ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ชีวิต-ครอบครัว

พูนศุข พนมยงค์: “วันนี้ต้องดีกว่าวันวานเป็นธรรมดา”

24
ธันวาคม
2563

ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวไว้ว่า... ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ คือ “ภรรยาและเพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า โดยอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าตลอดเวลา แม้ในยามประสบเคราะห์กรรม!”

ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาลของท่านอาจารย์ปรีดี ในวันที่ 11 พฤษภาคม (2543) นี้ ดิฉันมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะได้สนทนากับท่านผู้หญิง เพราะเชื่อว่าในการรําลึกถึงท่านอาจารย์นั้น จะรําลึกผ่านผู้ใดดีไปกว่าภรรยาและเพื่อนที่ดีที่สุดผู้น้ีเป็นไม่มี…

ท่านผู้หญิงพูนศุขเพิ่งจะครบ 88 ปีเต็ม ไปเมื่อวันที่ 2 มกราคม ที่ผ่านมา และเมื่อดิฉันได้ไปกราบท่านเมื่อปลายเดือนเมษายน (2543) ท่านผู้หญิงยังคงงดงามสมวัย แข็งแรง สดชื่น สุ้มเสียงสดใส โดยเฉพาะยามย้อนคุยถึงเรื่องในอดีต

“สําหรับตัวฉันนี่นะคะ นายปรีดีนี่ให้ความรัก ให้ความรู้และมอบความไว้วางใจให้ … อยู่ไกลกันยังไงก็ถ่ายทอดความรู้ให้ ไม่หยุดยั้งเลย เรียนกันจนแก่ คือ ได้รับความรู้ ฉันเรียนหนังสือก็ไม่มาก แต่มาอยู่กับคนที่เป็นครูบาอาจารย์ก็ได้รับความรู้ ได้รับอะไรต่าง ๆ”

ช่วงที่ครอบครัวท่านอาจารย์ปรีดีได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการเมืองมากที่สุดก็คือ หลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่ทําให้ท่านปรีดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ…

ครั้งนั้นเองที่เมื่อท่านผู้หญิงได้ยินบุตรสาว คือ คุณดุษฎี พนมยงค์ ร้องเพลง Un bel di หรือ One Fine Day จากอุปรากรเรื่องมาดาม บัตเตอร์ฟลาย (Madame Butterfly) แล้วถึงกับน้ําตาซึม…

“ซึ้งใจมาก … คือ เมื่อก่อนถูกจับนะคะ ลูกดุษฎีร้องเพลงจากมาดาม บัตเตอร์ฟลาย - One Fine Day คือ เวลานั้นนายปรีดี อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ... พอลูกร้องเพลงนี้ ฉันน้ําตาซึมเลย บอกไม่ถูก นี่พูดยัง...”

เสียงท่านผู้หญิงกลั้วสะอื้นเมื่อพูดถึงตรงนี้…

ท่านผู้หญิงเสริมด้วยว่า ที่ซาบซึ้งใจอย่างมากเป็นเพราะเนื้อร้องของเพลงนี้กล่าวถึงการรอคอยวันกลับของบุคคลอันเป็นที่รัก รอคอยอย่างมีความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกันอีก

อีกช่วงหนึ่งที่สร้างแรงกดดันอย่างมากก็คือ เมื่อท่านผู้หญิง ซึ่งนอกจากจะต้องเศร้าเสียใจกับการพรากจากสามีอันเป็นที่รักแล้ว ยังถูกจับในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2495 ก่อนวันครบรอบแต่งงานเพียงวันเดียว ... ลูกชายคนโต คือ คุณปาล พนมยงค์ ก็ถูกจับในข้อหาเดียวกัน ... ท่านผู้หญิงถูกคุมขังอยู่นานถึง 84 วัน ท่านผู้หญิงบอกกับดิฉันว่า สิ่งหนึ่งที่ทําให้จิตใจสงบเวลานั้นก็คือเสียงดนตรี ... ดนตรีที่ท่านผู้หญิงเรียนรู้มาแต่ครั้งยังเยาว์

“ก็ทำจิตใจสงบนะคะ ไม่ดิ้นรนอะไร ถือว่าถูกจับก็ทนอยู่ได้ 84 วัน ขาดอิสรภาพ แล้วก็อยู่มาจนอายุป่านนี้ … (ดนตรี) ก็คงมีส่วนบ้าง แต่จิตใจนี่สําคัญ เราไม่ยอมท้อถอย ทน คือ จะต้องอยู่ไป จะเอาความอยู่นี่เป็นชัยชนะ”

ท่านผู้หญิงไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาแม้สักน้อย!

