ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

โผน อินทรทัต เสรีไทยสายอเมริกา ผู้บุกเบิกภารกิจแทรกซึมแผ่นดินไทย

27
กุมภาพันธ์
2568

Focus

  • บทความนี้เสนอเรื่องราวของโผน อินทรทัต เสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาทั้งชีวประวัติขนาดย่อ ผลงานในระหว่างปฏิการเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา อินเดีย และไทย ความสัมพันธ์ทางความคิด สังคม และการเมืองกับนายปรีดี พนมยงค์ ตราบจนวาระสุดท้ายที่ถูกฆาตกรรมทางการเมือง 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492

 


พันตรี โผน อินทรทัต
(17 กุมภาพันธ์ 2454-27 กุมภาพันธ์ 2492)

 

พันตรี โผน อินทรทัต อดีตนายทหารนอกประจำการกองทัพบกไทย และอดีตรองผู้อำนวยการโรงงานยาสูบผู้นี้ ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘ / ค.ศ. 1941-1945) เป็นหนึ่งในนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก ที่ได้แทรกซึมเข้าประเทศไทย เพื่อประสานกับผู้นำเสรีไทยในประเทศ ก่อนที่โผนจะถูกส่งกลับไปประสานกับผู้นำเสรีไทยในอเมริกาอีกชั้นหนึ่ง แล้วได้เป็นพี่เลี้ยงฝึกเสรีไทยจากประเทศไทยที่โรงเรียนสงครามพิเศษในศรีลังกาจนสงครามยุติ

ทว่าวีรชนเสรีไทยท่านนี้กลับมีจุดจบที่น่าเศร้า เพราะได้ถูกสังหารเมื่อ หลังจากกรณีขบวนการประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ (ค.ศ. 1949) (หรือต่อมาที่รู้จักกันในชื่อกบฏวังหลวง) นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อขับไล่รัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐

 

นักเรียนเท็ฆนิค – นักเรียนทุน

 


โผน อินทรทัต และครอบครัว
ที่มา : ตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

 

โผน อินทรทัต เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ. 1911) ในครอบครัวข้าราชการทหาร บิดาคือพันเอก พระยาพิชัยภูเบนทร์ (ผ่าน อินทรทัต) และคุณหญิงน้อม พิชัยภูเบนทร์ สำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก พ.ศ. ๒๔๗๕ (ค.ศ. 1932) มีเพื่อนร่วมรุ่นที่มีบทบาทสำคัญ เช่น พันโท พโยม จุลานนท์ อดีตเสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชน (พคท.) พลโท ทักษ์ เสนีย์วงศ์ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และพลตรี อยู่รบ (ทองอยู่) กรเพชร อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ ๔ ปฏิบัติการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ไทย

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จึงได้รับราชการกองทัพบกไทย จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ. 1937) ขณะมียศทหารนายร้อยโทจึงได้รับทุนกระทรวงกลาโหมไปศึกษาต่อที่ฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จด้านวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio State University) พ.ศ. ๒๔๘๔ (ค.ศ. 1941) ปีเริ่มต้นสงครามมหาเอเชียบูรพา

 

หัวหน้านักเรียนทหารเสรีไทย

 


ภาพหมู่นายทหารเสรีไทยสายอเมริกา ร.อ. โผน อินทรทัต ที่ 3 จากขวา
ที่มา : ตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

 

หลังจากรัฐบาลไทยได้ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยเมื่อ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ (ค.ศ. 1941) และหลังจากที่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชราชทูตไทยได้ออกแถลงการณ์ในนามประชาชนไทยในอเมริกา ไม่ยอมรับการดำเนินการของรัฐบาลไทย จึงได้มีการจัดตั้งกองทหารอาสาเสรีไทยสายอเมริกา ซึ่งมีพันโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ทูตทหารไทยเป็นผู้บังคับกองทหารอาสาสมัครเสรีไทย ภายใต้บังคับบัญชาของสำนักบริการยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Service - OSS.) มีภารกิจสำคัญในการแทรกซึมเข้าดินแดนไทย เพื่อการสืบข่าวและการสงครามพิเศษต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยรับสมัครคนไทยเป็นทหารเสรีไทย เมื่อผ่านการตรวจร่างกายและสอบประวัติแล้ว มีคนไทยจำนวน ๒๑ คนผ่านการคัดเลือกเป็นทหารอาสาสมัครเสรีไทยรุ่นที่ ๑  รวมทั้ง ร.ท. โผน อินทรทัต ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้านักเรียนทหาร เนื่องด้วยเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงในวัย ๓๐ เศษ (รองจาก พ.ท.ม.ล. ขาบเท่านั้น)

