เดือนตุลาคมเวียนมาถึงอีกครั้ง พร้อมวาระ 93 ปีแห่งกบฏบวรเดชใน พ.ศ.2569 ชื่อของหลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) พาเราย้อนกลับไปยังสมรภูมิบางเขนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2476 เมื่อผู้ก่อการคณะราษฎรสายทหารบกและผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 8 ผู้นี้เสียชีวิตระหว่างการรบเพื่อรักษารัฐบาลและการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ นับเป็นการสูญเสียเพื่อนร่วมก่อการคนสำคัญอีกคนหนึ่ง หลังจากหลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) นายทหารม้าของคณะราษฎร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมปีเดียวกันเพียงห้าเดือนเศษ จากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม คณะราษฎรจึงต้องอำลานายทหารผู้ร่วมเปิดทางสู่ระบอบใหม่ถึงสองคน ในเวลาที่การอภิวัฒน์เพิ่งผ่านพ้นมาได้ปีกว่าเท่านั้น

ภาพถ่ายหลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) หลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี)
ในรายนามทหารและตำรวจ 17 คนที่รัฐบาลรำลึกถึงในฐานะวีรชนผู้เสียชีวิตในการปราบกบฏ ชื่อหลวงอำนวยสงครามปรากฏเป็นลำดับแรก เขาเป็นนายทหารชั้นผู้นำสูงสุดในหมู่ผู้เสียชีวิต และเป็นหนึ่งในผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 การล้มลงของเขาที่บางเขนจึงทิ้งช่องว่างไว้ทั้งในกองพันที่เขาบังคับบัญชาและในคณะราษฎร ซึ่งต้องสูญเสียเพื่อนร่วมก่อการอีกคนตั้งแต่ระบอบใหม่ยังอยู่ในวัยเริ่มต้น
ผู้เก็บเรื่องราวในวาระสุดท้ายของเขาไว้คือ ร้อยตรี เผ่า ศรียานนท์ นายทหารหนุ่มผู้ติดตามและทำหน้าที่นายทหารคนสนิทในสนามรบ หลายปีต่อมา ชื่อของเผ่าจะผูกพันกับอำนาจทางการเมืองและตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ผู้คนจดจำเขาในนาม พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ แต่ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2476 เขายังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยที่รับคำสั่ง วิ่งส่งข่าว ตรวจทางรถไฟ และอยู่ใกล้ร่างผู้บังคับบัญชาในนาทีที่ชีวิตกำลังสิ้นสุดลง
เผ่าตั้งชื่อบันทึกว่า “ความมรณกรรมของหลวงอำนวยสงคราม ผ.บ.ก. พัน 8” เปิดเรื่องด้วยความตาย ก่อนพาผู้อ่านย้อนกลับไปพบคนที่ยังมีชีวิต มีคำพูดฝากภรรยา มีรอยยิ้มขณะสั่งการ และมีทหารใต้บังคับบัญชาที่ต้องเดินหน้ารบต่อเมื่อผู้บังคับกองพันจากไป รายละเอียดเหล่านี้ค่อย ๆ พาชื่อในบัญชีวีรชนกลับมามีใบหน้าและน้ำเสียงอีกครั้ง ก่อนเรื่องราวจะทอดจากแนวรบกลับไปถึงบ้าน ที่ซึ่งครอบครัวของเขายังรออยู่
“ถม เกษะโกมล” จากคลองบางระมาดถึงคณะราษฎร
หลวงอำนวยสงครามมีชื่อเดิมว่า ถม เกษะโกมล เกิดวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2439 ที่บ้านในคลองบางระมาด จังหวัดธนบุรี บิดาชื่อคุ่ย มารดาชื่อจีน มีพี่น้องชายร่วมบิดามารดา 4 คน ได้แก่ ถนอม เทพ ถม และหรั่ง เขาเป็นบุตรคนที่สามของครอบครัว ประวัติที่คัดจากหนังสืองานศพเริ่มต้นด้วยการบอกชื่อบุพการีและพี่น้อง ก่อนเรียงลำดับการศึกษาและราชการทหาร ช่วยให้เห็นว่าเบื้องหลังบรรดาศักดิ์ “หลวงอำนวยสงคราม” คือชีวิตของชายผู้หนึ่งซึ่งเติบโตในครอบครัวย่านคลองฝั่งธนบุรี

ภาพพันโท หลวงอำนวยสงคราม จากหนังสืออนุสรณ์งานศพ
เมื่ออายุ 7 ปี บิดามารดาส่งเขาเรียนวิชาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดมณฑป วัดรัชฎาธิษฐานหรือวัดเงิน และวัดอนงคารามตามลำดับ เมื่ออายุย่าง 13 ปี เขาเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2452 แล้วเริ่มเส้นทางรับราชการซึ่งจะพาเขาจากการฝึกและงานเสนาธิการไปสู่การบังคับหน่วยทหารราบ
ประวัติราชการระบุว่า วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2458 เขาเป็นนักเรียนทำการนายร้อยประจำกรมทหารราบที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา รับเงินเดือน 60 บาท ต่อมาเป็นว่าที่นายร้อยตรีในเดือนพฤศจิกายน และเป็นนายร้อยตรีวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2459 รายการเงินเดือนที่ปรากฏเป็นช่วง ๆ ในประวัติเช่นนี้ทำให้เห็นชีวิตราชการในทางรูปธรรม ทั้งตำแหน่ง ยศ ที่ตั้งหน่วย และรายได้ซึ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ
เขาย้ายมาฝึกงานฝ่ายเสนาธิการที่พระนครใน พ.ศ.2462 ติดยศนายร้อยโทใน พ.ศ.2463 และทำงานฝ่ายเสนาธิการที่นครราชสีมาและฉะเชิงเทรา ประสบการณ์ในหัวเมืองกับงานวางแผนทางทหารเหล่านี้มาก่อนการรับหน้าที่ผู้บังคับกองพันที่บางซื่อหลายปี จึงควรอ่านการตัดสินใจของเขาในสนามรบควบคู่กับพื้นฐานงานเสนาธิการซึ่งสะสมมา
ใน พ.ศ.2468 เขาได้บรรดาศักดิ์ “ขุนอำนวยสงคราม” ปีถัดมาเป็นนายร้อยเอก และวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2472 ได้บรรดาศักดิ์ “หลวงอำนวยสงคราม” ต่อมาเขาประจำกรมเสนาธิการ และบวชที่วัดโสมนัสวิหารในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2473 กระทั่งวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2475 เลื่อนขึ้นเป็นนายพันตรี ก่อนร่วมเป็นหัวแรงในการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายนปีเดียวกัน
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2475 เขารับหน้าที่ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 8 บางซื่อ ต่อมาเข้าร่วมการยึดอำนาจวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 ซึ่งประวัติของเขาระบุจุดมุ่งหมายไว้ว่าเพื่อเปิดสภาผู้แทนราษฎร ลำดับเหตุการณ์นี้ทำให้การออกปราบกบฏในเดือนตุลาคมเป็นภารกิจต่อเนื่องของนายทหารที่เลือกเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงระบอบ และยังทำหน้าที่ปกป้องผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นในปีถัดมา
