ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บุคคล, เกร็ดประวัติศาสตร์

รำลึกชาตกาล มารุต บุนนาค ศิษย์ ต.ม.ธ.ก. กับ “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์”

21
สิงหาคม
2569

ชื่อของมารุต บุนนาค ปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ของสังคมไทย ทั้งวงการกฎหมาย การศึกษา และการเมือง เขาเคยเป็นผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์ ผู้ถูกจับกุมในคดีการเมือง ทนายความ อาจารย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี ตลอดจนประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ชีวิตที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญหลายยุคยังทำให้เขากลายเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของธรรมศาสตร์ การเมือง และผู้คนร่วมสมัยไว้ในงานเขียนจำนวนหนึ่ง

ความผูกพันกับธรรมศาสตร์เริ่มขึ้นตั้งแต่วัยหนุ่ม เมื่อมารุตเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมปริญญาแห่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5 ที่นั่นเขาได้รู้จักเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งต่อมามีบทบาทในสังคมไทย เข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษา และมีโอกาสใกล้ชิดกับปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย ซึ่งในความทรงจำของมารุตเป็นบุคคลที่นักเรียนเตรียมปริญญาให้ความเคารพอย่างสูง

ศาสตราจารย์พิเศษ มารุต บุนนาค เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2467 สำเร็จชั้นมัธยมบริบูรณ์จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ใน พ.ศ. 2484 และเข้าเรียน ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5 ระหว่าง พ.ศ. 2485–2486 ก่อนศึกษาต่อหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิตจนสำเร็จใน พ.ศ. 2490 จากนั้นศึกษากฎหมายระดับปริญญาโทควบคู่กับการรับราชการ ในช่วงเดียวกันนั้นเอง มารุตเริ่มมีบทบาทในกิจกรรมนักศึกษาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีผลต่อเส้นทางชีวิตของเขาในเวลาต่อมา

 

ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5 และความทรงจำต่อผู้ประศาสน์การ

ใน พ.ศ. 2541 มารุตเขียนบทความ “56 ปีที่ผ่านมา” สำหรับหนังสือ 60 ปี ต.ม.ธ.ก. (พ.ศ. 2481–2541) ซึ่งต่อมาเผยแพร่ในชื่อ “ชีวิตของ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5” ถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับการเรียน เพื่อน อาจารย์ กิจกรรม และความสัมพันธ์ของผู้คนในโรงเรียนเตรียมปริญญาฯ[1]

หลักสูตรของ ต.ม.ธ.ก. เปิดให้นักเรียนศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั้งภาษา ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง ดนตรี และกีฬา สิ่งที่มารุตให้ความสำคัญมากกว่ารายวิชาคือการหล่อหลอมทางความคิด เขาเขียนว่าสถานศึกษาแห่งนี้ทำให้คนรุ่นของเขาเรียนรู้ที่จะรักสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม ความถูกต้องของสังคม และเคารพสิทธิของผู้อื่น ความผูกพันในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นดำเนินต่อมาอีกหลายทศวรรษ มีการจัดงานพบปะประจำปีตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จัดตั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อนและครอบครัว และเลือกมารุตเป็นประธานรุ่นคนแรก

ปรีดี พนมยงค์ ปรากฏอยู่ในความทรงจำช่วงนี้อย่างเด่นชัด มารุตเล่าว่า นักเรียนเตรียมปริญญามีโอกาสพบผู้ประศาสน์การตามกิจกรรมต่าง ๆ และได้รับความเป็นกันเอง “เหมือนลูกหลาน” เขายังบันทึกถึงความรู้สึกของคนรุ่นตนว่า ปรีดีเป็น “สัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย” ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความทรงจำของมารุตต่อบรรยากาศในมหาวิทยาลัยก่อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490

หลังจบ ต.ม.ธ.ก. มารุตศึกษาต่อหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิต พร้อมทำงานหาเลี้ยงตนเอง โดยเริ่มรับราชการที่กรมปศุสัตว์ ก่อนสอบเข้ากระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2491 เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองบังคับคดีล้มละลาย และศึกษาปริญญาโททางกฎหมายควบคู่กัน เขายังทำกิจกรรมนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกรรมการ รองประธาน และต่อมาเป็นประธานนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง[2]

 

