ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• เกร็ดประวัติศาสตร์

เจตนารมณ์ประชาธิปไตย 14 ตุลายังสบายดีอยู่หรือ ?

14
ตุลาคม
2569

ในฐานะราษฎรสามัญคนหนึ่งที่เคยเดินเท้าร่วมไปในขบวนมวลราษฎรเรือนแสน บนถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ย่อมเคยคิดฝันตามประสาคนหนุ่มสาวยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพว่า นับจากวันที่มวลราษฎรร่วมกันเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ในวันนั้น ประเทศไทยจะก้าวเดินไปบนวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างสถิตสถาพร ไม่มีการเซาะกร่อนบ่อนทำลายจากการรัฐประหารหรือถูกฉุดรั้งจากอำนาจเผด็จการใดๆให้ถอยหลังอีกต่อไป

อันที่จริง ก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยพี่เลี้ยง (Guided Democracy) ของคณะราษฎรเป็นเวลา 15 ปี นับจากวันอภิวัฒน์ 2475 (พ.ศ. 2475 - 2490) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475 จากนั้น การเมืองไทยก็ควรอภิวัฒน์ก้าวหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2489 โดยรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศสิ้นสุดภารกิจพี่เลี้ยงประชาธิปไตยของคณะราษฎร โดยเปิดกว้างให้มีการตั้งพรรคการเมืองอย่างหลากหลาย ตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2489 และให้มีการเลือกตั้งเสรีตามกฎหมายเลือกตั้งในปีเดียวกัน แต่แล้วหลังจากนั้นเพียงปีเดียว ประเทศไทยได้ถอยหลังสู่ระบอบเผด็จการโดยการรัฐประหารถึง 6 ครั้งในห้วงเวลายาวนานถึง 26 ปี กว่าแสงทองของประชาธิปไตยตามสัญญาประชาคมของคณะราษฎรจะสาดส่องมาอีกครั้งในวันประชาธิปไตยโดยพลังประชาชน 14 ตุลาคม 2516 

ความสำคัญของวันประชาธิปไตย 14 ตุลา ได้รับการขานรับจากมันสมองของคณะราษฎรอย่างแข็งขัน โดยบทความของท่านเรื่อง “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม “ (2517) ที่กล่าวสดุดีวีรกรรมประชาธิปไตยของมวลราษฎรไทยครั้งนั้นว่า

“ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นวันสําคัญวันหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของชาติไทย คือ เป็นวันชัยชนะก้าวแรกของเยาวชนหญิงชายไทย ภายใต้การนําของนิสิตนักศึกษานักเรียนแห่งสถานศึกษามากหลาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากราษฎรไทยทุกชนชาติ และทุกชนชั้นวรรณะที่รักชาติจํานวนหลายล้านคน ผนึกกันเป็นขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ให้แก่ปวงชนชาวไทย ”

รัฐบุรุษอาวุโสได้แถลงอย่างชัดเจนว่า การพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลา ให้สำเร็จได้นั้น มีแต่ต้องสถาปนา”รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทั้งในทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางทรรศนะอันเป็นคติธรรม(หรือทัศนะทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตย)” ตามเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา และมวลราษฎรไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย โดยให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจอันเป็นรากฐานสําคัญแห่งมนุษยสังคม เพราะประชาธิปไตยทางการเมืองจะมั่นคงได้ ต้องอาศัยประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจของประชาชนและทัศนะทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตยด้วย กล่าวคือต้องมีบทบัญญัติการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองสู่มวลราษฎร และป้องกันการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองของอภิสิทธิ์ชนไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ดังความเห็นของรัฐบุรุษอาวุโสที่ว่า

“ ถ้าหากรัฐธรรมนูญอันเป็นแม่บทแห่งกฎหมายสอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจนั้น วิกฤตการณ์ทางสังคมก็ไม่เกิดขึ้น และประเทศชาติก็ดําเนินก้าวหน้าไปตามวิถีทางวิวัฒน์ (Evolution) อย่างสันติ  ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจของสังคม วิกฤตการณ์ก็ต้องเกิดขึ้น ”

ในปี 2517 นั้นเอง ท่านรัฐบุรุษอาวุโสยังเสนอบทความอย่างต่อเนื่องเรื่อง “ ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้น กับการร่างรัฐธรรมนูญ ” ตั้งข้อสังเกตอันแหลมคมให้ระมัดระวังการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนจำนวนน้อยที่ซ่อนรูปอยู่ภายใต้เสื้อคลุมของระบอบประชาธิปไตย แล้วร่างรัฐธรรมนูญที่อำพรางอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ในกลุ่มก้อนของพวกตน