ด้านชีวิตครอบครัว เขาสมรสกับสนานเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2461 มีบุตรชายชื่อสมถวิล แต่ชีวิตคู่ดำเนินไปได้เพียงไม่กี่ปี สนานก็ป่วยและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2466 ต่อมาเขาสมรสกับละมัย ตันย์ศิริ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2467 มีบุตรหญิงชื่ออาภา ประวัติที่จัดทำภายหลังการเสียชีวิตของหลวงอำนวยสงครามระบุว่า สมถวิลมีอายุ 13 ปี และอาภาอายุ 9 ปี เป็นวัยที่ลูกทั้งสองต้องสูญเสียบิดาไปในช่วงต้นของระบอบใหม่
เมื่อหลวงอำนวยสงครามเสียชีวิตในสนามรบวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2476 เขามีอายุเต็ม 37 ปีเศษ และได้รับการเลื่อนยศเป็นพันโทภายหลังการเสียชีวิต
ผู้ติดตาม “ร.ต. เผ่า ศรียานนท์” กับบันทึกปราบกบฏ พ.ศ.2476
เผ่า ศรียานนท์เกิดวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2452 ที่บางขุนพรหม บิดาคือพระพลาพิรักษ์เสนีย์ (พลุ้ย ศรียานนท์) มารดาชื่อพงษ์ เขาเรียนที่โรงเรียนเบญจมบพิตรและโรงเรียนนายร้อยทหารบก เป็นร้อยตรีใน พ.ศ.2474 แม้ไม่ได้ร่วมก่อการวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แต่สนใจการเปลี่ยนแปลงระบอบ และหงวน ทองประเสริฐพาไปรู้จักปรีดี พนมยงค์ภายหลัง

ภาพ พล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์ ในบทความตีพิมพ์ พ.ศ.2508
เมื่อเกิดกบฏบวรเดช เผ่าเป็นนายทหารของกองพันที่หลวงอำนวยสงครามบังคับบัญชา บันทึกระบุฐานะของเขาไว้ตรง ๆ ในบัญชีนายทหารว่า “ทำการนายทหารคนสนิท ร.ต. เผ่า ศรียานนท์” หน้าที่นี้ทำให้เขาอยู่ใกล้ผู้บังคับบัญชา ทั้งขณะสั่งการ รับข่าว ประสานหน่วย และเคลื่อนเข้าสู่แนวรบ จึงมีโอกาสจดจำถ้อยคำและอาการของหลวงอำนวยสงครามในสถานการณ์ซึ่งเอกสารคำสั่งทั่วไปมักไม่บันทึก
ภายหลังเผ่าเป็นนายทหารใกล้ชิดหลวงพิบูลสงคราม และเป็นบุตรเขยของผิน ชุณหะวัณ เข้าร่วมรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ก่อนก้าวขึ้นสู่อำนาจในกรมตำรวจ ดำรงตำแหน่งอธิบดีระหว่าง พ.ศ.2494 ถึง 2500 ชีวิตทางการเมืองช่วงนั้นเกี่ยวพันกับการปราบฝ่ายตรงข้ามและความรุนแรง จนรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ปิดฉากอำนาจของเขา เผ่าถูกบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และเสียชีวิตที่นครเจนีวาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2503 ภาพจำจากชีวิตช่วงหลังย่อมติดตามผู้อ่านมาถึงเอกสารชิ้นนี้ แต่เมื่อพลิกหน้ากระดาษย้อนกลับไปยังสนามรบ พ.ศ.2476 ผู้เล่ายังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยซึ่งฝากความหวังไว้กับผู้บังคับกองพัน คำรำลึกของเขาพาเราไปเห็นหลวงอำนวยสงครามผ่านสายตาของผู้ติดตามใกล้ชิด ตั้งแต่การรับคำสั่ง การเคลื่อนกำลังเข้าสู่แนวรบ จนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต รายละเอียดที่เผ่าจดจำไว้ค่อย ๆ เติมชีวิตให้แก่ชื่อในบัญชีวีรชน ทำให้ผู้อ่านได้รู้จักทั้งนายทหารผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้บังคับบัญชาที่ห่วงใยทหาร และสามีผู้มีครอบครัวรออยู่เบื้องหลัง
กว่าผู้อ่านจะได้พบเรื่องราวนี้ในหนังสือ “11 คนสำคัญของไทย” พ.ศ.2508 โดย “913” นามปากกาของแสวง ลานเหลือ เวลาก็ล่วงจากเหตุการณ์มาแล้ว 32 ปี และจากการเสียชีวิตของเผ่าราวห้าปี

หน้าปกหนังสือ“11 คนสำคัญของไทย” พ.ศ.2508 โดย “913” นามปากกาของแสวง ลานเหลือ
อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าบันทึกนี้เคยเผยแพร่ที่ใดก่อนหน้านั้น คำเกริ่นหน้าบันทึกเรียกเผ่าว่า “บุรุษเหล็กแห่งเอเซีย” และระบุว่าคงยศและสำนวนเดิมไว้ ส่วนตัวบันทึกลงท้ายด้วยชื่อ “ร.ต. เผ่า ศรียานนท์” สมญานามและคำรับรองดังกล่าวเป็นเสียงของผู้เสนอเอกสารแก่ผู้อ่าน ขณะที่ใต้ชื่อและยศร้อยตรีนั้นยังคงเป็นเสียงของนายทหารหนุ่มผู้เล่าเหตุการณ์ในสนามรบ ก่อนชีวิตจะพาเขาไปสู่อำนาจและจบลงไกลจากแผ่นดินเกิด

คำเรียก ร.ต.เผ่า ศรียานนท์ ว่า“บุรุษเหล็กแห่งเอเซีย” ในบันทึกปราบกบฏ พ.ศ.2476
“เผ่าไปกับฉัน”
บันทึกของร้อยตรีเผ่า ศรียานนท์เริ่มต้นจากความกระตือรือร้นของทหารกองพันที่ 8 ซึ่งเตรียมพร้อมมานาน พวกเขารอวันที่จะได้ออกปฏิบัติหน้าที่ป้องกันรัฐธรรมนูญ จนข่าวการเคลื่อนกำลังจากหัวเมืองมาถึงผู้บังคับกองพัน หลวงอำนวยสงครามจึงเรียกประชุมนายทหารในบ่ายวันนั้น
เมื่อรับทราบข่าวทางโทรศัพท์ หลวงอำนวยสงครามสั่งให้นายทหารอยู่ประจำกองพัน จ่ายอาวุธ และส่งคนไปตรวจทางรถไฟ ส่วนตนเดินทางไปรับคำสั่งที่วังปารุสก์ ครั้นกลับมาในเวลาประมาณ 17 นาฬิกา เขาสั่งให้กองปืนกลและกองร้อยที่ 1 ไปยึดสถานีบางซื่อ เผ่าซึ่งยังไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่จึงรออยู่ท่ามกลางเพื่อนนายทหารที่รีบแยกย้ายกันไป
“ความอลหม่านบังเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ผู้ที่ได้รับคำสั่งต่างก็รีบวิ่งไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ข้าพเจ้ายังงงอยู่เพราะยังไม่ได้รับหน้าที่อะไร สักครู่หนึ่งข้าพเจ้าได้รับคำสั่งว่า ‘เผ่าไปกับฉัน’”
คำสั่ง “เผ่าไปกับฉัน” ทำให้นายทหารหนุ่มกลายเป็นผู้ติดตามหลวงอำนวยสงครามอย่างใกล้ชิด เขาออกไปบางซื่อ รับคำสั่ง ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานี และตรวจขบวนรถไฟที่เข้าออกพระนคร หน้าที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้เขาเห็นทั้งการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาและเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่วาระสุดท้าย
ค่ำคืนที่บ้าน และการกลับไปบางซื่อ
หลังตรวจขบวนรถไฟ หลวงอำนวยสงครามถอนกำลังส่วนใหญ่กลับกองพัน โดยเหลือทหารรักษาสถานีบางซื่อไว้ เผ่ากลับมารับประทานอาหาร ก่อนรับคำสั่งให้ออกไปบางซื่อกับผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง ระหว่างนั่งรอที่ระเบียง เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างหลวงอำนวยสงครามกับภรรยา
“คุณนาย ‘คุณไม่เอาเตียงสนามไปหรือ?’”
