช่วยลุ้นให้เขามาตั้งหลักได้ จนกระทั่งสุดท้ายก็ดีขึ้นในรอบ 2 การใช้หลักของสงครามข่าวสารที่ตอบโต้กัมพูชา ก็ค่อนข้างที่จะได้ผล แต่ว่าในมิติของความเป็นชาตินิยม สุดท้ายเราก็มาตั้งคำถามว่า ชาตินิยมในแง่ของสงครามกับกัมพูชาที่มันมีความชอบธรรม รู้สึกว่าเราเห็นด้วย คนเห็นด้วยให้สู้รบ แต่มันต้องมีพื้นที่สำหรับ
สันติภาพด้วย
ในมุมมองของสื่อ ดิฉันยังมองว่าในรอบที่แล้วเรายังขาดพื้นที่ตรงนี้ เพราะว่าบรรยากาศมันถูกปกคลุมไปด้วยชาตินิยม แล้วในการทำสงครามข่าวสาร ใครก็ตามที่ไปพูดคำว่าสันติภาพก็จะโดน IO เข้ามาโจมตี ซึ่งตอนช่วงนั้นมันไม่ใช่แค่ IO ที่เป็นอวตาร หรือ IO แบบจัดตั้งที่เราจะพอจะรู้อยู่แล้ว แต่ผู้คนที่เสพข่าวสารหรือผู้คนที่มีความรักในชาติ หรืออาจจะไม่ชาตินิยม แต่อาจจะเกิดการคลั่งชาติด้วยซ้ำ เพราะว่าข่าวสารมันถูกปลุกเร้า ๆ อารมณ์คนให้เกิดเป็นมากกว่าคลั่งชาติ จนใครก็ตามออกมาพูดเรื่องนี้ก็จะถูกทัวร์ลง ถูกไล่ล่าเหมือนอย่างที่คุณอังคณา หรือคุณสุณัยโดน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ดิฉันอยากจะชวนมาคุยกันว่า ในมิติของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สุดท้ายในการสู้รบหรือสงครามซึ่งประเด็นนี้อาจารย์สุรชาติน่าจะออกมาพูดได้ถูกต้องกว่า ว่าเราต้องการอะไร เราต้องการสู้รบเพื่อได้รับชัยชนะหรือเพื่ออะไร เรามีปัญหาเรื่องดินแดน เราจะแก้ปัญหาตรงดินแดนที่เรามี หรือเราต้องการอะไร เพราะเท่าที่เห็น เรายังไม่เห็นพื้นที่ซึ่งจะแสวงหาไปสู่สันติภาพโดยเฉพาะเพื่อประชาชนชายแดน ถ้าให้ดิฉัน Focus ก็จะเน้นไปที่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบแต่มันไม่มีพื้นที่เหล่านั้นให้กับคนชายแดน
จริง ๆ ช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วง 1 ปีจากเหตุความรุนแรง เสื้อเกราะกับหมวกกันน็อคก็ยังอยู่กัน นักข่าวเราก็ Stand by สถานการณ์ แต่ถ้าถามว่าเราอยากจะหยิบเสื้อเกราะกับหมวกกันน็อคกลับไปทำข่าวชายแดนอีกหรือไม่ ก็ไม่ได้มีใครที่อยากจะทำ
ช่วงที่เราไปอยู่ ก็ต้องฟังเสียงปืนหลบอยู่ในบังเกอร์กับชาวบ้านกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน นอนฟังเสียงปืนทุกคืน มันก็ไม่ใช่ห้วงเวลาที่จะน่าจดจำ ซึ่งมันก็น่าเป็นความรู้สึกเดียวกับชาวบ้าน
แล้วก็น่าจะครบ 1 ปีหลังจากการปิดชายแดนด้วย เรื่องของการค้าต่าง ๆ เอาจริง ๆ สิ่งที่ตั้งคำถามไว้ตั้งแต่รอบที่แล้วว่าในสถานการณ์ไทย-กัมพูชารอบนี้ ไม่มีพื้นที่สำหรับการพูดถึง เขาไม่สามารถพูดคำว่า “สันติภาพ” แม้ในสื่อได้มากในมุมที่มีสงครามข่าวสาร แต่ว่าในขณะเดียวกันสื่อไทยเราก็ให้ความสำคัญกับการให้พื้นที่กับเรื่องกัมพูชาค่อนข้างเยอะ เรามี TV digital ทุกช่องจัดรายการ ทุกคนมีนักวิเคราะห์ อย่างที่อาจารย์บอกว่ามีหน่วยข่าวกรองจำนวนมากที่ไปออกข่าว แต่ว่ามันไม่ใช่การใช้พื้นที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของการส่งเสริมให้เกิดแนวทางการแก้ปัญหา เราอย่าไปมองว่าใช้คำว่า “สันติภาพ” ได้ในช่วงที่ผ่านมา แค่ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหายังค่อนข้างที่จะยาก
สำหรับส่วนตัวถือว่าไม่ได้ทำข่าวเฉพาะที่ชายแดน ช่วงที่ผ่านมาเราก็ไปทำข่าวการประชุม JBC การประชุม GBC หรือแม้กระทั่งวันที่เขาไปลงนามกันในการประชุมอาเซียนที่ Donald Trump เดินทางมา ดิฉันก็อยู่ที่มาเลเซีย แล้วตอนนี้ก็ได้ติดตามข่าวในหลายมิติ ดังนั้นเราก็มองว่าจริง ๆ แล้ว พื้นที่ข่าวสำหรับเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แม้ว่าในทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาล มันอาจจะต้องมี Political View หรือยุทธศาสตร์แบบที่อาจารย์สุรชาติบอก