 


(จากซ้าย) ม.ล.ขาบ กุญชร  จินตนา ยศสุนทร และ โผน อินทรทัต
ที่สหรัฐอเมริการะหว่างสงคราม

 

ในกลุ่มเพื่อนทหารเสรีไทยสายสหรัฐอเมริการุ่นที่ ๑ มีเพื่อนคนสำคัญเช่น ร้อยตรี การะเวก ศรีวิจารณ์ นายสมพงษ์ ศัลยพงษ์ ร้อยตรี การุณ เก่งระดมยิง นายบุญรอด บิณฑสันต์ หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์ นายอานนท์ ณ ป้อมเพชร เป็นต้น

 


พลตรี วิลเลียม เจ โดโนแวน ผู้บัญชาการโอเอสเอส สหรัฐ (ที่สองจากซ้าย) พันเอก ไอเฟลอร์ ผู้บังคับการค่างฝึกเมืองนาซิร่า ร้อยเอก นิคอล สมิธ นายทหารพลาธิการ หน่วยปฏิบัติการ ๑๐๑ (กองทหารเสรีไทยสายอเมริกา) ผู้เขียนหนังสือ Into Siam the Underground Kingdom (สู่ประเทศใต้ดิน)
ที่มา : หนังสือสู่ประเทศใต้ดิน

 

ทหารเสรีไทยสายอเมริกาชุดนี้ได้เข้ารับการฝึกทหารในค่ายต่าง ๆ ของ OSS. ที่รัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) และรัฐแมรีแลนด์ (Maryland) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ (ค.ศ. 1942)-กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ (ค.ศ. 1943) ในหลักสูตรการฝึกทหารของ OSS. มี ๒ หลักสูตรย่อย ได้แก่

  • หลักสูตรปฏิบัติการพิเศษ (Special Operation – SO) ทั้งอาวุธเบา วัตถุระเบิด การจู่โจมและบ่อนทำลาย การฝึกความทรหดทางกาย ว่ายน้ำ ปีนเขาไต่เชือก การเดินป่า การอดอาหาร การเดินในความมืด
  • หลักสูตรการข่าว (Special Intelligence - SI) ทั้งการส่งข่าว โครงข่ายการข่าว การสื่อสารวิทยุ การติดตั้งและซ่อมวิทยุ (เครื่องรับและเครื่องส่ง) และการตั้งรหัส
  • เมื่อทหารเสรีไทยฝึกทหารสำเร็จแล้ว จึงได้รับยศทหาร โดยผู้ที่มียศทหารและยศตำรวจไทยแต่เดิม จะได้รับเลื่อนยศ ๑ ชั้น ส่วนบุคคพลเรือนรับยศร้อยตรี ดังนั้น ร.ท. โผน อินทรทัต จึงได้รับยศเป็นร้อยเอก และได้รับนามรหัส “พอล” (Paul)

๒. ไปอินเดีย - จีน

 


แผนที่แสดงเส้นทางเดินเรือ เสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาไปค่ายที่อินเดีย
ที่มา: ตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

 

หลังจากสำเร็จการฝึกแล้ว กองทหารเสรีไทยสายอเมริกาชุดนี้ได้รับมอบสังกัดศูนย์ปฏิบัติการ ๑๐๑ (Detachment 101) ในสังกัดสำนักบริการยุทธศาสตร์ (OSS.) ตั้งที่นครหลวงจุงกิง (ฉงชิ่ง) ประเทศจีน เพื่อเป็นฐานในการส่งเสรีไทยสายอเมริกาแทรกซึมเข้าดินแดนไทย เมื่อถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ (ค.ศ. 1943) นายทหารเสรีไทยรุ่น ๑ จึงเดินทางโดยสารเรืออับราฮัม คลาร์ก (Abraham Clark) จากเมืองบัลติมอร์ ผ่านคลองปานามา ออกมหาสมุทรแปซิฟิก วกทางทิศใต้ผ่านออสเตรเลีย (เพื่อเลี่ยงเส้นทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิกและฟิลิปปินส์ ซึ่งยังเป็นพื้นที่ยุทธภูมิอเมริกากับญี่ปุ่น) แล้วจึงเข้ามหาสมุทรอินเดีย จอดเรือที่เมืองท่าบอมเบย์ (ปัจจุบันเรียกเมืองมุมไบ – Mumbai) เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๖ (ค.ศ. 1943) ต้องรอนแรมเดินเรือทะเลเป็นเวลา ๙๕ วัน