ธรรมศาสตร์ภายใต้อำนาจรัฐประหาร

เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยออกจากประเทศ ขณะที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งเขาก่อตั้งและดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การเผชิญแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหลัง ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 หรือที่ฝ่ายรัฐเรียกว่า “กบฏวังหลวง” ความพยายามของปรีดีและคณะในการต่อต้านอำนาจคณะรัฐประหารสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ ตามมาด้วยการกวาดล้างเครือข่ายของปรีดีและการเข้าควบคุมธรรมศาสตร์

ฝ่ายบริหารเดิมทยอยถูกแทนที่ โดยหลวงวิจิตรวาทการ และต่อมา พลโท สวัสดิ์ ส. สวัสดิเกียรติ หนึ่งในคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 เข้ามารักษาการตำแหน่งผู้ประศาสน์การ ก่อนที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2495 จะยกเลิกตำแหน่ง “ผู้ประศาสน์การ” เปลี่ยนเป็น “อธิการบดี” และตัดคำว่า “วิชา” กับ “การเมือง” ออกจากชื่อมหาวิทยาลัย โดยมีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิการบดีคนแรก

ระบบการศึกษาก็เปลี่ยนไปด้วย วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2492 มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาแยกเป็น 4 คณะ ได้แก่ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และพาณิชยศาสตร์และการบัญชี พร้อมทยอยยุติหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิตแบบเดิม ซึ่งเคยให้ผู้เรียนศึกษากฎหมาย รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และวิชาการเมืองร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำไปสู่การสิ้นสุดของระบบการศึกษาแบบที่มารุตและนักศึกษา ม.ธ.ก. รุ่นก่อนหน้าเคยเรียนมา

 

ภาพเหตุการณ์และเอกสารเกี่ยวกับ ม.ธ.ก. ช่วง พ.ศ. 2492–2494 แถวบน: บัญชีผู้ต้องหาคดี “กบฏวังหลวง” พ.ศ. 2492; การชุมนุมเรียกร้องคืนมหาวิทยาลัยจากฝ่ายทหาร; และคำสั่งห้ามนักศึกษา 9 นายเข้าฟังคำสอนเป็นเวลา 1 ปี แถวล่าง: นักศึกษา ม.ธ.ก. เดินขบวนไปยังรัฐสภาเรียกร้องคืนมหาวิทยาลัย; และจอมพล ป. พิบูลสงคราม พบผู้ชุมนุมและรับปากว่าจะคืนมหาวิทยาลัยภายใน 1 เดือน
เครดิตภาพ: สถาบันไทยคดีศึกษา และหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์

 

ขบวนการนักศึกษากับการทวงคืนมหาวิทยาลัย

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลถึงนักศึกษาและบัณฑิตธรรมศาสตร์โดยตรง มารุตบันทึกว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากธรรมศาสตร์เผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่วิชาชีพกฎหมายและความไม่เสมอภาคในการบรรจุเข้ารับราชการบางประเภท เมื่อเทียบกับผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอื่น เขาในฐานะผู้นำนักศึกษาจึงเรียกร้องให้แก้ไขความเหลื่อมล้ำ และเคยใช้วิทยุกระจายเสียงชี้แจงปัญหาต่อรัฐบาลและประชาชน[3]

ความขัดแย้งเข้าสู่จุดสำคัญหลังเหตุการณ์ “กบฏแมนฮัตตัน” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 รัฐบาลส่งทหารเข้าควบคุมมหาวิทยาลัยในวันที่ 2 กรกฎาคม นักศึกษาจึงไม่สามารถกลับมาเรียนที่ท่าพระจันทร์ได้ นักศึกษานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ต้องไปเรียนที่เนติบัณฑิตยสภา ส่วนพาณิชยศาสตร์ การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ไปอาศัยสถานที่ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา[4]

มารุตซึ่งดำรงตำแหน่งประธานนักศึกษา พร้อมด้วย สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ เลขานุการคณะกรรมการนักศึกษา และเพื่อนร่วมคณะกรรมการ ประสานศิษย์เก่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักหนังสือพิมพ์ และผู้สนับสนุนจากหลายฝ่ายเพื่อเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืน วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2494 เพทาย โชตินุชิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรีและศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องการยึดพื้นที่มหาวิทยาลัย นักศึกษาหลายพันคนเดินทางไปยังรัฐสภาที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อฟังการตอบกระทู้ จนจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี รับปากว่าจะคืนมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเวลาผ่านไป การส่งมอบพื้นที่ก็ยังไม่เกิดขึ้น[5]

