ประวัติศาสตร์ไทยมีเรื่องของนิยายอยู่มาก
ประวัติศาสตร์ไทยมีเรื่องของนิยายอยู่มาก

 

หมายเหตุบรรณาธิการ: ในการสนทนาเมื่อเดือนเมษายน 2525 ระหว่างนายฉัตรทิพย์ นาถสุภา กับนายปรีดี พนมยงค์ ในช่วงต้นนายปรีดีกล่าวถึงวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ และมีช่วงหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คำถามของนายฉัตรทิพย์ที่ว่า “ที่อาจารย์บอกว่า ประวัติศาสตร์ไทยมีเรื่องของนิยายอยู่มาก อาจารย์คิดว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น”

 

-----------------------------

 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ

1. 

ขาดการพิเคราะห์วิจารณ์สิ่งที่คนบอกเล่าหรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถ้าศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (Historical Science) ก็จำต้องมี “จิตใจวิทยาศาสตร์” (Scientific spirit) มิใช่หลงเชื่ออย่างงมงาย หากจะต้องพิเคราะห์หรือวิจารณ์ (Criticism) ให้ถ่องแท้ทุก ๆ ด้านว่า สิ่งที่เขาขีดเขียนกันมานั้น และสิ่งที่เขาฟังต่อ ๆ กันมาแล้วขีดเขียนขึ้นนั้น เราเชื่อและฟังได้ว่าเป็นของที่แท้จริงเพียงใดหรือไม่ หลักอันนี้ในทางการประวัติศาสตร์ เขามีหลักที่เรียกว่า “Methodology” ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของตรรกวิทยา (Logic) (โปรดดูคำอธิบายของผมเรื่อง “จิตใจวิทยาศาสตร์” ในหนังสือชื่อ ปรัชญาคืออะไร)

ผมหมายถึงหลักฐานแท้จริง ไม่ใช่ทฤษฎี เพราะสิ่งที่คนเดาก็เหมือนว่าเล่านิทาน ยิ่งประวัติศาสตร์ถอยหลังขึ้นไปนาน ก็ยิ่งห่างจากความจริง  เวลานี้ต้องรู้อีกเหมือนกันว่า พัฒนาการของวิชาประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเท่าที่พจนานุกรมได้กล่าวไว้  เดิมประวัติศาสตร์นั้น เราเข้าใจว่า สิ่งที่มีผู้จดไว้เป็นหลักฐาน แต่การจดเป็นหลักฐานนี้ ไม่ใช่ว่า ใครมีกระดาษดินสอก็จดเอา ๆ แต่จะเป็นเอกสารอ้างอิง (Bibliography) ที่เชื่อถือได้ก็ต้องพิเคราะห์วิจารณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน

ส่วนในทางกฎหมาย เมื่อครั้งที่ผมเรียนอยู่ในฝรั่งเศส สมัยนั้นหลักสูตรปริญญาเอกของรัฐที่เรียกว่า “Doctorat d’Etat” นั้น มีวิชาหนึ่งเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “ปองเดกส์” (Pandectes) ซึ่งเป็นวิชาที่พิเคราะห์วิจารณ์บทกฎหมายและคำสอนของนักปราชญ์กฎหมายโรมัน ซึ่งชนรุ่นหลังรวบรวมจารึกหรือพิมพ์ไว้นั้นว่าเป็นเรื่องแท้จริง หรือชนรุ่นหลังแทรกความต่อเติมดัดแปลง คือ เป็นการเรียนรู้กฎหมายโรมันให้ลึกซึ้งลงไปอีก (Approfondir)  ศาสตราจารย์ท่านก็บอกว่า มันใช้ประโยชน์โดยตรงอะไรไม่ได้ เพราะกฎหมายโรมันก็หมดไปแล้ว แต่ใช้ประโยชน์สำหรับก่อให้มีจิตพิเคราะห์วิจารณ์ให้นักศึกษามีนิสัยติดตัวว่า การพิจารณาเรื่องใด ๆ นั้น อย่ารับฟังเอาทั้งดุ้น หากจะรับฟังอะไรก็จะต้องพิเคราะห์วิจารณ์เสียก่อน

อันที่จริงนั้นฝรั่งเศสก็มีการอบรมนิสัยพิเคราะห์วิจารณ์มาตั้งแต่ชั้นมูล, ประถม, มัธยม, ก่อนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย คือ ฝึกจากง่ายไปสู่ยากขึ้นตามลำดับ

