โชคชัย ตักโพธิ์
ที่มา : โชคชัย ตักโพธิ์
ความหมายของสันติภาพ
คำว่า สันติภาพ เป็นคำภาษาบาลี มาจากอิสระ ภาวะ อิสระตรงกับภาษาบาลีว่า อิศวร หรือ อิศวร แปลว่า ความเป็นใหญ่ ซึ่งตรงข้ามกับการทำอะไรๆ ตามใจคนโดยขาดความรู้ ความเข้าใจ (ปรีติธรรม, หน้า ๓๖) คำว่าความเป็นใหญ่ในใจตน ในที่นี้ ก็คือ การตกลงใจเอาการกระทำของตนนั้นเข้าไปผลักดันหรือกีดกันหรือจัดสรรปัจจัยอื่นให้เป็นไปตามความต้องการ (พุทธธรรม, หน้า ๓๖-๓๗) โดยสามารถเข้าไปเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้นๆ (ปรีติธรรม. หน้า ๓๖) แง่ศิลปะก็คือการใช้ผลงานศิลปะไปสัมพันธ์ (ประโยชน์) เงื่อนไข "เวลาและเหตุการณ์" (TIMES SPACE) ผลสัมพัทธ์ของสองสิ่งนี้ก็ทำหน้าที่เป็น "สาเหตุแรก" ที่ส่งผลให้ผลงานศิลปะมีหน้าที่ "เป็นสื่อทางการเห็น" ที่มีเงื่อนไข เป็นสิ่งเร้า คือเป็นวัตถุศิลปะที่มีคุณสมบัติกระตุ้นความรู้สึกนึกคิด เพื่อให้เกิดกิริยาตอบสนอง คือ การตอบสนองจุดประสงค์ที่เราต้องการสื่อ ได้แก่จุดประสงค์ทางการเมือง, จุดประสงค์ทางอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ
ลำดับสงครามและสันติภาพที่เกี่ยวกับสื่อศิลปะ
ลำดับสงคราม หมายถึง ขั้นตอนความขัดแย้งที่สังเกตได้จากพฤติกรรมแสดงออกของมนุษย์จากขั้นตอนซับซ้อนน้อยไปมาก โดยขั้นตอนขัดแย้งแรกสามารถแก้ปัญหาให้มีสันติภาพง่ายกว่าขั้นตอนขัดแย้งหลัง
สื่อศิลปะ ได้แก่ การนำผลงานศิลปะของศิลปินไปอาศัยใช้ "เป็นสื่อ" เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้แง่ต่างๆ อยู่ต่อไป และพอหมดเงื่อนไขการใช้สื่ออันนั้นแล้ว สื่อเหล่านั้นก็ยังคงมีคุณค่าเป็นงานศิลปะ ความเชื่อของศิลปินแต่ละคนอยู่ต่อไป โดยนำไปสร้างเป็นข้อสรุปทางวิชาการสำหรับเป็นชุดข้อมูล เพื่อรอการวิเคราะห์และปรับปรุงสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ทางสังคมต่อไป
เมื่อเรานำสื่อศิลปะไปจัดลำดับไปสัมพันธ์กระบวนการอื่น เช่นกระบวนแบบสงครามวัฒนธรรม เราก็เรียกว่างานศิลปะสัมพันธ์วัฒนธรรมการต่อสู้ทางการเมืองอันเป็นหัวหอกแรกของการต่อสู้ทางการเมืองที่มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคม
ลำดับขั้นของสงคราม (พจนานุกรมราชบัณฑิต, หน้า ๙๑๗ ฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๑๑)
ได้แก่ ลำดับความสัมพันธ์ที่มีเงื่อนไขสัมพันธ์ธรรมชาติความขัดแย้งของมนุษย์ โดยมนุษย์อาศัยธรรมชาติของความขัดแย้งแต่ละ "เวลา-เหตุการณ์" ไปสัมพันธ์ทิศทางการต่อสู้เพื่ออ้างความชอบธรรมและเชื่อมโยงแนวคิดความชอบธรรมอันนั้น ไปสัมพันธ์ผลประโยชน์ลำตับหตุการณ์ขัดแย้งที่เริ่มจากระดับอ่อนไปจนถึงขัดแย้งขั้นรุนแรง ได้แก่
