80 ปี สันติภาพไทย 85 ปี “ พระเจ้าช้างเผือก ”
‘ สยาม ’ บันทึกประวัติศาสตร์โลกผ่านอัตลักษณ์ของชาติด้วย สมุดไทยคำหลวง พระเจ้าช้างเผือก และ เอกสารอาเซียน 80 ปี สันติภาพไทย 85 ปี “ พระเจ้าช้างเผือก ” (The King of the White Elephant) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย UNESCO ในสาขาที่เปี่ยมคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติคือ “ มรดกความทรงจำแห่งโลก ” (Memory of the World) ด้วยหลักฐานสำคัญที่ยืนยัน ดังนี้
1. ดำรัสการทำศึกสงครามโดยไม่ให้เดือดร้อนไพร่พลและอาณาประชาราษฎร์ ประกาศนโยบายสันติภาพโลกต่อนานาชาติ ทศพิธราชธรรม อำนาจไม่ใช่บารมี
2. เอกสารสำคัญต้นฉบับนันโทปนันทสูตรคำหลวง (The Manuscript of Nanthopananthasut Kamlaung) มีหลักฐานเพื่อการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทย
3. ฟิล์มกระจกหลวง ภาพถ่ายและเอกสาร จำนวนมากจากสำนักพระราชวัง
4. การยกเลิกประเพณีเก่าแก่ที่บอกถึงการกดขี่ความเป็นมนุษย์ เช่น หมอบกราบ (สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับการปฏิบัตในแนวทางของอารยระเทศ)
5. ย้ำทัศนคติธรรมเนียมการมีผัวเดียวเมียเดียว ที่ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัว เพราะ ‘ ปิตาธิปไตย’ คือจุดก่ออิทธิพลต่อเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ฯลฯ
6. ช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมืองคู่บารมี ที่บอกถึงความอุดมของผืนดินและสินทรัพย์ไทย ที่ยังเหลือน้อยในนานาประเทศ บอกถึงสรรพชีวิตในบรรพชีวินของแผ่นดินโลก
7. เป็นการผสมผสานศิลปะการแสดงแบบไทยดั้งเดิม (Acting & Dancing) กับภาษาภาพยนตร์ตะวันตก ในเนื้อหาที่ร่วมสมัย จึงกลายเป็น ‘ อมตะภาพยนตร์ ’
8. ชาวตะวันตกเคยดูถูกว่า “เหมือนเด็กเล่นถ่ายหนัง” เพราะวิธีการถ่ายทำที่ไม่เน้นเทคนิคซับซ้อน เสมือนศิลปะแนว Naive Art [1] สื่อสารบริสุทธิ์ ทั่วโลกยอมรับ
9. วรรณกรรมเรื่อง “ พระเจ้าช้างเผือก ” คืออีกหนึ่งจารึกล้ำค่าของโลก จากการบันทึกรายละเอียดผ่านบทประพันธ์ด้วยวรรณศิลป์ของ รัฐบุรุษ ปรีดี พนมยงค์ โลกที่เจริญแล้วให้ความสำคัญสูงสุดกับหัวใจในการสื่อสารคือ content ที่ส่งสารผ่านบทภาพยนตร์ ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพราะสิ่งนี้เพียงมีเงินทุนก็บันดาลได้ไม่ต่าง
10. ประเทศไทยได้รับการยกย่องในความหมายของ ‘ จักรวรรดิ์ ’ (ที่ไมใช่เพียงอาณาจักร) อย่างเป็นทางการ จากงานขึ้นทะเบียน ‘ มรดกความทรงจำแห่งโลก ’
ความสำคัญและสัญลักษณ์ ช้าง ไทย [2]
“ วันช้างไทย ” คือวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เพื่อระลึกถึงความสำคัญของ “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน นอกจากคุณประโยชน์ของช้างที่มีต่อระบบนิเวศของป่า และการใช้แรงงานช้างในการช่วยทำงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ช้างยังมีบทบาทด้านคติความเชื่อ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านการศึกสงคราม ด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจและการค้า ด้านพระราชพิธี และประเพณีต่าง ๆ ของไทย หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ขอนำเสนอ “๗ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับช้าง” และบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของช้างที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในหลากหลายมิติ
1. “ช้างต้น” รัตนะคู่พระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ไทย
แต่เดิมจากคติความเชื่อเรื่องช้างในดินแดนเอเชียอาคเนย์รวมทั้งประเทศไทยมีความเชื่อว่า ช้างเป็นสัตว์สำคัญ เป็นสัตว์คู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะช้างเผือก ซึ่งเป็นช้างที่มีลักษณะพิเศษหรือเป็นมงคลนั้น เชื่อว่าจะนำสิริมงคลอันอุดมให้แก่บ้านเมือง ทั้งธัญญาหาร ภักษาหาร และพระบารมีเกริกไกรอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน
อาณาประชาราษฎร์จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข และจะเกิดขึ้นด้วยบุญบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์แห่งแคว้นประเทศนั้น
ช้างต้น หมายถึง ช้างที่ได้รับการขึ้นระวางเป็นช้างหลวงส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งใช้ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ทั้งเป็นช้างศึก ช้างพระราชพาหนะ และช้างคู่พระบารมี ต่อมาบทบาทของช้างในด้านการศึกสงครามลดลง เนื่องจากยุทธวิธีการรบเปลี่ยนแปลงไป และการเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่าง ๆ ทรงใช้พระราชยานพาหนะประเภทอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ช้างต้นในปัจจุบันจึงหมายถึงช้างสำคัญ และช้างเผือกคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
2. ธงช้างเผือก สัญลักษณ์แทนสยามประเทศ
ในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ให้ความสำคัญแก่ช้างเผือกในฐานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ รัฐบาลไทยได้ส่งเรือสินค้าออกไปค้าขายในต่างประเทศ แต่ยังไม่มีธงแสดงสัญชาติไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางผืนธงสีแดงสำหรับชักขึ้นบนเรือกำปั่นหลวงที่แต่งไปค้าขายยังนานาประเทศ และเป็นมูลเหตุที่ใช้ธงช้างเป็นธงสำหรับชาติไทยตั้งแต่นั้นมา ต่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้สถาปนาธงชาติไทยขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนำธงรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวบนพื้นสีแดง ซึ่งใช้เป็นเครื่องหมายถึงพระมหากษัตริย์ออก คงเหลือไว้แต่รูปช้างสีขาวคือช้างเผือกอยู่ตรงกลางผืนธงสีแดง จนถึงรัชกาลที่ ๖ ได้มีการสถาปนาใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีหน่วยงานราชการบางแห่งที่ยังคงใช้ธงซึ่งมีรูปช้างเผือกอยู่ เช่น ธงราชนาวีไทยของกองทัพเรือ
