ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม

คือผู้อภิวัฒน์ THE REVOLUTIONIST, 1932 ถึง Reading Theatre 2026

2
กรกฎาคม
2569

 

พื้นที่แห่งปัญญา สาธารณะ อภิวัฒน์   Living Democrazy

ในวาระสำคัญวันเปิดที่ทำการใหม่ของ สถาบันปรีดี พนมยงค์ 22-24 มิถุนายน 2569  ละครเวที “ คือผู้อภิวัฒน์  THE REVOLUTIONIST, 1932 ” ชีวประวัติรัฐบุรุษผู้อภิวัฒน์สยาม ได้กลับมาทำหน้าที่เป็นศิลปะกระบอกเสียง ที่ทั้งทวนคำถามและให้นิยามคำตอบต่อข้อกังขาในยุคเปลี่ยนผ่านการปกครอง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผ่านศิลปะการแสดงแขนงพิเศษ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ อุดมการณ์ และปณิธานเพื่อมวลชน บนรูปแบบที่บอกอัตลักษณ์รัฐบุรุษผ่านงาน Reading Theatre ของเหล่าศิษย์เก่าพระจันทร์เสี้ยวการละคร สะท้อนคุณูปการ ส่งผ่าน “ ความจริง ” [1]เป็นสิ่งที่โลกประจักษ์ด้วย “ ละครครู ” ที่มีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ 40 ปีเต็ม ตรงกับวาระครบรอบ 94 ปี แห่งการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 ประวัติศาสตร์ช่วงที่ถูกนำไปตีความผ่านสื่อมากที่สุด ผลิตชุดความเชื่อเพื่อจุดประสงค์ เจตจำนงส่งสารที่มีผลต่อปฏิบัติการความมั่นคงของชาติ ฯลฯ

“ คือผู้อภิวัฒน์ ” เป็นละครแนวร่วมสมัยที่ถูกนำกลับมาจัดแสดงมากครั้งที่สุดของ คณะพระจันทร์เสี้ยวการละคร เพราะบทละครที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดของละครเวทีไทยในแนวทาง “ Breachtian ” [2] (เป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมคิดวิเคราะห์ แทนการมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวเหมือนละครทั่วไป ตัดอุปกรณ์ประกอบฉาก เชิดเพียง acting กับ ดนตรี และเทคนิคต่าง ๆ เพื่อใช้เตือนสติผู้ชมอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือ การแสดง ’ เน้นพูด บรรยาย มีจุดหมายสำคัญเพื่อสังคม)

และเป็นละครเวทีเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เข้มข้นทั้งความคิดและรูปแบบการนำเสนอ เพื่อให้ศิลปะการแสดงได้ทำหน้าที่อย่างมีหมุดหมาย อธิบายใจความสำคัญของการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย ในทิศทางที่ถูกต้องตามบริบทประวัติศาสตร์ชาติ และประกาศหลัก 6 ประการ อุดมการณ์ของ “ คณะราษฎร ” เพื่อยังประโยชน์สุขแก่ทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ในแนวทางของระบอบประชาธิปไตย

 

 

“ อภิวัฒน์ ”

คำ “ อภิวัฒน์ ” ประกอบด้วยคำ อภิ ซึ่งเป็นคำใช้นำหน้าศัพท์ มีความหมายว่า ยิ่ง, วิเศษ, เหนือ กับคำว่า วัฒน์ ซึ่งแปลว่า ความเจริญ ความงอกงาม เมื่อรวมความหมายของทั้งสองคำแล้ว ได้ความว่า ความงอกงามอย่างยิ่งหรืออย่างวิเศษ

ส่วนวิธีการจะบรรลุนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น วิธีการรัฐสภา ก็อาจเป็นวิธีการเข้าสู่การอภิวัฒน์ได้ การเปลี่ยนเครื่องมือ การผลิตที่ก้าวหน้าอย่างยิ่ง เป็นต้น

การเปลี่ยนเครื่องมือหัตถกรรม มาเป็นเครื่องจักรไอน้ำ ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า REVOLUTION ได้เหมือนกัน มิใช่จะมีแต่วิธีสงครามเท่านั้น วิธีสงครามโดยลำพังจะเป็นวิธีอภิวัฒน์เสมอไปไม่ได้ ดังนั้น ในภาษาอังกฤษ ถ้าหมายถึงสงครามอภิวัฒน์แล้ว ก็เรียกเต็มประโยคว่า REVOLUTION WAR ไม่ใช่ REVOLUTION ลอย ๆ

ปฏิวัติ ศัพท์นั้นไม่เหมาะที่จะนำมาใช้สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า เพราะคำว่า “ ปฏิ ” เป็นอุปสรรค ที่แปลว่า ทวน, กลับ, โต้ เมื่อนำมาใช้หน้าศัพท์ “ วัติ ” แล้ว มีความหมายตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ไว้อย่างถูกต้อง คือ ความหมายแรกทีเดียวนั้น ได้แก่ “ การหมุนกลับ ” แม้พจนานุกรมนั้นจะฝืนเติมความหมายที่สองไว้ว่า “ การผันแปรเปลี่ยนหลักมูล ” ก็ตาม แต่ก็เป็นการเขียนขึ้นชนิดออกห่างจากมูลศัพท์มาก อีกทั้งไม่สามารถจะแก้ให้คำนี้มีความหมายว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า

ถ้าท่านผู้ใดรักคำ “ วัติ ” อยู่ จะเอา “ อภิ ” ไปประกอบกับ “ วัติ ” ก็ได้ ซึ่งแปลว่า การหมุนที่ยิ่ง หรือการหมุนอย่างวิเศษ อันมิใช่การหมุนหลังถอยกลับ

ปรีดี พนมยงค์

 

 

วิถีโคจรของละคร “ คือผู้อภิวัฒน์ ”    
THE REVOLUTIONIST, 1932

พระจันทร์บันทึก : วาระแรก ละครเวที    
“ คือผู้อภิวัฒน์ THE REVOLUTIONIST, 1932 ” [3]

ละครเวที “คือผู้อภิวัฒน์” ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2530 และเปิดแสดงจริงในวันที่ 3, 4, 5 และ 10, 11, 12 กรกฎาคม 2530 ณ หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้จัดขึ้น โดยมิใช่มีเพียงวัตถุประสงค์และเหตุผลที่ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ประศาสน์การ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เท่านั้น หากจุดประสงค์ที่แท้จริงของการจัดละครในครั้งนั้นต้องการที่จะนำเสนออุดมการณ์ของท่าน ซึ่งมีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้นในวิถีต่าง ๆ โดยหวังที่จะสื่อผ่านรูปแบบการละครเพื่อเป็นการตั้งคำถาม ว่าอุดมการณ์เหล่านี้จะได้รับการตอบขานเช่นไรจากสังคมและชนรุ่นใหม่ของสังคมไทย และวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งคือการหารายได้ เพื่อร่วมสมทบทุนในการก่อสร้าง “สถาบันปรีดี พนมยงค์”

ละครเรื่องนี้ได้ถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้วว่าให้เป็น ละครเอพิค (Epic Theatre) และเป็นชีวประวัติของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ด้วยเหตุผลที่ว่า Epic Theatre เป็นละครที่ไม่เน้นอารมณ์ แต่มุ่งให้เกิดความหมายทางด้านความคิดและสติปัญญาในขณะรับชม ละครในรูปแบบนี้เป็นผลผลิตทางความคิดของ “แบร์ทอลท์ เบรคชท์” (Bertolt Brecht) นักการละครชาวเยอรมัน ซึ่งบทละครที่มีชื่อเสียงของเขาได้ถูกนำมาทำเป็นละครเวทีโดยนักการละครชาวไทยแล้วหลายเรื่อง อาทิ กาลิเลโอ คนดีที่เสฉวน และ แม่ค้าสงคราม

 

 