สงครามปาก ได้แก่ ขั้นตอนการปะทะคารมโต้เถียงกันและกัน สื่อศิลปะที่ใช้ได้แก่ รูปแบบ เนื้อหาศิลปะเพื่อชีวิต ตอบโต้ ศิลปะเพื่อศิลปะ, ศิลปะแนวการเมืองตอบโต้ศิลปะแนวการเมือง (แต่ละฝ่าย)
สงครามเย็น ได้แก่ การขับเคี่ยวกันโดยขู่หรือใช้จิตวิทยา (เล่มเดียวกัน) แง่ศิลปะ ได้แก่ กลวิธีการสร้างกระแสรับรองคุณค่าศิลปะแนวทางนี้ดีกว่าแนวทางนั้นรวมทั้งการห้ามเผยแพร่แนวงานศิลปะบางแขนง และยังรวมถึงการครอบงำอำพรางให้เกิดความนิยมยกย่อง เช่น การ์ตูนวอลดิสนีย์มีคุณค่ากว่าการ์ตูนญี่ปุ่น
สงครามโลก ได้แก่ ความล้มเหลวของสงครามเย็นส่งผลให้ตัดสินเอาชนะโดยการรบพุ่งกันและใช้กำลังทหารมีการรบพุ่งออกเป็นสองฝ่าย (เล่มเดียวกัน) แง่ศิลปะ ได้แก่ การแบ่งแยกแนวงานศิลปะ ๒ ค่ายชัดเจน มีการนำศิลปะแขนงต่งต่างๆ ไปส่งเสริญกำลังใจ ทางตา (ศิลปะ) หู (ดนตรี) จมูก ลิ้น กาย ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีเป้าหมายกระชับชัดเจน
รูปแบบของสงครามหลังสงครามโลก ได้แก่ สงครามแยกย่อย สงครามอวกาศ สงครามอิเล็กทรอนิค สงครามไร้เลือด (สงครามและสันติภาพ ศตวรรษ ๒๑, บทนำ)
ขั้นตอนของสงครามแต่ละแบบมักมีขั้นตอนคล้ายกันเพราะมีกฎเกณฑ์การจัดการเดียวกัน คือ วิธีการสงเคราะห์ในรูปแบบวิธีการ, การช่วยเหลือ, การอุดหนุน, การรวบรวม, การรวมเข้า, (พจนานุกรมฯ, หน้า ๙๑๗) ในเงื่อนไขของการสร้างโอกาสให้สัมพันธ์ "เหตุการณ์และเวลา" (หรือ การช่วงชิงเหตุการณ์และเวลา) ความสอดคล้องดังที่กล่าวนี้ถือว่ามีสาระอันเดียวกับสิ่งที่เราเรียกว่า การอุบัติของสงครามความยากจน การอนุมัติขึ้นของสงครามเศรษฐกิจการเมือง-สังคมและวัฒนธรรม แต่เนื่องจากรูปแบบวิธีการของสงครามแต่ละแบบ มีอิทธิพลต่อสันติภาพของมนุษย์ทุกด้าน ดังนั้น มนุษย์จึงเกิดความกลัวอันส่งผลทำให้มนุษย์นึกถึง จริยธรรม-ศีลธรรม ให้สัมพันธ์แนวการดำเนินชีวิต หรือความสัมพันธ์ตามแขนงวิชาที่ตนสนใจ เช่น ศิลปินสาขาทัศนศิลปะก็เชื่อมโยง ความรู้สึก-นึก-คิดปรุงแต่ง เกี่ยวกับศีลธรรม-จริยธรรม ให้ไปสัมพันธ์ รูปแบบ-เนื้อหาของศิลปะเพื่อชีวิตโดยอาศัยวิธีการศิลปะที่มีหลักความรู้เป็นเรื่องๆ ไป ได้แก่ วิธีการจิตรกรรม วิธีการประติมากรรม, วิธีการภาพพิมพ์, วิธีการภาพถ่าย, วิธีการสื่อผสม MIXED MEDIAL และวิธี INSTALIATION (ศิลปะแบบจัดวาง) และวิธีการ INTERMEDIA - MULTMEDIA (รูปแบบศิลปะจากการรวมกันของสิ่งที่มีคุณสมบัติต่างชนิดกัน) เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามวิธีการดำเนินของแนวคิดแต่ละแนวนี้มักดำเนินไปในท่วงทำนอง..ปรัชญาหักล้างปรัชญา (ปรัชญาการเมือง หน้า ๕๑-๗๖) ปรัชญาศิลปะวัตถุนิยม หักล้างปรัชญาศิลปะเชิงจิตนิยมและ ฯลฯ เป็นต้น