“ ชาติหนึ่งๆปัจจุบันนี้ ประกอบด้วยชนที่มีฐานะและวิถีดำรงชีพต่างๆกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ อภิสิทธิ์ชนซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยในชาติ กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ สามัญชนซึ่งเป็นคนจำนวนข้างมากในชาติ

อภิสิทธิ์ชน ได้แก่ บุคคลที่มีฐานะพิเศษตามระบบศักดินา และบุคคลที่เป็นเจ้าสมบัติสมัยใหม่ มีทุนยิ่งใหญ่มหาศาล เป็นจักรวรรดินิยม เป็นบรมธนานุภาพเหนือกว่านายทุนผู้รักชาติ ที่ทำมาหากินโดยสุจริต อภิสิทธิ์ชนหมายความถึงลูกสมุนที่ยอมตนเป็นเครื่องมือของอภิสิทธิ์ชนด้วย ในทางปฏิบัตินั้น อภิสิทธิ์ชนก็มีกำลังทรัพย์ ใช้เป็นทุนในการเลือกตั้งได้ยิ่งกว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นฝ่ายสามัญชนอยู่แล้ว ถ้าหากตัวแทนของฝ่ายอภิสิทธิ์ชนได้เป็นวุฒิสมาชิก โดยไม่ต้องรับเลือกจากราษฎร อภิสิทธิ์ชนกับลูกสมุนก็สามารถผูกขาดอำนาจการปกครองไว้โดยเด็ดขาดตลอดกาล ชาติก็จะมีรัฐบาลของอภิสิทธิ์ชนตลอดกาลโดยแต่งตั้งจากอภิสิทธิ์ชนตลอดกาล เป็นรัฐบาลที่กระทำการเพื่ออภิสิทธิ์ชนตลอดกาล อภิสิทธิ์ชนก็เป็นผู้เสวยผลผลิตของชาติที่เกิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของปวงชนตลอดกาล อันเป็นการเบียดเบียนสามัญชนคนส่วนมาก ซึ่งจะมีความอัตคัดขัดสนยิ่งขึ้น ปวงชนที่เป็นพลังสำคัญของชาติก็จะอ่อนเปลี้ยลง ซึ่งเป็นการบั่นทอนการพัฒนาก้าวหน้า และการดำรงความเป็นเอกราชของชาติ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของชาติ แบบการปกครองประชาธิปไตย จึงต้องถือตามมติปวงชนเป็นใหญ่ ”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้อภิวัฒน์และประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยไม่อยากจะเห็น แต่กลับเป็นไปตามคำเตือนของรัฐบุรุษอาวุโสแทบทุกประการ เพราะตลอด 53 ปี หลังจากห้วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ผ่านมาจนถึงวันนี้ บังเหียนที่กุมกลไกทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยของรัฐไทยยังตกอยู่ในอุ้งมือของอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยอย่างเหนียวแน่น แทบไม่ต่างไปจากยุคก่อน 14 ตุลา ดังตัวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เช่น “กรณีฮั้วสว.สีน้ำเงิน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นสภาพน้ำเน่าของวุฒิสภาไทยที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ล้าหลัง ซึ่งเป็นไปตามข้อสังเกตวิจารณ์ของรัฐบุรุษอาวุโสเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ทุกประการ

สภาพการเมืองไทยที่ยังตกอยู่ภายในวังวนวงจรอุบาทว์ตลอดกว่าค่อนศตวรรษ อาจทำให้หลายๆคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนรู้สึกทดท้อบ้างเป็นธรรมดา แต่จงอย่าสิ้นหวังเสียทีเดียว ให้เผื่อใจศรัทธานักสู้ประชาธิปไตยรุ่นใหม่ที่กำลังเติบใหญ่ขึ้นมาสานต่อเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลา ให้เป็นจริง ดังกวีนิพนธ์บทสุดท้ายชื่อ “ พลังประชาชน ” ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่กล่าวสดุดีพลังของหยดน้ำที่ไหลรวมตัวกันเป็นมหาสาครซัดการเมืองยุคเก่าให้ปลาสนาการไป ดังนี้

หยดฝนย้อยหยาดฟ้ามาสู่ดิน
ประมวลสินธุ์เป็นมหาสาครใหญ่
แผดเสียงซัดปฐพีอึงมี่ไป
พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน
อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน

กุหลาบ สายประดิษฐ์
2516