ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

พระเจ้าช้างเผือก ตอนที่ 13 : ในกระบวนรบ

20
มกราคม
2569

นี่คือกองทัพแห่งกรุงอโยธยา ซึ่งเตรียมพร้อมเพื่อออกศึก ประกอบด้วยพลเดินเท้า ทหารม้า ช้างศึกมากมาย เป็นสิ่งภาคภูมิใจและเป็นสมบัติแห่งชาติทั้งกองทัพอยู่ในเครื่องรบพร้อมสรรพและขยับกาย อยู่ไปมาด้วยความเร่าร้อน

สมุหกลาโหมเป็นผู้นำทัพครั้งนี้ ยาตราไปบนหลังช้างศึกของท่าน

ทหารเหล่าต่าง ๆ อยู่ที่นี่ เตรียมพร้อมแล้วที่จะไปสู่สงครามอันไม่มีความปรานี ขณะนี้กำลังยืนเสมือนอยู่ในพิธีตรวจพล และเมื่อพระเจ้าจักราประทับหลังช้างทรง สัญญาณแตรสังข์รับเสด็จก็ดังขึ้น ไพร่พลถวายความเคารพ

ช้างพระที่นั่งผ่านเบื้องหน้ากองทหารไปอย่างช้า ๆ

พระเจ้าจักราทรงตรวจตราด้วยความภาคภูมิพระทัยในช้างซึ่งทรงเครื่องสัประยุทธ์ครบและฝึกมาอย่างดีแล้วเพื่อการรบ ทรงประมาณจำนวนทหารม้าของพระองค์ซึ่งอยู่บนหลังม้าตัวเตี้ยพันธุ์พื้นเมืองอันมีฝีเท้ารวดเร็ว แคล่วคล่องในภูมิประเทศอันเป็นทุ่งนาที่รกและเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ทรงคำนึงด้วยความพอพระทัยถึงเหล่าพลเดินเท้า ซึ่งพร้อมแล้วในวินัยอันดี ในความมีระเบียบ มีอาวุธครบมือ แม้พระองค์จะได้ทรงออกตรวจพลดังเช่นนี้อยู่เสมอในยามสงบ แต่ในยามนี้สถานการณ์แตกต่างกันออกไป

ช้างทรงหยุดลงตรงกึ่งกลางข้างหน้าแถวทหาร จากนั้นพระเจ้าจักราทรงมีพระราชกระแส

“พสกนิกรที่รักของข้า! ดังที่พวกเจ้าทราบ บัดนี้ประเทศของเรากำลังถูกหงสารุกราน กานบุรีแตกแล้ว และศัตรูกำลังเคลื่อนทัพตรงมายังเมืองหลวงของเรา เราจะไม่รอมันที่นี่ แต่จะออกไปประจันกับมัน...”

มีเสียงพึมพำแสดงความเห็นพ้อง

พระเจ้าจักราตรัสต่อว่า “พระเจ้าหงสากำลังรบด้วยความ ทะเยอทะยานของพระองค์เอง แต่ทำให้ประชาชนของพระองค์ต้องแลกกับสิ่งนั้นด้วยชีวิต...”

ทรงกวาดพระเนตรไปยังเหล่าทหาร

“เราสู้กับการรุกราน จำไว้! เราไม่ได้รบกับชาวหงสา แต่กับ ประมุขของพวกเขา...”

“ข้าหวังว่า” พระองค์ตรัสในที่สุด “พวกเจ้าคงจะทำหน้าที่เพื่อ กษัตริย์และบ้านเมืองของพวกเจ้า”

“หน้าเดิน! หน้าเดิน!” เสียงตะโกนดังมาจากรอบข้าง

 

 

และโดยไม่รอช้า เหล่านายกองที่ได้รับบัญชามาก็ร้องตะโกนออกคำสั่ง พวกทหารจัดแถวเป็นกระบวนเตรียมเดินทัพ แล้วกองทัพทั้งหมดก็เคลื่อนออกไปจากลานสวนสนามมุ่งสู่ปัจจันตประเทศ

ตามชานเมืองนั้น ชีวิตประจำวันยังไม่ถูกภัยสงครามมากระทบ ยังมีการไถนาด้วยคันไถอย่างโบราณ ลากด้วยควาย ซึ่งมีขาแข็งแรง มีหัว ใหญ่โตและมีเขาเป็นปล้อง ๆ

ชาวนาบางคนกำลังสาละวนกับการชักน้ำเข้านาโดยระบายน้ำ จากคลองใกล้ ๆ เข้ามา แล้วจ่ายน้ำไปตามคลองส่งน้ำทั่วท้องทุ่ง

ชาวนาทั้งหลายต่างหยุดงานเพื่อดูกองทัพที่กำลังเคลื่อนไป และเมื่อทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงนำกองทัพมา ก็พากันหลบหลีกซ่อนตัว หรือพยายามหนีไปให้ลับตาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เป็นเพราะขนบธรรมเนียมแต่ก่อนห้ามมิให้มองดูพระเจ้าแผ่นดิน อีกทั้งก็เป็นการเคารพยำเกรงในพระบารมีด้วย

 

 

นี่คือภาพความสุขของชีวิตเกษตรกรรมตามชนบทซึ่งแสวงหาแต่ความสงบสุขและความอุดมสมบูรณ์ เมื่อได้ทอดพระเนตรทัศนียภาพเช่นนี้ พระเจ้าจักราจึงทรงข้องพระราชหฤทัยว่า ทำไมหนอเจ้าพวกนกล่าเหยื่อเหล่านั้นจึงต้องมากระทำการโหดร้ายรุนแรงกับชนผู้ไร้เดียงสา และขยันขันแข็งเหล่านี้ด้วย? เมื่อทรงคำนึงดังนี้แล้ว ความพิโรธได้ลุกโชนขึ้นในหทัยอันเต็มไปด้วยความเดือดดาลนั้น