คำรณ คุณะดิลก เคยกล่าวถึงการเลือกใช้ศิลปะกับละครเรื่องนี้ว่า “...ละครก็เป็น อิลลูชั่น (Illusion) หรือ ภาพหลอนชั้นหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ระวังก็จะสร้างภาพหลอน ๒ ชั้นให้คนดูปวดหัวได้ อันนี้ผมเอามาจากหลักของ อังตวน อาร์โตด์ (Antoin Artaud) อาร์โตด์ นักกละครรุ่นใหม่ของฝรั่งเศส แล้วที่เลือกชีวะประวัติท่านปรีดีก็เพราะอยากจะทดลองงานสัก ๓ อย่าง คือ การทำละครชีวประวัติมันยาก ยากเรื่องข้อมูลและความถูกต้อง แล้วข้อเขียนของอาจารย์ปรีดีเอง รวมทั้งข้อเขียนของคนอื่น ๆ เกี่ยวกับท่าน ก็มักจะเป็นวิชาการมาก ๆ ผมไม่กล้าใส่ไข่นัก แต่ก็จะสร้างให้ Dramatic ตึงเครียดเพื่อดึงคนดู ใช้แทนความสนุกสนานแบบธรรมดา ๆ อีกอย่าง ก็อยากจะฝึกนักแสดงละครรุ่นใหม่เป็นกลุ่มเลย คัดเฉพาะนักศึกษาปี ๒ หมด ไม่เคยแสดงมาก่อน ชาย ๖ หญิง ๖ ดูซิว่าเขาจะมีพลังไหมบนเวที ฝึกมาหลายอาทิตย์ทำท่าว่าสักครึ่งมีแววเป็นนักแสดงได้

แล้วประเด็นสุดท้ายที่เลือกรูปแบบละครนี้ นำชีวิตอาจารย์ปรีดีมาทำก็เพราะเห็นว่าท่านสมถะ เรียบง่าย แต่พุ่งเข้าชนปัญหา รูปแบบละครของเราก็จะสมถะ มีแสง มีเสียง แต่ไม่มีฉาก เพลงประกอบเป็นเพลงธรรมศาสตร์บ้าง เพลงชาติผรั่งเศสบ้าง เพลงคนทำทาง เพลงต้นกล้า และเพลงแองแตร์นาซิอองนาล...”

บทละครเรื่อง “ คือผู้อภิวัฒน์ ” ถูกสร้างขึ้นพร้อม ๆ กับการค้นหาการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และนามธรรม โดยการจัดองค์ประกอบการเคลื่อนไหว การยืนที่มีความหมายบนแท่นลาดเอียงสีดำ 3 แท่น ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามจุดต่าง ๆ ของเวที เพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวประวัติของ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตลอดอายุขัย รูปแบบของละครไม่เน้นฉากอุปกรณ์ที่ใหญ่โตอลังการ เสื้อผ้านักแสดงยืนพื้นที่ชุดผ้าดำ เพื่อการเคลื่อนไหวที่สะดวก โดยใช้แนวทางของ Poor Theatre อันเป็นวิธีคิดที่ได้มาจากการทำ Theatre Lab ของ เจอร์ซี่ โกรโทสกี้ (Jerzy Grotowski [4]เป็นผู้กำกับ นักทฤษฎี และนักปฏิรูปการละครชาวโปแลนด์ ผู้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการศิลปะการแสดงระดับโลก โดดเด่นด้วยการก่อตั้งโรงละครทดลอง และการคิดค้นแนวคิดการแสดงที่เรียกว่า Poor Theatre) ที่มีปรัชญาความคิดหลักที่ว่า หัวใจของการแสดงอยู่ที่ร่างกาย มิใช่องค์ประกอบภายนอกที่ไม่จำเป็น

 

 

การเลือกรูปแบบนี้มารองรับเพราะเรื่องราวของ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มีหัวใจหลักของเรื่องอยู่ที่แก่นความคิด การนำเสนอภาพองค์ประกอบภายนอกที่ใหญ่โตหรูหราเกินความจำเป็นจะทำให้พลังของสารสาระไม่ถูกขับออกมา

ละครเรื่องนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างครอบคลุม เข้มข้น อาทิ เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 , ขบวนการเสรีไทย ฯลฯ ซึ่งถือเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์บนละครเวที

ในขั้นต้นนั้น ทางสภานักศึกษาได้ประกาศรับสมัครนักแสดงละครเวทีใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการตามความตั้งใจของครู คำรณ คุณะดิลก ที่ต้องการจะสร้างนักแสดงรุ่นใหม่ขึ้นเฉพาะสำหรับโครงการ มีนักศึกษาสมัครเข้าร่วมทั้งสิ้นรวม 100 คน

เข้าร่วมการฝึกฝนโดยเริ่มต้น Warm up ร่างกายในลักษณะการฝึกการหายใจ การปรับการเคลื่อนไหว การฝึกด้านพลัง Force & Dynamic เป็นเบื้องต้น การฝึกฝนในรูปแบบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการแสดงที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น กลุ่มนักศึกษาที่เข้าร่วม Work shop 100 คน ลดจำนวนลงเหลือเพียง 15 คน ด้วยการฝึกทางร่างกายที่ค่อนข้างหนักและใช้เวลานานถึง 1 ปี ในที่สุดก็สมารถคัดเลือกนักแสดงหลักประกอบด้วย ชาย 6 คน หญิง 6 คน ภายใต้การใช้ชื่อกลุ่มทางการแสดงว่า “นักแสดงไร้ชื่อ”

 

 

ละคร “ คือผู้อภิวัฒน์ ” กำกับการแสดงโดย คำรณ คุณะดิลก เปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน และ 3-4-5 , 10-11-12 กรกฎาคม 2530 ณ หอศิลปวัฒนธรรม (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี และก่อกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงรูปแบบที่โดดเด่นและเนื้อหาที่เฉียบคม โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษคือ “ ฉากรีรีข้าวสาร ” อันเป็นการละเล่นของไทย ที่ถูกนำมาเทียบเคียงกับการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการขึ้นครองอำนาจได้อย่างน่าสนใจ จนได้รับคำเรียกร้องให้กลับมาจัดแสดงใหม่เป็นครั้งที่ 2 ณ หอศิลป์ พีระศรี กรุงเทพ ในวันที่ 30-31 ตุลาคม 2530 และวันที่ 6-7-8 พฤศจิกายน 2530 หลังจากนั้นจึงเดินทางขึ้นไปยังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเปิดการแสดง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งสิ้น 4 รอบ และเปิดการแสดงที่จังหวัดปัตตานีอีก 2 รอบ การจัดการแสดงในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อคณะละครเป็น “ กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว(ใหม่) ”

นักแสดง ปรีดี - นิติธร เยี่ยมสมบัติ , ทรง - ไตรรัตน์ เฑียรฆชาติ , แปลก - นิมิตร พิพิธกุล , ประยูร สายสีมา - นันทฤทธิ์ พัฒนสุวรนันทร์ , พลอย - วัลลภา อิ่มในพงษ์ 
ผู้บรรยาย วิไล ลีนะเสจริญกุล , สุวรรณี นำพิทักษธ์ชัยกุล , พูนศุข - สุวรรณี กัลยาณสันต์ 
ผู้เล่าเรื่อง พิมพกา โตวิระ , เล็ก - จันทร์ช่วง องค์ศิริวิทยา , พหล - ยิ่งยอด กมัญชุวิสิฐ , มโน - สุเมธ นุรักษณ์ 
ทีมงาน
ผู้จัดการทั่วไป วิทเยนทร์ มุตตามระ 
ศิลปกรรม วินัย สัตตะรุจาวงษ์ 
ประชาสัมพันธ์ วินัย สัตตะรุจาวงษ์ , อัญชนา สุนทรพิทักษ์ และ สิริปรียารี บุณยรัตพันธุ์ 
ฝ่ายการแสดง ดวงดาว คำพุท , กิตติพร ใจบุญ , พรรณวดี จันโทลิก , ยุพา พิพัฑน์พวงทอง และ เสาวนีย์ ดุษฎีสุรพจน์ 
แสง ปิยฉัตร ประยูรเวช เสียง ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์