 


เรืออับราฮัม คลาร์ก ที่เสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาเคยโดยสารไปอินเดีย ก่อนตั้งศูนย์ปฏิบัติการในจีน
ที่มา: หนังสือสู่ประเทศใต้ดิน

 

ชีวิตที่อยู่บนเรืออาจมีความสนุก มีวงทานอาหาร มีโต๊ะเล่นบิลเลียด ชุดทหารเสรีไทยได้นำเอาเกม กีตาร์ เครื่องดนตรีพกพา แต่การรอนแรมทะเลอยู่ในพื้นที่จำกัดบนเรือนับเก้าสิบวัน นับเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายชวนอึดอัดไม่น้อย บางนายมีอาการเมาคลื่นจนอ่อนเพลียเสมอ

นิคอล สมิธ นายทหารพลาธิการประจำกองทหารเสรีไทย ได้บันทึกภาพประทับใจทหารเสรีไทย ซึ่งมีความสะอาดประณีตเป็นจุดเด่น โดยเฉพาะพอล หรือโผนเอาไว้ว่า “....ปอลซึ่งอยู่ร่วมห้องนอนเดียวกับข้าพเจ้า ไม่พอใจที่จะอาบน้ำวันละครั้ง เขาอาบน้ำอย่างน้อยวันละสองครั้งและโดยมากสามครั้งข้าพเจ้าเคยว่าเขาว่า ไม่มีอะไรทำก็อาบน้ำ ภายหลังอาหารทุกครั้งเขาต้องลุกไปหยิบแปรงสีฟันจากห้องนอน และเลือกเอายีฟันที่มีหลายชนิด แล้วเข้าห้องน้ำแปรงฟัน ดูเขาหวีผมดำขลับ ใส่บริลเลียนทีน รีดเสื้อผ้าจนกางเกงชั้นใน....”

เมื่อไปถึงอินเดียแล้ว โผนและเพื่อนร่วมชุดนายทหารเสรีไทยรุ่นที่ ๑ จึงได้เดินทางไปต่อที่นาซีร่า (Nazira) เมืองเล็กแห่งหนึ่งในแคล้นอัสสัม ในหุบเขาท่ามกลางชุมชนชาติพันธุ์นากาแลนด์ ห่างจากชายแดนติดต่อกับพม่า (ในการยึดครองของกองทัพบกญี่ปุ่น) ๕๐ กิโลเมตรเศษ โดยมอบการบังคับบัญชากองทหารเสรีไทยในสังกัดหน่วยปฏิบัติการ ๑๐๑ (Detachment 101) ที่เมืองนี้นายทหารเสรีไทยรับการฝึกเพิ่มเติมที่ค่ายสงครามพิเศษอีก ๒ เดือน เพื่อใหสามารถปฏิบัติงานในเขตป่าร้อนชื้น ซึ่งนายทหารเสรีไทยชุดนี้ป่วยเป็นมาเลเรียไปหลายนาย นอกจากนี้ด้านชายแดนมีทหารญี่ปุ่นเล็ดรอด ต้องปะทะต่อสู้เป็นครั้งคราว

จนเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ (ค.ศ. 1943) ชุดนายทหารเสรีไทยรุ่นที่ ๑ จึงได้ถูกส่งไปประเทศจีน โดยสารเครื่องบินบรรทุกข้ามเทือกเขาหิมาลัย ในเส้นทางอากาศที่นิยมเรียกว่า The Hump อันเป็นเส้นทางลำเลียงสนับสนุนทางอากาศฝ่ายสัมพันธมิตรจากอินเดียไปจีน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เนื่องจากจีนถูกตัดขาดเส้นทางถนนในพม่า ทว่าเส้นทางบินนี้เองก็เป็นเส้นทางเสี่ยงภัย เนื่องจากต้องข้ามเทือกเขาหิมาลัยที่มีความสูงราว ๑๒,๐๐๐ ฟิต มีเครื่องบินลำเลียงตกเพราะอุบัติเหตุนับร้อยลำ ทว่าเป็นโชคดีของชาติไทย เครื่องบินที่ลำเลียงนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาชุด ๑ สามารถเดินทางเข้าประเทศจีนได้อย่างปลอดภัย

 


ร.อ.โผน อินทรทัต กับ เด็ก ๆ ที่ซือเหมา ถ่ายเมื่อต้นปี 2487

 

ในประเทศจีน กองทหารเสรีไทยสายอเมริกาได้ตั้งสำนักงานชั่วคราวที่นครหลวงจุงกิง (ฉงชิ่ง) ในเมืองหลวงแห่งนี้เสรีไทยจากสหรัฐได้มีโอกาสอันยากเย็น ที่ฝ่ายจีนและสัมพันธมิตรจะยินยอมให้พบกับเสรีไทยจากภายในประเทศ ทั้งนายจำกัด พลางกูรที่ป่วยหนักจวนจะเสียชีวิต และคณะนายสงวน ตุลารักษ์ ซึ่งเดินทางตามมาสมทบนายจำกัด ทำให้เสรีไทยในสหรัฐอเมริกามั่นใจมากยิ่งขึ้น ว่าในดินแดนไทยมีขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น ทั้งบุคคลสำคัญและประชาชน ในเวลาต่อมาชุดนายทหารเสรีไทยย้ายไปตั้งศูนย์ที่ซือเหมาในเขตแคว้นสิบสองปันนา ไม่ไกลจากอินโดจีนฝรั่งเศสและดินแดนไทย เหมาะแก่การเตรียมแทรกซึมเข้าดินแดนไทด้านลำน้ำโขง และเป็นที่ตั้งสนามบินของกองบิน Flying Tiger ที่เมืองซือเหมาแห่งนี้ โผนต้องช่วยกันกับเพื่อนเสรีไทย ลงแรงสร้างอาคารและอาณาบริเวณกองบังคับการ ที่พัก และคลังด้วยตนเอง

 

โผนฉายเดี่ยว เมื่อแรกแทรกซึมดินแดนไทย

 


การเดินทางด้วยคาราวานจากจีน เพื่อแทรกซึมเข้าดินแดนไทย
ที่มา : หนังสือสู่ประเทศใต้ดิน

 

เสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาชุดทหารนี้ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน จากสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ (ค.ศ. 1943) จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๗ (ค.ศ. 1944) กว่าจะได้เดินทางแทรกซึมเข้าดินแดนไทย ด้วยปัญหาการเตรียมพร้อม การเลือกเส้นทาง การวางแผน และต้องเผชิญความระแวงจากเจ้าหน้าที่จีนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ทำให้การเริ่มต้นเดินทางเข้าดินแดนไทยทำได้ยากและต้องรอเป็นเวลาหลายเดือน

 


พันโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ผู้บังคับกองทหารเสรีไทย สายอเมริกา (ที่สองจากซ้าย), พลตรี หลิววิเอง ผู้บัญชาการกองพบจีนที่ ๙๓ (แนวรบยูนนาน - กลางภาพ), พลเรือจัตวา มิลตัน ไมลส์ นายทหารการข่าวสหรัฐ (ที่สองจากขวา), นายพลโซะ แห่งกรมสืบราชการบับจีน (ขวาสุด)
ที่มา: ตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

 

ในการเดินทางนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาชุดบุกเบิก ๑๐ นายจะเริ่มออกเดินทางจากเมืองเชียงรุ้ง ได้รับมอบให้ออกเดินทางเป็นคู่ ๒ นาย มีเฉพาะ ร.ต. อานนท์ ณ  ป้อมเพชร และ ร.อ. โผน อินทรทัต ที่ได้ออกเดินทางเดี่ยว ในแต่ละชุดเดินทางมีนายทหารจากกรมสืบราชการลับของจีนนำทางและคุ้มกัน ในกำกับของนายพลตรีโซะ (Tso hien shu) และพันเอกจ้าวจิว (Chao Chiew) ภายใต้กำกับเจ้ากรมสืบราชการลับพลโท ไต้ลี่ (Tai Li) ตามแผนกำหนดให้โผนเข้าดินแดนไทยทางด้านจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นชุมทางด้านภาคพายัพและภาคกลาง เพื่อให้โผนเป็นศูนย์กลางกระจายข่าว การสื่อสาร และการส่งกำลังบำรุงชุดทหารเสรีไทยสายอเมริกาที่แทรกซึมเข้าดินแดนไทยด้านอื่น ๆ

นิคอล สมิธได้บันทึกถึงลักษะของโผน เมื่อเตรียมการเข้าสู่สนามไว้ว่า “...ปอลผู้อาวุโสโดยอายุกว่าเพื่อน ...เขาได้รับการศึกษาทางวิชาทหารมากที่สุด (โรงเรียนนายร้อยทหารบกไทยและค่ายฝึกรบพิเศษสหรัฐ) เป็นคนผิวคล้ำ สูงขนาดธรรมดา น่าคบหาและทำตัวเป็นเพื่อนกับทุกคน...”

แต่ทว่าในระยะเพียงไม่เกิน ๑ เดือน เมื่อเข้าเดือนเมษายน เสรีไทยหลายคณะต้องเดินทางกลับฐานปฏิบัติการที่ซือเหมา ร.อ. โผน อินทรทัตได้แจ้งแก่ พ.ท. ม.ล. ชาบ กุญชร และนายทหารอเมริกัน OSS เหตุว่าทหารจีนไม่ยอมพาทหารเสรีไทยไปชายแดนไทย ด้วยเหตุข้ออ้างต่าง ๆ นานา เช่น เป็นเส้นทางอันตรายจากโจรสินค้าเถื่อน ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นกวดขันชายแดนอย่างแข็งขัน โรคภัยจากป่าดงในเส้นทางมีมาก จนยาที่มีไม่เพียงพอ เป็นต้น ทำให้ชุดทหารเสรีไทยไม่อาจเดินทางไปต่อได้ ทั้งหมดจึงต้องเดินทางกลับ โดยสรุปโผนเชื่อและเหน็บแนมว่า ทหารจีนกลุ่มนี้ขี้ขลาด เกรงว่าเส้นทางลับนี้จะถูกเปิดเผยจนกองทัพญี่ปุ่นรับรู้ จึงแกล้งถ่วงขบวนเสรีไทย

 


ชายฝั่งโขง ก่อนข้ามไปดินแดนไทย
ที่มา: สู่ประเทศใต้ดิน

 

หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนแผนการเดินทางให้บาทหลวงอิวยีนตุง นักบวชคาทอลิกในหน่วยสืบราชการลับจีนนำทางชุดนายทหารเสรีไทย และมอบให้ทหารจีนคุ้มกันในบังคับพันเอก จ้าวจิว ทั้งหมดนี้ออกเดินทางจากเมืองเชียงรุ้งวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗ (ค.ศ. 1944) ในขณะที่โผนต้องเข้าดินแดนไทยโดยลำพังตามแผนเดิม ปรากฏว่าเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคมโผนได้ล้มป่วยด้วยไข้มาเลเรียที่เมืองลาว จนกลางเดือนพอหายป่วยโผนจึงต้องเดินเท้าไปต่อ ผ่านเขตแดนลาวแคว้นพงสาลีและแคว้นหลวงพระบาง ก่อนจะเข้าประเทศไทยด้านจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ แล้วโผนได้มอบตัวแก่ตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ พร้อมกับร้องขอตำรวจท้องที่ให้ส่งตัวเขาไปให้อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ผู้ที่เสรีไทยสายอเมริกาในจีนรับข้อมูลจากจำกัด พลางกูร และสงวน ตุลารักษ์ว่า เป็นบุคคลสำคัญผู้ที่มีเจตนาต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นอย่างเข้มแข็ง