โชคชัย ตักโพธิ์
ที่มา : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เนื้อหาที่สัมพันธ์กับ “รูปสันติภาพ”
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสันติภาพในที่นี้ หมายถึง การสังเกตเนื้อหาเรื่องราวแง่ต่างๆ ตั้งแต่เรื่องราวส่วนตัวไปความสุขสงบในการดำเนินชีวิต, สันติภาพแง่ความมั่นคงทางการทหาร. สันติภาพทางเศรษฐกิจ, สันติภาพทางการเมือง, สันติภาพทางวัฒนธรรม หากสันติภาพของแต่ละฝ่ายมีความสอดคล้องกันทางเงื่อนไของเวลาและสถารณ์ก็ทำให้สังคมโดยรวมในช่วงเวลานั้นมีความสุขสงบ แต่ในกรณีสันติภาพของแต่ละฝ่ายมีความขัดแย้งกันในระนาบเวลาเดียวกันที่จะทำให้ปัญหาเพราะว่า ยึดถือ สัญญาเกี่ยวกับสันติภาพคนละมิติ และวิธีคิดเพื่อให้ผลงานศิลปะมีคุณค่าต่อสังคมก็คือ เพื่อกระตุ้นการรับรู้ทางสังคมให้ตระหนักถึงคุณค่าสันติภาพ โดยวิธีการนำวิธีคิดรูปแบบและเนื้อหาศิลปะให้ไปสัมพันธ์นัยสำคัญทางจริยธรรมศีลธรรม (ที่เน้นสภาวะสันติประชาธรรมที่เรามีต่อกันและกัน) แก่นแกนของความสัมพันธ์นี้ก็คือ การอาศัยผลลัพธ์สุดท้ายของรูปแบบ - เนื้อหาศิลปะไปใช้เป็น "สื่อ" เพื่อใช้สื่อรูปภาพไปสัมพันธ์เงื่อนไขสถานการณ์สัมฤิทธ์ผลของสื่ออยู่ที่การใช้
สื่อให้สอดคล้องผู้รับสื่อ ส่วนกรณีคุณค่าของรูปแบบ - เนื้อหาศิลปะซึ่งทำหน้าที่สื่อในที่นี้ก็คือ การอาศัยคุณสมบัติสำคัญของรูปแบบเนื้อหาที่แสดงออกเพื่อกระตุ้นให้เราระลึกรู้สภาวะของสันติภาพ โดยคาดหวังว่า ผลของการรับรู้นี้จะเป็นแรงจูงใจ ให้เรานึกถึงสันติภาพแล้วช่วยกันเป็นผู้สร้างเสริมสันติภาพแก่ตนและสังคม
ลำดับเวลา-เหตุการณ์
ได้แก่ ข้อสังเกตเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของส่วนประกอบศิลปะ 3 ส่วน ได้แก่
ก. วิธีจัดลำดับเนื้อหาศิลปะให้ไปสัมพันธ์จุดประสงค์ของเนื้อหาสันติภาพด้านต่างๆ ได้แก่ ความทารุณโหดร้าย (จากสงครามใช้กำลัง) การปิดกั้นเสรีภาพและสิทธิมนุษยชบชน (จากการเมือง) สภาพความอดอยากยากจน (จากสงความ
เศรษฐกิจ) และสันติภาพเขียว (ภัยสงครามสิ่งแวดล้อมโลก)
ข. วิธีจัดลำดับรูปแบบศิลปะให้สัมพันธ์เนื้อหา (จุดประสงค์ที่ต้องการสื่อ) เช่น รูปแบบเมือนจริง (REALISTIO) เช่น ภาพแสดงรายละเอียดความอดอยาก น่าจะสัมพันธ์เนื้อหาเปิดโปงความทารุณโหดร้ายของสงคราม ตัด-ทอน (DIS) สัมพันธ์เนื้อหาเชิงสัญญลักษณ์ทางสันติภาพรูปแบบนามธธรรม (ABSTRACT) สัมพันธ์เนื้อหาเชิงปรัชญารูปแบบการวางตั้ง (INSTALATION) สัมพันธ์ลำดับการรับรู้ทางมิติเกี่ยวกับเวลาและเหตุการณ์ ฯลฯ กลวิธีจัดลำดับความสำคัญของรูปแบบศิลปะแต่ละแต่ละแนว ก็เพื่อให้เกิดภาวะสัมพันธ์การรับรู้สมจริงนี้ ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์เฉพาะเรื่อง อันเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ความก้าวหน้าทางวิชาการสาขานี้
