ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

ตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

28
มิถุนายน
2565

 

ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่นั้น ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้อุทิศเวลาและกำลังทางสติปัญญารับใช้บ้านเมืองด้านอื่นๆ อีกเป็นอันมาก 

กล่าวโดยเฉพาะ ณ ที่นี้ก็คือการตั้ง “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” สถาบันอุดมศึกษา อันสร้างคน นักประชาธิปไตย นักปกครอง นักการเมือง อันเป็นกำลังของชาติให้แก่ประเทศไทย 

ทั้งนี้โดยรัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้แจงหลักการและเหตุผลในการที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นว่า เมื่อได้มีการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญแล้วก็เป็นการสมควรที่จะรีบจัดบำรุงการศึกษาวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองให้ได้ระดับมหาวิทยาลัยในอารยะประเทศให้แพร่หลายยิ่งขึ้นโดยเร็ว จึงเป็นการสมควรที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้เป็นตลาดวิชา อำนวยการศึกษาวิชากฎหมาย วิชาการเมือง วิชาเศรษฐกิจและวิชาอื่นๆ อันเกี่ยวแก่วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการและประชาชนมีที่สำหรับศึกษาเพียงพอ 

โดยเปิดโอกาสให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยนี้ได้โดยไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศและอายุ การศึกษาให้มหาวิทยาลัยนี้ ผู้มีภารกิจเช่นเป็นข้าราชการ ผู้ทำงานห้างร้าน รัฐวิสาหกิจ จะไม่ไปฟังคำบรรยายด้วยตนเองก็ได้ มีตำรา คำสอนให้แก่นักศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองแล้วสมัครสอบไล่ตามสมัยที่มหาวิทยาลัยประกาศ มีความรู้ถึงขนาดแล้วก็ได้รับปริญญาตามที่กำหนดขึ้น หวังที่จะให้ประชาชน ข้าราชการ ข้าราชการเพิ่มพูนความรู้อันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในการปฏิบัติหน้าที่การงานของข้าราชการและส่วนตัว และเป็นการเผยแพร่ปลูกฝังระบบประชาธิปไตยให้แก่คนไทยให้รู้จักหน้าที่การปกครองบ้านเมืองในระบอบนี้ไปด้วยในตัว และเป็นทางแก้ไขเกี่ยวกับนักศึกษาไม่มีที่ศึกษาไปในตัวด้วย การศึกษาในมหาวิทยาลัยนี้เริ่มต้นด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี และต่อไปเป็นขั้นปริญญาโทและปริญญาเอก

สภาได้ลงมติเห็นชอบและอนุมัติให้ใช้เป็นกฎหมายได้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2476

ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยนี้ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ริเริ่มได้รับรองต่อสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินก่อตั้งมหาวิทยาลัยเมื่อคราวประชุมครั้งที่ 12 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2476 ปรากฏในรายงานการประชุมสภาฯ ว่า 

 

“มหาวิทยาลัยนี้เลี้ยงตนเอง” และได้พยายามเจรจาขอซื้อที่ดินจากกระทรวงกลาโหมบริเวณโรงทหารราบที่ 4 ตำบลท่าพระจันทร์[1] เป็นที่สร้างมหาวิทยาลัย ในที่สุดเป็นที่ตกลงกันโดยกระทรวงกลาโหมเรียกเงินสามแสนบาท ปรากฏหลักฐานการได้ที่ดินมาดังนี้คือ 

 

พระยามานวราชเสวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เสนอให้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณโรงทหารกองพันราบที่ 4 ตำบลท่าพระจันทร์ แก่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. 2477 ว่า

 