3. ช้างในตราแผ่นดิน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ทรงผูกตราประจำประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ โดยอิงกับหลักการผูกตราของทางยุโรปที่เรียกกันว่า Heraldry ตรานี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า ตราแผ่นดินหรือตราอาร์ม มีสัญลักษณ์ต่าง ๆ คือ พระมหาพิชัยมงกุฎมีรัศมีและนพปฎลเศวตฉัตร จักรีและตรี โล่รองมีรูปช้างสามเศียร ช้างยืนแท่นและกริช ล้อมรอบด้วยราชสีห์ คชสีห์ สังวาลย์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฉลองพระองค์ครุย และเครื่องราชกกุธภัณฑ์พร้อมทั้งคาถา โดยในสัญลักษณ์จะเห็นได้ว่าช้างสามเศียรนั้นแทนราชอาณาจักรไทย (สยาม) จากแผ่นดินนี้ใช้มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงได้เปลี่ยนเป็นตราครุฑ
4. “พระสมุดตำราแผนคชลักษณ์” เอกสารโบราณทรงคุณค่า ว่าด้วยเรื่องลักษณะของช้าง
“พระสมุดตำราแผนคชลักษณ์” เป็นต้นฉบับหนังสือสมุดไทยซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ มีศักราชปรากฏบ่งชี้ว่าเก่าแก่ที่สุด แต่งเมื่อจุลศักราช ๑๑๑๐
ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นหนังสือสมุดไทยขาวลงรักปกให้เป็นสีดำ เขียนเส้นอักษรด้วยเส้นหมึก และเขียนภาพช้างประกอบแทรกในเนื้อหา มีขนาดกว้าง ๑๑ เซนติเมตร ยาว ๓๔.๕ เซนติเมตร เนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวถึงลักษณะของช้างตระกูลต่าง ๆ ทั้งช้างศุภลักษณ์ คือช้างที่มีลักษณะดีเป็นมงคล และช้างทุรลักษณ์หรือทรลักษณ์ คือช้างที่มีลักษณะไม่ดี ไม่เป็นมงคล เนื้อหาสาระว่าด้วยเรื่องช้างในตำราฉบับนี้มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูงมาก เพราะผู้แต่งมีตำแหน่งเป็นข้าราชการที่ทำงานในกรมคชบาล จึงสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการตรวจสอบความถูกต้องได้เป็นอย่างดี
5. ช้างในวรรณคดีไทย
ช้างเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสัญลักษณ์แทนพระราชอำนาจของกษัตริย์ และความเป็นศิริมงคลของบ้านเมือง มีความสำคัญในพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของช้างที่ปรากฏในงานพระราชพิธี และการกล่าวถึงลักษณะของช้างผ่านวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น
“โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส” เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน หรือ การแห่ช้าง
“ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา” เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงช้างเผือกแต่ละตระกูล
“บทละครเรื่องรามเกียรติ์” เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงช้างเอราวัณ ซึ่งอินทรชิตให้ทหารจำแลงกายล่อลวงกองทัพของพระราม
“บทละครเรื่องอุณรุท” เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงคชลักษณ์ของช้างเผือก และแทรกพิธีกรรมคล้องช้างไว้ในเรื่องด้วย
“พระราชพิธีสิบสองเดือน” เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน มีการแห่ช้างและช้างพระที่นั่ง
“สมุทรโฆษคำฉันท์” เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงตอนที่หมอเฒ่าทำพิธีเบิกไพรวังช้าง พรรณนาถึงช้างทุรลักษณ์และช้างศุภลักษณ์
6. มองช้าง...ผ่านภาพจิตรกรรมทางศาสนา
หลักฐานรูปช้างที่มีปรากฏในงานพุทธศิลปกรรมเริ่มมีขึ้นในอินเดียเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีก่อน อินเดียได้นำเอาคติความเชื่อเผยแพร่ผ่านทางศาสนาฮินดูและพุทธศาสนามายังสุวรรณภูมิ โดยให้ช้างอยู่ในฐานะสัตว์สัญลักษณ์แห่งอำนาจบารมีในรูปของเทพเจ้าและผู้หนุนนำพระศาสนา เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลต่อการบำเพ็ญทานบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏเรื่องราวในพุทธประวัติ ชาดก และศาสนพิธีต่าง ๆ ที่สะท้อนภาพผ่านจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรบรรจง นอกจากเรื่องราวทางพุทธศาสนาแล้ว ภาพจิตรกรรมฝาผนังบางภาพยังสะท้อนถึงบทบาทด้านต่าง ๆ ของช้างในสังคมไทยทั้งการศึกสงคราม งานพระราชพิธี การต่างประเทศ การคมนาคมและการค้า การใช้งานในชีวิตประจำวัน ตลอดจนลักษณะของช้างตามตำราคชลักษณ์
7. “พระพิฆเนศวร์” ช้างในฐานะเทพเจ้า
“พระพิฆเนศวร์” หรือ “พระคเณศ” เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู มีกำเนิดจากพระศิวะและแม่อุมาปารวตี ลักษณะที่สำคัญของพระพิฆเนศวร์ คือเป็นเทพที่มีพระเศียรเป็นช้าง พระกรรณกว้างใหญ่ งวงยาว มีร่างกายเป็นมนุษย์ และท้องพลุ้ย มีงาข้างเดียว มี ๔ กร ๖ กร ๘ กรบ้าง แล้วแต่ภาคที่จะเสด็จมา
คำว่า “พระพิฆเนศวร์” นี้ แปลตามรูปศัพท์ได้ว่า “อุปสรรค” ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพแห่งความสำเร็จ เทพแห่งการขจัดอุปสรรคทั้งปวง และยังเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาและการประพันธ์ด้วย นอกจากจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวฮินดูแล้ว ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยยังเป็นที่นับถือของพวกหมอเฒ่า ซึ่งเป็นครูโพนช้าง คล้องช้าง และฝึกสอนช้าง ดังนั้นในการโพนช้าง คล้องช้าง หรือการประกอบพิธีเกี่ยวกับช้าง ผู้กระทำจะต้องทำการบวงสรวงบูชาและนมัสการพระพิฆเนศวร์ก่อน โดยนับถือพระองค์เสมือนเป็นเทพเจ้าประจำช้าง
ช้างเผือก คู่พระบารมีจักรีวงศ์ [3]
“ช้างเผือก” เป็นช้างมงคลช้างที่หาได้ยาก ด้วยมีลักษณะพิเศษ นอกจากสีของผิวที่เป็นสีขาว สีของเล็บ, ขน, ตา, ขนหางก็เป็นสีขาวด้วย เป็นต้น ซึ่งต้องให้ผู้ที่มีความรู้โดยเฉพาะวิเคราะห์ จึงจะบอกได้ว่าเป็นช้างมงคล หรือแค่ “ช้างสีประหลาด”
“ความเผือก” ในทางวิทย์-ทางความเชื่อ