ค. วิธีจัดลำดับเทคนิคศิลปะให้สัมพันธ์รูปแบบ คือการตัดสินใจลงมือทำงาน คือให้ทำอะไรก่อนอะไร จึงจะได้รับผลสอดคล้องจุดประสงค์ของรูปแบบเนื้อหาที่แสดงออกเกณฑ์พิจารณาเกี่ยวกับเงื่อนไขของความเป็นไปได้ข้องเกี่ยวกับ "ลำดับเวลา-เหตุการณ์" ก็คือการพิจารณาเงื่อนไขความเข้มข้นของสาเหตุและผล ที่สาเหตุแรกส่งผลต่อๆ ไปอย่างไร โดยอาศัย ตรรกพุทธปรัชญา (ที่เรียกว่าหลักปฏิจสมุปบาท) ดังนี้
(สาเหตุ) ก. เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี,
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
(ผล) ข. เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็ไม่มี
สิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับ
(พุทธรรม หน้า ๓๕)
การรับรู้การทำศิลปะในขั้นตอนของเทคนิคศิลปะ
ผลของประสบการณ์การรับรู้ ส่งผลทางตรงทางอ้อมแก่เรา คือ ช่วยให้เรามีการพัฒนาเงื่อนไขลำดับขั้นของความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวกับปรัชญาในชีวิตของเรา อันมี
ประโยชน์ให้เราเข้าถึง "การรู้จักใจของเรา" ในขั้นของความไม่ต้องคิด คือ การเห็นและการรับรู้ ตามความจริงด้วยใจที่ไม่มีอะไรห่อหุ้มพัวพัน (เช่น ผลประโยชน์) เมื่อเราใช้ใจนั้นไปทำงานมันก็แทรกเข้าไปในทุกสิ่ง คือ การทำหน้าที่ของ "ความไม่ต้องคิด" (สูตรของเหว่ยหล่าง หน้า ๔๐-๔๑) เงื่อนไขการรับรู้ที่ฝึกจิตมาดีนี้ พอไปสัมพันธ์สิ่งเร้าทีก็ไวต่อความรู้สึกประณีตของใจเราอันส่งผลให้ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น มนุษย์จะแสดงความคิดเห็นและความปรารถนาเกี่ยวกับเรื่องนั้น และในเมื่อเหตุการณ์ปรากฏนั้นๆ มีผลมาจาพฤติกรรมของคนหลายๆ คน ความคิดเห็น และความปรารถนาของบางคนที่แสดงออกอย่างน้อยก็สำเร็จลุล่วงไปโดยประมาณ เมื่อความเห็นหนึ่งสำเร็จลุล่วงไปได้ ความเห็นนั้นก็กลายเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับเหตุการณ์เสมือนหนึ่งเป็นคำบัญชาที่มีอยู่ล่วงหน้า (ปรัชญาประวัติศาสตร์ในสงครามและสันติภาพ,) กล่าวคือ ถ้าเรารู้องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งจะเน้นความสัมพันธ์ต่อกันและกันครบถ้วนและรู้กันครบถ้วน และรู้ว่ามันเป็นหตุปัจจัยแก่กันในลักษณะใดๆ แล้ว เราก็สามารถบอกได้ว่า เมื่อองค์ประกอบนั่นไปสัมพันธ์องค์ประกอบไหนอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าองค์ประกอบเหล่านั้น มีจำกัดมนุษย์รู้ทั่วถึง เราก็ตอบได้ชัดเจนเหมือนอย่างนักวิทยาศาสตร์ สามารถทำนายอะไรหลายอย่าง (พุทธรม, หน้า ๓๑-๓๒) เมื่อเราทำนายได้เราก็เข้าใจการทำให้ "พอ" อย่าง..