การระลึกถึงบุคคลผู้ล่วงลับนั้นอาจจะทำได้หลายวิธีการ โดยทั่วไปอาจจะเป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีและผลงาน ซึ่งเป็นการบอกเล่าถึงชีวิตของบุคคลนั้นราวกับชีวิตของเขาปราศจากความขัดแย้ง ทว่า ชีวิตมนุษย์นั้นแท้จริงมีสีสันที่หลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อบุคคลผู้นั้นเคยดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีบทบาททั้งในฐานะนักกฎหมาย นักการเมือง รัฐมนตรี และประธานรัฐสภา การระลึกถึงบุคคลเช่นนี้บางทีอาจมีความหมายมากกว่า หากเราไม่ถามเพียงว่าเขาเคยทำอะไรไว้บ้าง แต่ถามต่อไปว่า ชีวิตของเขาทิ้งคำถามอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง
ในวงนักกฎหมายและการเมือง คนหนึ่งที่มีชีวิตน่าสนใจก็คือ มารุต บุนนาค คำถามหนึ่งที่ดูเหมือนจะติดตามอยู่ตลอดชีวิตของมารุตก็คือ ประเทศไทยจะเดินทางไปถึงประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่
มารุตเกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2467 และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565 ด้วยอายุ 98 ปี ช่วงชีวิตเกือบหนึ่งศตวรรษทำให้มารุตพบเห็นการเมืองไทยในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างแทบจะครบถ้วน ตั้งแต่การเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ระบบอำนาจนิยมภายใต้ทหาร การรัฐประหารซ้ำๆ สลับกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 การปฏิรูปการเมืองในช่วงทศวรรษ 2540 ตลอดจนถึงการรัฐประหารอีกสองในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557
ชีวิตที่ผ่านการเมืองมาอย่างยาวนานนี้ ทั้งด้วยอายุและบทบาทในชีวิต จึงไม่น่าแปลกที่หนังสืออัตชีวประวัติของเขาจะใช้ชื่อว่า “คนห้าแผ่นดิน รอประชาธิปไตยของเมืองไทย” และไม่น่าแปลกใจเช่นกันว่า แม้เมื่อเดินทางมาถึงบั้นปลายชีวิต คำถามที่สะท้อนผ่านชีวิตของมารุตก็คือ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นเมื่อใด
แน่นอนว่าการระลึกถึงชีวิตของคนๆ หนึ่ง นั้นอาจจะมีหลายวิธีการ หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นการติดตามชีวประวัติของเขา ความยิ่งใหญ่ และประสบการณ์แห่งชีวิตของเขา ทว่า การติดตามเหล่านั้นอาจจะไม่น่าสนใจเท่ากับอะไรคือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้นโดดเด่นขึ้นมาควรคู่แก่การพูดถึง สำหรับผู้เขียนแล้วชีวิตของมารุตนั้นน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องราวในชีวิต แต่เป็นสิ่งที่มารุตเรียกว่า มโนธรรม ที่สะท้อนออกมาเป็นปณิธานของมารุตเอง ถ้าจะมีสิ่งใดที่ควรระลึกถึงจากชีวิตของมารุต อาจเป็นการที่คนคนหนึ่งสามารถอยู่กับคำถามเดียวเกี่ยวกับบ้านเมืองมาได้เกือบตลอดชีวิตว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะมาถึงเมื่อใด
ประชาธิปไตยที่ยังต้องรอ
คำว่า รอประชาธิปไตย มีความหมายที่น่าสนใจ เพราะหากอ่านอย่างผิวเผิน การรออาจดูเป็นสภาวะของความเฉื่อยชา ราวกับประชาธิปไตยเป็นบางสิ่งที่จะเดินทางมาถึงเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่เมื่อพิจารณาชีวิตและงานเขียนของมารุต การรอเช่นนี้ดูจะมีความหมายแตกต่างออกไป
การรอประชาธิปไตยของมารุตนั้นคือ การอยู่ร่วมกับความไม่สมบูรณ์ของระบอบการเมือง ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมรับว่าความไม่สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องปกติที่ต้องอยู่กับมันตลอดไป
มารุตเติบโตขึ้นในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เขาเป็นนักเรียน ต.ม.ธ.ก. รุ่นที่ 5 ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484–2486 ในความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตนักศึกษา เขาเล่าว่าสถานศึกษาแห่งนี้ไม่ได้เพียงให้ความรู้แก่ผู้เรียน แต่ต้องการหล่อหลอมให้ผู้เรียนรัก “สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม และความถูกต้องของสังคม” รวมถึงเคารพสิทธิของผู้อื่น