 

 

8 ปีต่อมา ละคร “คือผู้อภิวัฒน์” กลับมาแสดงอีกครั้งในวาระเปิด สถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2538 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 และได้รับเชิญเข้าร่วมใน เทศกาลละครครั้งที่ 1 ณ ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ เมื่อ วันที่ 28-29 มิถุนายน 2538 และ 5-6 กรกฎาคม 2538 โดยทีมนักแสดงรุ่นใหม่ (ยกเว้น “นิมิตร พิพิธกุล” สมาชิกจากกลุ่ม “นักแสดงไร้ชื่อ” ที่กลับมาร่วมในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับการแสดงและผู้จัดการโครงการด้วย) การแสดงยังคงรูปแบบเหมือนเดิมทุกอย่าง ใช้เวลาในการผึกซ้อมนักแสดงเพียง 3 เดือน เท่านั้น

กำกับการแสดง คำรณ คุณะดิรก / ผู้ช่วยกำกับการแสดง นิมิตร พิพิธกุล

นักแสดง :

ปรีดี โดย อภิศักดิ์ สนจด 
ทรง โดย ศราวุธ ส่งศรี 
แปลก นิมิตร พิพิธกุล 
พหล โดย กอบชัย ชูโต 
มโน โดย อดิศร(อั๋น) 
สาย สีมา โดย เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ 
พูนศุข โดย รัชนี วิศิษฎ์วโรดม 
พลอย โดย ธีรนันท์ นาคทอง 
เล็ก โดย กิ่งแก้ว รณศิริ 
คนเล่าเรื่อง โดย ลักษนันท์ โกสินทรกุล 
ผู้บรรยาย,พี่ตุลา โดย ชวนพิศ ธีรบุญชัยกุล 
น้องตุลา โดย บุศราพร ทองมั่น 
กำกับเวที ดวงพร เรืองอำไพภัทร และ ดวงกมล โพธิ์ปริสุทธิ์ 
อุปกรณ์ประกอบฉาก กอบชัย ชูโต และ ดวงกมล โพธิ์ปริสุทธิ์ 
ฉาก ปริญญา สุทธิประเสริฐ , เจษฎธวัช ชวนะพงศ์ , นรเศรษฐ์ สุภัณวงษ์ 
เมธา สกุลช่างสัจจะทัย

 

 

ปี 2542 ละครเวที “คือผู้อภิวัฒน์” ได้นำกลับมาแสดงอีกครั้งในวาระฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ โดย “พระจันทร์เสี้ยวการละคร” เมื่อ วันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ และ 5-7 มีนาคม พ.ศ. 2542 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ถ.สุขุมวิท 55  กรุงเทพฯ

กำกับการแสดง : นิมิตรพิพิธกุล

นักแสดง :

ปรีดี โดย นิมิตรพิธกุล 
มโน โดย สุนทร มีศรี 
คนเล่าเรื่อง , พูนศุข โดย พิณทิพย์สัตย์เพริศพราย 
ผู้วิจัย, พลอย โดย สินีนาฏ เกษประไพ 
สายสีมา  โดย ธีระวัฒน์ มุลวิไล 
พี่ตุลา โดย ผิวน้ำ เฉลิมญาติ 
ผู้ควบคุมทฤษฎี, น้องตุลา โดย ฟารีดา จิราพันธุ์ 
ทรง โดย วัลลภ แสงจ้อย 
พหล โดย ปกรณ์ รังสิตเตอร์ 
ประยูร โดย ชาติชาย เกษนัส และ เล็ก วรลักษณ์ แซ่จึง 
ผู้ตรวจสอบ โดย พฤษา รุ่งแสง 
ทรง รุจิโรจน์ โดย ธนสารกิตติวัฒน์ 
นักดนตรี : 
อานันท์ นาคคง และ หิรัญ บุญชื่น 
ทีมงาน : ออกแบบแสง ทวิทธิ์ เกษประไพ , สวม 
สหวัฏฏ์ ศรีหิรัญ, ใหญ่เมือง อร่ามเรืองไพศาล 
ชั้นนำแสง กมลนัฏฐ์อินทรตั้ง 
เสียงต้นแบบ รุจิโรจน์ ธนสารกิตติวัฒน์, กานต์ ผู้นำไชย 
DVD 
Stephan Funke, พงษ์สิทธิ์ ศิลปสุวรรณชัย, คมกริช แฟลชโซล, ทวิทธิ์ เกษประไพ 
ประชาสัมพันธ์ กวินพร เจริญศรี, ปัฏฐยา โอฟริต, วินิจรอด มี 
ฝึกขับร้องร้อง ปาริชาติ จันทร์ไทย 
เวที สินีฏาฏ เกษประไพ 
ดูแลการผลิต พิณทิพย์ สัตย์เพริดพราย

 

 

หลังเสร็จสิ้นจากกากรแสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ 11 รอบ พระจันทร์เสี้ยวการละคร ได้มีโอกาสเดินทางไปเปิดการแสดงในทวีปยุโรป 3 ประเทศ ด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่ประเทศฝรั่งเศสที่ซึ่ง อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้จัดประชุมก่อตั้งคณะราษฎรเป็นครั้งแรก และเป็นประเทศแม่แบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แล้วเดินทางต่อไปยังกรุงอัมสเตอร์ดามประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจบการแสดงมีการใช้เนื้อหาในละครเป็นประเด็นในการเสวนา โดย Dr.Han ten Brummelhuis ที่ปรึกษาไทยคดีศึกษาประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำการเสวนา จุดสุดท้ายในการเดินทางคือกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเด็น ที่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และมีความกระตือรือร้นในการลงคะแนนเสียงมวลชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มศาลาไทย และ กลุ่มไทยศึกษา

กำหนดการสัญจร : 
30 มิถุนายน 2542 Salle Municipelle e’me Arroumdissement, Paris, France 
4 กรกฎาคม 2542 Dee Rode Hoed Theatre, Amsterdam, The Netherlands 
9-10 กรกฎาคม 2542 Boulevard Theatern, Stockholm, Sweden

ต่อจากนั้นได้เดินทางไปเปิดการแสดงที่สหรัฐอเมริกา ใน 4 รัฐ ได้แก่ ลอสแองเจอลิส, ซานฟรานซิสโก, ชิคาโก และ นิวยอร์ค โดยได้รับการต้อนรับจากชุมชนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นอย่างดี มีผู้สนใจมาชมการแสดงอย่างคับคั่ง และกลับไทยมาทัวร์อีกหลายจังหวัดในปี 2543

 

 

ปี 2543 พระจันทร์เสี้ยวการละคร นำ “ คือผู้อภิวัฒน์ ” จัดแสดงต่อเนื่อง กำกับการแสดง โดย นิมิตร พิพิธกุล และ พิณทิพย์ สัตย์เพริศพราย ได้ฝึกนักแสดงรุ่นใหม่เพิ่มอีก 12 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นนักศึกษาจากหลายสถาบันที่มีความสนใจละครที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้นเข้าเป็นสมาชิกและเพื่อแสดง ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ และสัญจรไปต่างจังหวัดได้แก่ จ.อยุธยา, จ.นครศรีธรรมราช และ จ.ชลบุรี โดยในครั้งนี้การฝึกฝนเป็นการฝึกฝนพื้นฐานสำคัญ และมีการปรับด้านการแสดงตามความเหมาะสม โดยเน้นการเล่าเรื่องที่กระชับฉับไวมากขึ้น

นักแสดง :

ปรีดี โดย เกรียงไกร ฟูเกษม 
ทรง โดย ประวิทย์ หิรัญพฤกษ์ 
แปลก โดย กวินธร แสงสาคร 
พหล โดย เดชอุดม ชูดำ 
มโน โดย ธเนศ ม่วงทอง 
พลอย โดย นริศรา สนเอี่ยม 
ช้อย โดย พัชรินทร์ นามโสม 
นักดนตรี : ปิติพงษ์ งามญานประยูร และ ธนาคม ชราปธีป 
ู้บรรยาย โดย ฉัตรชัย พุดซ้อน 
พูนศุข โดย ศรวณี โดย ยอดนุ่น 
สาย สีมา โดย ทศพร มงคล 
คึกฤทธิ์ โดย สุธิชา ภิรมย์นุ่ม

