ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• บุคคล, เกร็ดประวัติศาสตร์

ตั้ว ลพานุกรม: วิทยาศาสตร์เพื่อเอกราชและความไพบูลย์ของราษฎร

21
ตุลาคม
2569

ดร.ตั้ว ลพานุกรม (21 ตุลาคม 2441–27 สิงหาคม 2484) นักวิทยาศาสตร์และหนึ่งในเจ็ดผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ผู้ผลักดันงานวิทยาศาสตร์ เภสัชกรรม และโภชนาการเพื่อความเป็นอยู่ของราษฎร

อาหารที่มีคุณค่า ยาสำหรับรักษาความเจ็บป่วย และความรู้ที่ช่วยให้ผู้คนประกอบอาชีพ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ ดร.ตั้ว ลพานุกรม มองเห็นความสัมพันธ์นี้และมุ่งนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาบ้านเมือง เขาเห็นว่า การธำรงเอกราชและวางรากฐานระบอบรัฐธรรมนูญต้องอาศัยเศรษฐกิจที่มั่นคง โดยมีความรู้ การค้นคว้า และการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา[1]

ตั้วมีบทบาททั้งในการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 และการวางรากฐานวิทยาศาสตร์ของไทย ในฐานะอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์คนแรก เขาผลักดันงานค้นคว้าและการฝึกบุคลากร ควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาเภสัชศาสตร์ การริเริ่มโรงงานผลิตยา การส่งเสริมอาหาร และการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน งานเหล่านี้สะท้อนความพยายามนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาของประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎร[2]

ในวาระรำลึกชาตกาลวันที่ 21 ตุลาคม สถาบันปรีดี พนมยงค์ รำลึกถึงตั้วผ่านบทบาทการนำวิทยาศาสตร์มารับใช้ส่วนรวม และอุดมการณ์ที่เชื่อมโยงกับ ปรีดี พนมยงค์ สหายผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร โดยเฉพาะเป้าหมายเรื่อง เอกราช ความสุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจของราษฎร และการศึกษา ซึ่งปรากฏอยู่ในหลักหกประการของคณะราษฎร[3] การศึกษาชีวิตและงานของตั้วจึงช่วยให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสัมพันธ์กับการสร้างความรู้และความสามารถที่จะทำให้ราษฎรมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร

ชีวิตนักเรียนในยุโรปและการร่วมก่อตั้งคณะราษฎร

ตั้วเกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2441 ที่จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของเจริญและเนียร ลพานุกรม เริ่มศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์และโรงเรียนราชวิทยาลัย ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อในเยอรมนีด้วยทุนในพระอุปถัมภ์ของ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เมื่อสยามประกาศสงครามกับเยอรมนีใน พ.ศ. 2460 เขาถูกนำไปคุมขังที่เมืองเซลเลอ (Celle) ทำให้การศึกษาต้องหยุดชะงักลง[4]

แม้อยู่ในที่คุมขัง ตั้วยังคงศึกษาภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ครั้นได้รับการปล่อยตัว เขาสมัครเป็นทหารอาสาในกองรถยนต์ไทย ทำหน้าที่ล่ามภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส

ตั้ว ลพานุกรม (คนแรกจากซ้าย) ในเครื่องแบบทหารอาสากองรถยนต์ไทย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในยุโรป พ.ศ. 2460

ต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาเอกทางเคมีจากมหาวิทยาลัยเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาวิชาเภสัชกรรมที่มิวนิกกับพฤกษศาสตร์ที่ปารีสเพิ่มเติม ความรู้จากการศึกษาหลายสาขานี้เป็นพื้นฐานสำคัญของงานวิทยาศาสตร์และเภสัชกรรมที่เขาดำเนินการเมื่อกลับสู่สยาม[5]

กรรมการสมาคมนักเรียนไทย ณ เมือง Chartrettes ประเทศฝรั่งเศส จากซ้าย: จันทร์ บุนนาค สนิท โรหิตเสถียร (หลวงสนิทรักษ์สัตว์) ปรีดี พนมยงค์ ควง อภัยวงศ์ และ ตั้ว ลพานุกรม
ที่มา: สถาบันปรีดี พนมยงค์