ต้นเดือนพฤศจิกายน คณะกรรมการนักศึกษาจัดทัศนศึกษาไปจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อรถไฟกลับถึงหัวลำโพงในเช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน นักศึกษาจำนวนมากเคลื่อนต่อมายังท่าพระจันทร์ ก่อนเจรจากับทหารที่ควบคุมพื้นที่และสามารถกลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้โดยไม่มีการปะทะหรือเสียเลือดเนื้อ เมื่อได้กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัย นักศึกษาร่วมกันร้องเพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนอง “มอญดูดาว” อย่างกึกก้อง

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 จึงได้รับการจดจำในชื่อ “วันธรรมศาสตร์สามัคคี” หรือ “วันคืนสู่เหย้า” การทวงคืนมหาวิทยาลัยครั้งนั้นเกิดจากความร่วมมือของคณะกรรมการนักศึกษา นักศึกษาจำนวนมาก ศิษย์เก่า และผู้สนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยมารุตและสัมผัสเป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มนักศึกษาที่ร่วมผลักดันการเคลื่อนไหวดังกล่าว[6]

 

ประติมากรรม “วันธรรมศาสตร์สามัคคี 5 พฤศจิกายน” บริเวณหน้าตึกโดม สร้างขึ้นเพื่อรำลึกเหตุการณ์วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เมื่อนักศึกษาธรรมศาสตร์ร่วมกันทวงคืนมหาวิทยาลัยจากการควบคุมของฝ่ายทหาร และกลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้สำเร็จโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ

 

“กบฏสันติภาพ”: ประสบการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา

พ.ศ. 2495 เป็นช่วงที่การรณรงค์เรียกร้องสันติภาพและคัดค้านสงครามขยายตัวในหมู่นักศึกษา ปัญญาชน นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักการเมือง นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ก่อนถูกมหาวิทยาลัยลงโทษ มารุตเป็นหนึ่งในผู้ถูกสั่งห้ามเข้าฟังคำบรรยายเป็นเวลาหนึ่งปี[7]

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ตำรวจเริ่มจับกุมบุคคลจำนวนมากในเหตุการณ์ที่ต่อมาเรียกกันว่า “กบฏสันติภาพ” หรือ “กบฏ 10 พฤศจิกายน” แถลงการณ์ของกรมตำรวจระบุว่ามีผู้ถูกจับกุมในวันแรก 104 คน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในวันต่อมา ผู้ถูกจับมีทั้งนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน นักการเมือง และนักศึกษา ในจำนวนนี้มีมารุต บุนนาค สัมผัส พึ่งประดิษฐ์ และผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์หลายคน ส่วนปาล พนมยงค์ ถูกจับในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร

มารุตถูกควบคุมตัวประมาณสามเดือน เขาบันทึกประสบการณ์ครั้งนั้นไว้ในอัตชีวประวัติ คนห้าแผ่นดิน รอประชาธิปไตยของเมืองไทย ว่า การสอบสวนมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เขาถูกเรียกสอบประมาณ 30 ครั้ง มีทั้งการขู่เข็ญ เกลี้ยกล่อม และความพยายามให้เขาเป็นพยานซัดทอดปรีดี พนมยงค์ แต่มารุตปฏิเสธ ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องเขา[8]

เหตุการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อเส้นทางการศึกษาของมารุตโดยตรง เขาถูกลบทะเบียนจากการเป็นนักศึกษาปริญญาโท และวิทยานิพนธ์ที่ทำเสร็จแล้วก็ถูกยกเลิก ทั้งที่ขณะนั้นเหลือเพียงการสอบปากเปล่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา แผนการศึกษาที่ตั้งใจใช้ต่อยอดสู่วิชาชีพตุลาการจึงต้องยุติลง[9]

 

วิชาชีพทนายความและการสร้างองค์กรวิชาขีพ

 

มารุต บุนนาค เมื่อเริ่มประกอบวิชาชีพทนายความ หลังลาออกจากราชการกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2495 และหันมาทำงานด้านกฎหมายอย่างเต็มตัว

 