“ผู้บังคับกองพัน ‘ไม่ต้อง คืนนี้นอนอย่างนก’”
“คุณนาย ‘คุณไปกับใคร เอาปืนไปอีกไหม?’”
“ผู้บังคับกองพัน ‘ไปกับ ร.ต. เผ่า พอแล้วไม่ต้องเอาไปอีกละ’”
คำถามเรื่องเตียงสนาม เพื่อนร่วมทาง และปืน เป็นความห่วงใยของคนในบ้าน หลวงอำนวยสงครามตอบอย่างคนที่กำลังกลับไปทำงาน โดยมีร้อยตรีเผ่าตามไปด้วย บทสนทนาที่เผ่าบันทึกไว้ไม่มีคำลาหรือคำสั่งเสีย
ฝนตกพรำ ๆ ขณะออกเดินทาง รถโดยสารหาไม่ได้ ทั้งสองจึงขึ้นรถรางไปสะพานแดงแล้วต่อไปสถานีบางซื่อ ที่นั่นหลวงอำนวยสงครามรับหน้าที่บังคับกองผสมรักษาพระนคร เผ่ากลับไปนำกำลังจากกองพันมาสมทบ และต่อมาทำหน้าที่นายทหารคนสนิทของกองผสม
ระหว่างรอข่าวและคำสั่ง ทหารวางกำลังป้องกันสถานีและเส้นทางข้างหน้า คืนหนึ่งซึ่งฝนยังตกต่อเนื่อง เผ่าจดจำการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาไว้ว่า
“ในคืนวันนั้นเราต้องอดนอนตลอดคืน ฝนตกพรำ ๆ ไม่ขาดสาย ผ.บ.ก. พันออกตรวจแนวยามไม่หยุดหย่อน เหตุการณ์คืนเป็นปกติ”
การออกตรวจแนวยามเช่นนี้ทำให้เห็นหลวงอำนวยสงครามอยู่กับทหารในเวลาที่ทุกคนเหนื่อยและอดนอน ก่อนจะต้องนำหน่วยเคลื่อนเข้าหาฝ่ายตรงข้ามในคืนถัดมา
วันที่ 13 ตุลาคม ก่อนเคลื่อนเข้าสู่แนวรบ
รุ่งขึ้นวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2476 ข่าวจากทหารม้าลาดตระเวนระบุว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังอยู่ที่สถานีบางเขน หลวงอำนวยสงครามเตรียมเคลื่อนเข้าตีก่อนค่ำ แต่ต้องรอคำสั่งจากหลวงพิบูลสงคราม ( ต่อมาคือ จอมพล ป.) และการจัดรถไฟสำหรับลำเลียงกำลัง

ภาพหลวงอำนวยสงคราม ก่อนหน้าวายชนม์เพียงหนึ่งวัน
ช่วงบ่าย ผู้แทนจากฝ่ายบวรเดชนำจดหมายผ่านแนวรักษาด่านเข้ามา หลวงอำนวยสงครามให้เผ่าจัดการต้อนรับ เผ่าไม่พอใจเมื่อผู้แทนอธิบายว่าตนเป็นคนกลาง จึงพูดโพล่งออกไปว่า “ใต้เท้ากินเงินเดือนรัฐบาลเจ้าคุณพหลฯ ใช่ไหม?ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเป็นกบฏ” จนผู้บังคับกองพันต้องดุ ต่อมาผู้แทนขอพบหลวงอำนวยสงครามตามลำพัง แต่เผ่าคัดค้านเพราะกลัวผู้บังคับบัญชาได้รับอันตราย
เหตุการณ์นี้บอกความห่วงใยของผู้ติดตาม พร้อมกับแสดงบทบาทของผู้บังคับบัญชาที่ต้องควบคุมอารมณ์ลูกน้องและจัดการเจรจาให้ดำเนินไป หลวงอำนวยสงครามสั่งจัดนายทหารนำผู้แทนไปส่งวังปารุสก์ ส่วนเผ่าเพิ่มคนติดตามไปอีกเพื่อความปลอดภัย
เมื่อหลวงกาจสงครามนำรถจักรและรถข้างต่ำมาถึง การเคลื่อนกำลังก็ใกล้เริ่มต้น หลวงอำนวยสงครามออกคำสั่งจัดขบวนรถไฟและกำหนดที่อยู่ของแต่ละหน่วย ครั้นหลวงพิบูลสงครามมาถึงบางซื่อ ร.ต. เผ่าจึงได้รับคำสั่งที่รออยู่
“ขณะนั้น ข้าพเจ้ามาจากสถานี ข้าพเจ้ารีบวิ่งมาหา ผ.บ.ก. พันที่รัก เข้าใจว่าคงจะได้รับคำสั่งเพิ่มเติมอีก ก็ได้รับผลสมจริงดังคาด คำสั่งที่ได้รับคือ ‘เผ่าบอกให้ทหารขึ้นรถ’ ข้าพเจ้ารับวิ่งไปยังที่ตั้งกองทหารตะโกนบอกผู้บังคับหน่วยต่าง ๆ ทหารทุกคนโห่ร้องอย่างกึกก้อง ข้าพเจ้าดีใจเหลือเกินที่ขวัญของกองทหารกองพันข้าพเจ้ายังมีบริบูรณ์”
ขบวนออกจากบางซื่อเวลา 18.45 นาฬิกา ทหารนำทั้งอาวุธและอาหารขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันรับประทานมื้อเย็น เผ่าบันทึกความรู้สึกขณะออกเดินทางไว้ว่า
“18.45 น. คือ เวลาที่กองทหารข้าพเจ้าเคลื่อนที่สู้อ้อมแขนมฤตยู ข้าพเจ้าหัวใจตื้นตันด้วยความยินดีจะต้องทำงานให้แก่ชาติ และรัฐธรรมนูญที่รัก”
รถไฟในความมืดและฝนตลอดคืน
รถไฟเคลื่อนเข้าสู่ความมืด ทหารดับไฟ งดสูบบุหรี่ และเฝ้าดูสองข้างทาง ร.ต. เผ่าคลี่แผนที่ตรวจตำแหน่งของขบวน ก่อนรายงานผู้บังคับกองพันว่าอีกหนึ่งกิโลเมตรจะถึงวัดแคราย ขณะนั้นมีการยิงมาจากด้านขวา ทหารจึงยิงตอบโต้ จนหลวงอำนวยสงครามเป่านกหวีดให้หยุด
ใกล้วัดแคราย พวกเขาพบรถไฟวิ่งตรงมา หลวงอำนวยสงครามสั่งหยุดขบวนและให้ทหารลงจากรถเพราะเกรงว่าจะชนกัน จากนั้นฝนก็ตกหนัก ผู้เล่าจดจำความหนาวและความลำบากของหน่วยไว้
“ฝนเริ่มตกหนัก ๆ อย่างโชกโชน ดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่กองพันทหารราบที่ 8 ออกทำการประสบภัยเรื่องฝนทุกๆ วัน พวกเราพากันหนาวอย่างสั่นสะท้าน แต่เรายังคงเป็นกองทหารที่มีวินัยอย่างพร้อมมูล”
ในความมืดมีเสียงร้องเรียกไม่ให้ยิง ผู้ส่งเสียงคือ ร.ต. อรรถ แสงเดือน ซึ่งนำหมู่ลาดตระเวนกลับมา เขารายงานว่าฝ่ายตรงข้ามถอนจากสถานีบางเขน และคาดว่าจะยึดแนวคลองบางเขน หลวงอำนวยสงครามจึงจัดกำลังรักษาด่านในแนววัดแคราย