แต่ว่าอย่างน้อยในพื้นที่สื่อในช่วงเวลานี้ หลังจากที่มันครบ 1 ปีมันควรจะมีอะไรที่มากไปกว่าการรายงานเรื่องของความขัดแย้ง เรื่องสถานการณ์หรือเรื่องความรุนแรงต่าง ๆ ที่มันนำไปสู่ความขัดแย้ง ควรเพิ่มพื้นที่เกี่ยวกับการพูดคุยถึงแนวทางสำหรับทางออก ข้อเสนอแนะ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่แบบพูดแล้วทัวร์ลง แต่มันต้องยืนหยัดในการนำเสนอ สำหรับดิฉัน ในส่วนของการเป็นคนทำสื่อ ก็อยากจะชวนให้สื่อมวลชนเรายึดมั่นในหลักการตรงนี้ ว่าทำยังไงเราจะเพิ่มพื้นที่ เพื่อจะพูดถึงแนวทางส่งเสริม อาจจะเริ่มจากกลวิธีแนวทางจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชาวบ้านหรือร้านค้าตามชายแดนที่อำเภอสระแก้วหรือพื้นที่อื่น ๆ เขาเดือดร้อน แล้ว 1 ปีเศรษฐกิจเขาแย่และเงียบเหงา แต่นักข่าวไปสัมภาษณ์เขาไม่กล้าที่จะพูด ไม่กล้าจะบอกว่าเปิดด่านเถอะ ไม่อยากจะบอกว่าเราได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเหมือนกันว่าประชาชนชายแดนเขาไม่กล้าพูด
เพราะฉะนั้นสื่อก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรถึงจะเปิดพื้นที่เหล่านี้ เปิดให้เสียงของชาวบ้านที่ต้องการพูดได้สื่อสารออกมา อย่างน้อยมันน่าจะเป็นห้วงเวลาที่พูดได้แล้วว่า 1 ปีเขาได้รับผลกระทบอะไร อาจจะเริ่มจากพื้นที่ตรงนี้แล้วก็นำไปสู่เวทีทางวิชาการที่เรากำลังชวนพูดคุยถกเถียงพวกนี้ ให้มีพื้นที่ลักษณะนี้มากขึ้น อย่างน้อยเราก็ยังเชื่อมั่นว่าถ้ามีการพูดเรื่องพวกนี้มาก ๆ ใน Track 3,Track 2 ก็จะไปถึง Track 1 และ Track B ของอาจารย์สุรชาติได้ แม้มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ยังเชื่อมั่นในหลักการของการสร้างพื้นที่สื่อเพื่อสันติภาพ ว่ามันต้องมีพื้นที่ให้พูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นคือถ้าเราปล่อยให้มีแต่การพูดถึงเรื่องความขัดแย้ง มีวิวาทะต่อกัน มันจะไม่สามารถที่จะมีพื้นที่ของการพูดคุย เพื่อที่จะให้เกิดการปรับความเข้าใจในระดับผู้คน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :
ถามอย่างนี้ ไม่แน่ใจว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตอนแรกมันจะมีเสียงว่าเงินชดเชยเยียวยา ซ่อมแซมบ้านเรือนของชุมชนที่เสียหาย มาถึงตอนนี้คุณฐปณีย์ได้ตามประเด็นนี้หรือไม่ มีพื้นที่ให้เขาพูดแค่ไหน แล้วมันช่วยจริง ๆ ช่วยชดเชยเยียวยาได้ไหมบาดแผลที่เกิด
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย :
จริง ๆ นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่สื่อน่าจะไปลงพื้นที่สำหรับครบ 1 ปีได้แล้ว แต่บังเอิญเราต้องเห็นใจสื่อไทยด้วย มันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวกราดยิงบ้าง เดี๋ยวเหตุการณ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด สื่อเราก็ไม่มีกำลังพลมากพอที่จะแบบไปทำในประเด็นพวกนี้ได้
แต่ดิฉันยังเชื่อว่ามันมีเรื่องเกิดขึ้นเยอะ แต่ว่ายังไม่ค่อยมีใครทำ แต่ยังไม่เห็นสื่อที่ไปลงพื้นที่แล้วนำเสนอเรื่องพวกนี้ ก็คิดว่าอาจจะต้องช่วยกันผลักดันให้มีการทำข่าว นำเสนอประเด็นเหล่านี้มากขึ้นหลังจากนี้ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ ฝากอาจารย์ทุกท่านช่วยเสนอแนะเรื่องนี้ด้วย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ :
จริง ๆ คิดว่าประเด็นนี้ ขอเสริมให้เล็กน้อย เนื่องจากเป็นคนที่ทำงานในพื้นที่ความรุนแรงเหมือนกัน
เกือบ 20 ปีที่ทำชายแดนใต้ เราก็จะพบว่าประเด็นเรื่องของเสียงชุมชนที่จะพูดเรื่องของการชดเชยเยียวยาความเสียหาย หรือชดเชยเยียวยาบาดแผล มันเป็นประเด็นที่สื่อไทยยังไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่ แต่เลือกที่จะไปขยี้บาดแผลมากกว่าที่จะรักษาบาดแผล หรือช่วยเรียกร้องแทนคนที่เขาได้รับความเสียหายในทิศทางที่เหมาะสม