ก่อนถูกจับกุมในคดีการเมือง มารุตตัดสินใจลาออกจากกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2495 และเริ่มทำงานที่สำนักงานทนายความมณีรัตน์ ต่อมาเปิดสำนักงานทนายความของตนเองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 เขาประกอบวิชาชีพว่าความต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2524 และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมทนายความระหว่าง พ.ศ. 2504–2520[10]

งานของมารุตครอบคลุมทั้งคดีแพ่ง อาญา และคดีที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในรายนามคณะทนายความที่ช่วยเหลือจำเลยในคดีอันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งนักศึกษาและประชาชนจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีภายหลังการปราบปรามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [11]

อีกด้านหนึ่ง มารุตมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์กรวิชาชีพทนายความ สมาคมทนายความก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เพื่อเป็นองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพ ใน พ.ศ. 2517 ขณะที่มารุตดำรงตำแหน่งนายกสมาคมและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เขาเสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความเพื่อจัดตั้งสภาทนายความ แม้ร่างกฎหมายจะตกไปเมื่อสภานิติบัญญัติสิ้นสุดลง แนวคิดเรื่ององค์กรวิชาชีพที่ปกครองและกำกับกันเองยังได้รับการผลักดันต่อ จนมีการตราพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และจัดตั้งสภาทนายความขึ้นในที่สุด[12]

มารุตยังสอนกฎหมายในฐานะอาจารย์พิเศษเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวกับการว่าความและจริยธรรมวิชาชีพ ประสบการณ์จากห้องพิจารณาคดีจึงถูกถ่ายทอดทั้งผ่านการสอนและตำรา วิชาว่าความและมรรยาททนายความ งานด้านวิชาชีพของเขาเชื่อมโยงกฎหมายเข้ากับความรับผิดชอบของนักกฎหมายต่อประชาชนและกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความสำเร็จในคดีหรือสถานะทางวิชาชีพเท่านั้น ในการกล่าวถึงการศึกษาของนักศึกษาธรรมศาสตร์ มารุตเคยย้ำว่า “เราเรียนรู้ไปเพื่อรับใช้ประชาชน”[13]

 

งานการเมืองและรัฐสภา

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มารุตเข้าสู่งานการเมืองระดับชาติในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เขาลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2522 ก่อนจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครใน พ.ศ. 2526

เส้นทางการเมืองของมารุตครอบคลุมทั้งงานพรรค ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เขาเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนจะได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538[14]

ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา มารุตให้ความสำคัญกับงานทางวิชาการที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เขามีส่วนริเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันเพื่อศึกษาและเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตย แนวคิดดังกล่าวได้รับการพัฒนาต่อมาและเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของสถาบันพระปกเกล้า[15]

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 มารุตในฐานะประธานรัฐสภายังแต่งตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย” หรือ คพป. โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการส่งมอบข้อเสนอแก่ประธานรัฐสภาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 ข้อเสนอของ คพป. กลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานความคิดและข้อถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่ดำเนินต่อมาในช่วงก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540[16]

 

“ครั้งหนึ่งในบัลลังก์ 24”: ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวพนมยงค์

งานเขียนสำคัญอีกชิ้นของมารุตคือ “ครั้งหนึ่งในบัลลังก์ 24” ซึ่งเคยเผยแพร่ในชื่อ “วาทะของปาล พนมยงค์ ในศาลอาญา” ตีพิมพ์ในหนังสือ วันธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2507 ในนามปากกา “ผู้สื่อข่าวน้อย” ก่อนจะทราบในภายหลังว่าเจ้าของนามปากกานี้คือมารุต บุนนาค[17]

เรื่องดังกล่าวบันทึกเหตุการณ์ที่มารุตพบเห็น ณ บัลลังก์ 24 ห้องพิจารณาคดีพิเศษของศาลอาญาในราวปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2496 ขณะปาล พนมยงค์ บุตรชายคนโตของปรีดีและพูนศุข พนมยงค์ เป็นหนึ่งในจำเลยคดี “กบฏสันติภาพ” และกำลังถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร

 

ปาล พนมยงค์ ขณะตำรวจนำตัวไปยังศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขัง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ขณะมีอายุ 20 ปี 11 เดือน 7 วัน ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร

 