 

 

“ คือผู้อภิวัฒน์ ” จัดแสดงอีกครั้งในวาระครบรอบชาตกาล 110 ปีรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ครบรอบ 78 ปี การอภิวัฒน์ไทย 28 มิถุนายน 2475  ครบรอบ 15 ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์‏ และในพิธีเปิดห้องนิทรรศการ “ห้องแห่งแรงบันดาลใจ ปรีดี พนมยงค์” จัดแสดง ณ หอประชุม สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 2, 3 และ 4 กรกฏาคม 2553 (รวม 5 รอบ)

จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 250 บาท) 
พิเศษ... หลังรอบบ่ายเสาร์-อาทิตย์ มีเสวนาหลังละคร 
หัวข้อ “คนกับละคร...ละครกับสังคม” 
ร่วมพูดคุยกับ คำรณ คุณะดิลก, สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย และ สินีนาฏ เกษประไพ 
วันเสาร์ 3 มิ.ย.2553 ดำเนินรายการโดย อ.ภาสกร อินทุมาร 
วันอาทิตย์ 4 มิ.ย.2553 ดำเนินรายการโดย อ.อภิรักษ์ ชัยปัญหา

หลังจากเปิดการแสดงละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ที่กรุงเทพไปแล้ว 5 รอบ คณะพระจันทร์เสี้ยว สัญจรเชียงใหม่ ไปจัดแสดงอีกครั้ง 2 รอบเมื่อ วันที่ 21-22 สิงหาคม 2553  ณ ห้องประชุม มล. ตุ้ย ชั้น 8 อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บัตรราคา 200 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 100 บาท) ได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น

 

 

 

 

เนื่องในวาระครบรอบ 120 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ สาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดแสดงละคอนเวทีประจำปี 2563 เรื่อง “ คือผู้อภิวัฒน์ Le Revolutionnaire ” [5] ณ โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ( Thammasat Playhouse ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต บทโดย คำรณ คุณะดิลก และพระจันทร์เสี้ยวการละคร กำกับการแสดงโดย สินีนาฏ เกษประไพ แสดงโดย นักศึกษาสาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

รอบการแสดง 29 ตุลาคม ( รอบสื่อ14:00 น. ) 30-31 ตุลาคม 2563

1 , 5 , 6 , 7 , 8 พฤศจิกายน 2563

จองบัตร www.ticketmelon.com รับชมฟรีทุกรอบการแสดง !

 

 

“ คือผู้อภิวัฒน์ ” Reading Theatre

ล่าสุด “ คือผู้อภิวัฒน์ ” ได้กลับมาอีกครั้งในวาระเปิดที่ทำการใหม่ในพื้นที่เดิม ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ เมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ครั้งนี้เป็นการแสดงในรูปแบบ Reading Theatre อ่านบางช่วงของบทละครเดิมที่ประพันธ์โดย คำรณ คุณะดิลก เรียบเรียงโดย นิมิตร พิพิธกุล ผู้กำกับการแสดง และร่วมแสดงกับนักแสดงชุดเดิมเมื่อ ปี 2530 , 2538 และ 2543 นับเป็นการ reunion โดยตัวแทนสมาชิกกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ในวาระสำคัญทุกคนได้ร่วมรำลึกและยินดีกับสถาบันปรีดีฯ ท่ามกลางบรรยากาศเปี่ยมไมตรี ที่ยืนยันเจตนารมย์ของสถาบันฯ อันดำรงไว้ซึ่งปณิธานและอุดมการณ์ ที่มีต่อพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์จรรโลงธรรม นำกิจกรรมทางสังคม เพื่อการศึกษา แสวงหา สาธารณะประโยชน์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมตามแนวทางของประชาธิปไตยสืบไป

รับชมการแสดงการอ่านบทละคร “ คือผู้อภิวัฒน์ ” ชีวประวัติและอุดมการณ์ ของรัฐบุรุษ ปรีดี พนมยงค์  หนึ่งในผู้นำคนสำคัญของคณะราษฎร ผู้มีบทบาทเป็นแกนหลักในการอภิวัฒน์สยาม เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยในปี 2475 

 

 

 

นิมิตร พิพิธกุล Nimit Pipitkul

39 ปี ที่แล้ว เราเป็นเพียงเด็กนักศึกษาที่มาจากต่างคณะ ไม่รู้จักละครเวที รู้แต่ว่าอยากลองมาเป็นผู้แสดง เราถูก ครูคำรณ คุณะดิลก เลือกจากคนสมัครนับ 100 คน  ครูเพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศ มีสไตล์งานละคร จาก เยอรมัน ฝรั่งเศส มาสอน

ด้วยความตื่นตัวของวัยหนุ่มที่ครูมาพร้อมพลังการทดลอง จากงานละคร Theatre Movement - Poor theatre - Epic Theatre ที่เปิดประตูใหม่ให้กลุ่มนักศึกษาซึ่งถูกคัดเหลือ 14 คน ได้เจอกับการวอร์มร่างกาย แบบฝึกหัดการแสดงที่ไม่เคยเจอ วิธีการแสดงที่พวกเราตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกให้ทำทุกวัน อาจเป็นเรื่องดีที่พวกเราไม่เคยผ่านการเรียนละครมาก่อน เราจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่างด้วยความเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังจะแสดงต่อไปนี้เป็นวิธี หรือวิถีการแสดงที่เราเปิดรับ แบบไม่มีทฤษฏีใด ๆ มากรอบความคิด

พวกเราถูกลองให้แสดง นำเสนอ วิธีการสื่อสาร เชิง symbolic และความ Abstract ถูกให้อ่านข้อมูลที่ยากเพื่อแปลความเข้าใจออกมาเป็นการเคลื่อนไหว ทำให้ความซับซ้อนถูกคลี่คลาย จนกลายเป็นความเข้าถึงได้ในวงกว้าง

ละครชุดดำ ที่ไม่มีฉากอะไรเลย มีแค่นักแสดง 12 คน บอกเล่าข้อมูลประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วย ปี พ.ศ. การเล่า Timeline เรื่องราวที่ต้องเปลี่ยนผ่านเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว พร้อมนักแสดงที่ย้ายฉากอุปกรณ์สร้าง blocking และ composition ที่มีความหมาย และต้องมีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้ชม ทุกเพศวัย ทุกกลุ่ม สามารถเข้าใจความหมายของสิ่งที่จะสื่อสารได้

ละครที่ถูกทำเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ถูกทำใหม่โดยคนรุ่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า สไตล์ละครยังคงเป็นสากล ทันสมัย และใหม่ ต่อผู้ชมเสมอ

ย้อนกลับไปคิดทบทวน ที่เรากลับมายืนบนเวทีวันนี้ เกิดมาจากการได้รับเครื่องมือส่งผ่านความคิดเหล่านี้ เมื่อเราได้กลับมายืนอ่านบทละครเรื่องเดิมอีกครั้งพบว่า สภาวะภายในของเราย้งคงพร้อมสื่อสารได้ราวกับกลับไปยืนบนเวทีเดิมความมีวุฒิภาวะของชีวิต ทำให้เราหนักแน่นมากในการยืนอย่างมีพลัง การออกเสียงส่งถึงกันอย่างมีความหมาย และหนักแน่น ยังคงมั่นคง

ขอบพระคุณครูคำรณ ถึงวันนี้ครูอายุ 80 ปีแล้ว ครูสร้างให้พวกเราเป็นเราที่มีวินัยในชีวิต คิดอย่างมีเหตุผล และสร้างให้พวกเรามีวิธีใช้ชีวิต ที่เห็นดีเห็นชอบ ตอบคุณค่าทางสังคม อย่างเชื่อมั่น