ยาควินินช่วยผ่อนอันตรายที่ไข้จับสั่นก่อให้เกิดแก่ร่างกายก็จริง แต่มิได้หมายความว่า ยิ่งรับประทานยาควินินมากเท่าใด อันตรายก็อาจลดลงเท่านั้น เหตุผลนี้ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ยาเกิดมี ถ้ารับประทานยาควินินมากเท่าใด และหยุดรับประทานเท่าใด (ปรัชญาการเมือง, หน้า ๔๒) ดังนั้นหัวใจของประโยชน์ก็คือ “การรู้จักความพอ” ความคิดง่าย ถ้าเงื่อนไขชัดเจนเหมือนโจทย์เลข แต่ความพอทางขั้นสุดท้ายของการทำงานศิลปะ ความพึงพอใจทางสุนทรียะคล้ายเราชิมรสอร่อยของอาหาร โดยที่เราไม่รู้ขัดตอนการทำอาหารนั้นแต่ด็สามารถรู้รสอร่อยของอาหารได้
ข้อสังเกต การรับรู้ธรรมดาแต่เหนือธรรมดา
ในช่วงเวลาที่มีฐานทัพอเมริกาในไทย ครั้งใดที่ชาวเวียตนาม (จ.นครพนม) มองเห็นฝูงบินๆ ไปที่สงคราม พวกเขามีอาการหงุดหงิดคับข้องใจพร้อมทั้งหาวิธีการระบายความคับข้องใจด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น แต่ละครัวเรือนพวกเขาจะปลูกดอกดาวเรืองสีเหลืองใส่กระถาง (พร้อมทั้งรูปลุงโฮฯ) ไว้เป็นเครื่องยึดทางให้นึกถึงความเจริญงอกงามสดใสของดวงดาวปฏิวัติที่มีสีทอง และดังนั้นชาวเวียตนามในเวลานั้นจึงเข้าถึงความยึดเอาดอกดาวเรืองเป็นสัญลักษณ์พิเศษ ซึ่งก็เป็นอย่างเดียวกับชาวคริสต์ที่ยึดถือดอกกุหลาบสีแดงมีความหมายเกี่ยวกับพลังเลือดเนื้อครัทธา เช่นเดียวกับชาวไทยพุทธ ยึดถือดอกบัวเป็นเครื่องหมายทางศรัทธาศาสนา กรณีตัวอย่างนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่าวิธีการนำเอารูปแบบเนื้อหาศิลปะ ไปสัมพันธ์ขั้นตอนเหตุการณ์ทางการเมืองระยะชั้นตอนต่างๆ นั้น (โดยเฉพาะในขั้นตอนที่กระแสความขัดแย้งสูงนั้น) เราไม่จำเป็นต้องยึดวิธีใช้ "สื่อภาพ" ที่เน้นความรุนแรงแต่สามารถอาศัยใช้รูปแบบของธรรมชาติธรรมดา ไปขยายความยึดถือให้เหนือธรรมดาได้ กรณีตัวอย่างที่คล้ายกันนี้ก็มีให้เห็นมากในงานจิตรกรรมทิวทัศน์ของชาวจีนช่วงปฏิวัติที่นิยมเขียนบทกวีประกอบภาพเพื่อชักนำให้ใจรู้สึกนึกคิด สอดคล้องกระแสปฏิวัติซึ่งก็คือความคิดสร้างสรรค์ โดยนำเนื้อหาที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลงเป็นรูปแบบใหม่ (ความคิดสร้าง, หน้า ๗) เพื่อกระต้นให้เกิดการรับรู้เนื้อหาธรรมดาแต่เหนือธรรมดา คือ รูปแบบ-เนื้อหาธรรมดา สามารถนำไปสัมพันธ์กระแสแนวคิดเกี่ยวกับปฏิวัติสังคมได้นัยสำคัญดังกล่าวนี้ชี้ให้เราเห็นว่า "ความเป็นปรัชญาตะวันออก" มักอาศัยความยึดรูปธรรมต่างๆ ของธรรมชาติไปสัมพันธ์การรับรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์เอนกอนันต์