มารุตบันทึกเหตุการณ์เมื่อท่านผู้หญิงพูนศุขเดินทางมาพบบุตรชายก่อนออกเดินทางไปประเทศจีนในปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2496 หัวใจของเรื่องอยู่ที่ฉากอำลาระหว่างมารดากับบุตรชายซึ่งกำลังเผชิญคดีการเมือง ท่านผู้หญิงพูนศุขเข้ากอดปาลด้วยความห่วงใย ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าจะต้องพลัดพรากกันอีกนานเพียงใด ขณะที่ปาลกลับเป็นฝ่ายปลอบมารดา ขอว่าอย่าเป็นห่วงและไม่ต้องเรียกร้องความเห็นใจจากผู้ใด เขาพร้อมเผชิญสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเชื่อว่าเวลาจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน

มารุตเลือกเล่าเหตุการณ์ในบัลลังก์ 24 ผ่านความผูกพันระหว่างมารดากับบุตร ความวิตกกังวล และความเด็ดเดี่ยวของผู้ที่กำลังเผชิญชะตากรรมทางการเมือง ฉากอำลาสั้น ๆ นี้เป็นส่วนที่สะเทือนใจที่สุดของเรื่อง ทำให้งานชิ้นนี้เป็นหลักฐานความทรงจำอีกแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสภา รัฐบาล หรือศาล แต่ส่งผลลงไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของผู้ที่อยู่ท่ามกลางเหตุการณ์นั้น

 

 

ความสัมพันธ์ของมารุตกับปรีดีและครอบครัวพนมยงค์ยังดำเนินต่อมาอีกหลายทศวรรษ เมื่อปรีดีถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2526 มารุตซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวถึงตนเองในฐานะ “ลูกศิษย์” และร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้ประศาสน์การ ต่อมาเขายังเป็นกำลังสำคัญในการร่วมก่อตั้งมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ อนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ เพื่อสืบทอดงานด้านความรู้และอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปรีดี พนมยงค์

 

มารุต บุนนาค พร้อมด้วยสุดา พนมยงค์ และปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ บุตรชายของปาล พนมยงค์ ในงานวันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

 

งานเขียนว่าด้วยธรรมศาสตร์ กฎหมาย และบ้านเมือง

มารุตทิ้งงานเขียนเกี่ยวกับธรรมศาสตร์และประสบการณ์ทางการเมืองไว้หลายชิ้น นอกจาก “ชีวิตของ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5” และ “ครั้งหนึ่งในบัลลังก์ 24” ยังมี “ขบวนการ 11 ตุลาคม 2494” ซึ่งย้อนบันทึกการเคลื่อนไหวเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืน และ “อนุสรณ์แด่นักศึกษาปัจจุบัน” ที่เขียนถึงความหมายของมหาวิทยาลัยและประสบการณ์การต่อสู้ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ในช่วงหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490[18]

งานเหล่านี้มีคุณค่าอีกประการหนึ่งตรงที่ผู้เขียนไม่ได้มองตนเองอยู่นอกประวัติศาสตร์ มารุตเป็นหนึ่งในผู้ผ่านเหตุการณ์ที่เขาเขียนถึง จึงมีทั้งความทรงจำ การประเมินย้อนหลัง และจุดยืนของผู้ร่วมสมัยอยู่ภายในเรื่องเล่า

ในบทความ “นักกฎหมายกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งตีพิมพ์ใน ปรีดีสาร ฉบับพิเศษ พ.ศ. 2547 มารุตทบทวนบทบาทของผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ และนักกฎหมายฝ่ายรัฐบาลผ่านเหตุการณ์การเมืองหลายยุค เขาเสนอให้นักกฎหมายตระหนักว่า ความรู้ทางกฎหมายสามารถถูกใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิและความยุติธรรม หรือถูกใช้รองรับการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและมโนธรรมของผู้ใช้กฎหมาย

ช่วงท้ายของบทความ มารุตตั้งคำถามต่อนักกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อเผชิญแรงกดดันทางการเมือง จะยืนหยัดตามหลักยุติธรรมหรือโอนอ่อนไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ข้อคิดดังกล่าวมีน้ำหนักเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองทั้งการเป็นผู้ถูกกล่าวหา ทนายความ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอาจารย์กฎหมายมาตลอดชีวิตการทำงาน[19]

 