ทางชีววิทยา ช้างชนิดนี้เกิดจากยีนด้อย ที่ส่งผลให้ไม่มีเอนไซม์เมลาโนไซท์ ไทโรซิเนส ขาดการสร้างเม็ดสี ทำให้เกิดภาวะผิวเผือก หากเกิดภาวะเผือกแบบสมบูรณ์ ช้างตัวนั้นจะมีผิวขาวอมชมพู มีเส้นขนและเล็บขาว และไม่มีเม็ดสีในม่านตา จนสะท้อนให้เห็นเป็นตาสีแดงทับทิม แต่ในไทย, พม่า และศรีลังกา ส่วนใหญ่เป็นภาวะเผือกไม่สมบูรณ์ คือ แค่มีสีตัวอ่อนกว่าช้างทั่วไป เล็บและขนสีขาว ม่านตาสีฟ้าหรือสีเทา ฯลฯ
ทางความเชื่อตามคติในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ถือเป็นหนึ่งในเครื่องแสดงบุญญาบารมีของพระมหากษัตริย์ 7 ประการ คือ จักรแก้ว, ช้างแก้ว, ม้าแก้ว, ขุนพลแก้ว, ขุนคลังแก้ว, นางแก้ว และดวงแก้ว ในอดีตคนไทยเชื่อว่า ช้างชนิดนี้เป็นสัตว์สำคัญคู่บ้านเมือง หากพบช้างเผือกในรัชกาลของพระมหากษัตริย์องค์ใด แสดงว่าพระองค์ทรงมีบุญญาภินิหาร บารมีพระเกียรติจะแผ่ไพศาลไปทั่วทุกทิศ
เมื่อได้ช้างดังกล่าวก็จะมีพิธีการต่างๆ เช่น สมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อพระยาอภัยภูเบศร เจ้าเมืองพระตะบอง กราบบังคมทูลว่าพบช้างมงคล ก็โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นเทพพลภักดิ์ และเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เดินทางไปรับช้าง เมื่อช้างมาถึงบ่อโพง จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) นำเงินไปพระราชทานหมอควาญและผู้คุมช้าง 10 ชั่ง ทั้งพระราชทานนามแก่ช้างว่า “พระยาเศวตรกุญชร อดิศรประเสริฐศักดิ์ เผือกเอกอรรคไอยรา มงคลพาหนนารถ บรมราชจักรพรรดิ วิเชียรรัตนาเคนทร์ ชาติคเชนทร์ฉัททันต์ หิรัญรัศมีศรีพระนคร สุนทรลักษณเลิศฟ้า” และทำพิธีขึ้นระวางสมโภชช้าง
ช้างเผือกในราชวงศ์จักรี
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่มีช้างมงคล สรุปได้ดังนี้
รัชกาลที่ 1 มี 2 ช้าง คือ 1. พระอินทรไอยราฯ คล้องได้ที่เมืองภูเขียว 2. พระเทพกุญชรฯ คล้องได้ที่เมืองภูเขียว
รัชกาลที่ 2 มี 3 ช้าง คือ 1. พระยาเศวตรกุญชรฯ คล้องได้ที่ทุ่งยั้ง ปลายน้ำเมืองโพธิสัตว์ ขึ้นระวางสมโภช พ.ศ. 2355 2. พระยาเศวตรไอยราฯ คล้องได้ในป่าแขวงเมืองเชียงใหม่ 3. พระยาเศวตรคชลักษณ์ฯ คล้องได้ในป่าแขวงเมืองน่าน
รัชกาลที่ 4 มี 5 ช้าง คือ 1. พระวิมลรัตนกริณีฯ คล้องได้ที่ป่าชมาดชบา แขวงท่าลัด เมืองยโสธร 2. พระมหาศรีเศวตวิมลวรรณฯ คล้องได้ที่เขาจองแมว แขวงชมาดชบา 3. ช้างพังเผือกโท คล้องได้ที่ป่าชมาดชบา (แต่เป็นไข้ล้มเสียก่อนไม่ทันขึ้นระวาง) 4. พระเศวตสุวรรณาภาพรรณฯ คล้องได้ที่บ้านชมาดชบา แขวงระแด 5. ช้างเผือกเอก คล้องได้ที่บ้านนา แขวงนครนายก (หลังมีมหรสพสมโภชก็ป่วยและล้ม)
รัชกาลที่ 5 มี 13 ช้าง คือ 1. พระเศวตสุวภาพรรณฯ คล้องได้ที่ป่าชมาดชบา ตำบลกระแจะ แขวงระแด 2. พระเทพคชรัตนกิริณีฯ คล้องได้ที่ดงฉมาดฉบา แขวงระแด 3. พระศรีสวัสดิเศวตวรรณฯ แขวงระแด 4. พระเศวตวรลักษณ์ฯ คล้องได้ที่ป่าดงกระมุง แขวงเมืองสมบุกสมบุญ 5. พระเศวตวรสรรพางค์ฯ คล้องได้ที่เพนียดอยุธยา 6. พระเศวตวิสุทธิเทพา คล้องได้ที่ดงชมาดชบา 7. พระเศวตสุนทรสวัสดิ์ฯ คล้องได้ที่ป่าร่อนสวาทจงสระ แขวงเมืองกาญจนดิษฐ์ 8. พระเศวตสกลวรภาศฯ คล้องได้ที่ป่าเขาวงศ์ ป่าชมาดชบา แขวงระแด 9. พระเศวตรุจิราภาพรรณฯ คล้องได้ที่แขวงระแด 10. พระเศวตวรนาเคนทร์ฯ คล้องได้ที่เขตแดนระหว่างเมืองเชียงแตงกับเมืองสมบูรณ์ แถวเขาชบา 11. ช้างพลายเผือกเอก คล้องได้ที่ดงชมาดชบา (ยังไม่ได้พระราชทานนาม ช้างล้มเสียก่อน) 12. พระศรีเศวตวรรณิภาฯ คล้องได้ที่ป่าห้วยกระจะ เมืองอัตปือ 13. พระเศวตอุดมวารณ์ บ้านทุ่งปาย นครลำปาง
รัชกาลที่ 6 มี 1 ช้าง คือ พระเศวตวชิรพาหะฯ คล้องได้ที่ตำบลเนินโพธิ์ อำเภอเกยชัย จังหวัดนครสวรรค์
รัชกาลที่ 7 มี 1 ช้าง คือ พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ มิสเตอร์ ดี เอฟ แมคฟี ผู้จัดการป่าไม้ บริษัทบอร์เนียว จังหวัดเชียงใหม่ น้อมเกล้าฯ ถวาย
รัชกาลที่ 9 มี 10 ช้าง คือ 1. พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ คล้องได้ที่จังหวัดกระบี่ 2. พระเศวตวรรัตนกรีฯ ตกที่บ้านนายแก้ว ปัญญาคง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 3. พระเศวตสุรคชาธารฯ เป็นช้างพลัดแม่จากอำเภอรามัญ จังหวัดยะลา 4. พระศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ ได้จากป่าพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา 5. พระเศวตสุทธวิลาสฯ พบที่ป่าบริเวณแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี 6. พระวิมลรัตนกิริณีฯ ได้จากป่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 7. พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ เป็นลูกช้างพลัดแม่จากจังหวัดนราธิวาส 8. พระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ ได้จากอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 9. พระเทพวัชรกิริณีฯ ได้จากอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 10. พระบรมนขทัศฯ ได้จากอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
รัชกาลที่ 10 มี 1 ช้าง คือ พลายเอกชัย จากศูนย์อนุรักษ์ช้าง ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
รัชกาลที่ไม่มีช้างมงคล คือ รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 8 (เสด็จสวรรคตก่อนบริหารราชการแผ่นดิน)
สมัยรัชกาลที่ 3 พบแต่ช้างสีประหลาด 20 ช้าง ดังที่ทรงตรัสว่า “จะหาช้างสำคัญสักช้างหนึ่งก็ไม่ใคร่จะได้เอาเลย จะได้ก็เป็นแต่สีประหลาดบ้างเล็กน้อย” ครั้นเมื่อพบช้างที่ผิวหนังสีขาว ก็ต้องมีส่วนอื่น เช่น ตา, เล็บ,ขน ฯลฯ มีสีดำ
รัชกาลที่ 3 ทรงรอให้พบช้างมงคลมายาวนาน เมื่อทรงครองราชย์ประมาณ 20 ปี ก็มีรายงานว่าพบช้างเผือกที่เมืองเชียงใหม่ พระองค์ก็มิได้ทรงสนพระราชหฤทัยจะรับช้างนั้นมาสมโภชเหมือนครั้งก่อน ซึ่งหลังโปรดเกล้าฯ ให้สมโภชไม่นานก็ล้ม...