“ คือผู้อภิวัฒน์ ” เป็นละครที่ถือกำเนิดมาเคียงคู่กับ สถาบันปรีดี ทุกครั้งของการจัดแสดงจะอยู่ในวาระอันเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเปิดอาคาร การจัดแสดงในวาระครบรอบชาตะกาล จนถึงวันนี้ …

ในอดีต สถาบันปรีดีเป็นพื้นที่ของกลุ่มศิลปินนักการละครรุ่นใหม่ ที่แสวงหาพื้นที่การผลิตผลงาน จัดแสดง และการเปิดรับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ใหม่ ที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเรียนรู้ สู่อนาคต

 

 

บทละคร “ คือผู้อภิวัฒน์ ” คือบทบันทึกชีวิตของ ปรีดี พนมยงค์ เริ่มตั้งแต่ครั้งได้รับทุนไปศึกษาในต่างประเทศระหว่างปี 2467-2470 ในบรรดานักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ เป็นนักเรียนกฎหมายที่หลักแหลม และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนนักเรียนจนได้รับสมญานามว่า “อาจารย์” ในช่วงนี้ได้มีการจัดตั้ง “ สามัคคยานุเคราะห์สมาคม ” กลุ่มนักเรียนไทยในทวีปยุโรป ยกเว้นประเทศอังกฤษ ที่ก่อตั้งขึ้นในราวปี 2463 โดยมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และได้รับเลือกให้เป็นเลขานุการสมาคมเป็นคนแรก และเป็นสภานายกสมาคมติดต่อกันสองสมัย

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของประเทศที่พัฒนาแล้ว การศึกษา และสมาชิก ปรีดีคำนึงถึงบ้านเกิดพร้อมแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรตลอดเวลา ก่อนพัฒนาเป็น หลัก 6 ประการ ของนโยบายพื้นฐานในการบริหารประเทศที่ คณะราษฎร ประกาศเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง บอกถึงการให้ความสำคัญกับ “ รัฐสวัสดิการ ” ซึ่งคือฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ที่ต้องเริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เห็นวิสัยทัศน์ก้าวหน้าและกลไกการแก้ปัญหาหมักหมมที่ควรมีมาก่อนนั้นนานแล้ว   

 

ปรีดี

 “ ประเทศฝรั่งเศสเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ 
ภราดรภาพ และความเสมอภาค 
เมื่อข้าพเจ้ามองไปรอบ ๆ 
เห็นตึกรามบ้านช่องอันสง่างามของกรุงปารีส 
ข้าพเจ้าก็อดนึกถึงกรุงสยามของเราเสียมิได้ 
ทัศนียภาพอันเต็มไปด้วยเนินเขาของที่นี่ 
ทำให้นึกย้อนไปถึงชนบทสยาม 
ที่เต็มไปด้วยผืนนาอันราบเรียบ ป่าไม้อันอุดม 
และชาวนาที่ยากจนค้นแค้น 

ข้าพเจ้าเติบโตมาท่ามกลางพวกชาวนา 
จึงเข้าใจในความยากจนของพวกเขา 
พวกเขาต้องผจญกับภัยธรรมชาติ โรคพืช ฝนแล้ง น้ำท่วม 
ความป่วยไข้จนทำงานไม่ได้ 
ถูกขโมยวัว ควาย ถูกภาษีบีบคั้น ตกเป็นหนี้สิน 
จนถูกเจ้าของที่ดินยึดเอาทรัพย์สิน ที่ดิน 
แม้แต่ข้าวที่เก็บไว้กิน ไว้ปลูก ก็ไม่เหลือติดยุ้งฉาง 

ราชการทำอะไรบ้าง นอกจากไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติม 
ชาวนายังต้องมีภาระเสียเงินรัชชูปการ เสียอากรค่านา 
ถึงไม่มีเงินก็ต้องไปทำงานแทน ปีหนึ่ง ๑๕ ถึง ๓๐ วัน 
ผู้มีอำนาจปกครองแผ่นดินบางคนพูดว่า 
‘ ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ’ 
แต่มันก็ผุกร่อน รอวันที่จะหักโครมลง ”

 

 

นิติธร เยี่ยมสมบัติ  Nititorn Yiamsombat

ตอนสมัครเกี่ยวกับละคร “คือผู้อภิวัฒน์”  มันเกิดจาการที่ผมออกจากระบบนักเรียนมัธยม เคยแต่ทำตามระเบียบของโรงเรียนจึงอยากทำกิจกรรมที่แปลกใหม่   ผมมาสมัครในตำแหน่งฉากและแสงสี  ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักแสดงแต่อย่างใด  วันแรกที่เข้าร่วมกิจกรรม คนน่าจะ 100 กว่า ๆ เต็มลานใต้ตึก ไม่มีแยกฝ่าย ทุกคนต้องมาฝึกร่างกายตามพี่คำรณ  ฝึกกันวันแล้ววันเล่าไม่มีอะไรใหม่  ฝึกบริหารร่างกาย  ฝึกลมหายใจ ไม่มีวี่แววของบท นานเข้าคนก็หายไป  หายไป  ผ่านไปนานมาก ๆ  มาจำได้ว่าเผลอไปนิดมองมาอีกทีก็เหลือกัน 13 คน ผมก็ไม่คิดอะไรเพราะผมสมัครฝ่ายฉากและเแสงสี

จากปี 1 ที่รังสิต จนย้ายมาปี 2 ที่ท่าพระจันทร์ จำได้ว่าที่ท่าพระจันทร์เราฝึกซ้อมกันที่ชั้น 8 ตึกสถาบัน (ในพื้นที่ของคณะศิลปศาสตร์ สาขาเอกการละคร) การฝึกยังเหมือนเดิม วอร์มร่างกาย ฝึกออกเสียงจากท้อง ยืดร่างการตามท่าทางที่พี่คำรณเป็นคนนำ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการแสดงหรือบทละครแม้แต่น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัดกับตัวเองคือร่างกายกระชับไม่อ้วน (แม้ดื่มประจำ) การออกเสียงค่อนข้างดีกว่าเคย

การได้ร่วมแสดงน่าจะเกิดจากเหตุที่เหลือกันแค่ 13 คน คงจะเป็นข้อจำกัดของพี่คำรณที่มีให้เลือกแค่นี้ น่าจะเป็นกลุ่มคนที่อดทน ถึก ไม่ยอมถอย มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมเองไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือเป็นข้อจำกัดของพี่คำรณที่มีให้เลือกแค่นี้ และพี่คำรณก็ไม่หาใครไหนอื่นที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการแสดงมาเพิ่ม พี่คำรณเลือกใช้เท่าที่มี แต่มีอีก 1 คนพี่คำรณให้เป็นผู้ช่วยไม่ได้ร่วมแสดงด้วย (ผมจำชื่อเพื่อนไม่ได้จริง ๆ ต้องขอโทษด้วยครับ 39  ปี นานเหมือนกันนะ)