ความผูกพันกับธรรมศาสตร์ในช่วงหลัง

แม้เส้นทางการทำงานของมารุตจะขยายไปสู่วงการกฎหมายและการเมือง ความสัมพันธ์กับธรรมศาสตร์ยังดำเนินต่อเนื่องผ่านการสอน งานวิชาการ และกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ชื่อของเขายังคงปรากฏอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ใน “ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค” หรือห้อง 211 ซึ่งใช้สำหรับการเรียนการสอนและกิจกรรมทางวิชาการของคณะ[20]

พ.ศ. 2564 ในวาระครบรอบ 70 ปี “วันธรรมศาสตร์สามัคคี” ชมรมเพื่อนโดมริเริ่มมอบรางวัล “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์” เป็นปีแรก และมารุตได้รับการประกาศยกย่องเป็นผู้ได้รับรางวัลคนแรก เจ็ดทศวรรษหลังจากเหตุการณ์วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ซึ่งเขาเคยมีบทบาทในฐานะประธานนักศึกษา[21]

ความผูกพันดังกล่าวเป็นที่รับรู้ในหมู่คนธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยกล่าวถึงมารุตด้วยคำถามว่า

 

“ระหว่างการที่อาจารย์เป็นหนี้ธรรมศาสตร์ กับธรรมศาสตร์เป็นหนี้อาจารย์ อย่างไหนมากกว่ากัน”[22]

 

คำถามนี้ชวนให้มองความสัมพันธ์ของมารุตกับธรรมศาสตร์ตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่การเป็นนักเรียน ต.ม.ธ.ก. ผู้นำนักศึกษา อาจารย์ นักกฎหมาย ศิษย์เก่า ไปจนถึงผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ความทรงจำของเขาครอบคลุมยุคที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้ามากระทบธรรมศาสตร์และนักศึกษาอย่างใกล้ชิด และช่วยส่งต่อประสบการณ์ของคนรุ่นหนึ่งไปยังคนรุ่นหลัง

มารุต บุนนาค ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565 สิริอายุ 98 ปี

 

บทส่งท้าย

หากพิจารณาชีวิตของมารุต บุนนาค ผ่านตำแหน่งหน้าที่เพียงอย่างเดียว เราจะเห็นนักกฎหมายซึ่งก้าวเข้าสู่การเมืองและขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เมื่ออ่านงานเขียนของเขาควบคู่ไปด้วย จะเห็นชีวิตอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผูกอยู่กับธรรมศาสตร์ เพื่อนร่วมรุ่น การต่อสู้ของนักศึกษา ประสบการณ์จากการถูกจับกุม และความสัมพันธ์กับผู้คนที่ผ่านความผันผวนทางการเมืองร่วมกัน

งานเขียนและบันทึกความทรงจำของมารุตช่วยเติมรายละเอียดที่ประวัติจากตำแหน่งหน้าที่ไม่อาจบอกได้ ทำให้เห็นโลกของนักศึกษาในช่วงสงคราม มิตรภาพของคนร่วมรุ่น การรวมตัวของนักศึกษาภายใต้รัฐบาลทหาร ตลอดจนประสบการณ์ของผู้ถูกจับกุม ที่พาเราเข้าไปเห็นผลของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับครอบครัวและชีวิตส่วนบุคคล เมื่ออ่านควบคู่กับหลักฐานอื่น งานเหล่านี้ทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์ในระดับของผู้คน ทั้งความสัมพันธ์ ความรู้สึก และผลของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริง

การรำลึกถึงมารุต บุนนาค จึงอาจเริ่มต้นด้วยการกลับไปอ่านสิ่งที่เขาเห็น ประสบ และเลือกบันทึกไว้ เพื่อทำความเข้าใจทั้งตัวมารุต คนธรรมศาสตร์รุ่นของเขา ปรีดี พนมยงค์และครอบครัว ตลอดจนบ้านเมืองที่พวกเขาต่างเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกัน

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] มารุต บุนนาค, “56 ปีที่ผ่านมา,” ใน 60 ปี ต.ม.ธ.ก. (พ.ศ. 2481–2541) (กรุงเทพฯ: ประกายพรึก, 2541), หน้า 143–145. บทความเผยแพร่ภายหลังในชื่อ “ชีวิตของ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5,” สถาบันปรีดี พนมยงค์. (Pridi Institute⁠)

[2] “มารุต บุนนาค,” ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. ระบุการศึกษา ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5 พ.ศ. 2485–2486 สำเร็จธรรมศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2490 การรับราชการกรมปศุสัตว์และกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนการศึกษาต่อระดับปริญญาโททางกฎหมาย.

[3] มารุต บุนนาค, “ชีวิตของ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5,” เดิมตีพิมพ์ในชื่อ “56 ปีที่ผ่านมา” ใน 60 ปี ต.ม.ธ.ก. (พ.ศ. 2481–2541), พ.ศ. 2541; และมารุต บุนนาค, คนห้าแผ่นดิน รอประชาธิปไตยของเมืองไทย.

[4] มารุต บุนนาค, “ขบวนการ 11 ตุลาคม 2494,” ใน รพี ’45, หน้า 144–146; ดูประกอบ “มารุต บุนนาค : วันธรรมศาสตร์สามัคคี การยึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหาร,” ซึ่งเรียบเรียงจากอัตชีวประวัติของมารุต บุนนาค.

[5] มารุต บุนนาค, “ขบวนการ 11 ตุลาคม 2494,” หน้า 144–146. เหตุการณ์วันที่ 11 ตุลาคมเป็นการเคลื่อนไหวไปยังรัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนมหาวิทยาลัย จึงควรแยกออกจากการกลับเข้าพื้นที่มหาวิทยาลัยในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494.

[6] ดู “มารุต บุนนาค : วันธรรมศาสตร์สามัคคี การยึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหาร”; และข้อมูลเกี่ยวกับสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ซึ่งบันทึกบทบาทในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนักศึกษาและการร่วมวางแผนทัศนศึกษานครสวรรค์ก่อนการกลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494.

[7] กนกวรรณ เปี่ยมสุวรรณศิริ, “ชีวิตและการต่อสู้ของสัมผัส พึ่งประดิษฐ์: ทนายความลูกชาวนา ผู้ถูกกล่าวหาว่าขบถต่อแผ่นดิน,” ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 27 พฤศจิกายน 2567. แหล่งข้อมูลระบุว่า มารุต บุนนาค, ไวฑูรย์ สินธุวณิชย์, อารีย์ อิ่มสมบัติ และพรชัย แสงชัจจ์ ถูกห้ามเข้าฟังคำบรรยายเป็นเวลาหนึ่งปี. (Department of History CMU⁠)

[8] มารุต บุนนาค, คนห้าแผ่นดิน รอประชาธิปไตยของเมืองไทย; ดูข้อความที่นำมาเผยแพร่ใน “มารุต บุนนาค : วันธรรมศาสตร์สามัคคี การยึดมหาวิทยาลัยคืนจากทหาร,” สำนักข่าวอิศรา, 27 ตุลาคม 2564. มารุตระบุว่าการสอบสวนเริ่มในเวลากลางคืนและตนถูกเรียกสอบสวนประมาณ 30 ครั้ง. (Isranews⁠)

[9] มารุต บุนนาค, “56 ปีที่ผ่านมา,” ใน 60 ปี ต.ม.ธ.ก. (พ.ศ. 2481–2541) (กรุงเทพฯ: ประกายพรึก, 2541), หน้า 143–145; เผยแพร่ภายหลังในชื่อ “ชีวิตของ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5,” สถาบันปรีดี พนมยงค์. มารุตกล่าวถึงผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์เสร็จและเหลือการสอบปากเปล่า แต่ถูกลบทะเบียนเพราะมีบทบาทนำในการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (Pridi Institute⁠)

[10] ปิยะวรรณ ปานโต, “มารุต บุนนาค,” ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. แหล่งข้อมูลระบุว่า มารุตลาออกจากกระทรวงยุติธรรมไปทำงานที่สำนักงานมณีรัตน์ เปิดสำนักงานของตนเองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ประกอบวิชาชีพว่าความระหว่าง พ.ศ. 2495–2524 และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมทนายความระหว่าง พ.ศ. 2504–2520. (ปกเกล้าข้อมูลการเมือง⁠)

[11] ดู “การต่อสู้ของจำเลยคดี 6 ตุลาภายใต้กระบวนการ (อ)ยุติธรรมหลัง 6 ตุลา,” โครงการบันทึก 6 ตุลา ซึ่งระบุชื่อมารุต บุนนาคอยู่ในคณะทนายความฝ่ายจำเลย; ดูประกอบคำรำลึกของประยูร อัครบวร ซึ่งกล่าวถึงมารุตในฐานะทนายอาสาในคดี 6 ตุลาคม 2519. (บันทึก 6 ตุลา | Documentation of Oct 6⁠)