ประโยคนี้น่าสนใจตรงที่มันสะท้อนโลกของการศึกษากฎหมายอีกแบบหนึ่ง โลกซึ่งการเรียนกฎหมายมิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อทำให้ผู้เรียนรู้ว่า กฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร แต่ยังตั้งคำถามต่อด้วยว่ากฎหมายนั้นสัมพันธ์กับเสรีภาพ ความยุติธรรม และสังคมเช่นไร ระยะห่างระหว่างสองสิ่งนี้อาจดูไม่มาก แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นระยะห่างที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนคนหนึ่งสามารถเป็นนักกฎหมายที่มีความสามารถอย่างสูง สามารถตีความตัวบท ร่างกฎหมาย หรือหาข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้อย่างชาญฉลาด โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามเลยว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นรับใช้ความยุติธรรมหรือไม่
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ในข้อเขียนเรื่อง “นักกฎหมายกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” มารุตมิได้ถือว่านักกฎหมายเป็นฝ่ายเดียวกับประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ ในทางตรงกันข้ามในข้อเขียนนี้ มารุตยอมรับอย่างชัดเจนว่า ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย นักกฎหมายบางคนมีบทบาทส่งเสริมประชาธิปไตย ขณะที่บางคนมีบทบาทในทางตรงกันข้าม โดยมารุตโยงความแตกต่างนั้นเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า “มโนธรรมของแต่ละบุคคล” ข้อสังเกตเช่นนี้สำคัญ เพราะมันสะท้อนในความคิดของมารุตว่า ความรู้กฎหมายกับความยุติธรรมมิใช่สิ่งเดียวกัน
เมื่อกฎหมายอยู่ใกล้อำนาจ
สำหรับนักกฎหมายแล้ว อำนาจมีเสน่ห์ในรูปแบบที่แตกต่างจากคนทั่วไป อำนาจไม่จำเป็นต้องมาปรากฏตรงหน้าในรูปของคำสั่งให้กระทำสิ่งผิดกฎหมาย บ่อยครั้งมันปรากฏในรูปของคำขอให้ “หาทางออกทางกฎหมาย” ให้แก่สิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการ หรือให้ช่วยอธิบายว่าการใช้อำนาจบางอย่างสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไร
ตรงนี้เองที่ทำให้นักกฎหมายมีสถานะที่แปลกประหลาด เพราะในด้านหนึ่ง นักกฎหมายสามารถเป็นผู้จำกัดอำนาจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักกฎหมายก็สามารถกลายเป็นผู้ผลิตเหตุผลที่ช่วยให้อำนาจดำเนินต่อไปได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงไม่ได้ยืนอยู่ตรงข้ามกับอำนาจเสมอไป โดยในบางครั้งกฎหมายคือ เครื่องมือที่ทำให้อำนาจสามารถพูดด้วยภาษาที่ฟังดูสมเหตุสมผล มีขั้นตอน มีข้ออ้างอิง และมีความชอบธรรม
ตัวของมารุตเองตระหนักในถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยมารุตได้เขียนถึงนักกฎหมายฝ่ายรัฐบาลด้วยน้ำเสียงที่น่าสนใจ โดยมิได้กล่าวโทษคนเหล่านี้อย่างง่ายดาย หากยอมรับว่าพวกเขาอาจอยู่ในสถานะที่ “น่าเห็นใจ”เมื่อจำเป็นต้องทำงานภายใต้ผู้มีอำนาจทางการเมือง แต่ทันทีที่ผู้มีอำนาจต้องการให้นักกฎหมายเสนอความเห็นหรือปฏิบัติในสิ่งที่ฝ่าฝืนความยุติธรรม ปัญหาก็เปลี่ยนไปจากคำถามในเชิงเทคนิคว่า “กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่” ไปเป็นคำถามต่อตัวนักกฎหมายเองว่า “จะเลือกทำอย่างไร” เพราะหากนักกฎหมายมีมโนธรรม ย่อมจะต้องขัดขวางต่อสิ่งที่ผู้มีอำนาจปรารถนา