ผมได้รับทบท่านอาจารย์ปรีดี ไม่รู้พี่คำรณเลือกผมจากเหตุผลกลใด คงจะเกิดจากการที่มีให้เลือกแค่ 13 คน (ถ้ามีให้พี่คำรณเลือกได้มากกว่านี้ ผมคิดว่าคงจะมีนักแสดงเก่ง ๆ คนอื่นที่น่าจะรับบทบาทนี้ได้ดีกว่าผมเยอะเลย) ผมคงเป็นทางเลือกที่เลวน้อยที่สุดในกลุ่มของพวกเรา (ไม่ใช่ดีที่สุด) แต่ก็แอบภูมิใจที่พี่คำรณเลือกผม จำได้ว่าตอนที่พี่คำรณเลือกผม พี่คำรณแอบถามผมว่า  “จำเก่งไหม” ผมยังเด็กอายุ 18-19 จะไปเข้าใจอะไรกับคำถามมากนัก ได้แต่ยิ้ม ๆ พยักหน้าแบบงง ๆ ปนสงสัยนิด ๆ เมื่อถึงเวลาเริ่มซ้อมเข้าบทจริงจัง ผมจึงเข้าใจลึกซึ้งกับคำถามของพี่คำรณที่ว่า “จำเก่งไหม” เพราะบทจะออกมาวันต่อวัน และบทของท่านอาจารย์ปรีดีที่พี่คำรณส่งให้ผม บางครั้งครึ่งหน้า A4   บางครั้งแทบเต็มหน้า  เป็นรายมือของพี่คำรณเขียนมาให้ หลายครั้งผมต้องแอบเพื่อน ๆ ไปนั่งท่องเผื่อจะได้มาร่วมซ้อมกันต่อ ผมเกรงใจเพื่อน ๆ มากเหมือนกันที่ต้องรอผมในบางครั้ง ถือโอกาสนี้ขออภัยเพื่อน ๆ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาด้วยนะครับ     

โดยส่วนตัวผมเรียนรัฐศาสตร์ได้มีโอกาสเรียนและอ่านผลงานและประวัติของ ท่านปรีดี  พนมยงค์ อยู่บ้างก็พอช่วยได้ในระดับหนึ่ง แนวทางการแสดงโดยส่วนตัวพี่คำรณไม่ได้เน้นอะไรผมมากนัก มีแค่บางประโยคในฉากที่สำคัญพี่คำรณจะบอกให้ผมพูดให้หนักแน่น กระชับ และมองไปที่คู่กรณี แต่โดยภาพรวมพี่คำรณจะปล่อยให้ผมพูดไปตามธรรมชาติไม่กดดันผมมากนัก คงเพราะ หนึ่ง ความสามารถผมมีจำกัด   สอง บทพูดเยอะมาก ๆ ถ้าใส่รายละเอียดมากเกินไปผมอาจรับมือไม่ได้ แล้วจะเกิดอาการหลุดและผิดพลาดเยอะ (อันนี้ผมคิดเองนะครับ) พี่คำรณจะเน้นมากๆ ที่การซ้อม การวอร์มร่างกาย การเตรียมความพร้อม ซ้อม และซ้อม แล้วก็ซ้อม ซ้อมบ่อยถึงบ่อยมาก ๆ ๆ ๆ  ทำให้พอขึ้นเวทีแสดงจริงในรอบแรกและในรอบต่อ ๆ ไปทุกรอบ ผมจะนิ่งไม่ค่อยตื่นเต้น จะบอกว่าเวลาแสดงจริงผมมีความรู้สึกเหมือนซ้อมใหญ่ที่มีคนดู ส่วนนี้ต้องยกประโยชน์ให้พี่คำรณจริง ๆ ที่เคี่ยวเข็นซ้อมแล้วซ้อมอีกจนทำให้ผมชินเวทีไม่รู้สึกตื่นตระหนก

เทคนิคในการแสดงของผมคือ ซ้อม ซ้อม  ซ้อม และให้ความไว้ใจเพื่อนทุกคน เพื่อนร่วมแสดงทุกคนคือกำลังใจของผม  ผมมีเพื่อนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมานานนับปี ซ้อมและซ้อมโดยไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะออกมาอย่างไร แต่เราไม่ถอย เราร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวคือ ซ้อมไม่ถอย  สู้ไปข้างหน้า นี่คือพลังที่ผลักดันให้ผมต้องทำเพื่อเพื่อน ๆ ทุก ๆ คน และผมก็รู้ว่าพวกเราทุกคนทำเพื่อกันและกัน

การถ่ายทอดบทครั้งล่าสุด … ยอด (วิทยา แสงอรุณ) โทรมาก่อน แจ้งรายละเอียดคร่าว ๆ   ผมกังวลว่าจะจำบทได้เหรอ ... หนืด (นิมิตร พิพิธกุล) ติดต่อมาภายหลัง ผมแบ่งรับแบ่งสู้ แต่พอหนืดแจ้งมาว่ามีบทให้อ่านได้ไม่ต้องท่องจำ ผมไม่คิดมาก “โอเคหนืด”  ผมต้องไปวันไหนอย่างไร  แล้วก็ถึงวันนั้น  เรามีเวลาซ้อมน้อยมากด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่เราก็ตั้งใจ ทีมของเรามีหนืดเป็นหัวเรือหลัก หนืดเป็นคนกำกับว่าต้องการให้ใครพูดในอารมณ์แบบไหน ต้องการให้แต่ละคนสื่อสารอย่างไร เมื่อเวลามาถึงทีมของเราก็ผ่านไปได้ด้วยกัน … ความรู้สึกที่ได้มีโอกาสร่วมแสดง  โดยส่วนตัวผมมาเพราะหนืดและยอดเรียกหา ผมมาเพราะส้มที่คิดถึง อยากเจอนุช (พิมพกา โตวิระ) ได้ข่าวว่าป่วย  และภูมิใจที่สุดที่ได้มาแสดงใน สถาบันปรีดี  พนมยงค์

ความจริงโดยส่วนตัวผมรู้สึกห่างไกลกับสถาบันปรีดีมาก ๆ ทั้งด้านระยะทาง (500 กม.++) และโอกาสที่จะได้ไปร่วมกิจกรรม แต่ยิ่งไกลยิ่งทำให้เมื่อมีโอกาสจะได้มาร่วมกิจกรรม ต้องมา สถาบันปรีดีในความทรงจำเดิมแทบรางเลื่อน … แต่ปัจุบันที่ได้ไปเห็นภายนอกสีดำทำให้มีความรู้สึกลึกลับ ทางเดินข้างอาคารทอดยาวไปด้านในบุด้วยอิฐให้ความรู้สึกอบอุ่น และเมื่อขึ้นไปที่ชั้น 4 รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน บ้านของท่านที่คู่ควรแก่การเคารพ ขอแสดงความเคารพและยินดีต่อสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นทั้งเส้นทางประว้ติศาสตร์ให้เราได้ย้อนมองอดีต ... และพร้อมส่งต่อไปยังอนาคต จากรุ่นสู่รุ่น

 

 

สุนทร มีศรี Soontorn MEESRI

ผมเจอใบปิดของละครเรื่องนี้ที่ห้าง เซ็นทรัล ลาดพร้าว ปี 2530 เป็นรูปตะเกียง จึงตามไปดู เป็นรูปแบบที่แปลกดี รู้สึกทึ่งในพลังของการสื่อสาร เปิดโลกทัศน์ใหม่ในโลกของละครเวที

ซึ่งเคยเจอความรู้สึกเดียวกันกับที่ได้ชมการแสดงดนตรีของ วงภาคีวัดอรุณ ที่จุฬาฯ (ปี 2522-2523)  ทำให้รู้สึกท้าทายความสนใจจากเป็นคนดูละคร “ คือผู้อภิวัฒน์ 2475 ”  ในปี 2530 อีก 13 ปีต่อมา คือ ปี 2543 กลายเป็นนักแสดงของละครเรื่องนี้ถูกส่งไปเรียนร้องเพลงกับทีมลูกศิษย์ครูดุษฎี พนมยงค์ ที่ซอยสวนพลู เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนขับร้อง Opera ในเวลาต่อมา

มีการเปิด audition ให้คนภายนอกเข้ามาเสริมกับทีมเดิม (ที่เคยอยู่ ศูนย์ศิลปะแสงอรุณ) เตรียมความพร้อมเป็นละครเปิดสถาบันปรีดีและเป็นละครทัวร์ทั้งยุโรป อเมริกา และในไทย “ ในวาระชาตะกาล 100 ปี ปรีดีพนมยงค์ ” เป็นประสบการณ์ที่ดี ได้พบปะคนไทยในต่างแดนที่พลัดพรากจากบ้านเกิด เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้เข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ปรีดี มากขึ้น