photo : parliamentmuseum.go.th
ไตรรงค์ - ธงช้างเผือก
ช้างเผือกเป็นช้างที่มีลักษณะพิเศษ นอกจากสีของหนัง เช่น สีของเล็บ สีขน สีตา สีขนหาง ฯลฯ ผู้ที่มีความรู้โดยเฉพาะ จึงจะบอกได้ว่า เป็นช้างเผือกหรือไม่ ด้วยเหตุที่ช้างเผือกมีลักษณะพิเศษหาได้ยาก คนสมัยโบราณ จึงถือว่า เป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์ สามัญชนมิควรเลี้ยงไว้เป็นของส่วนตัว พระมหากษัตริย์พระองค์ใด มีช้างเผือกมาสู่พระบารมีจำนวนมาก จะมีพระเกียรติเป็นที่ยำเกรงต่อประเทศอื่นๆ และเป็นที่ภาคภูมิใจของพลเมืองประเทศนั้น
ในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการนำรูปช้างเผือกขึ้น เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ โดยมีความเป็นมาดังนี้
รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้มีช้างเผือกมาสู่พระบารมี ๓ เชือก และในระยะเวลานั้น รัฐบาลไทยได้ส่งเรือสินค้าออกไปค้าขายในต่างประเทศ แต่ยังไม่มีธงแสดงสัญชาติไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางผืนธงสีแดง สำหรับชักขึ้นบนเรือรัฐบาลไทย
ต่อมาถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีชาวต่างประเทศเข้ามาติดต่อทางการเมือง การค้า และการศึกษามากขึ้น ชาวต่างประเทศเหล่านั้นมีธรรมเนียมต้องชักธงชาติตามสถานที่ราชการของเขาในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่บนบก ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสร้างธงชาติไทยขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนำธงรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวบนพื้นสีแดง ซึ่งใช้เป็นเครื่องหมายรัฐบาลไทยในท้องทะเลมาดัดแปลง นำเอาวงจักรสีขาวซึ่งหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ออก คงเหลือแต่รูปช้างสีขาวคือ ช้างเผือกอยู่ตรงกลางผืนธงสีแดง และได้ใช้ ‘ ธงช้างเผือก ’ เป็นธงชาติไทยมาเกือบ ๑๐๐ ปี
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสถาปนา ‘ ธงไตรรงค์ ’ เป็นธงชาติไทย ถึงแม้ไทยจะใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทยแล้ว แต่ยังมีหน่วยราชการบางหน่วยยังใช้ธงที่มีรูปช้างเผือกอยู่ เช่น ‘ ธงราชนาวีไทย ’ จะเห็นได้ตามสถานที่ราชการของกองทัพเรือทุกแห่ง
ประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิด [4] ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ วันที่ 16 สิงหาคม 2568 วาระครบรอบ 80 ปีวันสันติภาพไทย โดยในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ออก “ ประกาศสันติภาพ ” อันมีใจความสำคัญว่า การประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 นั้น “เป็นโมฆะ” เนื่องจาก เป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทยและฝ่าฝืนขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฎหมายบ้านเมือง
ประกาศสันติภาพ [5]
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2487)
ปรีดี พนมยงค์
โดยที่ประเทศไทยได้เคยถือนโยบายอันแน่วแน่ที่จะรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและจะต่อสู้การรุกรานของต่างประเทศทุกวิถีทาง ดังปรากฏเห็นได้ชัดจากการที่ได้มีกฎหมายกำหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ เมื่อพุทธศักราช 2484 อยู่แล้วนั้น ความจำนงอันแน่วแน่ดังกล่าวนี้ได้แสดงให้เห็นประจักษณ์แล้ว ในเมื่อญี่ปุ่นได้ยาตราทัพเข้าในดินแดนประเทศไทย ในวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 โดยได้มีการต่อสู้การรุกรานทุกแห่ง และทหาร ตำรวจ ประชาชน พลเมืองได้เสียชีวิตไปในการนี้เป็นอันมาก
เหตุการณ์อันปรากฏเป็นสักขพยานนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า การประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2485 ต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา ตลอดทั้งการกระทำทั้งหลายซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อสหประชาชาตินั้น เป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และฝ่าฝืนขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง ประชาชนชาวไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือสนับสนุนสหประชาชาติผู้รักที่จะให้มีสันติภาพในโลกนี้ ได้กระทำการทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือสหประชาชาติ ดังที่สหประชาชาติส่วนมากย่อมทราบอยู่แล้ว ทั้งนี้เป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยต่อการประกาศสงคราม และการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสหประชาชาติดังกล่าวมาแล้ว
บัดนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้ยอมปฏิบัติตามคำประกาศของสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ จีน และสหภาพโซเวียต ซึ่งได้กระทำ ณ นครปอตสดัมแล้ว สันติภาพจึงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย อันเป็นความประสงค์ของประชาชนชาวไทย
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงขอประกาศโดยเปิดเผยแทนประชาชนชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ เป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ตัดสินใจที่จะให้กลับคืนมาซึ่งสัมพันธไมตรีอันดีอันเคยมีมากับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
บรรดาดินแดนซึ่งญี่ปุ่นได้มอบให้ไทยครอบครอง คือรัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะริด เชียงตุง และเมืองพานนั้น ประเทศไทยไม่มีความปรารถนาที่จะได้ดินแดนเหล่านี้ และพร้อมที่จะจัดการเพื่อส่งมอบในเมื่อบริเตนใหญ่พร้อมที่จะรับมอบไป
ส่วนบรรดาบทกฎหมายอื่นๆ ใด อันมีผลเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่และเครือจักรวรรดิก็จะได้พิจารณายกเลิกไปในภายหน้า บรรดาความเสียหายอย่างใดๆ จากกฎหมายเหล่านั้น ก็จะได้รับชดใช้โดยธรรม
ในที่สุดนี้ ขอให้ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ตลอดจนชนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทย จงตั้งอยู่ในความสงบ และไม่กระทำการใดๆ อันจะเป็นการก่อกวนความสงบเรียบร้อย พึงยึดมั่นในอุดมคติ ซึ่งได้วางไว้ในข้อตกลงของสหประชาชาติ ณ นครซานฟานซิสโก
ประกาศ ณ วันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2488 เป็นปีที่ 12 ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ทวี บุณยเกตุ
รัฐมนตรี
photo : Charnvit Kasetsiri
วาระสำคัญ 80 ปี วันสันติภาพไทย
เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรม PRIDI Talks #32 ในหัวข้อ “ อนาคตไทย-อาเซียน : ความร่วมมือเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ ” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อรำลึกและเผยแพร่เกียรติประวัติ ตลอดจนคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ที่ได้ต่อสู้เพื่อสันติภาพ เอกราช อธิปไตย และประชาธิปไตยของประเทศไทย เพื่อถอดบทเรียนจากความขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน และจัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “ พระเจ้าช้างเผือก : ภาพยนตร์เสรีไทย และเสียงแห่งสันติภาพในความทรงจำของโลก ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย และเพื่อเฉลิมฉลองในวาระที่องค์การ UNESCO มีมติขึ้นทะเบียนภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก (The King of the White Elephant)” และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดเก็บโดย หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568
นอกจากนี้ สถาบันไทยคดีศึกษา ยังร่วมกับ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดแสดงนิทรรศการเรื่อง “ พระเจ้าช้างเผือก ; ภาพยนตร์การเมือง - สันติภาพ สู่มรดกความทรงจำของคนรุ่นใหม่ ” โดย สถาบันไทยคดีศึกษา ร่วมกับ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปี วันสันติภาพไทย และเนื่องในโอกาสที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทย ประกาศรับรอง “พระเจ้าช้างเผือก The King of the White Elephant” เป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทย (National Register) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2566
นิทรรศการ “ พระเจ้าช้างเผือก ” จัดแสดง 16-23 สิงหาคม 2568 ณ โถงทางเข้าชั้น U1 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
สำหรับเนื้อหาที่จัดแสดง ประกอบด้วย
- ภาพถ่ายกองถ่ายทำภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกที่จังหวัดแพร่
- ต้นฉบับหนังสือพระเจ้าช้างเผือก ฉบับภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส
- ข่าวตัดเกี่ยวกับภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก
- งานฉลอง 60 ปี ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก
- นิตยสารที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก
- โสตทัศน์วัสดุเกี่ยวกับภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก
- หนังสือพระเจ้าช้างเผือก ฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย
- จดหมายโต้ตอบในการฉายภาพยนตร์
- สมุดบันทึกนายปรีดี เรื่องพระเจ้าช้างเผือก
เป็นต้น
photo : Anatta Theatre Troupe
นอกจากนิทรรศการ เสวนาแล้ว ภายในงานยังจัดแสดงละครร้องผสมสื่อภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” (ฉบับย่อ) โดยคณะละคร Anatta Theatre Troupe กำกับการแสดงโดย ประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินศิลปินแห่งชาติ ปี 2565 สาขาศิลปะการแสดง ดนตรีบรรเลงสดโดย วงปี่พาทย์คณะ"ศิษย์เชตวัน" นำทีมโดย Pom Chatchai / คณะระบำจาก ม.สวนสุนันทา นำทีมโดย ครูมาร์ช Mananshaya Phetruchee / ทีมงานเทคนิก โดย Eddy Sarayut และ Nook / ทีมจัดการ โดย Duangjai Phiao Hiransri และ Preechayut Art Chang ร่วมสร้างสรรค์โดยนักแสดง Jet Thanarat , Kriengkrai Fookasem , Guitarr Thanyathon และ Danaya Buntasnakul
หมายเหตุ โปรดติดตามชมการแสดงละคร “พระเจ้าช้างเผือก” (ฉบับเต็ม) ได้ใน เทศกาลละครกรุงเทพ 2025 ณ หอศิลวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BACC
Bangkok Theatre Festival 8-23 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่ดาวกระจายหลายจุด
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
อุทยานการเรียนรู้ TK Park
สามย่านมิตรทาวน์ โซน Sky Garden
และพื้นที่รอบกรุงเทพฯ
ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook page : Bangkok Theatre Festival
photo : สถาบันไทยคดีศึกษา มธ. (TKRI TU)
เสวนา “ พระเจ้าช้างเผือก ภาพยนตร์ เสรีไทย และเสียงแห่งสันติภาพในความทรงจำของโลก ” [6]
วิทยากร
- อาจารย์กษ์ดิศ อนันทนาธร “ พระเจ้าช้างเผือก : มรดกภาพยนตร์เพื่อสันติภาพในความทรงจำของโลก ”
- อาจารย์ปราชญา เสนะวัต “ เมื่อภาพยนตร์พูดการเมือง : พระเจ้าช้างเผือกกับประชาธิปไตยไทยที่กล้าท้าทายโลก ”
- รองศาสตราจารย์ ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกูล “ พระเจ้าช้างเผือก กับแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ”
ดำเนินรายการ โดย อาจารย์ ดร.เกียรติญา สายสนั่น
“ พระเจ้าช้างเผือก ”
The King of The White Elephant
มรดกความทรงจำแห่งโลก
“พระเจ้าช้างเผือก” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” โดย องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ (UNESCO) เมื่อ 17 เมษายน 2025 การขึ้นทะเบียนคครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การเพิ่มจำนวนรายการมรดกของไทยในบัญชี UNESCO เท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความคิดที่ไทยส่งมอบไว้ให้กับโลกผ่านภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเมื่อ 85 ปีก่อน รวมถึงภาพถ่ายในอดีตกว่าห้าหมื่นภาพจากราชสำนัก ได้กลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ล้ำค่า รัฐบาลไทยประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 68เวลา 09.00 น. โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดีจากกรมศิลปากรว่า องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เอกสารสำคัญได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) ประจำปี 2568 จำนวน 74 รายการ ซึ่งมีเอกสารจากประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก 3 รายการ ได้แก่
รายการที่ 1 เอกสารสมุดไทย นันโทปนันทสูตรคำหลวง (The Manuscript of Nanthopananthasut Kamlaung) เอกสารโบราณล้ำค่าของไทย เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี 2279 ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร
รายการที่ 2 ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง (The King of the White Elephant and the archival documents) ภาพยนตร์เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องเก็บรักษาไว้ที่สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รายการที่ 3 เอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน (The Birth of the Association of Southeast Asia Nations (ASEAN) (Archives about the Formation ASEAN, 1967 – 1976) เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์