“เรื่องนี้ข้าพเจ้าขอประทานเรียนว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง มีเงินสะสมที่เก็บไว้ได้เป็นจำนวนนี้แก่กระทรวงกลาโหมไปแล้ว กระทรวงกลาโหมได้รับเงินไปแล้วประกอบกับที่ดินบริเวณโรงทหารกองพันทหารราบที่ 4 ตำบลท่าพระจันทร์นี้ ทางทหารไม่ต้องการจะใช้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงได้รับเอาที่ดินกองพันทหารนี้มาเป็นของหลวง และขอให้โอนแก่ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ความประสงค์ในการโอนนี้ก็เพื่อขยายสถานที่การศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองให้กว้างขวางและเจริญสมกับความเป็นอยู่ ณ บัดนี้ นอกจากนั้น ก็ไม่มีข้อความอะไร ข้าพเจ้าขอประทานแถลงเพียงเท่านี้”

 

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2477

 

 

ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามที่ได้รับรองไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยได้จัดวางหลักสูตรการศึกษา จัดหาเงินทุนของมหาวิทยาลัย โดยวางวิธีการให้มีการสมัครสอบเป็นสมัยๆ ใช้เจ้าหน้าที่ชวเลขจดคำบรรยายของอาจารย์ผู้สอนแล้วพิมพ์คำสอนออกจำหน่าย (ชวเลขที่เริ่มงานมหาวิทยาลัยนี้ใช้เจ้าหน้าที่ชวเลขของสภาผู้แทนราษฎรก่อน) ได้ค่าสมัครสอบและค่าจำหน่ายคำสอนเป็นทุนของมหาวิทยาลัย

ได้กระทำพิธีเปิดมหาวิทยาลัยเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมเด็จกรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ทรงกระทำพิธีในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และในโอกาสนี้ โรงเรียนกฎหมายเดิมซึ่งรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้โอนไปขึ้นอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ได้โอนกลับมารวมอยู่ในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง

ด้วยคำที่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ แถลงไว้ต่อสภาว่า “มหาวิทยาลัยนี้เลี้ยงตัวเอง” นั้นท่านผู้อ่านน่าจะทราบว่าท่านได้มีวิธีอย่างไรจึงให้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเป็นนิติบุคคลเลี้ยงตัวเองได้ ที่มาของรายได้สำหรับใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยนั้น 

ส่วนหนึ่งมาจากค่าเล่าเรียน ค่าสมัครสอบไล่ ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เงินอุดหนุนจากรัฐบาลและค่าตำราต่างๆ ที่มาจากมหาวิทยาลัยจัดพิมพ์จำหน่ายให้แก่นักศึกษาซึ่งน่าจะเพียงพอตลอดไป แต่ท่านผู้ศาสน์การมิได้คิดเพียงแค่นั้น ท่านต้องการที่จะเห็นมหาวิทยาลัยนี้รุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคงในแผ่นดินสืบต่อไป โดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดิน

ขณะนั้นได้เกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยทหารญี่ปุ่นยกทหารขึ้นบุกเมืองจีน ชาวจีนในเมืองไทยก็ส่งเงินจากเมืองไทยไปช่วยปิตุภูมิของตนกันเป็นจำนวนมาก โดยส่งผ่านทางโพยก๊วนบ้าง ทางธนาคารพาณิชย์บ้าง จนรัฐบาลไทยต้องห้ามส่งออก ในเวลานั้นในเมืองไทย คือ กรุงเทพฯ 

มีธนาคารที่พอเรียกได้ว่าเป็นธนาคารของคนไทยอยู่ธนาคารเดียว คือ ธนาคารไทยกัมมาจล (ปัจจุบัน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์) ซึ่งมีผู้จัดการเป็นฝรั่ง นอกนั้นเป็นธนาคารของคนต่างด้าวทั้งสิ้น ส่วนธนาคารชาติไทยก็ยังไม่มีและเป็นที่รู้กันว่าคนไทยทำธนาคารไม่เป็น มีธนาคารต่างด้าวธนาคารหนึ่ง คือ Overseas Chinese Banking Corporation ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง ตำบลสามแยก ธนาคารนี้ถูกตำรวจกล่าวหาว่าละเมิดคำสั่งห้ามส่งเงินออกนอกประเทศ ผู้จัดการธนาคารถูกสอบสวน 