ระหว่างศึกษาอยู่ในยุโรป ตั้วเป็นหนึ่งในผู้ร่วมประชุมก่อตั้งคณะราษฎรเจ็ดคน ณ กรุงปารีส ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินไทยขณะนั้น ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 1927 ปรีดีบันทึกว่า ที่ประชุมกำหนดเป้าหมายเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พร้อมวางหลักหกประการ ได้แก่ เอกราช ความปลอดภัย ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจของราษฎร ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร[6]

เมื่อกลับถึงสยามในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2473 ตั้วเข้ารับราชการที่ศาลาแยกธาตุ และร่วมเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดิเรก ชัยนาม เล่าไว้ในคำไว้อาลัยว่า ก่อนวันอภิวัฒน์ประมาณสามเดือน ระหว่างการประชุมที่บ้านตรอกจันทน์ ตั้วกล่าวต่อเพื่อนร่วมก่อการว่า “Do it now or never” หรือ “ทำเดี๋ยวนี้หรือไม่ทำเลย” ถ้อยคำนี้สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้ยังไม่อาจรู้ผลของภารกิจล่วงหน้า[7]

ภายหลังการอภิวัฒน์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ตั้วได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรก และเป็นกรรมการราษฎรในคณะกรรมการราษฎรที่มี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน ต่อมาใน พ.ศ. 2481 เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล หลวงพิบูลสงคราม และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงเศรษฐการในเวลาต่อมา เมื่อกระทรวงเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงการเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2484 เขายังคงดำรงหน้าที่ดังกล่าว บทบาททางการเมืองจึงดำเนินควบคู่กับงานด้านวิทยาศาสตร์ และเปิดโอกาสให้เขาผลักดันการพัฒนาหน่วยงาน การศึกษา และการผลิตยาภายในประเทศ

ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2477 แถวหน้าจากซ้าย: พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช พระองค์เจ้าอานันทมหิดล และพระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ส่วนชายแถวหลังจากซ้าย: หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) และ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ผู้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ณ กรุงปารีส
ที่มา: เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์ (พ.ศ. 2560), เผยแพร่ใน The 101 World⁠

วิทยาศาสตร์กับรากฐานของระบอบรัฐธรรมนูญ

ตั้วอธิบายวิทยาศาสตร์ว่าเป็นวิชาที่มีกฎเกณฑ์ โดยจำแนกเป็น วิทยาศาสตร์แท้ เช่น เคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยา กับ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น กสิกรรม วิศวกรรม อุตสาหกรรม เภสัชกรรม และแพทยศาสตร์ ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้เขามองเห็นบทบาทของวิทยาศาสตร์ทั้งในการค้นคว้าหาความรู้และการนำความรู้มาแก้ปัญหาของประเทศ[8]

ในบทความ “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ” ตั้วเสนอว่า เอกราชอันสมบูรณ์ต้องประกอบด้วยเอกราชทางการเมือง ทางศาล และทางเศรษฐกิจ แม้สยามจะแก้ไขสนธิสัญญาและได้รับเอกราชทางศาลคืนมาแล้ว แต่การรักษาเอกราชให้มั่นคงยังต้องอาศัยความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ เขาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิตโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน[9]

ตั้วยังตั้งข้อสังเกตถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาข้าวและสภาพดินฟ้าอากาศเป็นหลัก เขาเสนอให้ส่งเสริมกสิกรรมประเภทอื่นควบคู่กับการค้า อุตสาหกรรม และการขนส่ง โดยนำวิทยาศาสตร์มาใช้ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์พืช การเตรียมดิน และการปรับปรุงการเพาะปลูก ไปจนถึงการตรวจคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ความรู้และการค้นคว้าจึงเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาความสามารถในการพึ่งตนเองของประเทศ

ความคาดหวังต่อบทบาทของวิทยาศาสตร์ยังปรากฏในข้อเขียนเกี่ยวกับรัฐสภา ในบทความ “วิทยาศาสตร์กับการเมือง” ตั้ววิจารณ์ว่าสภาผู้แทนราษฎรระยะแรกให้ความสนใจกับการส่งเสริมวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป โดยยกตัวอย่างว่า การช่วยเหลือชาวนาควรครอบคลุมการใช้ความรู้ปรับปรุงการเพาะปลูกควบคู่กับการลดภาษีค่านา อย่างไรก็ดี เขาบันทึกด้วยว่า ในการอภิปรายงบประมาณ พ.ศ. 2480 ผู้แทนราษฎรเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนงานวิทยาศาสตร์มากขึ้น รวมถึงการเพิ่มงบประมาณให้กรมวิทยาศาสตร์[10]