ในเมืองไทย สมัยผมเป็นนักเรียนสามัญนั้น แม้หลักสูตรวิชามีไม่มากเท่าปัจจุบันนี้ แต่ครูได้อบรมการพิเคราะห์วิจารณ์ที่เป็นหลักโบราณของไทยและคติทางพุทธศาสนา และครูได้ย้ำให้จำคติ สุ.จิ.ปุ.ลิ. ที่จารึกในประกาศนียบัตรทุก ๆ ชั้น

ครูได้ให้จำโคลงดังต่อไปนี้

สุ.     เสาวณิตถ้อย             ทั้งผอง
จิ.    เจตนาตรอง               ตริค้น 
ปุ.     จฉาสอบสวนลอง      เลาเลศ
ลิ.     ขิตข้อคำต้น           เกี่ยงแก้กันลืม

2. 

ซากตกค้างจากระบบเผด็จการทาส-ศักดินาที่เคยชินต่อการหลงเชื่ออย่างหลับตา (Blind obedience) จึงไม่อาจเกิดจิตใจทางวิทยาศาสตร์ (Scientific spirit) ที่จะพิเคราะห์วิจารณ์ดังกล่าวใน 1. ข้างบนนั้นได้

3. 

บุคคลที่หนาแน่นด้วยอกุศลมูล (Root of evils) 3 ประการ คือ

ประการที่ 1 “โลภะ” หมายความว่า “ความอยากได้ไม่รู้จักพอ” จึงหลงเชื่อตามที่ตนคิดว่า ตนจะได้ประโยชน์จากคนนั้น

ประการที่ 2 “โทสะ” หมายความว่า “ความโกรธแค้นขุ่นเคือง” จึงหลงเชื่อคำบอกเล่าที่ยุยงให้คนเกิดโทสะ

ประการที่ 3 “โมหะ” หมายความว่า “ความหลงเชื่องมงาย” ซึ่งเกิดจากปัญญาทึบ (Dullness of mind), ความหลงเชื่อเรื่องที่ขัดต่อสภาพที่เป็นจริง (Delution), ความเข้าใจปะปนยุ่งเหยิง (Bewilderment), ความหลงเชื่อจากความตื่นเต้นโดยปราศจากเหตุผลตามความเป็นจริง (Infaturation), ความหลงเชื่อจากการมองเห็นลาง ๆ เลือน ๆ ในขณะที่สภาพจิตใจไม่ปกติ (Hallucination)

4. 

วิธีศึกษาเแบบจักรวรรดินิยมบางประเทศที่ทำให้คนเป็น “มนุษย์เครื่องจักรกล”  จักรวรรดินิยมบางประเทศใช้วิธีผลิตผู้สำเร็จการศึกษาอย่างเร่งรีบเพื่อให้ได้ปริมาณ (Quantity) จึงละเลยการอบรมสั่งสอนให้เกิดสติสัมปชัญญะในการพิเคราะห์วิจารณ์ เช่น การสอบไล่ที่จะทดสอบนักศึกษาก็ใช้วิธีที่ภาษาไทยปัจจุบันเรียกว่า “ปรนัย” จึงไม่อาจทดสอบถึงความสมบูรณ์ของ “สติ” ที่ต้องประกอบกับ “ปัญญา”

...

เราต้องการสัจจะ หลักใหญ่อยู่ที่ คือ ทุกอย่าง จะเป็นเศรษฐศาสตร์หรือกฎหมาย แม้แต่ทางวรรณคดี  ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า เราต้องการสัจจะหรือไม่  ถ้าหากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเราตั้งอยู่ในสิ่งที่ไม่ใช่สัจจะ ก็เหมือนวิมานในอากาศจะต้องพังทลายวันยังค่ำ แล้วยิ่งเป็นวิชาประวัติศาสตร์ด้วย การที่เล่าแล้วบอกต่อ ๆ ไป มันห่างสัจจะมากยิ่งขึ้นทุกที เพราะคนที่ฟังคนอื่นแล้วเอาไปเล่าต่อไปโดยไม่ได้สอบสวนว่า สิ่งที่แท้จริงนั้นมันคืออะไร

 

ที่มา: ตัดตอนและแก้ไขเล็กน้อยจากที่นายปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์นายฉัตรทิพย์ นาถสุภา ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2525 ดูฉบับที่พิมพ์เป็นเล่มได้ที่ https://pridi.or.th/th/libraries/1583072391

แนวคิด-ปรัชญา