สันติภาพภายในที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฌาณทัศน์ศิลปิน
ทำอย่างไร? เราจึงทำงานศิลปะแบบไม่เอาหน้า ไม่ประจบรสนิยมเพราะหากเราแกล้งข้ามขั้นตอนนี้ไปอาจทำให้เราขาดความตั้งใจในการทำงานเพื่อให้ผลงานมีคุณภาพที่เหมาะสมตามหลักพุทธศาสนาถือว่าสันติภาพเป็นส่วนของผลลัพท์ที่เราได้รับจากเงื่อนไขประสบการณ์การรับรู้ที่ผ่านการกลั่นกรองพิจารณาจนจิตเรายกระดับสู่ระดับของ อตัมมยตา ซึ่งแปลว่า ไม่สำเร็จอยู่ด้วยปัจจัยนั้นๆ ไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยนั้นๆ ไม่ผูกขาดไว้ไม่ถูกผูกขาด คือ เป็นความเจริญขึ้นไปที่ไม่ออกไปสู่ความผิดพลาด แต่อยู่ในความเจริญตามแนวทางถูกต้อง (วันสันติภาพ. หน้า ๖) อันส่งผลให้คนทำศิลปะ (แนวทางใดก็ตาม) ไม่เกิดภาวะคับข้องใจ เพราะมันเป็นไปในทางธรรม มันเป็นสันติภาพในใจที่ไม่ต้องแสดงตัว ไม่รู้จักเอาหน้า ไม่รู้จักเอาเกียรติไปลิงโลดในความสำเร็จ ผู้มีใจเป็นอตัมมยตาได้สำเร็จจะต้องเป็นผู้เสียสละทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง ต้องอดกลั้น (ปรีติธรรม, หน้า ๓) การทำงานศิลปะหรือการทำงานเพื่อสังคมที่เป็นไปในทางธรรม
“อตัมมยตา” นี้คือ นัยสำคัญของการทำงานที่สัมพันธ์ลำดับกฎธรรมชาติ กล่าวคือเป็นการทำงานที่สัมพันธ์กับสภาวะที่ลำดับธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ กล่าวคือเป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมชาติเป็นธรรมฐิติ คือ ภาวะที่ตั้งอยู่หรือตัวยืนหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดาเป็นธรรมนิยม คือ กฎธรรมชาติหรือกำหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวกับผู้สร้าง ผู้บันดาล (พุทธธรรม, หน้า ๑๙,๒๐) ที่กล่าวมานี้ เราเข้าถึงมันได้โดยอาศัยประสบการณ์เกี่ยวกับความคิดรวบยอด โดยใช้ปรัชญาซึ่งหมายถึงการใช้ปัญญาอันใหญ่หลวง คือ ต้องปฏิบัติด้วยใจของเรา (สูตรของเหว่ยหล่าง, หน้า ๓๐) คือ โดยการฝึกปฏิบัติจนถึงขั้นตอน (ที่มีปรัชญาหรือปัญญา) การทำงานต่อไป โดย ความไม่ต้องคิด "ความไม่ต้องคิด คืออะไรก็คือการเห็น และการรู้ทั้งปวง (ตามที่เห็นจริง) ด้วยใจที่ไม่มีอะไรห่อหุ้มพัวพัน (เช่น ทำงานศิลปะเพื่ออาศัยศิลปะยกระดับตนเพื่อนำตนไปสู่วัตถุประสงค์อื่น) เมื่อเราใช้มันภาวะอิสระภาพจิตเติมแท้หรือ ภาวะกริยานิสัยจิตเรามันก็แทรกเข้าไปได้ในทุกสิ่ง หมายความว่า