 


พูนศุขกล่าวสุนทรพจน์ในงาน การแสดงซิมโฟนี “ปรีดีคีตานุสรณ์” โรงละครแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย 11 กรกฎาคม 2545

 

นักร้องประสานเสียงสวนพลูร้องเพลงให้ “คุณยาย” ฟัง (25 ธันวาคม 2549)
นักร้องประสานเสียงสวนพลูร้องเพลงให้ “คุณยาย” ฟัง (25 ธันวาคม 2549)

 

หลังจากได้รับอิสรภาพแล้ว ท่านผู้หญิงจึงได้ตัดสินใจเดินทางไปฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน ผ่านสหภาพโซเวียต ปลายทาง คือ จีน เพื่อที่จะพบกับท่านอาจารย์ปรีดีที่นั่น หลังจากที่ต้องพลัดพรากกันเป็นเวลานาน 5 ปี

ระหว่างการใช้ชีวิตร่วมกันในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 13 ปีในจีน หรือ 18 ปีในฝรั่งเศส ภารกิจนอกเหนือจากการเป็น “แม่บ้าน” ของท่านผู้หญิงพูนศุข คือ การช่วยท่านอาจารย์ปรีดีรับฟังวิทยุต่างประเทศเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของโลกและของเมืองไทย

“ตื่นเช้าขึ้นมาก็ฟังวิทยุ ดื่มน้ําชา ฉันเป็นคนชงให้ ชาจีนนะคะ ไม่ใช่ชาฝรั่ง ฟังบีบีซี ฟังอะไรนี่แล้วแต่เวลา … อยู่กับเครื่องวิทยุทรานซิสเตอร์เลย บางทีก็สลับกัน ไปเดินเล่นหรือไปนั่งรับอากาศก็เอาทรานซิสเตอร์ไปตั้ง และอีกคนอาจจะอยู่ข้างบนฟังวิทยุอีกเครื่อง ก็อยู่อย่างนี้”

ชีวิตของท่านอาจารย์ปรีดีน้ัน เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการรับฟังข่าวสาร แต่ก็มีบางครั้งที่ท่านอาจารย์ฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงจากอุปรากรเรื่อง Carmen อย่างไรก็ตาม ท่านผู้หญิงก็ได้เล่าให้ฟังตอนหนึ่งด้วยว่า ท่านอาจารย์ปรีดีในฐานะผู้อํานวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก เพื่อเป็นบรรณาการให้กับสันติภาพ ในช่วงที่เมฆหมอกแห่งสงครามโลกคร้ังใหม่ปกคลุมไปทั่วโลกนั้น เป็นผู้เลือกเพลง สายสมร จากจดหมายเหตุลาลูแบร์ ซึ่งเป็นเพลงไทยโบราณครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้พระเจนดุริยางค์เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งต่อมาได้มีผู้มาใส่เนื้อร้องและเรียกว่าเพลง ศรีอยุธยา

แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่ดูเหมือนว่า ความทรงจําของท่านผู้หญิงยังคงแจ่มชัด โดยเฉพาะเมื่อรําลึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านอาจารย์ปรีดีทําเพื่อแผ่นดินและมวลราษฎรไทย และตัวท่านผู้หญิงก็ได้ต่อสู้เคียงข้างท่านอาจารย์ปรีดีมาโดยตลอดจากการถูกใส่ร้ายต่าง ๆ นานา ... ต่อสู้แม้ เมื่อท่านอาจารย์ล่วงลับไปแล้ว จนกระทั่งคิดว่ามีผู้เข้าใจ ท่านอาจารย์ปรีดีมากขึ้นจึงได้ยุติ!

“วันนี้ต้องดีกว่าวันวานเป็นธรรมดา...” ท่านผู้หญิงพูนศุขรําพึงอย่างมั่นใจและสุขใจ…

ในโอกาส 100 ปีชาตกาลของท่านอาจารย์ปรีดีนี้ คนรุ่นใหม่ที่เคารพและตระหนักถึงคุณงามความดีของท่านอาจารย์ได้แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ 2 เพลงด้วยกัน คือ เพลงซิมโฟนี หมายเลข 4 ปรีดีคีตานุสรณ์ ประพันธ์โดย คุณสมเถา สุจริตกุล ซึ่งนำชีวประวัติของท่านอาจารย์ปรีดี มาร้อยเรียงเป็นบทซิมโฟนี และเพลงคนดีมีค่า ประพันธ์เนื้อร้องโดย คุณจริย์วัฒน์ สันตะบุตร และคุณไกวัล กุลวัฒโนทัย ทํานองโดยคุณไกวัล อีกเช่นกัน

 

นักร้องประสานเสียงขับร้องในการแสดงซิมโฟนี “ปรีดีคีตานุสรณ์” 9 พฤษภาคม 2543 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
นักร้องประสานเสียงขับร้องในการแสดงซิมโฟนี “ปรีดีคีตานุสรณ์” 9 พฤษภาคม 2543 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 

สําหรับเพลงคนดีมีค่านี้ ท่านผู้หญิงพูนศุขและครอบครัวท่านอาจารย์ปรีดีเห็นว่าตรงกับคุณงามความดีของท่านอาจารย์และทุกคนที่ทําความดี … แม้เพลงนี้จะไม่มีคําว่า “ปรีดี” ปรากฏอยู่เลยก็ตาม

ก่อนกราบลา … ดิฉันได้เรียนถามท่านผู้หญิงถึงความคิดถึงที่มีต่อท่านอาจารย์ปรีดี

ท่านผู้หญิงพุนศุขเงียบไปอึดใจ ก่อนที่จะตอบเสียงเครือว่า “ก็เป็นธรรมดานะคะ … คือว่าไม่มีที่ปรึกษา”

 

ที่มา: รุ่งมณี เมฆโสภณ, คอลัมน์ “สักวันหนึ่ง ดอกไม้จะบาน” ในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม 2543.