ในที่สุด ธนาคารนี้ก็ไม่มีความปรารถนาจะดำเนินกิจการธนาคารต่อไป เมื่อ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยได้ทราบเรื่องเข้าก็ได้เจรจาซื้อกิจการเจ้าของเดิม และได้ตกลงซื้อขายทรัพย์สินกันสำเร็จในวงเงิน 20,000 บาท และจัดตั้งเป็น ธนาคารเอเชีย เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองถือหุ้น 80 % คือ 800,000 บาท การประกอบกิจการธนาคารนั้นโดยปกติแล้วกล่าวได้ว่าย่อมมีกำไรด้านเดียว ฉะนั้นกำไรจากธนาคารนี่แหละจะเป็นเงินเลี้ยงตัวเองของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และทำนุบำรุงมหาวิทยาลัยเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคงสืบไป และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือเพื่อพิสูจน์ให้รู้กันว่าคนไทยก็มีความสามารถกิจการทำธนาคารได้ ยิ่งกว่านั้นก็เป็นการเตรียมตัวบุคคลที่ใช้ในการจัดตั้งธนาคารชาติต่อไป

ภายหลังรัฐประหารในปี 2492 ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้จากประเทศไทยไปพำนักอยู่ในต่างประเทศ นักการเมืองผู้ขึ้นครองอำนาจก็ได้เข้าครอบครองมีอำนาจอยู่ในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รัฐบาลคณะใหม่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศใช้เมื่อ 18 มีนาคม 2495 โดยเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเสียใหม่เป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยตัดคำว่า “วิชา” และ “การเมือง” ออกเสีย และยุบตำแหน่งผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเสีย นับว่าผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยนี้ มี ดร.ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งเพียงคนเดียวเท่านั้น และผู้ทรงอำนาจก็จัดการขายหุ้น 80% นั้นไปให้แก่บุคคลภายนอกทั้งหมด 

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นสถาบันอิสระเลี้ยงตัวเองได้ กลับกลายเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐ ซึ่งอาศัยเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่มาจากเงินภาษีอากรของราษฎรเลี้ยงตัวอย่างที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้

การให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยรัฐ แบบนี้คิดคร่าวๆ ใช้เงินงบประมาณไม่ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อปีต่อนักศึกษา 1 คน แต่ในการจัดการศึกษาของรัฐโดยทั่วไปนั้น โดยเฉพาะทางด้านประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ คือ บังคับให้เขาอันได้แก่ลูกชาวไร่ชาวนา ลูกชาวไทยผู้ขาดแคลนทั้งหลายต้องเรียน กลับปรากฏว่ามีโรงเรียนให้เด็กเรียนไม่พอ คือ ยังขาดแคลนสถานที่เรียน ขาดครู ขาดแคลนอุปกรณ์การสอนอยู่เป็นอันมาก 

สภาวะเช่นนี้มีอยู่มาช้านานแล้ว มันน่าอนาถใจไหม ในกฎหมายบังคับให้เขาเรียนแต่ไม่มีที่ให้เรียน รัฐบาลกลับขยายการศึกษาที่ไม่บังคับโดยเฉพาะ คือ การศึกษาระบบอุดมศึกษา เมื่อจัดการศึกษาของชาติเป็นไปเช่นนี้ ความมั่นคงของชาติและความเจริญของชาติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง นั้น มิได้สอนวิชากฎหมาย, วิชาการเมือง, วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาการบัญชีชั้นสูงและบรรดาวิชาอื่นๆ อันเกี่ยวกับวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองนั้นเป็นมหาวิทยาลัยแรกในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่สร้าง “เหตุผล” ให้เกิดแก่นักศึกษา ให้นักศึกษาเป็นตัวของตัวเอง และรักสันติ 