จากการผจญภัยของชุดนายทหารเสรีไทย ได้เกิดการสูญเสียครั้งสำคัญที่ทำให้เสรีไทยต้องสละชีพเพื่อชาติ เมื่อร้อยโท การะเวก ศรีวิจารณ์ และร้อยตรี สมพงษ์ ศัลยพงษ์ พร้อมพ่อค้าชายแดนนายบุญช่วย ได้ถูกตำรวจไทยยิงทิ้งที่น้ำโขงด้านแคว้นหลวงพระบางจนเสียชีวิต ในขณะที่เพื่อนนายทหารเสรีไทยชุดอื่นได้ถูกตำรวจไทยจับกุมตัว ส่งคุมขังที่กองตำรวจสันติบาล กรุงเทพฯ ไปแล้วก่อนหน้า จึงดูเสมือนว่าเสรีไทยจากอเมริกาทั้งหมดนี้ไม่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินปฏิบัติการ

ความปรากฏในภายหลัง เมื่อพันเอก จ้าวจิว นายทหารสืบราชการลับจีน ซึ่งมีเชื้อสายเจ้านายไทสิบสองปันนา ได้รับหน้าที่คุ้มกันนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาแทรกซึมเข้าแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง นายทหารเสรีไทยได้เค้นสอบถามจ้าวจิว ถึงเหตุที่ทางการจีนพยายามหน่วงรั้งเสรีไทยสายอเมริกา จนจ้าวจิวต้องสารภาพว่า เป็นยุทธศาสตร์ของจีน ที่จะกีดกันไม่ให้เสรีไทยสายอเมริกาติดต่อภายในประเทศไทยได้สำเร็จ เพื่อที่จีนจะได้ควบคุมไทยหลังสิ้นสงคราม

ชุดนายทหารเสรีไทยจึงเกลี้ยกล่อมจ้าวจิว ให้ร่วมมือพาชุดเสรีไทยไปยังแดนไทย โดยอ้างความเป็นชนชาติไทยด้วยกัน จ้าวจิวจึงยินยอมพาชุดเสรีไทยสายอเมริกาไปชายแดนไทยจนสำเร็จ แต่ทว่าในภายหลังจ้าวจิวได้ถูกทางกองทัพจีนประหารชีวิต เพราะเหตุทำให้แผนเหนี่ยวรั้งเสรีไทยล้มเหลว

 

ผู้ส่งสาร อดุล - ปรีดี - เสนีย์

 


ปรีดี พนมยงค์ ขณะประชุมปรึกษางานกับเสรีไทยที่ทำเนียบท่าช้าง

 

หลังจากนั้นตำรวจท้องถิ่นจังหวัดแพร่ได้นำตัวโผน อินทรทัตส่งกองตำรวจสันติบาลที่กรุงเทพฯ ประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ (ค.ศ. 1944) โดยเพื่อนชุดเสรีไทยสายอเมริกาได้ถูกคุมขังก่อนแล้ว ซึ่งในระยะเดือนสิงหาคม–กันยายนของปีนั้น เป็นระยะที่ขบวนการเสรีไทยในประเทศ ภายใต้นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีความเป็นปึกแผ่นเข้มแข็ง ภายหลังจากที่เปลี่ยนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งมีผู้นำเสรีไทยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ ในขณะที่ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจผู้ทรงอำนาจและบารมีในหมู่ตำรวจและทหาร ได้ตกลงใจเข้าร่วมเป็นรองหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ดังนั้นนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาในที่คุมขังของตำรวจสันติบาล จึงได้รายงานวิทยุแจ้งข่าวสำคัญความร่วมมือเสรีไทยในและนอกประเทศ ได้ต้อนรับเสรีไทยสายอเมริการุ่นต่อ ๆ มาดำเนินปฏิบัติการสำคัญร่วมกับเสรีไทยในประเทศ ทั้งในเมืองหลวงและทุกภูมิภาค ทั้งการสืบข่าว การจัดและฝึกพลพรรค และการสื่อสาร

 


หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา และอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ
ที่มา : ตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

 

