ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

คำกล่าวนำ สันติภาพในความขัดแย้งกรณีชนชั้นนำไทย - กัมพูชา

18
สิงหาคม
2569

 

สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตยทั้งในกัมพูชาและไทย ประเทศต้องไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำจะกำกับและนำพาไปไหนก็ได้

การชี้นำ ปลุกระดมสู่ความขัดแย้งและสงคราม เป็นสิ่งที่จะนำมาสู่ความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้

เมื่อประเทศเป็นของประชาชน ประชาชนของทั้งประเทศจะเป็นผู้กำหนดเส้นทางของประเทศตัวเอง ภาวะดังกล่าวจะทำให้เกิดสันติภาพ และการพูดคุยหารือผ่านกลไกทางการเมืองที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนต้องการสันติภาพ ไม่ได้ต้องการสงคราม

ส่วนชนชั้นนำอาจต้องการสันติภาพ หรือสงครามก็ได้ ขึ้นอยู่ว่า สิ่งไหนให้ผลประโยชน์ และสิ่งไหนปกป้องอภิสิทธิ์ การผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งความมั่งคั่งของเขาเอาไว้ได้ 

 

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สันติภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมักไม่ได้ถูกค้ำยันด้วยสถาบัน

หรือกฎหมายระหว่างประเทศ หลายกรณีตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างชนชั้นนำ

กรณีไทย-กัมพูชาคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับฮุนเซน เคยเป็นเครื่องมือรักษาความสงบตามแนวชายแดนมานานนับสิบปี

แต่ในขณะเดียวกัน ก็คือจุดเปราะบางที่สุดของสันติภาพเช่นกัน เพราะเมื่อความสัมพันธ์ส่วนตัวแตกหัก สิ่งที่พังทลายตามไปด้วยไม่ใช่แค่มิตรภาพ หากรวมถึงกลไกที่เคยช่วยประคองความขัดแย้งระหว่างรัฐด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทด้านดินแดนอันเป็นผลพวงจากเหตุปัจจัยอันหลากหลายในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

 

 

ปรากฏการณ์เช่นนี้สอดคล้องกับสิ่งที่วิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า

"Elite bargain" หรือข้อตกลงระดับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลไกจัดการความขัดแย้งที่พบได้ทั่วไปในภูมิภาคที่สถาบันทางการเมืองยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับเครือข่ายอุปถัมภ์ส่วนบุคคล ประเทศเหล่านี้มักมีสถาบันประชาธิปไตยที่อ่อนแอ เนื่องจากไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง

ข้อได้เปรียบของกลไกนี้คือความคล่องตัวในการเจรจาต่อรองนอกกรอบพิธีการ ทำให้บางครั้งสามารถคลี่คลายข้อพิพาทเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ยั่งยืน และขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของผู้นำ และเครือข่ายชนชั้นนำ

แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ เสถียรภาพที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "สันติภาพเชิงลบ" ตามนิยามของโยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) กล่าวคือเป็นเพียงภาวะปลอดจากการเผชิญหน้าทางทหารในช่วงเวลาหนึ่ง มิใช่สันติภาพเชิงบวกที่เกิดจากการคลี่คลายเงื่อนไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทเขตแดนที่ยังไม่ได้รับการปักปันอย่างเป็นทางการ ความไม่สมมาตรของอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ หรือกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่แทบไม่มีอยู่จริง

 

 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ สันติภาพนั้นตั้งอยู่บนอะไร

หากตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มันอาจมีประสิทธิภาพอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่ยังต้องพิจารณาจากลักษณะของกลไกที่ค้ำยันสันติภาพนั้นด้วยว่าตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งผันแปรได้ตามปัจจัยทางการเมืองภายในและผลประโยชน์ส่วนตน หรือตั้งอยู่บนกรอบสถาบันที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

กรณีความสัมพันธ์ทักษิณ-ฮุนเซนจึงเป็นกรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าในเชิงวิเคราะห์ เพราะแสดงให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของการทูตแบบชนชั้นนำได้อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือสามารถระงับความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้มแข็ง แต่กลับกลายเป็นปัจจัยเร่งความขัดแย้งเมื่อความสัมพันธ์นั้นเสื่อมถอยลง ดังที่ปรากฏให้เห็นในวิกฤตชายแดนช่วงปี 2568-2569 โดยภาวะดังกล่าวยังถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นจากปัจจัยและความขัดแย้งภายในประเทศจากขั้วอำนาจของชนชั้นนำอื่นๆ ของทั้งสองประเทศอีกด้วย

ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคแพทองธาร-ฮุนเซน หากเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในวิกฤตเขาพระวิหารปี 2551-2554 และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เครือข่ายเดียวกันนี้ก็ปรากฏอยู่ที่จุดกำเนิดของวิกฤตครั้งนั้นด้วย แม้ทักษิณจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 แต่รัฐบาลที่บริหารประเทศในช่วงวิกฤตเขาพระวิหารมีความใกล้ชิดกับเครือข่ายทางการเมืองของทักษิณอย่างมาก และผู้ที่รับผิดชอบเจรจากับฝ่ายกัมพูชาโดยตรงในเรื่องนี้ก็เป็นที่ปรึกษากฎหมายของทักษิณเอง การตัดสินใจที่ขาดความโปร่งใสและไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภาในครั้งนั้น กลายเป็นชนวนที่จุดกระแสต่อต้านในประเทศไทยจนบานปลายเป็นการปะทะทางทหารระหว่างปี 2551-2554 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 34 ราย ทั้งทหารและพลเรือน

พระวิหาร

จุดเริ่มต้น (2496-2505)

หลังกัมพูชาประกาศเอกราชปี 2496 ไทยโต้แย้งว่าแผนที่ปี 2450 ที่ระบุให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชานั้นเป็นโมฆะ กระทั่งปี 2505 ศาลโลก (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชาชนะคดี แต่ไทยไม่เคยยอมรับคำตัดสินนี้

ช่วงเงียบสงบชั่วคราว (2510-2532)

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติที่รอดพ้นการตกเป็นอาณานิคมยุโรป เพราะยอมสละดินแดนชายขอบบางส่วนให้อังกฤษและฝรั่งเศสแลกกับเอกราช ซึ่งเป็นที่มาของความคลุมเครือเรื่องเขตแดนที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากพรมแดนบนบก ทั้งสองประเทศยังพิพาทเขตแดนทางทะเลที่อุดมด้วยทรัพยากร โดยกัมพูชายื่นคำร้องปี 2515 ไทยยื่นปี 2516 และมีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 เพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน แต่ล้มเหลวเพราะความไม่มั่นคงทางการเมือง เช่นเดียวกับพรมแดนบนบก ปัญหานี้ก็เป็นมรดกตกค้างจากยุคอาณานิคมเช่นกัน

ชนชั้นนำทั้งสองฝั่งไม่เพียงใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจเท่านั้น แต่ยังอาศัยกระแสชาตินิยมเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างให้กลายเป็นอารมณ์ร่วมของมวลชนที่มองไม่เห็นผลประโยชน์ซ่อนเร้นเบื้องหลัง ยิ่งกระแสชาตินิยมแรงเท่าไร คำถามต่อผลประโยชน์ทับซ้อนของชนชั้นนำก็ยิ่งเงียบลงเท่านั้น

ใครได้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยม

กระแสชาตินิยมที่ปะทุขึ้นควบคู่กับวิกฤตชายแดน มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง หากแต่มีผู้ได้ประโยชน์ทางการเมืองที่ชัดเจนอยู่เบื้องหลัง ในฝั่งไทย พรรคการเมืองที่คว้าโอกาสขี่กระแสชาตินิยมได้อย่างชำนาญที่สุดคือพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากแพทองธาร โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมสร้างรั้วชายแดน ปล่อยให้ฝ่ายทหารตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และประกาศพร้อมยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 43-44 หากเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ท่าทีแข็งกร้าวเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทุนทางการเมืองที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลที่เพิ่งขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่มั่นคง