คืนนั้นฝนยังตกหนัก ลมแรงและหนาวจัด ดังที่เผ่าบันทึกว่า “พระพิรุณและพระพายคงทารุณกับเราเรื่อย ๆ ไป” พื้นดินเต็มไปด้วยตะขาบ ทหารต้องทนอยู่ท่ามกลางสภาพที่เขาเรียกว่า “ลำบากยิ่งเหลือจะทนทาน” ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา พ.ต. หลวงพิชิตหาญศึก และ ร.อ. หลวงวิศิษฐยุทธศาสตร์ ซึ่งกองบัญชาการกองผสมของ พ.ท. หลวงพิบูลสงครามที่สถานีบางซื่อส่งมา ได้นำผ้าขนสัตว์และผ้ากระโจมมาด้วย แต่ฝนที่ตกอย่างโชกโชนทำให้แทบช่วยป้องกันอะไรไม่ได้ นายทหารทั้งสองเข้าพบหลวงอำนวยสงครามเพื่อรับทราบสถานการณ์เบื้องหน้าและการปฏิบัติที่จะตามมา
ก่อนทั้งสองเดินทางกลับ หลวงอำนวยสงครามสั่งเผ่าให้บอก ร.อ. หลวงวิศิษฐยุทธศาสตร์ ไปเรียนหลวงพิบูลสงครามว่า “กองพันที่ 8 ยังมีวินัยอย่างพร้อมมูลที่จะบุกรุกเข้าหาข้าศึกในตอนเช้าพรุ่งนี้” คืนนั้นฝนยังตกตลอด ตามทางรถไฟเต็มไปด้วยทหารนอนระเกะระกะ แม้หนาวจนสั่นสะท้าน แต่ดังที่เผ่าทิ้งท้ายไว้อย่างเห็นภาพว่า “ทหารของเรายังหลับได้”
คืนวันที่ 13 จบลงโดยทหารนอนพักตามทางรถไฟท่ามกลางฝนที่ยังไม่หยุด
เช้าวันที่ 14 ตุลาคม: ก่อนพบปืนใหญ่สองกระบอก
เช้าวันที่ 14 ตุลาคม หลวงอำนวยสงครามจัดขบวนรุกเข้าสู่สถานีบางเขน เผ่าออกไปตรวจทางกับทหารที่อาสาติดตาม โดยให้นายพิณขับรถดีเซลช้า ๆ เพราะเกรงว่าจะมีระเบิดหรือสะพานที่ฝ่ายตรงข้ามทำให้ชำรุด
เมื่อตรวจสะพานแล้วไม่พบความเสียหาย เผ่านำรถไปยังสถานีซึ่งไม่มีผู้คน จากนั้นลงตรวจหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ไม่พบราษฎรเช่นกัน เขากลับไปรายงานผู้บังคับกองพัน ก่อนรับคำสั่งให้นำรถถังออกตรวจแนวคลองบางเขนข้างหน้าอีกครั้ง
คราวนี้พวกเขาพบสะพานรถไฟข้ามคลองถูกทำลาย จึงลงเดินตรวจให้ใกล้ขึ้น เผ่ายังคิดว่าไม่มีกำลังฝ่ายตรงข้ามอยู่ จนมีเสียงจากผู้ตรวจการณ์บนรถถังเตือนว่าพบปืนใหญ่สองกระบอก
“ข้าพเจ้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็จะต้องเชื่อไว้ชั้นหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าเดินกลับมาและยังมั่นใจเสมอว่าไม่มีข้าศึก แต่ที่ไหนได้ พอข้าพเจ้าเดินมาถึงรถถังได้ตรวจดูข้างหน้าด้วยกล้อง ปรากฏว่ามีปืนใหญ่ 2 กระบอกจริง”
เผ่าจึงกลับไปรายงานหลวงอำนวยสงคราม ผู้บังคับกองพันเองก็ยังไม่เชื่อในตอนแรก จนได้เห็นด้วยตนเองแล้วจึงจัดขบวนรบ ตอนนี้แสดงให้เห็นการตัดสินใจจากข่าวและการตรวจการณ์ซึ่งยังมีข้อจำกัด คนที่เดินอยู่ข้างหน้าอาจมองไม่เห็นสิ่งเดียวกับผู้สังเกตการณ์บนรถถัง และต้องเปลี่ยนข้อสรุปเมื่อมีหลักฐานเพิ่ม
“ถ้าอั้วตีคลองบางเขนไม่ได้ อั๊วไม่กินข้าว”
หลวงอำนวยสงครามวางกองนักเรียนนายสิบไว้ด้านซ้าย ทหารราบกองพันที่ 7 และ 8 ผสมไว้ด้านขวา และปืนกลหนักตามแนวทางรถไฟ การยิงเริ่มขึ้นขณะฝ่ายรัฐบาลเคลื่อนเข้าหาที่มั่น โดยเหลือระยะประมาณ 300 เมตร เผ่าเล่าถึงความเสียเปรียบของฝ่ายตนว่า
“เราถูกยิงอย่างหนัก แต่เราไม่เห็นที่หมายเลย ตรงข้ามฝ่ายกบฏเห็นเราถนัด เพราะเราต้องเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่โล่งแจ้งโดยตลอด”
การยิงโต้ตอบดำเนินไปกว่าสองชั่วโมง ทหารบางคนบาดเจ็บ หลวงอำนวยสงครามยังยิ้มและกล่าวว่าการรบต้องเสียเลือดเนื้อบ้าง เมื่อเจ้าหน้าที่นำอาหารมาถึงในเวลา 10 นาฬิกาเศษ เผ่าจึงชวนผู้บังคับบัญชารับประทานข้าว
“ขณะนี้เป็นเวลา 10.00 น. เศษ เจ้าพนักงานลำเลียงอาหารมา ข้าพเจ้าคิดว่า ผ.บ.ก. พันคงหิวพอใช้ ข้าพเจ้าร้องบอกว่า ‘ผ.บ.ก. พันครับ รับประทานข้าวเสียก่อนจะดีกว่ากระมัง’ ท่านตอบข้าพเจ้าแกมดุนิด ๆ ‘ถ้าอั้วตีคลองบางเขนไม่ได้ อั๊วไม่กินข้าว’”
ถ้อยคำนี้เป็นคำตอบของผู้บังคับกองพันในขณะที่ยังสั่งการและมุ่งหมายเข้าตีคลองบางเขน ผู้เล่าไม่ได้ระบุว่าเป็นคำสั่งเสียหรือคำพูดสุดท้ายก่อนตาย ความสำคัญอยู่ที่มันทำให้เห็นความตั้งใจของหลวงอำนวยสงคราม และความห่วงใยของเผ่าที่มีต่อคนซึ่งตนติดตาม
เมื่อการยิงจากรถถังยังไม่ได้ผล หลวงอำนวยสงครามตัดสินใจเคลื่อนรถเข้าไปใกล้แนวฝ่ายตรงข้าม เผ่าขึ้นรถข้างต่ำด้านหน้า ส่วนผู้บังคับกองพันขึ้นรถดีเซล
ผู้บังคับกองพันถูกกระสุน
รถดีเซลดันรถข้างต่ำไปข้างหน้า เผ่าหมอบต่ำขณะกระสุนกระทบข้างรถไม่ขาด เมื่อใกล้แนวฝ่ายตรงข้าม รถกลับถอย เขาสงสัยว่าทำไมผู้บังคับกองพันจึงถอย ทั้งที่ไม่ใช่ลักษณะที่คุ้นเคย จึงตะโกนถามนายพิณผู้ขับรถ
“ข้าพเจ้าสนเท่ห์นักว่า ทำไมผู้บังคับกองพันของข้าพเจ้าถอยกลับ เพราะท่านไม่มีลักษณะเป็นคนชอบถอยเลย ข้าพเจ้าตะโกนถามนายพิณ พนักงานขับรถ นายพินชูมือของเขาที่มีรอยกระสุนให้ดูพร้อมกับบอกว่าผู้บังคับกองพันถูกกระสุน”
เผ่ากับร้อยโทโปร่ง รอดสวัสดิ์ และนายดาบเชื่อม นนทรักษ์ปีนข้ามไปยังรถดีเซล พวกเขาพบหลวงอำนวยสงครามนอนคว่ำอยู่
“ข้าพเจ้าเรียกไม่มีเสียงตอบ แต่ยังหายใจระรวย ๆ อยู่ ข้าพเจ้าชะโงกออกไปดูรอยกระสุนข้างรถเห็นถูกกระสุนหลายนัด ทะลุกระจกเข้ามาก็มี หม้อน้ำที่หล่อความร้อนถูกยิงทะลุดังซ่า ๆ”