ได้รับบทเป็น พระยามโนฯ นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยเคยแสดงเป็นตัวละครในวรรณกรรม แต่ครั้งนี้เป็นตัวละครที่มีตัวตนจริงและมีบทบาทสำคัญในคณะรัฐบาลชุดแรก ฉากปะทะในการประชุมยิ่งสร้างความหนักใจลูกหลานของท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ อาจจะเคืองใจได้ เป็นการแสดงกึ่งบรรยายทำให้ผละออกจากตัวตนของตัวละคร เป็นเพียงเรื่องเล่าของบุรุษที่ 3 คือความต่างจากการแสดงละครเรื่องอื่น ๆ

และแล้วสิ่งที่กังวลใจมาตั้งแต่ต้นก็มาปรากฎชัดเจนในการแสดง play reading เมื่อลูกหลานของพระยามโนได้แสดงตัว แต่ด้วยความเมตตา และความเข้าใจในบริบททำให้คลายความทุกข์ที่ยาวนานลงไปได้

ยินดีกับการเปิดที่ทำการใหม่ของ สถาบันปรีดี กลับมาเปิดบ่อน้ำแห่งความกระหายใคร่รู้ เติมเต็มประสบการณ์สุนทรียะ

 

 

วิทยา แสงอรุณ Vitaya Saeng-Aroon

สมัยที่เป็นนักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ. รังสิตรุ่นที่ 1) ผมไม่รู้หรอกว่าละครเวทีต้องมีรูปแบบยังไง ทราบแต่ว่าต้องมีการฝึกซ้อมและมีความกล้าที่จะแสดงอะไรสด ๆ ต่อหน้าคนดู มันท้าทายดี แต่แรกเลยผมคิดว่าละครเวที “ คือผู้อภิวัฒน์ ” คือละครของมหาวิทยาลัย เลยมีภาพจำในแบบนั้น แต่เมื่อในรุ่น Original Cast คือนักศึกษา มธ. ทั้งหมด มีการขยายเวลา เพิ่มรอบ เปลี่ยนที่แสดง และได้ไปแสดงยังที่ต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่และปัตตานี ทำให้รู้ว่าละครเวทีมีผลต่อผู้คนอย่างไร

ในช่วงเวลาใกล้กันมี คณะละครสองแปด ได้จัดทำละครขนาดใหญ่ด้วยการลงทุนหลักล้านเรื่อง “ สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ”  (จากต้นฉบับ Man of La Mancha) เป็นละครเวทีที่น่าตืนเต้นมาก ผมจำได้ว่าพี่ ๆ บอกว่าแค่ Prop คือบันไดวนที่นำพาผู้คนสู่คุกใต้ดินนั่นก็ราคาหลายแสนแล้ว เพื่อน ๆ ที่เล่น “ คือผู้อภิวัฒน์ ” ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในละครนี้บนเวที ผมช่วยพี่ ๆ ขายบัตรหน้าโรง ผมรู้ว่า มันขายดีมาก ๆ มีคนดัง ๆ มาดูกันเยอะและเลย ละคร “ สู้ฝันอันยิ่งใหญ่ ” เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง น่าจะเป็นการเปิดศักราชละครเพลงที่มีนักแสดงที่มีชื่อเสียงอย่างศรัญญู วงศ์กระจ่าง และจรัล มโนเพ็ชร มาเล่นสลับเป็นตัวเอก และมีนางเอกคือ นรินทร ณ บางช้าง  อาจารย์ เจตนา นาควัชระ ต้นทางผู้นำเรื่องการวิพากษ์สู่สังคมไทยได้เคยเปรียบเทียบละครสองเรื่องนี้ว่า “ คือผู้อภิวัฒน์ ”  คือ ‘ ละครผอม ’ ส่วน “ สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ”  คือ ‘ ละครอ้วน ’ เพื่อให้เห็นภาพสเกลของ Production และทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพต่าง ๆ กันว่าละครทำได้หลายแบบและส่งผลต่างกันออกไป

ผมได้เรียนรู้ว่าการออกแบบงานชิ้นหนึ่ง ๆ มีหลายวิธี และเราต้องหาวิธีที่เหมาะสมและทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ถ้า “ คือผู้อภิวัฒน์ ”  มีงบประมาณมหาศาล และ Production ใหญ่ยักษ์คงจะดี แต่คงไม่สามารถ ‘ ทำซ้ำ’ เล่นซ้ำได้ขนาดนี้ ด้วยการออกแบบและขนาดที่ low-cost มากๆ ทำให้ “ คือผู้อภิวัฒน์ ” ได้กลายเป็นโมเดลของการทำละครในลักษณะ Poor Theatre ที่ได้ผล มีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุน มีการ Re-stage ที่บ่อยครั้งมาก

ตอนอยู่มัธยมผมเป็นคนเงียบ ๆ และไม่กล้าแสดงออก แต่พอมาเข้ามธ. ผมคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ การได้เข้ามาอยู่ในชุดนักแสดงที่เหลืออยู่ ต้องบอกว่าที่เหลืออยู่ เพราะตอนสมัครมาเยอะจริง ๆ แต่ทำไมเหลืออยู่แค่นี้ก็ไม่รู้ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ชีวิตที่ดี เราฝึกซ้อมกันหนึ่งปี มันทำให้ผมได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ผมกลายเป็นคนไม่ตื่นเวทีเลย เพราะเราเล่นกันหลายรอบมาก มองย้อนกลับไป ยังสงสัยว่าบทต่าง ๆ ที่แสนจะยาว และเป็นภาษาที่ไม่เข้าใจนั้น จำกันได้อย่างไร ทั้งตัวเลข ทั้งชื่อคน ชื่อเหตุการณ์ ผมทึ่งกับเพื่อน ๆ มากที่เราผ่านมาได้

 

 

การได้เข้ามาร่วมแสดง “ คือผู้อภิวัฒน์ ” ทำให้ผมรู้สึกได้ค้นพบตัวเองในแง่มุมใหม่ ๆ สำหรับเด็กนักศึกษาในวัยยี่สิบต้น ๆ นะ แต่ที่มันส่งผมมาจนถึงทุกวันนี้คือ ได้รู้จักศิลปะของการสื่อสาร และการจัดการตัวเองบนเวทีใด ๆ ในเวลาต่อมา ไม่ว่าหน้าที่การงาน หรืองานที่ทำปัจจุบัน

บทหลัก ๆ นอกจากเล่นเป็นรถถัง เครื่องบิน บริการเสริฟน้ำ ทหารทั่วไป ผมเล่นบทพระยาพหล และบท พ่อเพิ่ม พี่ชายแม่พลอย พระยาพหลเป็นเพื่อนสนิทกับอาจารย์ปรีดี น่าแปลกมากผมกับนิติธรที่เล่นเป็นอาจายร์ปรีดี เราคุยกันถูกคอตั้งแต่ต้น ผมยังจำบทที่ต้องกอดลาอาจารย์ปรีดีได้ แรก ๆ มันเคอะเขินมาก แล้วผมก็ไม่เข้าใจบทอย่างลึกซึ้ง คำพูดต่าง ๆ มาจากการท่องจำ และพยายามทำให้ผ่านไปเพื่อให้อาจารย์คำรณโอเคเท่านั้น แต่ลึก ๆ ข้างในไม่ได้เข้าใจ ผมจำได้ว่าผมมาเข้าใจความรู้สึกของตัวละครมากขึ้น ตอนเราไปลงโรงที่ หอศิลป์พีระศรี ผมเพิ่งเข้าใจคำว่า “ เพื่อนน้ำมิตร ” คืออะไรและความรู้สึกต่าง ๆ ความกลัว ความยากในการเปลี่ยนแปลงสังคม ตอนนั้นแหละที่เพิ่งเข้าใจ อีกบทคือ พ่อเพิ่ม พี่ชายแม่พลอย เป็นบทที่ลดทอนความตึงเครียดของละคร ด้วยการมีฉากเรื่อง “ สี่แผ่นดิน ”เข้ามา ผมถามอาจารย์คำรณว่า “ ทำไมให้ผมเล่นบทนี้ ” หลังจากที่เราเล่นไปแล้วหลายรอบมาก แกบอกว่าผมเป็นคนเฮฮาและเล่นแนวตลกได้