ผู้ได้ประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่งที่มักไม่ถูกกล่าวถึงคือสถาบันทหาร นักวิชาการด้านความมั่นคงชี้ให้เห็นว่ากระแสชาตินิยม-ทหารนิยมจะส่งผลให้กองทัพมีความชอบธรรมในการเรียกร้องงบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้น ทำให้การปฏิรูปกองทัพเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น และทำให้กองทัพสามารถรักษาอำนาจและอิทธิพลในระบบการเมืองไทยไว้ได้อีกระยะหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งความขัดแย้งชายแดนยืดเยื้อและกระแสชาตินิยมแรงขึ้นเท่าใด คำถามที่ควรถูกตั้งต่อการใช้จ่ายงบประมาณด้านความมั่นคงและบทบาทของกองทัพในการเมืองไทยก็ยิ่งถูกกลบเสียงลงเท่านั้น

ขณะที่ชนชั้นนำได้รับประโยชน์ทางการเมืองจากกระแสชาตินิยม ผู้ที่ต้องจ่ายราคาที่แท้จริงคือประชาชนธรรมดาตามแนวชายแดน ความสูญเสียที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เมื่อกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวดโจมตีฝ่ายไทย และยิงจรวด BM-21 ตกภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งที่บ้านน้ำเย็น อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน และบาดเจ็บ 14 คน พร้อมเกิดเหตุปะทะในหลายจุดตลอดแนวชายแดนในเวลาไล่เลี่ยกัน

ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหล่านี้ล้วนเป็นพลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายแม้แต่น้อย

นอกเหนือจากความสูญเสียทางชีวิตและร่างกาย ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ทวีความรุนแรงไม่แพ้กัน ด่านการค้าชายแดนที่เคยเป็นเส้นทางทำมาหากินของประชาชนหลายแสนคนถูกปิดต่อเนื่องยาวนานนับปี การค้าขาย การจ้างงานข้ามพรมแดน และความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชุมชนสองฝั่งชายแดนที่เคยพึ่งพากันมาหลายชั่วอายุคนต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ความสูญเสียเหล่านี้ไม่ปรากฏในหน้าข่าวการเมืองส่วนกลางมากเท่าที่ควร เพราะถูกกลบด้วยกระแสชาตินิยมที่มุ่งเน้นเรื่องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ

มากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตประชาชน

"สันติภาพในความขัดแย้ง" ไม่ใช่ภาวะที่สันติภาพเอาชนะความขัดแย้งได้ชั่วคราว แต่คือการเปิดโปงว่าสิ่งที่สังคมเรียกว่า "สันติภาพ" ที่ผ่านมานั้น แท้จริงมีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างซ่อนอยู่ข้างในตลอดเวลา เพียงแต่ถูกจัดการให้อยู่ในรูปแบบที่ยังเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นนำเท่านั้นเอง

พูดอีกแบบคือ ความขัดแย้งไม่เคยหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนชุดคลุมไปมาระหว่าง "มิตรภาพส่วนตัว" กับ "สงครามชาตินิยม" ตามแต่ว่าโหมดไหนเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำมากกว่ากัน

Benedict Anderson เคยเตือนไว้ว่าชาติคือ "ชุมชนจินตกรรม" แต่กระบวนการจินตนาการนี้ไม่บริสุทธิ์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคหลังอาณานิคม มันมักถูกใช้เป็นเครื่องมือครอบงำ ไม่ใช่การปลดปล่อย เส้นแบ่งระหว่างความภูมิใจทางวัฒนธรรมกับความรุนแรงแบบชาตินิยมสุดโต่งนั้นบางเฉียบมาก

ผู้ที่ต้องจ่ายราคาคือคนยากจนในชนบท ไม่ใช่ผู้บัญชาการทหาร ชนชั้นนำ นี่คือการต่อสู้เรื่องอำนาจ ความทรงจำ และใครเป็นผู้กำหนดความหมายของ "ชาติ"

ผมถือว่าตัวเองเป็นนักชาตินิยม เป็นราษฎรชาตินิยม ผู้ใฝ่สันติภาพและประชาธิปไตย และเห็นว่ามนุษย์ทั้งหมดคือพี่น้องกัน จึงขอแสดงจุดยืน เนื่องจากในโอกาสการจัดงานวันสันติภาพไทย ที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ประกาศเอาไว้เมื่อ 81 ปีที่แล้ว และสถาบันปรีดี พนมยงค์ได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงมาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณ คุณปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ และทีมงาน ที่ทำงานด้วยความเข้มแข็งเพื่อสันติภาพของไทย สันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน และสันติภาพของโลก 

 

หมายเหตุ: อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์