เมื่อผู้บังคับบัญชายังหายใจ เผ่าจึงหวังว่าจะช่วยรักษาได้และตัดสินใจนำรถกลับ แต่ความหวังนั้นสิ้นสุดลงระหว่างทาง
“ข้าพเจ้าตกลงใจนำรถกลับ เพราะมีความหวังว่าผู้บังคับกองพันยังพอเยียวยาได้บ้าง แต่ก่อนที่จะถึงสถานีบางเขน ผู้บังคับกองพันที่รักของข้าพเจ้าได้ถึงกาลมรณะ ดวงหน้าของท่านยังปรากฏรอยยิ้มอยู่ ประหนึ่งว่าท่านมีความพอใจที่ได้กระทำหน้าที่สำเร็จไปด้วยความมีเกียรติศักดิ์”
รอยยิ้มบนใบหน้าที่เผ่าจดจำเป็นภาพของผู้ตายในสายตาผู้ติดตาม ส่วนความหมายว่าหลวงอำนวยสงครามพอใจในหน้าที่เป็นการตีความของผู้เล่า บันทึกไม่ได้กล่าวว่าผู้บังคับกองพันสั่งเสียสิ่งใดในนาทีนั้น
ขณะนำร่างผ่านแนวทหาร เผ่าพยายามปกปิดความสูญเสียไว้ก่อน เพราะเกรงว่าข่าวจะทำให้หน่วยเสียขวัญ
“ข้าพเจ้ายืนยิ้มขณะที่รถผ่านกองทหารต่างๆ ในส่วนหลัง ข้าพเจ้าร้องไชโยอย่างระเบ็งเซ็งแซ่ เกรงว่าหากผู้ใดรู้และได้ทราบถึงอาการมรณะของท่านผู้นี้จะทำให้พวกทหารเสียขวัญหมด”
เขากลับไปรายงานหลวงพิบูลสงคราม และรับคำสั่งให้นำศพไปไว้ที่กองเสนารักษ์พญาไท ผู้ติดตามซึ่งออกเดินทางตามคำสั่ง “เผ่าไปกับฉัน” ต้องรับหน้าที่นำร่างผู้บังคับบัญชาออกจากแนวรบ ขณะที่ทหารข้างหน้ายังต่อสู้อยู่
แนวรบที่ยังต้องยึดไว้
การเสียชีวิตของหลวงอำนวยสงครามไม่ได้ทำให้การรบหยุดลง ทหารกองพันที่ 8 ยังยึดแนวต่อไป และตามคำบอกเล่าของเผ่า คนในหน่วยส่วนหนึ่งยังไม่รู้ว่าผู้บังคับกองพันเสียชีวิตแล้ว
ปัญหากระสุนและการลำเลียงยิ่งทำให้สถานการณ์ลำบาก ผู้เล่าบันทึกสภาพขณะนั้นไว้ว่า
“กระสุนก็หมด สายลำเลียงก็ขาด จวนเกือบเที่ยงแล้วทหารทุกคนตลอดจนนายยังไม่ได้กินข้าวเลยสักมื้อหนึ่ง ฝ่ายกบฏทำการยิง ตัดทางลำเลียงของฝ่ายเราด้วยปืนใหญ่ บางครั้งพวกเราต้องหนีลงน้ำ แต่บางคนก็เคราะห์ร้ายอีก โดยถูกปลิงเกาะ เราหมอบฟุบด้วยหน้าอกจมดิน นี่คือภาวะที่แสนจะสะพึงกลัวในชีวิตของเรา”
ทหารหารือกันว่าจะยึดพื้นที่ต่อไป แม้ไม่สามารถเคลื่อนเข้าตีได้เพราะกำลังยิงไม่พอ ต่อมาหลวงกาจสงครามนำปืนใหญ่และปืนต่อสู้อากาศยานมาสมทบ เผ่าจดจำการมาถึงครั้งนี้ในฐานะความช่วยเหลือซึ่งทำให้กองพันพ้นอันตรายโดยบรรยายไว้อย่างมีสีสันว่า
“จวบจนกระทั่งวีรชนผู้กล้าหาญอีกผู้หนึ่ง ซึ่งกองพันทหารราบที่ 8 จะลืมเสียมิได้ คือ พ.ต. หลวงกาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง) ได้นำรถ ปตอ. และ ป. มาถึง ฝ่ากระสุนปืนกลและปืนใหญ่ที่ทำการยิงกั้นกางและทำการหักแนวเข้ามาในขณะนั้น นี่คือวีรชนที่แกล้วกล้าสามารถช่วยกองพันทหารราบที่ 8 ไว้ให้พ้นอันตรายทั้งหมด
พ.ต. หลวงกาจสงคราม สั่ง ป. ในบังคับบัญชาให้เข้าทำการยิงทางทิศเหนือวัดแคราย 200 เมตร ส่วนตัวท่านเองพร้อมด้วย ร.อ. หม่อมหลวงขาบ กุญชร นำ ป.ต.อ. บุกรุกเข้ามายังแนวกองพันทหารราบที่ 8 ยึดอยู่
ดูเหมือนว่าสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ จะได้รับพระราชทานนามสกุลให้แก่ทหารผู้แกล้วกล้าผู้นี้เหมาะสมยิ่ง คุณหลวงกาจ ฯ ท่านเก่งระดมยิงเหมือนนามสกุลทุก ๆ จุดที่เป็นจุดต้านทานต้องเหลวแหลกไปด้วย ป.ต.อ. และ ป. ฝ่ายเรา ส่วนปากของท่านร้องถามว่า‘ยิงที่ไหนอีกน้องชาย’”
เมื่อมีกำลังยิงเพิ่ม ฝ่ายรัฐบาลจึงเข้าหักแนวและยึดคลองบางเขนได้ตามเป้าหมายของหลวงอำนวยสงคราม แต่ผู้บังคับกองพันไม่มีชีวิตอยู่รับรู้ความสำเร็จนั้น เผ่ายังเล่าถึงตลาดบางเขนที่คนอพยพหนี บ้านเรือนเสียหาย และการโจมตีจากเครื่องบิน ก่อนกองพันทหารราบที่ 9 มาเปลี่ยนหน่วย
ระหว่างนั้นข่าวมรณกรรมค่อย ๆ แพร่ไปในหมู่ทหาร เมื่อรับคำสั่งให้กลับบางซื่อ ความรู้สึกของผู้ร่วมหน่วยจึงเปลี่ยนจากความตื่นเต้นก่อนออกเดินทางเป็นความอาลัยต่อผู้บังคับบัญชาที่จะไม่กลับมาด้วย
กลับกองพันโดยไม่มีผู้บังคับบัญชา
เผ่าเล่าว่าผู้ทราบข่าวต่างร้องไห้ ความเศร้าไม่ได้เกิดจากความกลัวการรบ แต่เกิดจากการสูญเสียคนที่พวกเขาไว้วางใจ
“ผู้ที่ได้รับข่าวอาการมรณของท่านผู้นี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครระงับความเศร้าโศกไว้ได้เลย พวกเราร้องไห้อย่างฟูมฟาย มิใช่พวกเราใจอ่อนหรือกลัวตายอะไรทั้งหมด เราเสียดายผู้กล้าหาญ เราเสียดายผู้นำที่เราคิดว่า ถ้าท่านพาเราสู่นรกสวรรค์ เราก็เป็นไปด้วยทั้งหมด”
สำหรับเผ่า ความผูกพันมีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ตามสายบังคับบัญชา หลวงอำนวยสงครามเป็นผู้ใหญ่ที่พร่ำสอนและหวังให้เขามีอนาคตที่ดี
“ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดตายในวงแขนข้าพเจ้าเลย แม้แต่มารดาบังเกิดเกล้าข้าพเจ้าซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อ 10 ปีก่อนโน้น มาครั้งนี้ข้าพเจ้าต้องเสียผู้บังคับบัญชากองพันที่รักประดุจหัวใจ และเคยพร่ำสอนข้าพเจ้าดั่งบิดากับบุตร โดยมุ่งหวังให้ข้าพเจ้าไปสู่ทางที่ดีที่งามและเหมาะสมในอนาคต นี่คือเหตุการณ์อันแสนเศร้าสลดของข้าพเจ้าในชีวิต”
เมื่อกลับกองพัน เขาจดจำภาพทหารที่ไม่มีเสียงโห่ร้อง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยร้องไชโยขณะเคลื่อนกำลังออกไป
“ข้าพเจ้ากลับจากบางซื่อ พร้อมด้วยทหารหาญ ตามถนนต่าง ๆ เต็มไปด้วยผู้คน และยวดยานหนาแน่น กองพันทหารราบที่ 8 คงกลับอย่างเงียบกริบปราศจากเสียงโห่ร้องใด ๆ ดูประดุจว่ากองพันทหารราบที่ 8 กลับมาด้วยโครงกระดูกเท่านั้น”
เผ่ากลับบ้านพร้อมเพื่อนนายทหารในเครื่องแบบเปื้อนเลือดของผู้บังคับบัญชา เขากังวลว่าจะเผชิญหน้าภรรยาของหลวงอำนวยสงครามอย่างไร และตำหนิตนเองที่ไม่สามารถรักษาชีวิตคนซึ่งไว้วางใจให้เป็นผู้ติดตาม ความรู้สึกผิดนี้บอกความทุกข์ของผู้รอดชีวิต แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเขาปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง
ใกล้ถึงบ้าน สุนัขที่หลวงอำนวยสงครามเลี้ยงวิ่งออกมาต้อนรับ เผ่าบันทึกฉากนี้ไว้ว่า
“ใกล้จะถึงบ้านข้าพเจ้ายิ่งหวิวเกือบจะเป็นลม สุนัขเลี้ยงที่เคยติดตามท่านในยามตรวจการฝึกทหารและงานโยธา ได้วิ่งออกมาต้อนรับนายของมัน โดยคิดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ มันเอาจมูกดมกลิ่นฟุดฟิด แล้วหอนเห่าอย่างโชกโชน ข้าพเจ้าเอามือตบหัวมันเบา ๆ พร้อมกับพูดกับมันว่า ‘เจ้าลูกชาย ผู้บังคับกองพันตายแล้ว’”
จากแนวรบถึงหน้าบ้าน ข่าวการเสียชีวิตของหลวงอำนวยสงครามเปลี่ยนจากรายงานทางทหารมาเป็นความสูญเสียของผู้คนที่ผูกพันกับเขา เมื่อเผ่ากลับมาถึงบ้านและได้ยินเสียงร่ำไห้จากครอบครัวของผู้บังคับบัญชา เขากลับไม่กล้าก้าวเข้าไปพบละมัย ภรรยาของหลวงอำนวยสงคราม ได้แต่หลบออกมา ความสะเทือนใจในเวลานั้นทำให้นายทหารหนุ่ม ซึ่งตลอดเรื่องบันทึกเหตุการณ์ในสนามรบมาอย่างละเอียด ต้องหยุดปากกาลงชั่วขณะ
“ข้าพเจ้าอยากจะบรรยายภาพตอนนี้ให้ท่านฟังอีก แต่ข้าพเจ้าเขียนต่อไปไม่ไหว เพราะกระดาษที่เขียนมาให้ท่านอ่านนี้จะอาบไปด้วยน้ำตา”
ค่ำวันเดียวกัน นายทหารทุกคนพร้อมด้วยละมัย เกษะโกมล ไปยังกองเสนารักษ์พญาไทเพื่อเยี่ยมศพหลวงอำนวยสงคราม และที่นั่นเผ่าได้เห็นผู้บังคับบัญชาของตนเป็นครั้งสุดท้าย ภารกิจซึ่งเริ่มต้นจากคำสั่งให้เขาติดตามหลวงอำนวยสงครามออกสู่แนวรบ จึงสิ้นสุดลงต่อหน้าร่างของผู้บังคับบัญชาที่เขาติดตามมาจนถึงที่สุด เผ่าปิดบันทึกด้วยภาพซึ่งยังติดตาเขาไปอีกนานว่า หลวงอำนวยสงคราม “นอนยิ้มเหมือนอย่างภาคภูมิใจในการที่ดับขันธ์ ไปด้วยความยินดีความมีเกียรติศักดิ์ ปกคลุมด้วยเครื่องแบบพันโท ยังติดตาข้าพเจ้าอยู่ จนบัดนี้”
สู่เมรุท้องสนามหลวง
ประวัติจากหนังสืองานศพระบุการบำเพ็ญกุศลที่โรงทหารกองพันทหารราบที่ 8 ระหว่างวันที่ 27 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2476 ก่อนเคลื่อนศพไปศาลาการเปรียญวัดราชาธิวาสวันที่ 30 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 14 นาฬิกา มีขบวนรถปืนต่อสู้อากาศยานและทหารร่วมส่งศพ ระหว่างตั้งศพที่วัด หน่วยทหาร ตำรวจ พลเรือน และบุคคลต่าง ๆ ผลัดกันบำเพ็ญกุศล
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 มีพิธีเผาศพที่เมรุท้องสนามหลวง (ตรงกับ 18 ก.พ. 2477 ตามการนับปัจจุบัน) ปีที่ปรากฏในเอกสารไม่ได้คลาดเคลื่อน แม้หลวงอำนวยสงครามจะเสียชีวิตเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 เนื่องจากเวลานั้นประเทศสยามยังถือวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ เดือนมกราคมถึงมีนาคมจึงยังนับอยู่ใน พ.ศ. เดิม ด้วยเหตุนี้ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 จึงอยู่หลังเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ตามลำดับเวลาของปฏิทินที่ใช้ในสมัยนั้น
ระบบดังกล่าวเปลี่ยนแปลงในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อกำหนดให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา ส่งผลให้ พ.ศ. 2483 มีเพียงเก้าเดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนถึง 31 ธันวาคม ก่อนเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ตามระบบที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน การอ่านเอกสารก่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยความคุ้นเคยเรื่องลำดับปีแบบปัจจุบัน จึงอาจทำให้เข้าใจผิดว่าพิธีเผาศพเกิดขึ้นก่อนการเสียชีวิต ทั้งที่เป็นผลจากวิธีนับปีที่ต่างกัน