ข้อเสนอเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ตั้วให้ความสำคัญกับหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาในการสนับสนุนความรู้ที่จะช่วยพัฒนาการผลิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เขาเห็นว่า เศรษฐกิจที่มั่นคงเป็นฐานรองรับระบอบรัฐธรรมนูญ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพราะผลของการค้นคว้าและพัฒนาอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะปรากฏ การสร้างความมั่นคงให้ระบอบใหม่จึงสัมพันธ์กับการวางรากฐานระยะยาวให้ประเทศมีความรู้และความสามารถในการพัฒนาตนเอง[11]

วิทยาศาสตร์ในระบอบรัฐธรรมนูญ” บทประพันธ์สยามมณีฉันท์ 8 โดย “แสงทอง” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ วิทยาศาสตร์ สมัยที่ ดร.ตั้ว ลพานุกรม เป็นบรรณาธิการ
ที่มา: สถาบันปรีดี พนมยงค์

สร้างหน่วยงานและสร้างคนให้วิทยาศาสตร์เติบโต

งานวิทยาศาสตร์ของรัฐไทยมีรากฐานมาก่อนการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 โดยพัฒนาจากงานวิเคราะห์แร่จนเป็นศาลาแยกธาตุ ประวัติของกรมวิทยาศาสตร์บริการระบุว่า ศาลาแยกธาตุได้รับการยกฐานะเป็น กรมวิทยาศาสตร์ใน พ.ศ. 2475 ส่วนตั้วซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีคนแรก มีบทบาทสำคัญในการขยายภารกิจและพัฒนาหน่วยงานให้รองรับงานวิทยาศาสตร์ของประเทศอย่างกว้างขวางขึ้น[12]

ในช่วงที่ตั้วบริหารกรม มีการขยายงานวิเคราะห์และค้นคว้า พัฒนางานเภสัชกรรม เพิ่มหนังสือและวารสารในห้องสมุด ตลอดจนจัดการฝึกบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ สถานศึกษาเคมีปฏิบัติ ซึ่งเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกใน พ.ศ. 2480 เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างผู้ปฏิบัติงานที่มีพื้นฐานความรู้และทักษะสำหรับงานวิเคราะห์ทดสอบทางเคมี เพื่อนำไปใช้ในห้องปฏิบัติการและกิจการอุตสาหกรรม[13]

ความจำเป็นในการสร้างบุคลากรปรากฏชัดในบทความ “วิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรม” ตั้วเล่าว่า แม้จะมีผู้เสนอสร้างโรงงานและขายเครื่องจักรให้ไทย แต่ยังติดขัดว่าจะหาผู้มีพื้นฐานความรู้เพียงพอไปฝึกงานและกลับมาควบคุมการผลิตได้จากที่ใด ปัญหานี้ทำให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเตรียมคนควบคู่กับวัตถุดิบและเครื่องจักร เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้ด้วยความรู้ของตนเอง[14]

การพัฒนาสถานศึกษา ห้องสมุด และงานค้นคว้าจึงสัมพันธ์กับการสร้างอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เครื่องมือและโรงงานจะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยผู้ที่เข้าใจหลักวิชา ใช้เครื่องมือเป็น และตรวจสอบผลการผลิตได้ งานของตั้วจึงมีความสำคัญทั้งในด้านการขยายหน่วยงานและการสร้างบุคลากรให้สั่งสมความรู้ความชำนาญ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ของประเทศในระยะยาว

เภสัชกรรมเพื่อการพึ่งตนเองและความปลอดภัยของประชาชน

งานด้านเภสัชกรรมสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเอกราชกับชีวิตราษฎรได้อย่างชัดเจน ตั้วเตือนในบทความ “วิทยาศาสตร์กับความต้องการของประเทศ” ว่า แม้จะซื้อยาจากต่างประเทศได้ในยามปกติ แต่หากเกิดสงครามหรือการนำเข้าถูกตัดขาด ทหารและประชาชนที่เจ็บป่วยย่อมเสี่ยงต่อการขาดยารักษา การค้นคว้าสมุนไพรและพัฒนาการผลิตยาภายในประเทศ จึงเป็นภารกิจที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า[15]