สำหรับประเทศไทย ประชุมคณะกรรมการ UNESCO ได้เคยประกาศขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลกมาแล้ว 5 รายการ ได้แก่
1. พ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1 ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2546
2. เอกสารจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการบริหารการปกครอง ประเทศสยาม (พุทธศักราช 2411-2453) ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2552
3. จารึกวัดโพธิ์ ประกาศขึ้นทะเบียนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อพุทธศักราช 2551และขึ้นทะเบียนในระดับโลกเมื่อปี 2554
4. บันทึกการประชุมคณะกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ในรอบ 100 ปี ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2556
5. ฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2559
จึงปัจจุบันประเทศไทย มีเอกสารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกรวมแล้วทั้งหมด 9 รายการ ได้แก่ จารึกวัดโพธิ์, ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง, เอกสารจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองของสยาม พุทธศักราช 2411 – 2453, ฟิล์มกระจก และภาพต้นฉบับ ชุดหอพระสมุดวชิรญาณ, บันทึกการประชุมของคณะกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และ คัมภีร์ใบลานเรื่อง ตำนานอุรังคธาตุ
“ การประกาศมรดกความทรงจำแห่งโลกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวรรณกรรม พุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ที่มีคุณูปการต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่สืบไป ” นางสาวศศิกานต์ กล่าว
สามารถสืบค้นรายการเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทยได้ที่ https://www.nat.go.th/mow/th-th
พระเจ้าช้างเผือก (The King of the White Elephant) เป็นภาพยนตร์ไทยขาวดำ อำนวยการสร้างและเขียนบทโดย ปรีดี พนมยงค์ กำกับโดย สันธ์ วสุธาร ดัดแปลงจากนวนิยายภาษาอังกฤษชื่อเดียวกัน ซึ่งอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้ในการเผยแพร่แนวคิดเรื่องสันติภาพให้แก่นานาชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาพยนตร์เรื่องนี้ในปัจจุบัน ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) จาก องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จัดฉายรอบปฐมทัศน์โลกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2484 พร้อมกัน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย (ศาลาเฉลิมกรุง) สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา
วิทยาลัยนวัตกรรม และ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จัดฉายภาพยนตร์และเสวนา “ พระเจ้าช้างเผือก ” (The King of the White Elephant) ภาพยนตร์ในฐานะมรดกวัฒนธรรม สู่กระบวนการขึ้นทะเบียน “ ความทรงจำแห่งโลก ” วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568 ห้อง 404 ชั้น 4 วิทยาลัยนวัตกรรม อาคารอเนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วิทยากร
คุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เวฬุรีย์ เมธาวีวินิจ อาจารย์ประจำหลักสูตร BMCI
ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล
หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์กรณีพิพาท ไทย-เขมร
องค์หญิงได้รางวัลจาก UNESCO เรื่องอนุรักษ์ผ้าไทย (2568) ไม่ใช่ชุด
ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ครั้งเสด็จประพาสยุโรปช่วงต้นรัชกาล
https://www.facebook.com/share/v/1B3ViTUMXD/
เมื่อบริบทสังคมไทยและโลก เปลี่ยนแปลงจากสนามรบสู่สนามเศรษฐกิจ ปากท้อง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในหลากหลายมิติ
เปิดบทสนทนาใหม่ว่าด้วย “สันติภาพเหนือเส้นพรมแดน” ในเวทีเสวนาวิชาการเนื่องในวันสันติภาพไทย “เทศกาลสันติภาพ : Peace Festival Week” [7] ระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2568 ณ อาคารปัญญาพิพัฒน์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568
- ปาฐกถา: สิทธิมนุษยชนในงานสร้างสันติภาพ
- เสวนาวิชาการ: เปิดตัวหนังสือ โมฆสงคราม 80 ปีวันสันติภาพไทย ยุทธศาสตร์เอกราช สันติภาพเชิงรุก และบทเรียนเพื่ออนาคต
- เสวนา: ศิลปะเพื่อสันติภาพ
เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงาน Peace Week Festival: Beyond Border – Human Rights, Security, and Pathway to Peace พร้อมทั้งจัดปาฐกถาเรื่อง “ 80 ปี วันสันติภาพไทย สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ” โดย รศ.ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
อาจารย์ธำรงศักดิ์กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ที่สมาชิกขบวนการเสรีไทยกว่า 80,000 คนเดินขบวนบนถนนราชดำเนินเพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยถูกนับว่าเป็นชาติผู้แพ้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันต่อชาวโลกว่าไทยมิได้ฝักใฝ่สงคราม หากแต่ต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่นเพื่อปกป้องเอกราชของตนไว้ ภาพจำดังกล่าวยังดำรงอยู่ผ่านวัฒนธรรมสมัยนิยมที่ทำให้สังคมไทยผ่านความนิยมรับชมภาพยนตร์สงครามฝ่านสัมพันธมิตร แม้ความเป็นจริงรัฐบาลไทยยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยร่วมมือกับญี่ปุ่นและเกือบลงนามในสนธิสัญญากับเยอรมนีก็ตาม
อาจารย์ยังชี้ให้เห็นว่า ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของไทยมักเน้นเรื่องเศรษฐกิจ มากกว่าการมองสงครามเป็นกระบวนการสู่สันติภาพ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราช แต่ยังสะท้อนสถานะ “เอกราชที่ไม่สมบูรณ์” อันมีรากฐานมาจากสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริง ข้อเท็จจริงนี้สัมพันธ์กับ หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ได้แก่ เอกราช ความมั่นคง การทำมาหากิน ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา โดยเฉพาะวันที่ 10 ธันวาคมซึ่งเคยเป็นวันชาติ ถือเป็นมรดกสำคัญของประชาชน แต่ถูกลบเลือนไปหลังการรัฐประหาร