[12] “ประวัติความเป็นมา,” สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์. สมาคมทนายความก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 และใน พ.ศ. 2517 มารุต บุนนาค ในฐานะนายกสมาคมทนายความและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสนอร่างพระราชบัญญัติทนายความเพื่อจัดตั้งสภาทนายความ ร่างดังกล่าวตกไปเมื่อสภานิติบัญญัติสิ้นสุดลง ก่อนมีการจัดตั้งสภาทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528. (Lawyers Council⁠)

[13] กษิดิศ อนันทนาธร, “มารุต บุนนาค : ชีวิตที่เรียนรู้ไปเพื่อรับใช้ประชาชน,” The 101 World, 23 กุมภาพันธ์ 2566; ดูประกอบรายชื่อสิ่งพิมพ์ของเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งยังระบุตำรา วิชาว่าความและมรรยาททนายความ ของมารุต บุนนาค. (The 101⁠)

[14] “ศาสตราจารย์พิเศษมารุต บุนนาค,” สำนักงานกฎหมายมารุต บุนนาค อินเตอร์เนชั่นแนล; ดูประกอบเอกสารการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและ ราชกิจจานุเบกษา ซึ่งระบุการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการของมารุตในคณะรัฐมนตรีหลายชุด.

[15] สถาบันพระปกเกล้า, รายงานประจำปี 2562, ส่วน “ประวัติการก่อตั้งสถาบันพระปกเกล้า.” ระบุว่าใน พ.ศ. 2536 มารุต บุนนาค ในฐานะประธานรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าในเวลาต่อมา.

[16] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สภาร่างรัฐธรรมนูญไทย, หน้า 50–51. ระบุว่ามารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน และคณะกรรมการส่งมอบข้อเสนอเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2538.

[17] มารุต บุนนาค, “ครั้งหนึ่งในบัลลังก์ 24,” ในนามปากกา “ผู้สื่อข่าวน้อย,” วันธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2507. ตัวตนของผู้เขียนถูกปกปิดไว้เป็นเวลานาน ก่อนมีการเปิดเผยในภายหลังว่า “ผู้สื่อข่าวน้อย” คือมารุต บุนนาค บทความเคยเผยแพร่ในชื่อ “วาทะของปาล พนมยงค์ ในศาลอาญา” และเผยแพร่อีกครั้งโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2567. (Pridi Institute⁠)

[18] มารุต บุนนาค, “ขบวนการ 11 ตุลาคม 2494,” ใน รพี ’45, หน้า 144–146; และ “อนุสรณ์แด่นักศึกษาปัจจุบัน,” ซึ่งเผยแพร่โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566. งานทั้งสองชิ้นกล่าวถึงประวัติและประสบการณ์ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ในช่วงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลัง พ.ศ. 2490.

[19] มารุต บุนนาค, “นักกฎหมายกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย,” ปรีดีสาร, ฉบับพิเศษ (พ.ศ. 2547), หน้า 72–75. บทความทบทวนบทบาทของนักกฎหมายในหลายสถานะและลงท้ายด้วยคำถามเรื่องการยืนหยัดในความถูกต้องตามหลักยุติธรรมเมื่อเผชิญแรงกดดันจากอำนาจทางการเมือง.

[20] คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, “สรุปสาระสำคัญจากเสวนาวิชาการ หัวข้อ ‘ลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตด้วยสิทธิตามกฎหมาย’” และประกาศกิจกรรมของคณะ ซึ่งระบุสถานที่จัดงานว่า “ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค (ห้อง 211)” คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

[21] ธรรมศาสตร์สัมพันธ์, “รางวัลจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ประจำปี 2564”; ดูประกอบข้อมูลการมอบรางวัลประจำปี 2568 ซึ่งระบุรายนามผู้ได้รับรางวัลตั้งแต่ พ.ศ. 2564 โดยมารุต บุนนาค เป็นผู้ได้รับรางวัลคนแรก

[22] กษิดิศ อนันทนาธร, “มารุต บุนนาค : ชีวิตที่เรียนรู้ไปเพื่อรับใช้ประชาชน,” The 101 World, 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566.