คำว่าเสียสละมีราคาซึ่งครอบครัวและผู้ร่วมหน่วยรับอยู่ด้วย ละมัยสูญเสียสามี บุตรสูญเสียบิดา และทหารสูญเสียผู้บังคับบัญชา การทำพิธีไม่อาจคืนชีวิตเหล่านั้น แต่ให้ที่ทางแก่ความสูญเสียในเรื่องราวของส่วนรวม เมื่อภายหลังสร้างที่บรรจุอัฐิ สิ่งซึ่งเคยอยู่ในงานศพจึงย้ายเข้าสู่พื้นที่ซึ่งประชาชนสามารถมาพบและรำลึกได้
อนุสาวรีย์สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คน
ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช รัฐบาลริเริ่มสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นที่หลักสี่ เพื่อเป็นอนุสรณ์และบรรจุอัฐิทหารกับตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตในการปราบกบฏ โดยมอบหมายให้ พ.ท. หลวงนฤมิตรเรขการ (เยื้อน บุณยะเสน) เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง
สามปีหลังการเสียชีวิตของหลวงอำนวยสงคราม อนุสาวรีย์สร้างเสร็จ พิธีเริ่มขึ้นวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ตรงกับวันครบรอบสามปีที่เขาเสียชีวิต อัฐิของผู้เสียชีวิตทั้ง 17 นายถูกนำมาประดิษฐานที่กระทรวงกลาโหมเพื่อประกอบพิธีสงฆ์ วันรุ่งขึ้นจึงเชิญอัฐิซึ่งบรรจุในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลือง เคลื่อนเป็นขบวนไปยังหลักสี่ เมื่อถึงอนุสาวรีย์จึงบรรจุอัฐิไว้ภายใน ก่อนพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิด ท่ามกลางข้าราชการ ทหาร และประชาชน มีทั้งการวางพวงมาลา สวนสนาม และเครื่องบินบินผ่านเหนือบริเวณพิธี

ภาพหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี วางพวงหรีด ณ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2482 จากนิตยสารยุทธโกษ
บนยอดอนุสาวรีย์ตั้งพานรัฐธรรมนูญ ด้านหน้าจารึกรายนามผู้เสียชีวิต อีกสามด้านมีภาพครอบครัวชาวนา ธรรมจักร และโคลง “สยามานุสสติ” ชื่อของหลวงอำนวยสงครามอยู่เป็นลำดับแรก อัฐิของนายทหารผู้สละชีพเพื่อรัฐธรรมนูญเมื่อสามปีก่อนจึงกลับมายังสมรภูมิเดิมอีกครั้ง คราวนี้พร้อมกับเพื่อนทหารและตำรวจอีก 16 นาย และมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่เหนืออัฐิของพวกเขา
ชื่อของอนุสาวรีย์เองบอกเล่าความหมายของเหตุการณ์อยู่ไม่น้อย คำว่า “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” จดจำการต่อสู้และชัยชนะของฝ่ายรัฐบาล ขณะที่ชื่อ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” บอกถึงสิ่งที่รัฐบาลในเวลานั้นประกาศว่าคนทั้ง 17 ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง สองชื่อจึงพาเรากลับไปสู่เหตุการณ์เดียวกันจากคนละด้าน ทั้งการรบที่เกิดขึ้นจริงและความหมายทางการเมืองที่ถูกมอบให้แก่ความตายเหล่านั้น
บันทึกของเผ่ามีหลวงอำนวยสงครามเป็นศูนย์กลาง เพราะเขาเขียนถึงผู้บังคับบัญชาที่ตนติดตามเข้าสู่สนามรบและเห็นวาระสุดท้ายด้วยตาตนเอง ส่วนอนุสาวรีย์ที่หลักสี่ขยายความทรงจำนั้นออกไปอีกระดับ จากความสูญเสียของบุคคลหนึ่งไปสู่ผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คน ซึ่งต่างมีชื่อและเรื่องราวของตนเอง เมื่ออัฐิของผู้เสียชีวิตถูกนำมาบรรจุไว้ร่วมกัน หลวงอำนวยสงครามจึงกลับมายังสมรภูมิหลักสี่อีกครั้งในฐานะหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ และชื่อของเขาถูกจารึกไว้เป็นลำดับแรกเหนือสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวรบ
แม้อนุสรณ์อันตรธาน แต่ยังมีบันทึกให้กลับมาอ่าน
งานศึกษาของศรัญญู เทพสงเคราะห์บันทึกว่า อนุสาวรีย์ที่หลักสี่หายไปจากพื้นที่ในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ขณะที่ฐานข้อมูลวัตถุปฏิวัติยังระบุสถานะไว้ว่า “สูญหาย” เมื่อถึงวาระ 93 ปีของเหตุการณ์ จึงมีความสูญเสียจากคนละห้วงเวลาวางซ้อนกันอยู่ ชีวิตของผู้คนที่สิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2476 กับอนุสรณ์ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเก็บอัฐิและฝากชื่อของพวกเขาไว้ แต่กลับหายไปจากพื้นที่สาธารณะในเวลาต่อมา
เมื่ออนุสาวรีย์หายไป การเดินทางกลับสู่อดีตก็ยากขึ้น คนที่ผ่านหลักสี่ในวันนี้ไม่อาจหยุดอ่านรายชื่อผู้ตาย หรือรู้จากภูมิทัศน์ตรงหน้าได้ว่า บริเวณแห่งนี้เคยมีอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของทหารและตำรวจ 17 นายตั้งอยู่ นักเรียนและผู้สนใจต้องตามหาร่องรอยจากภาพถ่าย เอกสารเก่า และงานศึกษาที่หลงเหลืออยู่ ตัวหนังสือแทนอนุสรณ์ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่จริงไม่ได้ทั้งหมด แต่ยังเก็บรายละเอียด บอกที่มาของความทรงจำ และเปิดทางให้คนรุ่นหลังย้อนกลับไปค้นหาได้ว่า ครั้งหนึ่ง ณ ที่แห่งนั้นเกิดอะไรขึ้น และชื่อของใครบ้างเคยถูกจารึกไว้
ในวาระครบ 93 ปี หลวงอำนวยสงครามจึงควรได้รับการระลึกถึงในฐานะผู้ก่อการคณะราษฎรสายทหารบก ผู้เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่รักษาระบอบใหม่ พร้อมกับทหารและตำรวจอีก 16 นายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกัน ความสูญเสียครั้งนั้นเกิดขึ้นในปีเดียวกับที่คณะราษฎรเพิ่งสูญเสียหลวงทัศไนยนิยมศึกไปก่อนหน้า คนรุ่นก่อการบางคนจึงจากไปตั้งแต่ระบอบที่พวกเขามีส่วนสร้างยังอยู่ในวัยเริ่มต้น ก่อนจะได้เห็นว่าหนทางข้างหน้าจะดำเนินไปเช่นไร
แต่ประโยคหนึ่งยังอยู่
“เผ่าไปกับฉัน”
คำสั่งสั้น ๆ ซึ่งหลวงอำนวยสงครามพูดกับนายทหารหนุ่มในวันนั้น ยังพา “ราษฎรทั้งหลาย” ย้อนกลับไปตามรอยเหตุการณ์เมื่อ 93 ปีก่อน จากกองพันที่บางซื่อไปถึงคลองบางเขน จากแนวรบท่ามกลางเสียงปืนและสายฝน มาถึงร่างของผู้บังคับบัญชาบนรถดีเซล จากบ้านซึ่งมีคนรออยู่ ไปถึงเมรุท้องสนามหลวง และจากอัฐิในปลอกกระสุนปืนใหญ่กลับคืนสู่หลักสี่
วันนี้ คนพูดประโยคนั้นจากไปนานแล้ว คนที่รับคำสั่งและเขียนเรื่องราวนี้ไว้ก็จากไปแล้ว อนุสาวรีย์ที่เคยจารึกชื่อของผู้ตายทั้ง 17 คนก็หายไปจากหลักสี่ ทว่าร่องรอยของหลวงอำนวยสงครามยังไม่ได้หายไปทั้งหมด ในบริเวณใกล้เคียงกัน อัฐิส่วนหนึ่งของเขายังประดิษฐานอยู่ภายในเจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ร่วมกับเหล่า “เพื่อนตาย” ชาวคณะราษฎร ผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ตราบใดที่บันทึกยังมีคนเปิดอ่าน คำว่า “เผ่าไปกับฉัน” ก็ยังพาผู้อ่านออกเดินทางตามคนทั้งสองได้อีกครั้ง และเมื่อเดินตามไปจนสุดทาง ชื่อที่อยู่เบื้องหลังบรรดาศักดิ์ “หลวงอำนวยสงคราม” ก็กลับมาให้เราจดจำอีกครั้งว่า เขาคือ “ถม เกษะโกมล” ผู้ก่อการ 2475 นายทหารผู้เสียชีวิตในสนามรบ และหนึ่งใน “เพื่อนตาย” ซึ่งวันนี้ยังอยู่ร่วมกับสหายของเขาที่บางเขน
บรรณานุกรม
- 913 (แสวง ลานเหลือ). “บันทึกบุรุษเหล็ก ร.ต. เผ่า ศรียานนท์: ความมรณกรรมของหลวงอำนวยสงคราม ผ.บ.ก. พัน 8.” ใน 11 คนสำคัญของไทย,น. 49–82. โอเดียนสโตร์,2508.
- ณัฐพล ใจจริง. กบฏบวรเดช: เบื้องแรกปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม 2475. กรุงเทพฯ: มติชน,2560.
- ณเพ็ชรภูมิ (โชติศรี ท่าราบ). กำศรวลพระยาศรีฯ. นริศ จรัสจรรยาวงศ์,บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน,2566.
- ธีรัชย์ พูลท้วม. ประวัติคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิก จำกัด,2539. ดร. เจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนายธีรัชย์ พูลท้วม เป็นกรณีพิเศษ ณ ฌาปนสถานคุรุสภา วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร วันที่ 11 มีนาคม 2539.
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. 2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: มติชน,2564.
- นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “มิตรภักดี ของ ปรีดี ‘หลวงทัศไนยนิยมศึก’ ทหารม้าหัวหอกอภิวัฒน์ 2475.” สถาบันปรีดี พนมยงค์,10 พฤษภาคม 2568.https://pridi.or.th/th/content/2025/05/2450 (สืบค้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2569).
- รวบรวมคำแถลงการณและประกาศต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยาม ได้ประกาศแก่ข้าราชการ พลเรือน และราษฎรทั่วไป รวมเล่ม 1 ถึงเล่ม 6 เริ่มแต่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ถึงประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึก. โรงพิมพ์ศรีกรุง,2476. แจกในงานพระราชทานเพลิงศพคณะนายทหารและนายตำรวจซึ่งเสียชีวิตในคราวปราบกบฏ พ.ศ. 2476 ณ ท้องสนามหลวง วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2476.
- ศรัญญู เทพสงเคราะห์. “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ: จากจุดเริ่มต้นสู่การอันตรธาน พ.ศ. 2476–2561.” วัตถุปฏิวัติ: การก่อตัวของคณะราษฎรผ่านวัตถุสิ่งของ.https://revolutionaryobjects.org/th/node/58 (สืบค้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2569).
- หลวงรณสิทธิพิชัย,นายพันตรี. เสียงวิทยุ. โรงพิมพ์ไทยเขษม,2476. คณะราชการและประชาชนผู้มีศรัทธาพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพทหารผู้เสียชีวิตในคราวปราบกบฏ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ณ เมรุท้องสนามหลวง วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2476.