ตั้วผลักดันงานของกองเภสัชกรรมในกรมวิทยาศาสตร์ และริเริ่มให้ก่อสร้าง โรงงานเภสัชกรรมใน พ.ศ. 2482 เพื่อผลิตยาใช้ภายในประเทศ การดำเนินงานอาศัยความร่วมมือของบุคลากรหลายฝ่ายและได้รับการสานต่อหลังจากเขาถึงแก่อนิจกรรม[16] ต่อมาโรงงานเภสัชกรรมได้รวมกับกิจการโอสถศาลา จัดตั้งเป็น องค์การเภสัชกรรมตามพระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. 2509 งานที่ตั้วร่วมวางรากฐานไว้จึงเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านการผลิตยาของรัฐในเวลาต่อมา[17]

สำหรับตั้ว การผลิตยาต้องดำเนินไปตามหลักวิชา ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพและปริมาณวัตถุดิบที่จัดหาได้ ไปจนถึงการตรวจว่ายาที่ผลิตขึ้นได้มาตรฐานเภสัชตำรับหรือไม่[18] การพึ่งตนเองทางยาจึงต้องควบคู่กับการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ยาที่ผลิตได้เป็นที่ไว้วางใจและนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ตั้วได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้า แผนกอิสระเภสัชกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2482 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาสาขานี้ ทั้งการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาสี่ปี การจัดให้มีตำแหน่งอาจารย์ประจำ และการสร้างอาคารเรียน[19] งานด้านการศึกษาและการผลิตยาจึงเกื้อหนุนกัน การพัฒนาโรงงานต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ ส่วนการยกระดับการศึกษาเภสัชศาสตร์ก็ช่วยสร้างกำลังคนสำหรับการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และการดูแลการใช้ยาในประเทศ

อาหารและสุขภาพในความหมายของการสร้างชาติ

ความสนใจทางวิทยาศาสตร์ของตั้ว เกี่ยวข้องกับอาหารและสุขภาพในชีวิตประจำวัน นายแพทย์ยงค์ ชุติมา บันทึกว่า ระหว่างร่วมเดินทางในภาคเหนือ ทั้งสองได้พบเห็นสภาพการกินอยู่ของชาวบ้านและเห็นพ้องกันว่า การขาดอาหารที่มีคุณภาพส่งผลต่อสุขภาพและกำลังในการทำงาน ตั้วจึงกล่าวกับยงค์ว่า

“ถ้าหมอช่วยให้คนพวกนี้กินดีอยู่ดีได้ ก็จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง และเป็นกุศลอย่างเหลือหลาย”[20]

ยงค์นำความคิดนี้มาดำเนินงานส่งเสริมอาหารอย่างต่อเนื่อง จนมีการจัดตั้งกองส่งเสริมอาหารในกรมสาธารณสุข ซึ่งภายหลังโอนไปเป็นกองบริโภคสงเคราะห์ในกรมประชาสงเคราะห์ เขาเล่าถึงการสนับสนุนของตั้วทั้งการให้คำปรึกษา การให้กำลังใจเมื่อเผชิญอุปสรรค และการสนับสนุนให้ข้าราชการกรมวิทยาศาสตร์ร่วมดำเนินงาน บันทึกนี้จึงแสดงให้เห็นความร่วมมือระหว่างแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานรัฐในการพัฒนางานโภชนาการของประเทศ

การส่งเสริมถั่วเหลือง เป็นตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือดังกล่าว เมื่อยงค์เสนอให้ส่งเสริมการบริโภคถั่วเหลืองเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหาร ตั้วเห็นพ้องและให้การสนับสนุน ต่อมาเขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการพิจารณาส่งเสริมกิจการของถั่วเหลืองที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2480 งานนี้ต่อยอดจากการปลูกและบริโภคถั่วเหลืองที่มีอยู่แล้วในประเทศ โดยเชื่อมการส่งเสริมการเพาะปลูกและแปรรูปเข้ากับการเผยแพร่ความรู้ด้านอาหาร เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ได้กว้างขวางขึ้น[21]

ยงค์ยังบันทึกว่า ตั้วให้ความสำคัญกับ การสร้างคนควบคู่กับการสร้างชาติ โดยเฉพาะการยกระดับอาหารการกินของประชาชนทุกเพศทุกวัย[22] ในความหมายนี้ ความก้าวหน้าของประเทศจึงสัมพันธ์กับการที่ราษฎรได้รับอาหารเหมาะสม มีสุขภาพดี และมีกำลังประกอบอาชีพ งานส่งเสริมโภชนาการของตั้วและผู้ร่วมงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ราษฎรผ่านความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ความรู้ที่ประชาชนเข้าถึงได้

ตั้วให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้ควบคู่กับงานค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เขาเป็นบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และในช่วงที่บริหารกรมวิทยาศาสตร์ มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษผ่าน Siam Science Bulletin เพื่อเผยแพร่งานวิจัยของไทยและแลกเปลี่ยนวารสารกับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน เขายังพัฒนาห้องสมุดของกรมให้มีหนังสือและวารสารสำหรับการศึกษาและค้นคว้าเพิ่มขึ้น[23]

ปกหนังสือพิมพ์ วิทยาศาสตร์ ในสมัยที่ ตั้ว ลพานุกรม เป็นบรรณาธิการ เผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่ผู้อ่านภาษาไทย
ที่มา: สถาบันปรีดี พนมยงค์

ในบทความ “วิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน” ตั้วอธิบายว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการสังเกตและทดลอง และนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการประกอบอาชีพ การเลือกและปรุงอาหาร ตลอดจนการดูแลสุขภาพในครอบครัว เขาชวนให้ผู้อ่านเรียนรู้หลักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตน เพื่อให้สามารถนำความรู้มาใช้ในกิจวัตรและการทำงานได้[24]

การนำเสนอวิทยาศาสตร์ผ่านเรื่องใกล้ตัวเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านเห็นประโยชน์ของความรู้ที่อาจเคยรู้สึกว่าห่างไกล และเมื่อพิจารณาร่วมกับหลักการศึกษาของคณะราษฎร ซึ่งมุ่งให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร[25] งานเผยแพร่ความรู้ของตั้วจึงนับเป็นส่วนหนึ่งของ การขยายโอกาสเรียนรู้ไปนอกสถานศึกษา เปิดทางให้ประชาชนใช้ความรู้ประกอบการตัดสินใจ ดูแลตนเองและครอบครัว ตลอดจนพัฒนาการประกอบอาชีพ

อุดมการณ์ร่วมและความผูกพันกับปรีดี

จุดร่วมทางอุดมการณ์ระหว่างตั้วกับ ปรีดี พนมยงค์ ปรากฏอยู่ในหลักหกประการของคณะราษฎรที่ทั้งสองร่วมก่อตั้ง โดยเฉพาะ การรักษาเอกราช การบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ และการให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร[26] งานด้านยา อาหาร และการสร้างบุคลากรวิทยาศาสตร์ของตั้วจึงอาจพิจารณาได้ว่าเป็นความพยายามทำให้เป้าหมายเหล่านี้เกิดผลในชีวิตของราษฎร ผ่านการพัฒนาความสามารถในการผลิต การดูแลสุขภาพ และการขยายโอกาสเรียนรู้

ภายหลังตั้วล่วงลับไปหลายทศวรรษ ปรีดีได้อธิบายแนวคิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ในข้อเขียนเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยเชื่อมประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และทรรศนะทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตยเข้าด้วยกัน เพื่อความไพบูลย์ของราษฎร[27] เมื่อนำแนวคิดที่ปรีดีอธิบายไว้ในภายหลังนี้มาพิจารณางานของตั้ว จะเห็นจุดร่วมในเรื่องการสร้างพื้นฐานให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีโอกาสพัฒนาความสามารถของตน 

นอกเหนือจากอุดมการณ์ร่วม ความผูกพันระหว่างตั้วกับ ปรีดี พนมยงค์ ยังปรากฏในคำไว้อาลัยลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484 ปรีดียืนยันว่าตั้วเป็น “บุคคลสำคัญร่วมมือทำการมาแต่ต้นคนหนึ่ง” และกล่าวถึงอัธยาศัยต่อมิตรสหายว่า

“คุณตั้ว ลพานุกรม เคยอย่างไร ก็คงอย่างนั้นอยู่เสมอ”

ปรีดีอธิบายความเสมอต้นเสมอปลายนี้ผ่านหลัก “สมานัตตตา” ซึ่งเป็นสังคหวัตถุประการหนึ่งในพระพุทธศาสนา พร้อมระบุว่าตั้วได้ทำคุณงามความดีไว้ทั้งในทางส่วนรวมและส่วนตัว ถ้อยคำเหล่านี้เผยให้เห็นว่าความเคารพที่เขามีต่อสหายผู้นี้มาจากทั้งบทบาทต่อบ้านเมืองและอัธยาศัยที่ได้สัมผัสตลอดเวลาที่คบหากัน