นิสัยจิตเราผูกพันธ์กับสภาวะทุกข์ จิตใต้สำนัก “ภาวะทุกข์” มันก็ประทับไปพร้อมกับสิ่งที่เราแสดงออก สิ่งที่เราต้องทำนั่นมีเพียงชำระจิตใจให้กระจ่าง หมายความว่า ปล่อยวางการถ่ายทอดที่ความจำอารมณ์ความงามของคนอื่น หรือปล่อยวางการทำงานเพื่อประสบรสนิยม (สูตรของเหว่ยหล่าง, หน้า ๔๐-๔๑) สิ่งที่อธิบายนี้สามารถ มีความเป็นไปได้ถ้าศิลปินศึกษา และทดลองโดยพิจารณาความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยตามหลักตรรกพุทธศาสนาดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ประโยชน์ของอตัมมยตา กับข้อสมมติเชิงเอกลักษณ์ของศิลปิน
ในที่นี้ หมายถึง สภาวะอิสระภาพภายในใจตอนที่ถูกถ่ายทอดออกมา โดยอัตโนมัติ คือ การถ่ายทอดตามความจริงที่มีในใจอันทำให้ผลงานดูมีชีวิตชีวา ซึ่งถือว่าเป็นคุณค่าทางสุนทรียที่ทุกคนสามารถรู้สึกได้ รับรู้ได้จากการมองเห็นผลงานศิลปะสิ่งที่เรียกว่าภาวะอิสระที่เิดจากใจที่มีสันตินี้ ได้แก่ ภาวะนามธรรมที่พ้นกรอบของคำว่า “สวยไม่สวย”, “ดีไม่ดี” เพราะมันเป็นกริยาจิตที่โพล่งออกมาในขั้นตอนของ “ความทำโดยไม่ต้องคิด” (สูตรของเหว่ยหล่าง, หน้า ๓๐) อันทำให้ผลงานศิลปะอันมีคุณค่าทางสมมติในระดับที่เรียกว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตน (ซึ่งอุปมาคล้ายเสียงร้องของนกไม่ว่ามันจะอยู่ในป่าหรืออยู่ในกรงทองก็มีเสียงร้องอันไพเราะอย่างเดียวกัน) พอเอาภาวะความไม่ต้องคิด (เพราะมีอยู่ในใจแล้ว) ไปสัมพันธ์กับการทำงานศิลปะปนวใดก็ตาม นิสัยจิตนี้ก็ถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมเทคนิควิธีการศิลปะที่เราแสดงออก เช่น นิสัยจิตเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์พอเราวาดภาพที่มีเนื้อหาความยากจน ความรูสึกทางภาวะทุกข์ทน ก็ถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมกับเทคนิควิธีการแสดงออกทันทีกริยาจิตชนิดนี้ ก็คือ กริยาทางสุนทรียภาพ ที่เรามองเห็นจาก สุนทรียอาการที่เส้น, สี, น้ำหนัก รูปทรง ฯลฯ มันสะท้อนถ่ายทอดออกมาจากผลงานศิลปะ นัยสำคัญดังกล่าวนี้ เมื่อเรานำไปสัมพันธ์เชิงวิชาการ ก็เรียกว่า การดึงนัยสำคัญของ ลักษณะพิเศษไปพัฒนาให้มีคุณค่าการสร้างสรรค์ที่แสดงถึงบุคคลิกเด่นของศิลปินการดึงนัยสำคัญของลักษณะพิเศษก็คือความสำคัญของ “การศึกษา” ที่ตรงกับคำในภาษาไทย อังกฤษว่า EDUCATION ที่มีความหมายตามรากศัพท์ว่าการดึงลักษณะสำคัญออกมาพัฒนา กล่าวคือ กระบวนการๆ พัฒนากระบวนการทำงานให้สัมพันธ์คุณค่าที่ตนมีอยู่แล้วนำคุณค่าที่ตนมีนี้ไปสัมพันธ์ประโชน์เชิงสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะให้มีคุณค่าต่อสังคม