สิ่งนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปณิธานที่สำคัญที่สุดที่มารุตฝากไว้ให้กับนักกฎหมาย ไม่ใช่การเรียกร้องให้นักกฎหมายทุกคนต้องเป็นนักต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การเรียกร้องให้นักกฎหมายต้องมีความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนกัน และยิ่งไม่ใช่ความเชื่อว่ามีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวสำหรับข้อพิพาททุกเรื่อง แต่คือการยืนยันว่า นักกฎหมายไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบของตนด้วยการกล่าวเพียงว่า “กฎหมายเขียนไว้อย่างนี้” เท่านั้น แต่ทุกคำตอบนั้นมีการเลือกอยู่เสมอว่า เราจะตีความอำนาจอย่างกว้างหรือแคบ จะให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนมากเพียงใด จะยอมรับเหตุผลของรัฐโดยง่ายหรือเรียกร้องให้รัฐพิสูจน์ความจำเป็นของการใช้อำนาจ และท้ายที่สุด เราจะถือว่าหน้าที่ของนักกฎหมายสิ้นสุดลงเมื่อสามารถหาเหตุผลทางกฎหมายมารองรับสิ่งหนึ่งได้ หรือยังต้องถามต่อไปว่าสิ่งนั้นยุติธรรมหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ในทรรศนะของมารุต นักกฎหมายจึงไม่ใช่เพียงช่างเทคนิคของตัวบท แต่เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้อำนาจรัฐสามารถดำเนินไปได้ หรือในบางครั้งทำให้อำนาจนั้นต้องหยุดลง เพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณค่าที่สำคัญกว่า คือ สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม และความถูกต้องของสังคม
มโนธรรมไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถาม
ในด้านหนึ่ง การพูดถึง “มโนธรรมของนักกฎหมาย” มีอันตรายอยู่เหมือนกัน เพราะคำว่ามโนธรรมอาจกลายเป็นคำสวยงามที่ใครก็สามารถอ้างได้ และคนสองคนอาจใช้มโนธรรมของตนมาสนับสนุนข้อสรุปที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น หากจะติดตามความคิดของมารุต เราอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่ามโนธรรมเป็นคำตอบสำเร็จรูปว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แต่ควรมองมันในฐานะ ข้อห้ามไม่ให้นักกฎหมายหลบซ่อนตัวอยู่หลังตัวบทกฎหมายโดยไม่สนใจต่อสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม และความถูกต้องของสังคม
นักกฎหมายอาจตีความกฎหมายผิดได้ อาจเลือกทางการเมืองที่คนรุ่นหลังไม่เห็นด้วยได้ หรือแม้กระทั่งอาจมีบทบาทบางช่วงในชีวิตที่สมควรถูกตั้งคำถาม การระลึกถึงมารุต บุนนาคจึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราจะต้องเห็นด้วยกับทุกการตัดสินใจ ทุกจุดยืน หรือทุกบทบาททางการเมืองของมารุต การทำเช่นนั้นเสียอีกอาจเป็นการลดทอนชีวิตของบุคคลหนึ่งให้กลายเป็นอนุสาวรีย์ ซึ่งไม่เพียงไม่น่าสนใจ แต่ยังทำให้เราไม่สามารถสนทนากับความคิดที่เขาทิ้งไว้ได้อย่างจริงจัง
สิ่งที่น่ารับช่วงต่อจึงไม่ใช่คำตอบของมารุต แต่เป็นคำถามของมารุตที่ว่า “เมื่อกฎหมายถูกเรียกร้องให้รองรับอำนาจ นักกฎหมายจะทำอย่างไร” หรือ “เมื่อคำสั่งของผู้มีอำนาจสามารถสร้างเหตุผลทางกฎหมายมาสนับสนุนได้ นักกฎหมายจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้นหรือไม่” หรือ “เมื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความปลอดภัย หรือความใกล้ชิดกับอำนาจ ขัดแย้งกับสิ่งที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง นักกฎหมายยังสามารถรักษาระยะห่างจากอำนาจได้เพียงใด” คำถามเหล่านี้แทบไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลา แต่เป็นสิ่งที่กลับมาท้าทายสังคมสม่ำเสมอ
จากการรอคอยสู่การลงมือทำ
ใน พ.ศ. 2537 ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร มารุตมีส่วนสำคัญในการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน กระบวนการดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในต้นทางสำคัญของกระแสการปฏิรูปการเมืองซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในเวลาต่อมา
เหตุการณ์นี้อาจช่วยให้เราเข้าใจคำว่า “รอประชาธิปไตย” ได้ชัดเจนขึ้น เพราะการรอที่มารุตพูดถึงไม่ใช่การนั่งรอให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นเอง หากแต่หมายถึงการยอมรับว่าการสร้างสถาบันประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่อาจยาวนานกว่าชีวิตของคนคนหนึ่ง และสิ่งที่คนแต่ละรุ่นทำได้คือผลักกระบวนการนั้นไปข้างหน้าทีละเล็กละน้อย แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่สร้างขึ้นในวันนี้อาจถูกทำลายลงในวันหนึ่งก็ตาม