ในตอนท้าย ปรีดีนำพระพุทธภาษิตว่าด้วยความชื่นชมยินดีของผู้กระทำความดีมาปลอบประโลมใจ ความดีที่ตั้วฝากไว้ช่วยบรรเทาความเศร้าโศกจากความสูญเสีย ก่อนลงท้ายด้วยถ้อยคำเรียบง่ายว่า “ยังเหลืออยู่ก็แต่ความอาลัยเท่านั้น”[28]

คำไว้อาลัยแด่ตั้ว ลพานุกรม โดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484
ที่มา: สถาบันปรีดี พนมยงค์

สำหรับสถาบันปรีดี พนมยงค์ ชีวิตและผลงานของตั้วช่วยให้เห็นว่า อุดมการณ์ทางการเมืองเชื่อมโยงกับงานเพื่อส่วนรวมอย่างไร ความมุ่งหมายที่จะสร้างความไพบูลย์ของราษฎรปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านงานที่เขาผลักดัน ทั้งด้านยา อาหาร และความรู้ที่ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ได้

ชีวิตที่สิ้นสุดลงและงานที่ดำเนินต่อ

ตั้วถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2484 ขณะอายุ 42 ปี ย่าง 43 ปี รัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นที่วัดเทพศิรินทราวาสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ก่อนกองทัพญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทยเพียงสี่วัน[29]

หนังสือพิมพ์ วิทยาศาสตร์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 4 และบทสนทนาพิเศษระหว่าง “นายมั่น ชูชาติ” กับ “นายคง รักไทย” กล่าวถึงชีวิตและผลงานของ ตั้ว ลพานุกรม ภายหลังถึงแก่อนิจกรรม โดยบทสนทนานี้ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2484
ที่มา: สถาบันปรีดี พนมยงค์

หนังสืออนุสรณ์ที่จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพตั้วทั้งสามเล่มช่วยให้เห็นชีวิตและผลงานของเขาจากหลายด้าน นริศ จรัสจรรยาวงศ์ อธิบายว่า เล่มหลักรวบรวมคำไว้อาลัยโดยพิมพ์ภาพต้นฉบับลายมือและตัวพิมพ์ดีดของผู้เขียน รวมถึง พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป. พิบูลสงคราม และปรีดี พนมยงค์ อีกเล่มจัดพิมพ์โดยบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ รวบรวมบทความและบทสนทนาชุด “นายมั่น นายคง” ส่วนเล่มที่ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา จัดพิมพ์กล่าวถึงงานส่งเสริมอาหารและกิจการถั่วเหลือง[30]

หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ดร.ตั้ว ลพานุกรม วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 จากซ้าย: หนังสือที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ หนังสือว่าด้วยงานส่งเสริมอาหารและกิจการถั่วเหลืองที่นายแพทย์ยงค์ ชุติมา จัดพิมพ์ และหนังสือบทสนทนา “นายมั่น ชูชาติ–นายคง รักไทย” ที่บริษัทไทยนิยมพาณิชย์จัดพิมพ์
ที่มา: สถาบันปรีดี พนมยงค์

เอกสารเหล่านี้บันทึกทั้งความอาลัยของสหายร่วมก่อการและประสบการณ์ของผู้ร่วมงานด้านวิทยาศาสตร์ เมื่อนำมาอ่านประกอบกัน จึงเห็นความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางการเมืองกับงานเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของราษฎรได้ชัดขึ้น ขณะที่งานวิทยาศาสตร์และเภสัชกรรมซึ่งตั้วร่วมวางรากฐานไว้ก็มีบุคลากรและหน่วยงานสานต่อหลังจากเขาล่วงลับ

ตั้วฝากข้อคิดไว้ว่า วิทยาศาสตร์ต้องได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะความก้าวหน้าที่เห็นในวันหนึ่งเป็นผลจากงานที่เริ่มต้นไว้ก่อนหน้านั้นหลายปี[31] ข้อคิดนี้ยังมีความหมายต่อผู้สานต่องานของเขา ทั้งนักวิจัย ครู ผู้ปฏิบัติงาน และผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความเพียรในการสร้างคน ค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม มรดกทางความคิดของตั้วจึงอยู่ที่ความเชื่อมั่นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะช่วยให้ประเทศพึ่งตนเองได้ และทำให้เอกราชมีรากฐานมั่นคงอยู่ในความสามารถและความผาสุกของราษฎร

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ,” ใน ที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ([ม.ป.ท.]: บริษัท การพิมพ์ไทย จำกัด, พ.ศ. 2484), น. 98–105. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ”⁠, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566.