ร้อยเอก โผน อินทรทัต ได้รายงานตัวต่อนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการฯ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ และรายงานตัวต่อ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส หลังจากนั้น ปรีดีและนายพลอดุลฯ จึงมอบหมายให้โผนเดินทางไปนครหลวงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เพื่อรายงานและประสานเสรีไทยในประเทศกับ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา โผนได้ออกเดินทางเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๗ (ค.ศ. 1944) โดยผ่านจังหวัดเชียงราย ซึ่งคาดว่าโผนจะได้เข้าพบและประสานงานนายทหารและนายตำรวจสำคัญแห่งกองทัพพายัพ เช่น พลตรี พิชัย หาญสงคราม (หลวงหาญสงคราม) เสนาธิการกองทัพ และ ร้อยตำรวจเอก ธานี สาทรกิจ นายตำรวจสนาม จนมีผลในการรับนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาเข้าปฏิบัติการลับร่วมกับกองทัพพายัพในปีต่อมา

 


พันโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ผู้บังคับกองทหารเสรีไทย และทูตทหารไทยประจำสถานทูตสหรัฐ
ที่มา : ภาพส่วนบุคคย สมบัติส่วนตัวผู้เขียนบทความ

 

หลังจากนั้นโผนได้ข้ามแดนด้านอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเดินเท้าต่อไปยังดินแดนประเทศจีน ได้พบและชี้แจงเพื่อนนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาที่ศูนย์ปฏิบัติการเมืองซือเหมา ถึงสถานการณ์ในประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นานได้ยุบศูนย์ปฏิบัติการเสรีไทยที่ซือเหมา เสรีไทยสายอเมริกาย้ายสังกัดไปที่หน่วยปฏิบัติการ ๔๐๔ (Detachment 404) ที่ซีลอน (ปัจจุบันคือศรีลังกา) แล้วโผนจึงเดินทางโดยสารเครื่องบินไปสหรัฐอเมริกา จนเดินทางถึงนครหลวงวอชิงตัน ดีซี จึงได้รายงานสถานการณ์ต่อ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกานายสงวน ตุลารักษ์ และพันโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ทูตทหาร (ซึ่งเดินทางกลับมาสหรัฐ หลังยุบศูนย์ปฏิบัติการที่ซือเหมา) โดยรายงานทั้งเป้าหมายของปรีดี พนมยงค์ ในการประสานด้านการทูตและการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ในขณะที่อังกฤษไม่พร้อมเจรจาทางการเมืองการทูตกับไทย และความพร้อมของอธิบดีกรมตำรวจไทยในการจัดกำลังตำรวจสนามร่วมปฏิบัติการกองโจรกับเสรีไทย

จากการประสานของโผน ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช มีความเข้าใจในสถานการณ์ภายในประเทศไทย จนยินยอมร่วมมือกับขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ จึงได้ต้อนรับคณะเสรีไทยจากในประเทศการทูต การทหาร และการสื่อสาร เข้ามาประสานกับฝ่ายสหรัฐ เช่น คณะของพระพิศาลสุขุมวิทและหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ซึ่งเข้ามาเจรจาประสานกับบุคคลสำคัญหลากแวดวงในสหรัฐ ให้มีความเข้าใจประเทศไทย คณะของนายกนต์ธีร์ ศุภมงคล ซึ่งเข้ามาเจรจาการทูต นาวาเอก หลวงยุทธกิจพิลาส (บุญมี ปัทมนาวิน) ซึ่งเข้ามาประสานยุทธการกับกองทัพเรือสหรัฐ

นอกจากนี้เมื่ออัครราชทูตเสนีย์ทำหน้าที่ผู้แทนประเทศไทย ในการประชุม งานสังคม และกิจกรรมนานาชาติ จึงสามารถเล่าถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติจึงดีขึ้น จากชาติที่เคยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐ นานาชาติสัมพันธมิตรมีความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น

 

ศูนย์ฝึกทรินโคมาลี สู่วันสันติภาพ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นครหลวงวอชิงตัน ดีซี โผน อินทรทัต จึงได้รับคำสั่งไปประจำโรงเรียนสงครามพิเศษ ภายใต้สำนักบริการยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Service - OSS.) ที่เมืองทรินโคมาลี (Trincomalee) ซีลอน (ศรีลังกาในปัจจุบัน) จนสงครามยุติเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (ค.ศ. 1945) จึงได้มีโอกาสต้อนรับและช่วยฝึกเสรีไทยจากในประเทศที่เข้ารับการฝึกค่ายนี้ ทั้งฝ่ายตำรวจสันติบาล นักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พลพรรคเสรีไทยส่วนกลางและภูมิภาค