รศ.ดร. ธำรงศักดิ์ ยังได้อธิบายสาเหตุของกระแสชาตินิยมในสังคมไทย ผ่านการฉายภาพเล่าเรื่องใน 3 มิติหลัก ได้แก่
(1) การปลูกฝังโดยเจตนา โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 6 ที่นำพงศาวดารหลวงเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างภาพกษัตริย์นักรบอย่าง สมเด็จพระนเรศวรเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์ชาติ
(2) งานวรรณกรรมและการละครของหลวงวิจิตรวาทการ เช่น เลือดสุพรรณ และ ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน ที่สร้างจินตนาการชาตินิยม เปิดพื้นที่ให้สามัญชนและสตรีมีบทบาทก่อร่างสร้างชาติ และ
(3) วาทกรรม “ดินแดนที่สูญเสีย” ซึ่งแม้พรมแดนไทยถูกกำหนดขึ้นจริงครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่คำบอกเล่าของรัฐกลับสร้างความเชื่อว่าไทยสูญเสียดินแดนถึง 8 หรือแม้แต่ 14 ครั้ง กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอันทรงพลัง
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผ่านภาพยนตร์ “ พระเจ้าช้างเผือก ” ที่สะท้อนว่าไทยเป็นชาติรักสงบ พร้อมวิพากษ์ระบบศักดินาโดยเน้นความเสมอภาคระหว่างกษัตริย์กับราษฎร อย่างไรก็ตาม มรดกของขบวนการเสรีไทยกลับถูกบดบังด้วยรัฐประหารและความรุนแรงทางการเมือง รวมถึงเหตุการณ์ลอบสังหารรัฐมนตรีจากภาคอีสาน 4 ราย
อาจารย์ย้ำว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่เต็มไปด้วย วงจรแห่งความรุนแรง ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบรัฐประหารแล้วถึง 13 ครั้ง หรือเฉลี่ยเกือบหนึ่งครั้งในทุก ๆ 7 ปี อีกทั้งยังเกิดเหตุการณ์ที่รัฐใช้กำลังกับประชาชน เช่น 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 และ เมษายน–พฤษภาคม 2553 ปัจจุบัน การกดทับเชิงโครงสร้างยังคงดำเนินอยู่ ผ่านการใช้กำลังและ “ นิติสงคราม ” ดังที่เห็นจากการยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนให้การสนับสนุน
ในตอนท้าย อาจารย์สรุปว่า ชาตินิยมแบบราชานิยมและทหารนิยมมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำว่าผู้ศรัทธาในสันติภาพและประชาธิปไตยต้องกล้าที่จะส่งเสียง “สงครามก่อให้เกิดเพียงความรุนแรง แต่สันติภาพคือหนทางสู่ประชาธิปไตย”
วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 [8]เวลา 13.45 น. นายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มอบหมายให้ นางวิไล เจริญชัยสกุล รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย จัดโดย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว หัวหน้าฝ่าย หัวหน้ากลุ่มงาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ทายาทเสรีไทย ผู้แทนภาครัฐ เอกชน และประชาชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
กิจกรรมครบรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรม ความกล้าหาญ ความเสียสละของขบวนการเสรีไทย ที่มีคุณูปการต่อประเทศไทย ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการรักษาเอกราชและอธิปไตยของไทย รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เสรีไทย อนุสรณ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ภายในงานมีกิจกรรม ดังนี้
- การฉายวีดิทัศน์นำชมห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เสรีไทย อนุสรณ์
- กล่าวนำ โดย รศ. ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนม ยงค์ หัวข้อ “ยุติสงครามด้วยสันติธรรมประชาธิปไตย”
- ชุดการแสดงบนเวทีโดยสมาชิกศูนย์นันทนาการวัดเวฬุราชิณ กรุงเทพมหานคร
- ปาฐกถา โดย ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ในหัวข้อ “สันติภาพและเอกราชได้มาด้วยสมองและสองแขน”
- กิจกรรมการเสวนา เปิดตัวหนังสือ โมฆสงคราม : 80 ปีวันสันติภาพไทย ยุทธศาสตร์เอกราช สันติภาพเชิงรุก และบทเรียนเพื่ออนาคต
- รับชมภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก”
“ พระเจ้าช้างเผือก ” การต่อสู้ระหว่าง
‘ ผัวเดียวหลายเมีย ’ กับ ‘ ผัวเดียวเมียเดียว ’ [9]
หนังพระเจ้าช้างเผือก เปิดฉาก ขุนนางเรียกร้องให้กษัตริย์มีมเหสี 365 คน [10] ตอนจบ คุยเรื่องนี้อีก แต่ Kจักราขอมีคนเดียว นี่คือนโยบายกฎหมายผัวเดียวเมียเดียวของคณะราษฎรที่ประกาศใช้ได้ไม่กี่ปีก่อนสร้างหนัง กฎหมายผัวเดียวเมียเดียวนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมครอบครัวไทย เปลี่ยนมิติอำนาจชายเป็นใหญ่เหนือผู้หญิง เปลี่ยนมิติลูกเมียน้อยเมียหลวง ไปอย่างสิ้นเชิงมาจนถึงปัจจุบัน แต่หนังย้อนยุคในทีวีไทยจำนวนมากในปัจจุบัน ทั้งย้อนยุคอยุธยา ย้อนยุครัตนโกสินทร์ ไม่ให้ตัวแสดงกินหมากฟันดำอีกต่อไป บอกว่าเพื่อทันสมัย แต่กลับพยายามรักษาค่านิยมครอบครัวขุนนางมีเมียหลายคนอยู่ในบ้านเดียวกันไว้
“ พระเจ้าช้างเผือก” ภาพยนตร์มรดกโลกของไทยเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอเพียงแค่อุดมการณ์สันติภาพเท่านั้น แต่ยังซ่อนนัยสำคัญของการต่อสู้ระหว่างระบบครอบครัว ‘ผัวเดียวหลายเมีย’ กับ ‘ผัวเดียวเมียเดียว’ ในยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม
เรื่องราวการประลองของ “ พระเจ้าจักรา ” และ ‘ พระเจ้าหงสา ’ คือการปะทะกันของอุดมการณ์ผู้ชายสองยุคสมัย โดยพระเจ้าจักราเป็นตัวแทนของ ‘ชายแท้แบบใหม่’ ที่ปฏิเสธการมีมเหสีและสนม 365 นาง หันมามุ่งเน้นเรื่องบ้านเมืองแทน ต่างจากพระเจ้าหงสา ‘ ชายแท้แบบเก่า ’
น่าสนใจยิ่งคือบทบาทของตัวละคร ‘ เรณู ’ ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของ ‘ สตรีใหม่ ’ ในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่กล้าแสดงความคิดเห็นและเป็น ‘ฝ่ายรุก’ ในการแสดงความสนใจต่อพระเจ้าจักรา สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิวัติบทบาทสตรีที่เริ่มมีความเท่าเทียมทางสังคมมากขึ้น
บทความนี้ชวนให้เราย้อนมองภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพียง 9 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดย ‘ปรีดี พนมยงค์’ ในมุมที่เกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเพศสถานะ สะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้ระหว่างแนวคิดเก่าและใหม่ในเรื่องครอบครัวนั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
อยากรู้ลึกว่าภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ซ่อนนัยอะไรไว้บ้าง? และเพราะเหตุใดจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโก? กดอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์!