[2] กรมวิทยาศาสตร์บริการ, “ประวัติความเป็นมา”⁠, ตอน พ.ศ. 2475–2484; “บุคคลสำคัญ: ดร.ตั้ว ลพานุกรม,” วารสารเภสัชกรรมไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 2⁠ (กรกฎาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2554), น. 33–34; และยงค์ ชุติมา, คุณงามความดีของ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม รัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการเศรษฐกิจ และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ ในเรื่องการส่งเสริมอาหารและกิจการถั่วเหลืองในประเทศไทย (พ.ศ. 2484), เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ ใน “ดร.ตั้ว ลพานุกรม วิทยาศาสตร์ การส่งเสริมอาหาร และกิจการถั่วเหลืองในประเทศไทย”⁠, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567.

[3] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎร และระบบประชาธิปไตย,” ใน แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย, พ.ศ. 2535), น. 3–4.

[4] อรรถสิทธิ์ พานแก้ว, “ตั้ว ลพานุกรม”⁠, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, หัวข้อ “ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว”.

[5] เรื่องเดียวกัน; และ “บุคคลสำคัญ: ดร.ตั้ว ลพานุกรม,” วารสารเภสัชกรรมไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 2⁠ (กรกฎาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2554), น. 33–34.

[6] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎร และระบบประชาธิปไตย,” ใน แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย, พ.ศ. 2535), น. 3–4. ต้นฉบับระบุเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2469 ตามปฏิทินไทยในขณะนั้นที่ขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน.

[7] อ้างแล้ว, อรรถสิทธิ์ พานแก้ว; ส่วนคำกล่าวของตั้วมาจากคำไว้อาลัยของดิเรก ชัยนาม พ.ศ. 2484 อ้างผ่าน ณัฐพล ใจจริง, “ดร.ตั้ว ลพานุกรม เภสัชกรนักปฏิวัติ : ผู้สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และสุขภาพอนามัย”⁠, มติชนสุดสัปดาห์, 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566.

[8] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์กับความต้องการของประเทศ,” ใน ที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ([ม.ป.ท.]: บริษัท การพิมพ์ไทย จำกัด, พ.ศ. 2484), น. 57–67. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์กับความต้องการของประเทศ”⁠, 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566.

[9] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ,” ในหนังสืออนุสรณ์ข้างต้น, น. 98–105. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ”⁠, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566.

[10] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์กับการเมือง,” ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์ ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2480; รวมพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์ พ.ศ. 2484, น. 154–160. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์กับการเมือง”⁠, 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567.

[11] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ,” น. 98–105, โดยเฉพาะข้อเสนอในย่อหน้าสุดท้ายเรื่องการส่งเสริมวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจรองรับระบอบรัฐธรรมนูญ.

[12] กรมวิทยาศาสตร์บริการ, “ประวัติความเป็นมา”⁠, ตอน พ.ศ. 2434–2474 และ พ.ศ. 2475–2484. ปี พ.ศ. 2475 ในที่นี้หมายถึงปีที่ยกฐานะศาลาแยกธาตุเป็นกรมวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การระบุปีแต่งตั้งตั้วเป็นอธิบดี.

[13] เรื่องเดียวกัน; และอรรถสิทธิ์ พานแก้ว, “ตั้ว ลพานุกรม”⁠, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, หัวข้อ “ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง” ซึ่งระบุว่าสถานศึกษาเคมีปฏิบัติเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2480.

[14] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรม,” ใน ที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ([ม.ป.ท.]: บริษัท การพิมพ์ไทย จำกัด, พ.ศ. 2484), น. 76–81. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรม”⁠, 9 มกราคม พ.ศ. 2567.

[15] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์กับความต้องการของประเทศ,” ใน ที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ([ม.ป.ท.]: บริษัท การพิมพ์ไทย จำกัด, พ.ศ. 2484), น. 57–67. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์กับความต้องการของประเทศ”⁠, 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566.

[16] “บุคคลสำคัญ: ดร.ตั้ว ลพานุกรม,” วารสารเภสัชกรรมไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 2⁠ (กรกฎาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2554), น. 33–34. บทความระบุว่าการก่อสร้างโรงงานประสบอุปสรรคและใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มผลิตยาได้ จึงต้องแยกบทบาทการริเริ่มของตั้วออกจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นภายหลัง.

[17] องค์การเภสัชกรรม, คู่มือคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม⁠, “บทสรุปผู้บริหาร,” น. 2 (หน้า PDF 3), ฉบับเผยแพร่ในคลังสารสนเทศรัฐสภา.

[18] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรม,” ในหนังสืออนุสรณ์ พ.ศ. 2484, น. 76–81. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรม”⁠, 9 มกราคม พ.ศ. 2567.

[19] คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ประวัติคณะ”⁠, ตอนการแต่งตั้งตั้วเป็นหัวหน้าแผนกอิสระเภสัชกรรมศาสตร์ วันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1939 หรือ พ.ศ. 2482; และ “บุคคลสำคัญ: ดร.ตั้ว ลพานุกรม,” วารสารเภสัชกรรมไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 2, น. 34.

[20] ยงค์ ชุติมา, คุณงามความดีของ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม รัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการเศรษฐกิจ และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ ในเรื่องการส่งเสริมอาหารและกิจการถั่วเหลืองในประเทศไทย, พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ ใน “ดร.ตั้ว ลพานุกรม วิทยาศาสตร์ การส่งเสริมอาหาร และกิจการถั่วเหลืองในประเทศไทย”⁠, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, ตอนการร่วมเดินทางในภาคพายัพและการสนทนาเรื่องอาหารกับสุขภาพของประชาชน.

[21] เรื่องเดียวกัน, ตอนการส่งเสริมถั่วเหลือง และคำสั่งทั่วไปที่ 40/2480 เรื่องตั้งคณะกรรมการพิจารณาส่งเสริมกิจการของถั่วเหลือง ซึ่งกำหนดให้อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์เป็นประธานกรรมการ.

[22] เรื่องเดียวกัน, ตอนที่ยงค์บันทึกคำปรารภของตั้วเกี่ยวกับการสร้างคนและการส่งเสริมอาหารของประชาชนทุกเพศทุกวัย.

[23] กรมวิทยาศาสตร์บริการ, “ประวัติความเป็นมา”⁠, ตอน พ.ศ. 2475–2484; และอรรถสิทธิ์ พานแก้ว, “ตั้ว ลพานุกรม”⁠, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, หัวข้อ “ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง” สำหรับบทบาทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์ภาษาไทย.

[24] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน,” ใน ที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ([ม.ป.ท.]: บริษัท การพิมพ์ไทย จำกัด, พ.ศ. 2484), น. 106–110. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน”⁠, 3 มีนาคม พ.ศ. 2567.

[25] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎร และระบบประชาธิปไตย,” ใน แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย, พ.ศ. 2535), น. 3–4.

[26] ปรีดี พนมยงค์, “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎร และระบบประชาธิปไตย,” ใน แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย, พ.ศ. 2535), น. 3–4.

[27] ปรีดี พนมยงค์, “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม,” ใน แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์, น. 174. การนำแนวคิดนี้มาพิจารณางานของตั้วเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบ มิใช่หลักฐานว่าตั้วใช้คำว่า “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” หรือเสนอแนวคิดตรงกันทุกประการ.

[28] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์), “คำไว้อาลัยแก่คุณตั้ว ลพานุกรม,” 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484, ในหนังสือที่ระลึกงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ ดร.ตั้ว ลพานุกรม, 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484; ดูภาพต้นฉบับและคำถอดใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “หนังสืองานศพ ดร.ตั้ว ลพานุกรม : อนุสรณ์แห่งความสมัครสมานครั้งสุดท้ายของคณะราษฎร”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568.

[29] อ้างแล้ว, “ตั้ว ลพานุกรม”⁠, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า; และหมายกำหนดการรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพตั้ว ลพานุกรม. อายุในบทความคำนวณจากวันเกิด 21 ตุลาคม พ.ศ. 2441 และวันถึงแก่อนิจกรรม 27 สิงหาคม พ.ศ. 2484 จึงเท่ากับอายุครบ 42 ปี ย่าง 43 ปี.

[31] ตั้ว ลพานุกรม, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ,” ใน ที่ระลึกในงานรัฐพิธีพระราชทานเพลิงศพ พณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ([ม.ป.ท.]: บริษัท การพิมพ์ไทย จำกัด, พ.ศ. 2484), น. 98–105. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ”⁠, 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566.