มอตโตของมหาวิทยาลัย จากเนื้อเพลงประจำมหาวิทยาลัยได้แสดงให้เห็นชัด “เหลืองของเราคือธรรมประจำจิตต์ แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้” “สำนักไหนหมายชูประเทศชาติด้วยอำนาจการปกครองให้ผ่องเฟื่อง สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อรุ่งเรืองสมบูรณ์เขตต์ประเทศไทย” 

ฉะนั้นจึงไม่เป็นการประหลาดอันใดที่นักศึกษาผู้สำเร็จจากมหาวิทยาลัยนี้ เมื่อเขาเหล่านั้นเข้าไปสู่วงการเมืองจะมีความคิดเห็นและอุดมคติแตกต่างหรือขัดแย้งกับอุดมคติของผู้ประศาสน์การของเขา เพราะนั่นเป็นความต้องการของผู้ประศาสน์การ ดร.ปรีดี พนมยงค์อยู่แล้ว แต่อุดมคติของผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยผู้นี้ในทางการเมืองเทอดทูนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และพยายามสร้างความสุขสมบูรณ์ให้แก่ราษฎรและประเทศชาติ เป็นอุดมคติที่นักศึกษาทั้งเก่าและใหม่แทบทั้งสิ้นได้ยอมรับรอง 

แต่จะมีอุดมคติแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ศิษย์ของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่ครั้งเป็นอาจารย์โรงเรียนกฎหมายและผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยจะขาดเสียไม่ได้ก็คือความรักและนับถืออันเขามีอยู่ต่อท่าน 

ศิษย์ของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ดูเหมือนว่าการมีมหาวิทยาลัยนี้อยู่ เป็นการทำความหนักอกหนักใจให้ศัตรูทางการเมืองของ ดร.ปรีดี พนมยงค์นักหนา เขาจึงได้พยายามที่จะล้มล้างเสีย หรืออย่างน้อยก็เข้าแทรกแซงควบคุม

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองใช่เป็นสมบัติส่วนตัวของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ แต่เป็นสมบัติของชาติ และเป็นสถาบันที่ค้ำจุนไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย จะล้มล้างเสียเพราะเหตุใด เพราะไม่พอใจระบอบประชาธิปไตยหรือ? ผลที่เห็นในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อจากเดิม เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัดคำ “การเมือง” ทิ้งไปเสีย นี่หรือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง? 

การเมือง คือ ประชาธิปไตย ถ้ารักและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยก็ต้องส่งเสริมวิชาการเมือง หาไม่ประชาธิปไตยก็อยู่ไม่รอดและเผด็จการก็จะเข้ามาแทนที่ ดั่งที่เราได้เห็นได้ทราบกันดีอยู่แล้ว 

สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง นอกจากใช้สีเหลืองและแดงดั่งกล่าว ก็คือ ภาพรัฐธรรมนูญประดิษฐานอยู่บนพานแว่นฟ้าในวงธรรมจักร 

รัฐธรรมนูญ คือ บทบัญญัติอันสูงสุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย 

ธรรมจักร หมายถึง พุทธศาสนา ธรรมะ คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสัจจะ ไม่เปลี่ยนแปลงผันแปร และยังคุณประโยชน์อันล้ำค่าให้เกิดแก่ผู้ปฏิบัติตาม ผู้ใดประพฤติอย่างไรผู้นั้นก็ได้รับผลอย่างนั้น 


 

 

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺม จาริํ แปลว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม นี่คือ ธรรมคาถาที่ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยนำมาเป็นหัวข้อยึดถือและปฏิบัติ และแนะนำให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัย ได้ปฏิบัติตามโดยทั่วหน้ากัน

 


 

ที่มา: ไสว สุทธิพิทักษ์. “ตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง”, ใน, ดร.ปรีดี พนมยงค์. (กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์, 2493).

 


[1] ก่อนหน้านั้นเป็นอาณาเขตวังหน้า