ผลพวงของอตัมมยตา หรือสันติภาพเงียบนี้ ถือว่าเป็นเครื่องมืออุปกรณสำคัญอันช่วยให้เรายกระดับความรู้ความเข้าใจ อันนำไปสู่ “การเข้าถึงความตั้งมั่นทางจิตใจ” ที่สอดคล้องแนวคิดสันติประชาธรรม ที่มีผลต่อความเพียรในการทำงานให้เป็นงานอันเป็นการเดินทางกลับเข้าไปสู่กระแสการพิจารณาใจตน เพื่ออาศัยใจตนที่อบรมใจตนนั้น เป็นทางเดินกลับเพื่อกลับไปทำงานสร้างสรรค์ ที่ก่อกำเนิดจากพลังอิสรภาพ สันติภาพแท้ที่มีศักดิ์ศรีไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่นอันไม่ทำเราเหงาเมื่อเราประสบชะตากรรมทางสังคมกล่าวคือการเข้าถึงสาระของ อย่าเสียใจเมื่อคุณตัดสินใจอย่างหนึ่งแต่ให้ผลอีกอย่างหนึ่ง
โชคชัย ตักโพธิ์
อุบลราชธานี
พุธ ๒๓ ส.ค. ๓๘, เวลา ๑๐.๔๕
หมายเหตุ :
- คงอักขรวิธีสะกดตามต้นฉบับ
- โชคชัย ตักโพธิ์. สันติภาพในศิลปะ. ใน: พิทักษ์ ปิยะพงษ์, สันติ อิศโรวุธกุล, สุรพล ปัญญาวชิระ, โชคชัย ตักโพธิ์, และสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย, บรรณาธิการ. ศิลปกรรม ๕๐ ปี สันติภาพไทย วาดหวัง สันติภาพ เพื่อสันติสุข. กรุงเทพฯ: บริษัท ปาปิรุส พับลิเคชั่น จำกัด; 2538. หน้า 58-63.
บรรณานุกรม
- โชคชัย ตักโพธิ์. สันติภาพในศิลปะ. ใน: พิทักษ์ ปิยะพงษ์, สันติ อิศโรวุธกุล, สุรพล ปัญญาวชิระ, โชคชัย ตักโพธิ์, และสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย, บรรณาธิการ. ศิลปกรรม ๕๐ ปี สันติภาพไทย วาดหวัง สันติภาพ เพื่อสันติสุข. กรุงเทพฯ: บริษัท ปาปิรุส พับลิเคชั่น จำกัด; 2538. หน้า 58-63.
อ้างอิง
- พุทธทาสภิกขุ. “๑๖ สิงหาวันสันติภาพไทย คณะกรรมการสันติภาพไทย", กรุงเทพฯ, เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๓๓
- พุทธทาสภิกขุ. พระธรรมโกษาจารย์, พระธรรมปิฎก, "ปรีติธรรม", กรุงเทพฯ, เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๓๘
- พระราชวรมุนี, "พุทธธรม", กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์สุขภาพ, ๒๕๒๘
- พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน, พ.ศ. ๒๕๑๑
- มอริส แครนสตัน, (ส. ศิวรักษ์ แปล) "ปรัชญาการเมือง", กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช, ๒๕๒๕
- ลีโอ ตอลสตอย, (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แปล), "ปรัชญาประวัติศาสตร์ในสงครามและสันติภาพ", กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์ประพันธ์ศาสน์, ๒๕๑๙
- นายแพทย์ ตันม่อเชี้ยง, (พุทธทาสภิกขุ แปล) "สูตรของเหว่ยหล่าง ปาฐกฤาธรรมนิกายเซ็น (ฌาณ)", กรุงเทพฯ, สุทธิแสงการพิมพ์, ๒๕๒๙