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
ภาพ: ยูทูบ Film Archive Thailand (หอภาพยนตร์)
มโนทัศน์รักเดียวใจเดียวและปัญหาเมียน้อย ในทศวรรษ 2490 – 2530[11] (Monogamous Ideology and The Mistresses Problem in the 1940s - 1980s decade / ตรงกับหลังอังกฤษปฏิวัติวัฒนธรรม ต้นศว.18-ปลายศว.19
โดยปวีณา กุดแถลง Paweena Guttalang
นิสิตปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Master’s Student Department of History, Faculty of Arts, Chulalongkorn University
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต เรื่อง “มโนทัศน์ความเป็นหญิงและความเป็นชายในนิตยสารสตรีสาร พ.ศ. 2491-2539”
อันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับบทความ 4 กย. 2561 แก้ไข 27 ก.ย. 2561 อนุมัติให้ตีพิมพ์ 1 ต.ค. 2561
photo : ร้านมายาพานิชย์ (หอภาพยนตร์แห่งชาติ)
DVD และหนังสือพระเจ้าช้างเผือก
พระเจ้าช้างเผือก (อังกฤษ: The King of the White Elephant) เป็นภาพยนตร์ไทยขาวดำ ในระบบ 35 มม.[1] บันทึกเสียงขณะถ่ายทำ ให้เสียงเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2483 เพื่อส่งไปประกวดรางวัลสันติภาพเพื่อรางวัลโนเบิล (Noble Prize for Peace) ที่สหรัฐอเมริกา ออกฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2484 โดยฉายรอบปฐมทัศน์พร้อมกันที่ ศาลาเฉลิมกรุง สิงคโปร์ และ นิวยอร์ก อำนวยการสร้างและเขียนบทโดย ปรีดี พนมยงค์ กำกับโดย สันธ์ วสุธาร กำกับภาพโดย ประสาท สุขุม
- DVD พระเจ้าช้างเผือก ราคา 300 บาท
- หนังสือ พระเจ้าช้างเผือก ราคา 200 บาท
วาระร่วมฉลอง “ พระเจ้าช้างเผือก” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ทางร้าน มายาพานิชย์ (หอภาพยนตร์) ลดราคาพิเศษ BOXSET DVD พระเจ้าช้างเผือก จาก 300 บาท เหลือ 240 บาท กับหนังสือ พระเจ้าช้างเผือก 2 ภาษา ราคา 200 บาท เหลือ 160 บาท ซื้อ 2 อย่าง จากราคาเต็ม 500 บาท เหลือเพียง 400 บาท
สนใจสั่งซื้อได้ที่หอภาพยนตร์ หรือสั่งออนไลน์ได้ทาง facebook page มายาพานิชย์-หอภาพยนตร์
และ Line id : mayapanichshop โทร. 063-465-7227
คำนำ : ยุทธศาสตร์เอกราช สันติภาพเชิงรุก และบทเรียนเพื่ออนาคต
แปดทศวรรษผันผ่านจากเช้าวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 วันที่ประเทศไทยประกาศ "สันติภาพ" ยุติสถานะสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเป็นทางการ คำประกาศฉบับนั้นไม่ใช่เพียงบทสรุปของมหาสงคราม หากคือหลักหมุดทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่า ชาติเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถยืนหยัดรักษาเอกราชและศักดิ์ศรีของตนไว้ได้ ด้วยพลังแห่งปัญญา ยุทธศาสตร์ และความเสียสละของผู้กล้า
วาระรอบ 80 ปี วันสันติภาพไทย จึงเป็นโอกาสเหมาะยิงในการย้อนทบทวนภูมิปัญญาในอดีต เชื่อมโยงกับปัจจุบัน และวางรากฐานสู่อนาคต
“โมฆสงคราม” คือผลงานเชิงประจักษ์ของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้รับการจัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2558 ในวาระครบรอบ 70 ปี “วันสันติภาพไทย”
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นบรรณาการแด่สันติภาพ ในวาระ 80 ปี "วันสันติภาพไทย" โดยกองบรรณาธิการได้แก้ไขคำผิด ขยายเชิงอรรถ และเพิ่มเติมเอกสารสำคัญ เพื่อให้ผู้อ่านร่วมสมัยเข้าถึงบริบททางประวัติศาสตร์ และ “ยุทธศาสตร์เอกราช” ของไทยได้อย่างรอบด้านยุทธศาสตร์ดังกล่าวหยั่งรากใน “หลักเอกราช” อันเป็นหลักข้อแรกในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งกำหนดให้ต้องพิทักษ์อิสรภาพของชาติทั้งทางการเมือง การศาล และเศรษฐกิจ ไว้ให้มั่นคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในยุคนั้นต่างปฏิญาณจะธำรงหลักนี้อย่างเคร่งครัด และนำพารัฐนาวาไทยในช่วงทศวรรษ 2470-2480 ยกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรม และล้มเลิก "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ที่ชาติตะวันตกเคยถือเหนือไทยจนหมดสิ้น
ต่อมา หลักเดียวกันนี้ ได้กลายเป็นเสาหลักทางอุดมการณ์ของ “ขบวนการเสรีไทย” และเป็นหัวใจในนโยบายของนายปรีดี พนมยงค์ ที่มุ่งฟื้นฟูเอกราชและอธิปไตยของชาติให้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทภาคสนามและเวทีการทูตของเสรีไทย คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม จนสามารถฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างสง่างาม
สำหรับการพิมพ์ครั้งที่ 2 ได้เพิ่มเติมเนื้อหาสำคัญ ได้แก่
- คำชี้แจงภาพยนตร์และนวนิยาย "พระเจ้าช้างเผือก"—งานประพันธ์ภาษาอังกฤษชิ้นแรกของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเขียนขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ่ายทอดวิสัยทัศน์สันติภาพผ่านพุทธภาษิต “นตถิ สนติปรํ สุขํ" (สุขอื่น ยิ่งกว่าความสันติ ไม่มี) และถ้อยคำเตือนใจว่า “ชัยชนะแห่งสันติภาพ หาได้มีชื่อเสียงบรรลือนามน้อยกว่าชัยชนะแห่งสงครามไม่” ถ้อยคำนี้ไม่เพียงสื่ออุดมคติของผู้ประพันธ์ หากยังฝังรากอยู่ในวิธีคิดทางการเมืองของนายปรีดี และเป็นรากฐานของวิเทโศบายที่นำพาไทยหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามในเวลาต่อมา
- “จดหมายถึงพระพิศาลสุขุมวิท”—เอกสารส่วนบุคคลที่เปิดเผยภาพลึกของการเจรจา การตัดสินใจ และจุดเปลี่ยนในนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
- บทวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์เอกราช” พร้อมชุดเอกสารทางการทูตที่เผยแพร่ครบถ้วนเป็นครั้งแรก ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของสงครามและสันติภาพในเชิงโครงสร้าง และ สะท้อนแนวคิด “สันติภาพเชิงรุก” ซึ่งยืนหยัดปกป้องอธิปไตย พร้อมปฏิเสธสงครามอันไม่ชอบธรรม
เรื่องราวความสำคัญของ “ พระเจ้าช้างเผือก” ภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์ไทยอนุรักษ์ไว้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดย องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2568 พร้อมกับตัวเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง ได้รับการอนุรักษ์ โดย หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พระเจ้าช้างเผือก เป็นภาพยนตร์ไทยพูดภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2484 เพื่อเผยแพร่แนวคิดเรื่องสันติภาพให้แก่นานาประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อำนวยการสร้างและเขียนเรื่องโดย ปรีดี พนมยงค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องยาวเพียงเรื่องเดียวจากยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หลงเหลือในสภาพสมบูรณ์เต็มเรื่อง
สามารถชมภาพยนตร์ “ พระเจ้าช้างเผือก ” เต็มเรื่อง ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=uiu7-X0Kh_U
[2] ปริศนา ตุ้มชัยพร, “๗ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ช. ช้าง”, หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี, สืบค้น 15 สิงหาคม 2568
[3] วิภา จิรภาไพศาล, ช้างเผือกสัตว์คู่พระบารมี , สืบค้น 15 สิงหาคม 2568 https://www.silpa-mag.com/history/article_149611
[4] Peace Festival Week 2025, Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol University, สืบค้น 5 สิงหาคม 2568 https://www.facebook.com/IHRP.Mahidol/videos/773204632118308
[5] ประกาศสันติภาพ , สถาบันปรีดี พนมยงค์ , สืบค้น 5 สิงหาคม 2568 https://pridi.or.th/th/content/2021/08/797
[6] “ พระเจ้าช้างเผือก : ภาพยนตร์ เสรีไทย และเสียงแห่งสันติภาพในความทรงจำของโลก ”, สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สืบค้น 16 สิงหาคม 2568 https://www.facebook.com/share/v/16mrdw6ri8/