นี่อาจเป็นด้านที่น่าเศร้าที่สุดของคนห้าแผ่นดิน รอประชาธิปไตยของเมืองไทย ชายคนหนึ่งใช้ชีวิตเกือบหนึ่งศตวรรษ ผ่านรัฐธรรมนูญหลายฉบับ การเลือกตั้งหลายครั้ง การรัฐประหารหลายหน และการปฏิรูปการเมืองหลายรอบ แต่เมื่อถึงบั้นปลายชีวิต เขายังคงตอบไม่ได้ว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยจะสมบูรณ์เมื่อใด แต่บางทีความหมายของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ความล้มเหลวของการรอคอย
ตรงกันข้ามมันอาจกำลังบอกเราว่า ประชาธิปไตยไม่เคยเป็นภารกิจที่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่งสามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์แล้วส่งมอบให้คนรุ่นต่อไปใช้ได้อย่างถาวร ทุกสถาบันสามารถเสื่อมถอยได้ ทุกหลักการสามารถถูกบิดเบือนได้ และกฎหมายทุกฉบับสามารถถูกใช้ทั้งเพื่อจำกัดและเพื่อขยายอำนาจของผู้ปกครองได้
ดังนี้ คนแต่ละรุ่นจึงต้องตัดสินใจใหม่อยู่เสมอว่าจะรักษาอะไรไว้ จะยอมรับอะไร และจะไม่ยอมรับอะไร เช่นเดียวกับนักกฎหมายทุกคนที่ต้องตัดสินใจใหม่อยู่เสมอว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมาย ความยุติธรรม และอำนาจ
ด้วยเหตุนี้ การระลึกถึงมารุต บุนนาค จึงอาจไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการบอกว่าเขาเป็นนักกฎหมายที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณเขามากเพียงใด บางทีการระลึกถึงที่เหมาะสมกว่า คือการไม่ปล่อยให้คำถามที่เขาฝากไว้ตายไปพร้อมกับตัวเขา
ตัวของมารุตเคยถามนักกฎหมายว่าจะยืนหยัดอยู่กับความถูกต้องและหลักยุติธรรม หรือจะโอนอ่อนไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี คำถามนี้ยังคงอยู่ และบางที นั่นอาจเป็นมรดกที่สำคัญกว่าตำแหน่ง เกียรติยศ หรือประวัติทางการเมืองทั้งหมดของเขาเสียอีก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศหนึ่งอาจต้องรอประชาธิปไตยเป็นเวลานานกว่าชีวิตของคนคนหนึ่ง
แต่ตราบใดที่ยังมีคนรออยู่ หน้าที่ของนักกฎหมายคงไม่ใช่เพียงการรอ หากคือการตัดสินใจว่า ในช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยยังเดินทางมาไม่ถึงนั้น เราจะใช้กฎหมายเพื่อรับใช้อำนาจ หรือจะใช้กฎหมายเพื่อทำให้อำนาจยังต้องมีขอบเขต และคำตอบต่อคำถามนั้น ไม่มีนักกฎหมายคนใดมอบหมายให้ผู้อื่นตอบแทนตนเองได้
ขออุทิศบทระลึกนี้แด่อาจารย์มารุต บุนนาค ที่เคารพ และผมยังรอประชาธิปไตยอยู่เสมอ
เอกสารอ้างอิง
- มารุต บุนนาค. (2565, 24 กันยายน). นักกฎหมายกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2022/09/1267
- มารุต บุนนาค. (2565, 24 กันยายน). ชีวิตของ ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2022/09/1268
- มารุต บุนนาค. (ม.ป.ป.). คนห้าแผ่นดินรอประชาธิปไตยของเมืองไทย. โรงพิมพ์เดือนตุลา.
- มารุต บุนนาค. (2564, 26 ตุลาคม). ผู้นำการรัฐประหารในสายตา “มารุต บุนนาค”. สำนักข่าวอิศรา. https://www.isranews.org/article/isranews-article/103652-isra-57.html
- ภีรดา. (2566, 7 กุมภาพันธ์). การอดอาหารของ “ฉลาด วรฉัตร” อันนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2023/02/1420
- ไทยพีบีเอส. (2565, 23 กันยายน). อาลัย “มารุต บุนนาค” อดีตประธานรัฐสภา เสียชีวิต วัย 98 ปี. https://www.thaipbs.or.th/news/content/319755
- กษิดิศ อนันทนาธร. (2566, 23 กุมภาพันธ์). มารุต บุนนาค : ชีวิตที่เรียนรู้ไปเพื่อรับใช้ประชาชน. The 101 World. https://www.the101.world/marut-bunnag/
- มารุต บุนนาค. (2566, 21 สิงหาคม). อนุสรณ์แด่นักศึกษาปัจจุบัน. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2023/08/1654