เมื่อสิ้นสุดสงคราม โผนรับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตรี ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่สืบสวนการเสียชีวิตของพันตรี การะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรี สมพงษ์ ศัลยพงษ์ อดีตนายทหารเสรีไทย ซึ่งถูกฆาตกรรมขณะข้ามแม่น้ำโขงเข้าแดนไทยด้านแคว้นหลวงพระบาง (ขณะนั้นยังเป็นดินแดนไทย ภายหลังกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส ปัจจุบันคือแขวงไชยะบุลี สปป.ลาว) หลังจากนั้นจึงโอนสังกัดโผนจากกระทรวงกลาโหมไปเป็นรองผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ด้วยคุณวุฒิวิศวกรรมเคมีจากอเมริกา

 

เหยื่อฆาตกรรมการเมือง

หลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ (ค.ศ. 1947) โผนพ้นจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ จนเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ (ค.ศ. 1949) ขบวนการประชาธิปไตยภายใต้นายปรีดี พนมยงค์ หรือกบฏวังหลวง ได้ก่อการยึดอำนาจต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะรัฐประหาร ๒๔๙๐ ปรากฏรายงานว่าพันตรี โผน อินทรทัต ได้นำกำลังบางส่วนเข้ายึดกรมโฆษณาการ กระจายเสียงปลดผู้นำรัฐบาลและผู้นำฝ่ายรัฐประหาร ๒๔๙๐ เมื่อขบวนการประชาธิปไตยพ่ายแพ้ พ.ต. โผนจึงถูกตำรวจจับกุมในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ไปส่งที่กรมตำรวจ วังปารุสกวัน แต่ไม่ทันที่จะสอบสวน โผน อินทรทัต ได้ถูกสังหารเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนหน้าวังปารุสกวัน ด้วยวัย ๓๘ ปี ระหว่างอยู่ในการควบคุมของตำรวจไทย ภายใต้รองอธิบดีกรมตำรวจืพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ นับว่าเป็นการสังหารผู้ต้องหา จนไม่อาจต่อสู้คดีความด้วยตนเอง

 

สรุป

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๘ (ค.ศ. 2025) นี้ นับเป็นวาระครบ ๗๖ ปี มรณกรรมของพันตรี โผน อินทรทัต ผู้ที่มีสติปัญญาดี สามารถเรียนหนังสือระดับสูงในต่างประเทศ มีภาวะผู้นำในหมู่เพื่อนเสรีไทยสายอเมริกา มีความกล้าหาญแข็งแรง ผ่านการฝึกวิชาทหารทั้งไทยและสหรัฐอเมริกา ฝ่าฟันอันตรายในการแทรกซึมเข้าดินแดนไทย จนประสานปฏิบัติการเสรีไทยในแะนอกประเทศได้ในที่สุด นับเป็นความสูญเสียบุคคลผู้ควรจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศอย่างน่าเศร้าสลด

 

เอกสารอ้างอิง:

  • ทศ พันธุมเสน, จินตนา ยศสุนทร, จากมหาสงครามสู่สันติภาพ. จัดพิมพ์ในโอกาส ๑๐๐ ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธนธัช, ๒๕๔๒)
  • นิคอล สมิธ, เบลก คลาร์ก. สู่ประเทศใต้ดิน: ปฏิบัติการเสรีไทยสายอเมริกา. แปลโดย ส.ส. สุวงศ์. (กรุงเทพฯ: ศยาม, ๒๕๖๐)
  • วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ตำนานเสรีไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แสงดาว,๒๕๔๗)
  • วิมล วิริยะวิทย์ นาวาอากาศเอก, (รวบรวม) เสรีไทย : ประวัติการทำงานจากบทสัมภาษณ์ บันทึกและเอกสารของทางการสหรัฐอเมริกา, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นาวาอากาศเอก วิมล วิริยะวิทย์, พ.ศ. ๒๕๔๕
  • E. Bruce Reynolds. Thailand’s Secret War : OSS, SOE and the Free Thai Underground during World War II (NewYork: Cambridge University Press, 2005)