บทละครเรื่องนี้เขียนไป แก้ไป ทำ workshop ไป ผมยังสงสัยแต่แรกเลยว่าทำไมไม่เอาบทที่สำเร็จแล้วมาให้เราแสดง เราฝึกหัด แต่ผมมารู้ว่ามันเป็นการสร้างร่วมกันระหว่างคนเขียนบท และนักแสดงที่ต้องทำงานร่วมกัน หรืออาจจะเป็นเพราะอาจารย์เองก็นึกไม่ออกมั้งว่าจะเขียนยังไง เลยต้องผ่านการทดลอง อันนี้ผมคิดขำ ๆ ไปเอง แต่ด้วยเราเป็นเด็กให้ทำอะไรเราก็ทำ ให้แยกเป็นสองทีมบ้าง สามทีมบ้าง แล้วมีโจทย์ Challenge ว่า ทำตัวเป็นรถถังซิ ทำตัวเป็นเครื่องบินซิ ทำตัวเป็นเรือซิ แล้วสุดท้ายเราก็ได้เป็นทั้งสามสิ่งนั่นแหละ

ตอนแรกสงสัยว่า ครูหนืด (นิมิตร พิพิธกุล) จะให้แสดงฉากสั้น ๆ หนึ่งฉาก แล้วต้องท่องบท ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ผมไว้ใจเขา เขารู้ว่าต้องทำอะไรแล้วจะออกมายังไงเสมอ พอทีหลังมาทราบว่าเป็น Reading Theatre คือการอ่านบท ก็เบาใจลงไป เพราะบทต่าง ๆ ก็คุ้นชินอยู่แล้ว แต่เราจะอ่านยังไงให้คนดูเห็นภาพ ได้รับความรู้สึก ก็ต้องขอบคุณการโค้ชของครูหนืด ที่ทำให้งานชิ้นนี้ไม่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนอายุ 50+ อย่างพวกเราหลายคนบนเวทีนี้ ที่ต้องกลับมาทำสิ่งที่เราเคยทำมาตอนอายุ 20 และอีกอย่างการได้มาทำงานชิ้นนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และได้รำลึกถึงครูของเรา อาจารย์คำรณที่อดทนกับพวกเราเด็กน้อยไร้เดียงสาให้มีทักษะด้านการแสดงและการอยู่บนเวที รวมถึงได้ถ่ายทอดเรื่องราวของลูกชาวนาคนหนึ่งที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แม้จะมีกระแสโจมตีล่วงเลยมาถึงทุกวันนี้

ในโอกาสที่สถาบันปรีดีกลับมาเปิดที่ทำการใหม่อีกครั้ง หวังใจว่าสถาบันจะเป็นผู้ยืนหยัดในหลักการ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ช่วยยกระดับความคิด และส่งเสริมความก้าวหน้าให้สังคมไทยครับ

 

 

พิมพกา โตวิระ Pimpaka Towira

ขณะเรียนวารสารศาสตร์ ปี 2 อยากเรียนภาพยนตร์มาก แต่ตอนนั้นยังไม่มีคลาส พอเห็นประกาศเรื่องละคร “คือผู้อภิวัฒน์” ก็สนใจ เพราะคิดว่าน่าจะดีถ้าเราเอาความรู้ทางการละครไปใช้กับการเรียนภาพยนตร์

วันแรกคนมาเยอะมาก แต่ไม่มีบทหรืออะไร พี่คำรณให้วอร์มอัพเป็นส่วนใหญ่ ความจริงเราสนใจเรื่องละครอยู่แล้ว อย่าง Physical Theatre ก็อ่าน เลยไม่ได้แปลกใจ พอมาเจอกับเพื่อน ๆ ที่เหลืออยู่ ก็รู้สึกว่าเราควรเปลี่ยน mind set อย่าไปเครียดเรื่องละคร บทละครใด ๆ ก็ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วมันสนุกตรงที่ได้เจอเพื่อนต่างคณะ ทำให้ได้เรียนรู้ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งที่มีการฝึกซ้อม เพราะทุกครั้งที่ฝึกซ้อมมักจะมีอะไรที่ต่างออกไปจากที่เราเคยคิด เช่นการจำลองเป็นเครื่องบิน การเดินไปเดินมาบนเวที ตอนแรกที่พี่คำรณให้เล่าเปิดเรื่องบนเวทีก็สั่น เพราะเรายังไม่เข้าใจว่าตรงนั้นมันคืออะไร แล้วมันเหมือนเราเป็นคนเปิดตัวคนแรกบนเวที รู้สึกว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด เพราะว่าเพื่อน ๆ ที่รออยู่ในฉากอื่น ๆ เค้าก็ต้องดูเราเป็นหลัก

พอกลับมาอ่านอีกรอบนึงในปีนี้ ทำให้รู้สึกว่าได้ทบทวนความเข้าใจต่อเรื่องราว รู้สึกว่ามันสำคัญมากที่ละครเรื่องนี้ได้เกิดขึ้น เพราะการที่เราจะเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดละครออกมา มันต้องใช้พลัง ใช้ความฝึกฝน เหมือนกับการทำภาพยนตร์ที่เราต้องเรียนรู้ประสิทธิภาพของตัวเอง ต้องมีทักษะในการสร้างภาพยนตร์ด้วย

ขอขอบคุณนะคะที่ให้โอกาสเราทำในสิ่งที่เคยได้มีส่วนร่วมกับละครเวทีที่ที่น่าประทับใจ และสำคัญอย่างมากในประวัติศาสตร์ไทย รู้สึกยินดีที่ได้เข้าร่วมในงานครั้งนี้ ดีใจที่สถาบันปรีดีเติบโต จัดงานที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป และผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการเมือง ขอให้สถาบันปรีดีเป็นหน่วยงานที่เป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดัน และสร้างสรรค์ผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม ผู้คนที่รักในประชาธิปไตย

 

 

ณัฐสิริกร กัลยาณสันต์ Natsirikorn Kalayanasant

Try Out!

2529 เป็นปีแรกที่นักศึกษาใหม่ต้องย้ายไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีป้าย Try out ติดอยู่หลาย ๆ จุดตามผนังทางเดิน ในฐานะเด็กหอที่ไม่มีอะไรทำในตอนเย็น เห็นแล้วก็สนใจ แต่ก็ไม่เข้าใจแม้กระทั่งความหมายของคำว่า Try Out

และแล้วก็ถึงวัน เวลาที่ระบุไว้ในป้าย มีนักศึกษามากมายแห่แหนกันไปยังสถานที่นัดหมาย วัน เดือน ผ่านไปจนประมาณ 1 ปี เหลือเพียงนักศึกษาชาย 6 คน และหญิงอีก 6 คน ที่ต้องแสดงละคร “คือผู้อภิวัฒน์” บท และเนื้อหาเป็นอะไร เรื่องราวต่อเนื่องเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจ รู้แต่เพียงว่า พี่คำรณให้ทำอะไร ทำอย่างไร ก็ต้องทำตามนั้นให้ดี ถึงคิวของตัวเอง ก็ต้องทำให้ได้ดีที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ภาพของละครที่ออกมา เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ชีวิตจริงเดินทางผ่านวัน เวลา เป็นเดือน เป็นปี ปีแล้วปีเล่า ทำให้เรียนรู้ว่าต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในทุก (บริ) บทของชีวิต

วันนี้เข้าใจแล้วว่า ชีวิตคือละคร ที่สังขารเดินทางไปตามบทบาท และวาระที่เข้ามาในชีวิต เหลือไว้แต่จิตที่ “รู้บริสุทธ์”

ขอขอบพระคุณพี่ คำรณ คุณะดิลก ที่ทำให้พวกเรามีโอกาสยืนบนเวทีการแสดงและเวทีชีวิตมาจนถึงวันนี้

ขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ ที่ทำให้พวกเราในