
ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ (19 ตุลาคม พ.ศ. 2445–6 พฤษภาคม พ.ศ. 2516) ในชุดครุยธรรมศาสตรบัณฑิต ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาและสมาชิกขบวนการเสรีไทย ผู้ที่ปรีดี พนมยงค์ กล่าวถึงว่าเป็น “ศิษย์ที่รักคนหนึ่งของข้าพเจ้า”
เวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ร้อยโท อู๊ต นิตยสุทธิ รีบไปพบพระยาพหลพลพยุหเสนาและปรีดี พนมยงค์ ที่วังปารุสกวัน หลังเดินทางมาจากนครราชสีมาด้วยรถไฟโดยสาร ข่าวที่เขานำมาแจ้งคือ ทหารที่โคราชภายใต้การนำของนายทหารกองหนุนกำลังรวมตัวกันบริเวณสถานีรถไฟ เตรียมเคลื่อนกำลังด้วยขบวนรถไฟพิเศษ ส่วนขบวนโดยสารที่เขาเดินทางมานั้นเป็นขบวนสุดท้าย รัฐบาลจึงควรรีบเตรียมป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น[1]
สี่สิบปีต่อมา เมื่อปรีดีเขียนคำรำลึกถึงอู๊ตจากบ้านพักชานกรุงปารีส เหตุการณ์วันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ ปรีดีเล่าถึงผู้มาแจ้งข่าวในฐานะผู้มีส่วนช่วยพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ความคุ้นเคยจะพัฒนาเป็นความผูกพันระหว่างผู้ประศาสน์การกับศิษย์ธรรมศาสตร์ ตลอดจนได้ร่วมงานกันในรัฐสภาและขบวนการเสรีไทย ถ้อยคำที่ปรีดีใช้เรียกอู๊ตคือ “ศิษย์ที่รักคนหนึ่งของข้าพเจ้า”[2]
ในวาระชาตกาล 19 ตุลาคม สถาบันปรีดี พนมยงค์ รำลึกถึงอู๊ตผ่านความสัมพันธ์กับปรีดีและงานที่เขาอุทิศให้แก่บ้านเมือง โดยเฉพาะการนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภา ชีวิตของผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาผู้นี้ช่วยให้เห็นว่า ความยึดมั่นในประชาธิปไตยแสดงออกได้ผ่านการปฏิบัติหน้าที่เพื่อราษฎร ตั้งแต่การตัดสินใจในยามวิกฤต ไปจนถึงการติดตามปัญหาความเป็นอยู่ที่ประชาชนเผชิญในชีวิตประจำวัน
ชีวิตทหารและการศึกษากฎหมาย
อู๊ตเกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2445 ที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เริ่มเรียนที่วัดใหม่อัมพร ก่อนเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ และเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก ภายหลังสำเร็จการศึกษา เขารับราชการทหารอยู่หลายแห่ง จนกระทั่งถูก “ดุลออก” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2474 ในช่วงที่ทางราชการลดรายจ่าย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหันมาศึกษาวิชากฎหมาย[3]
เส้นทางการศึกษาของอู๊ตดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสถาบันการศึกษากฎหมายในระยะนั้น ตั้งแต่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม ซึ่งต่อมาโอนไปขึ้นกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนถึงมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เขาสำเร็จปริญญาธรรมศาสตรบัณฑิตใน พ.ศ. 2479 และเข้าเป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภาในปีเดียวกัน ก่อนประกอบอาชีพทนายความในกรุงเทพฯ ประวัติที่ครอบครัวจัดพิมพ์ยังกล่าวถึงความสนใจอย่างมากของเขาในวิชาเศรษฐศาสตร์และลัทธิเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่ความสนใจทางการเมือง ความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในเวลาต่อมา
ข่าวสำคัญที่วังปารุสกวัน
ความสนิทสนมระหว่างอู๊ตกับปรีดีก่อตัวขึ้นก่อนที่อู๊ตจะสำเร็จการศึกษา และก่อนการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง การแจ้งข่าวในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ทำให้พระยาพหลฯ มั่นใจว่าข่าวการเตรียมโค่นล้มรัฐบาลที่ทางราชการได้รับมาก่อนหน้านั้นเป็นความจริง จึงสั่งให้หลวงพิบูลสงครามเตรียมกำลังฝ่ายรัฐบาล และให้หลวงอดุลเดชจรัสส่งตำรวจหนึ่งหมวด ภายใต้การบังคับบัญชาของพระกล้ากลางสมร เดินทางโดยรถไฟไปยังโคราชเพื่อระงับเหตุ
กำลังตำรวจชุดดังกล่าวถูกฝ่ายกบฏยิงโจมตีใกล้สถานีปากช่อง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ส่วนตำรวจที่เหลือถูกจับกุม บันทึก “ตำรวจชะเลย” ของร้อยตำรวจโท เจียม สิงห์บุระอุดม ผู้ร่วมอยู่ในขบวนรถไฟ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ตำรวจออกจากพระนครเวลา 17.40 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 และเผชิญการโจมตีในคืนนั้น บันทึกของผู้ประสบเหตุจึงช่วยยืนยันการปะทะที่ปรีดีกล่าวถึงในคำรำลึก[4]
ปรีดีเล่าว่า แม้ฝ่ายตำรวจจะได้รับความสูญเสีย แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายกบฏเคลื่อนกำลังเข้าสู่กรุงเทพฯ ล่าช้ากว่าแผน และช่วยให้รัฐบาลมีเวลาจัดแนวต่อต้าน ปรีดีจึงยกย่องอู๊ตว่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำความชอบในการพิทักษ์ระบบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย พร้อมระบุว่าได้สนิทสนมกันนับแต่นั้น การประเมินเช่นนี้สะท้อนความสำคัญที่ปรีดีให้แก่การตัดสินใจของอู๊ตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบอบใหม่
ศิษย์ธรรมศาสตร์กับการพิทักษ์ประชาธิปไตย
เมื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2477 อู๊ตได้โอนเข้ามาศึกษาและเป็นศิษย์ของมหาวิทยาลัยที่ปรีดีดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การ ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการร่วมเผชิญวิกฤตทางการเมืองจึงมีการศึกษาเข้ามาเชื่อมโยง ประสบการณ์ทางทหารของอู๊ตยังเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมอีกด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัย ซึ่งปรีดีเล่าไว้ค่อนข้างละเอียดในคำรำลึก
ในช่วงที่ปรีดีเห็นว่าลัทธิเผด็จการกำลังคุกคามประชาธิปไตย เขาได้ปรึกษาเนติบัณฑิตและธรรมศาสตรบัณฑิตที่เคยเป็นทหาร เพื่อทดลอง “ระดมพลเรือน” หรือ Mobilisation civile โดยอาศัยการชุมนุมของนักศึกษาในวันประสาทปริญญา อู๊ตเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมวางวิธีการและทำหน้าที่ “เสมือนเป็นเสนาธิการของกองกำลังพลเรือน” ช่วยจัดระเบียบนักศึกษาประมาณ 5,000 คนให้เป็นหมู่และหมวด โดยใช้ประสบการณ์ทหารหรือลูกเสือของผู้เข้าร่วมเป็นเกณฑ์เลือกผู้บังคับบัญชา
ปรีดีระบุว่า นักศึกษาเหล่านี้ไม่มีอาวุธทันสมัยและเป็นกำลังมือเปล่า การทดลองดังกล่าวอาศัยความยึดมั่นในอุดมคติประชาธิปไตยและความหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากราษฎร อู๊ตมีส่วนช่วยจัดระเบียบการรวมตัวของพลเรือนเหล่านี้ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจคุกคามระบอบประชาธิปไตย
เสียงของราษฎรในสภา
อู๊ตได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมาครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 งานในสภาเปิดโอกาสให้เขานำความสนใจด้านเศรษฐกิจและความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นมาใช้ รายการกระทู้ถามรัฐบาลที่รวบรวมไว้ในประวัติของเขาแสดงให้เห็นว่า อู๊ตติดตามปัญหาหลากหลาย ทั้งโรคภัย คมนาคม และการศึกษา ตลอดจนเรื่องอาชีพของราษฎรและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ
ใน พ.ศ. 2482 เขาตั้งกระทู้เรื่องโรคเรื้อนในภาคอีสานและถนนไปพิมาย ต่อมาใน พ.ศ. 2483 กระทู้ของเขาครอบคลุมเรื่องการสร้างถนนในจังหวัดนครราชสีมา โรคระบาดสัตว์ในภาคอีสาน และการศึกษาผู้ใหญ่ ประเด็นเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชน ทั้งโอกาสเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล ความสะดวกในการเดินทางและขนส่งผลผลิต ตลอดจนโอกาสศึกษาของผู้ที่พ้นวัยเรียนไปแล้ว
ความสนใจดังกล่าวปรากฏต่อเนื่องใน พ.ศ. 2484 เมื่ออู๊ตตั้งกระทู้เรื่องการขยายการสุขาภิบาลตามชนบท การเพิ่มหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่ การจ้างหญิงนครราชสีมาทอเสื่อ ตลอดจนปัญหาฝนแล้งจนราษฎรไม่ได้ทำนา อีกประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นถามรัฐบาลคือการปรับปรุงค่าระวางรถไฟให้เป็นธรรมแก่สังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับต้นทุนขนส่งและการค้าของประชาชนในภูมิภาค
กระทู้เหล่านี้ทำให้เห็นความหมายของคำว่า “รับใช้ราษฎร” ได้ชัดเจนขึ้น ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่นำความเดือดร้อนที่กระจายอยู่ตามท้องถิ่นมาให้รัฐบาลรับรู้และชี้แจงต่อสภา อู๊ตมีส่วนช่วยปกป้องระบอบรัฐธรรมนูญในยามวิกฤต และใช้กลไกรัฐสภาติดตามปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง อู๊ตยังต้องเผชิญแรงกดดันและการคุกคาม ปรีดีเล่าว่า ตำรวจบางคนที่สนับสนุนอำนาจเผด็จการพยายามหาหลักฐานเท็จใส่ร้ายเขาว่าคิดโค่นล้มรัฐบาล โดยเชื่อมโยงกับบทบาทของเขาในการจัดกำลังพลเรือน และมีการให้ญาติมาขู่เข็ญเรียกเงิน ส่วนประวัติที่ครอบครัวจัดพิมพ์กล่าวถึงการถูกควบคุมตัว สอบสวน และติดตามความเคลื่อนไหว เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อู๊ตปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนราษฎรท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่กระทบถึงชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย
งานเสรีไทยและการเมืองหลังสงคราม
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อู๊ตเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย ปรีดีรับรองบทบาทของเขาไว้สั้น ๆ ว่า “ได้ช่วยทำประโยชน์หลายประการแก่ขบวนการนั้น” ขณะที่ประวัติที่ครอบครัวจัดพิมพ์กล่าวถึงการร่วมงานเสรีไทยเช่นกัน แม้เอกสารเหล่านี้ไม่ได้แจกแจงภารกิจเฉพาะ แต่ก็ยืนยันว่า ทั้งสองยังได้ร่วมงานเพื่อประเทศชาติในระหว่างสงครามด้วย
ในสภา อู๊ตยังให้ความสำคัญกับอนาคตของประเทศ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2487 เขาตั้งกระทู้เรื่องการตั้งองค์การเตรียมการเจรจาภายหลังสงคราม ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2488 เขาร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างญัตติขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาค้นคว้าตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ งานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นอกเหนือจากปัญหาในจังหวัด อู๊ตยังติดตามทั้งการเตรียมรับสถานการณ์หลังสงครามและการพัฒนากติกาทางการเมืองของประเทศ[5]
ภายหลังสงคราม อู๊ตได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรอีกในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489 และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 รวมสามสมัยตามประวัติที่ครอบครัวรวบรวม นอกจากนี้ ใน พ.ศ. 2494 เขายังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมา และได้รับเลือกจากสมาชิกให้เป็นรองประธานสภาจังหวัด เขาจึงปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
ความผูกพันและความอาลัย
นอกเหนือจากบทบาทสาธารณะ คำรำลึกของภรรยาและบุตรช่วยให้เห็นชีวิตอีกด้านของอู๊ต เขาสมรสกับลมุล หงษ์เทศ เมื่อ พ.ศ. 2468 มีบุตรธิดาสองคน คือ วีระวงษ์และวงศ์นวลฉวี เรื่องเล่าของครอบครัวกล่าวถึงความรับผิดชอบ ความอดทนต่ออุปสรรค และความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ขณะที่ความทุกข์จากการสูญเสียบุตรสาวทำให้เขาหันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังมากขึ้น เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เห็นผู้แทนราษฎรในฐานะคนคนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งภาระ ความสูญเสีย และสิ่งยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต
อู๊ตถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หลังเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ สิริอายุ 70 ปี เมื่อครอบครัวเตรียมจัดงานพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2517 ปรีดีได้อนุญาตให้นำคำปราศรัย สุนทรพจน์ และข้อเขียนเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทยมารวมพิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์
ข้อเขียนที่เลือกมาสอดคล้องกับงานที่อู๊ตเคยมีส่วนร่วม ทั้งธรรมศาสตร์ รัฐธรรมนูญ และเสรีไทย ปรีดีหวังว่าหนังสือจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น หนังสืออนุสรณ์เล่มนี้จึงรำลึกถึงผู้ล่วงลับ พร้อมกับเผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์และการเมืองให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
ในจดหมายถึงลมุล ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ปรีดีอนุญาตให้พิมพ์ข้อเขียนเพิ่มเติม รวมถึงบทความ “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม” หนังสืออนุสรณ์ของอู๊ตจึงรวบรวมความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของคนหลายรุ่น แม้เขาจะถึงแก่กรรมก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 แล้วก็ตาม[6]
สิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจปรีดีคือการไม่ได้พบกันอีก หลังออกจากประเทศจีนมาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ปรีดีตั้งใจจะได้พบอู๊ต แต่ความตั้งใจนั้นไม่ทันเป็นจริง ในคำรำลึกลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516 เขาเขียนว่า
“ข้าพเจ้ามีความเสียดายที่ ร.ท.อู๊ดฯ ได้จากไปโดยที่ข้าพเจ้ายังไม่มีโอกาสที่จะได้พบตามที่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้ เมื่อข้าพเจ้าได้ออกจากประเทศจีนมาอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส จึงมีแต่ความระลึกถึงท่านผู้นี้ และในคุณความดีที่ท่านผู้นี้ได้อุทิศตนให้แก่ชาติ และระบบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย”
ถ้อยคำ “ศิษย์ที่รักคนหนึ่งของข้าพเจ้า” มีเรื่องราวของการร่วมงานและความไว้วางใจรองรับอยู่ ตั้งแต่ข่าวที่นำมาถึงวังปารุสกวัน การศึกษาและกิจกรรมที่ธรรมศาสตร์ งานรัฐสภา จนถึงขบวนการเสรีไทย เมื่ออ่านคำรำลึกของปรีดีควบคู่กับประวัติการทำงานของอู๊ต ความหมายของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญก็ปรากฏชัดขึ้น ทั้งการปกป้องระบอบจากการใช้กำลัง และการทำให้เสียงของราษฎรผู้เผชิญโรคภัย ความแห้งแล้ง และความขัดสน ได้รับการรับฟังจากผู้บริหารบ้านเมือง
บทความที่เกี่ยวข้อง: ระลึกถึง ร.ท.อู๊ต นิตยสุทธิ โดยปรีดี พนมยงค์
หมายเหตุเรื่องชื่อบุคคล: บทความนี้ใช้ “ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ” ตามหน้าปกและประวัติในหนังสืออนุสรณ์ที่ครอบครัวจัดพิมพ์ ส่วนข้อความอ้างตรงจากคำรำลึกของปรีดีคงการสะกด “ร.ท. อู๊ด นิตยสุทธิ์” หรือ “ร.ท. อู๊ดฯ” ตามต้นฉบับ
[1] ปรีดี พนมยงค์, “ระลึกถึง ร.ท.อู๊ด นิตยสุทธิ์,” ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516, ใน คำปราศรัย สุนทรพจน์บางเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ และบางเรื่องเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทย (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ ณ วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2517; สหประชาพาณิชย์ แผนกการพิมพ์, 2517).
[2] เรื่องเดียวกัน, ตรงกับหน้า 5–8 ของไฟล์ PDF ในคำรำลึก ปรีดีสะกดชื่อว่า “ร.ท.อู๊ด นิตยสุทธิ์” ส่วนบทความนี้ใช้ “ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ” ตามหน้าปกและประวัติในหนังสืออนุสรณ์.
[3] “ประวัติ ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ,” ใน คำปราศรัย สุนทรพจน์บางเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ และบางเรื่องเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทย (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ ณ วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2517; สหประชาพาณิชย์ แผนกการพิมพ์, 2517).
[4] เจียม สิงห์บุระอุดม, “ตำรวจชะเลย,” อ้างผ่าน ศรัญญู เทพสงเคราะห์, “เปิดบันทึก ‘ตำรวจเชลย’ ตำรวจสันติบาลกับการปราบกบฏบวรเดช”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567 หลักฐานส่วนนี้ยืนยันรายละเอียดการเดินทางและการปะทะของตำรวจ ไม่ได้ยืนยันโดยตรงถึงการแจ้งข่าวของอู๊ตหรือผลเชิงยุทธศาสตร์ที่ปรีดีประเมินไว้.
[5] “ประวัติ ร.ท. อู๊ต นิตยสุทธิ,” ในหนังสืออนุสรณ์เล่มเดียวกัน, รายการงานกรรมาธิการลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ระบุถึงการพิจารณาร่างญัตติขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาค้นคว้าตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าอู๊ตดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 โดยตรง.
[6] จดหมายปรีดี พนมยงค์ ถึงลมุล นิตยสุทธิ ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2516, ในหนังสืออนุสรณ์เล่มเดียวกัน
- อู๊ด นิตยสุทธิ
- พระยาพหลพลพยุหเสนา
- ปรีดี พนมยงค์
- ระบอบรัฐธรรมนูญ
- สถาบันปรีดี พนมยงค์
- ประชาธิปไตย
- ดุลออก
- การอภิวัฒน์ 2475
- มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
- วังปารุสกวัน
- หลวงพิบูลสงคราม
- หลวงอดุลเดชจรัส
- พระกล้ากลางสมร
- ตำรวจชะเลย
- ระดมพลเรือน
- Mobilisation civile
- ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา
- ขบวนการเสรีไทย
- จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม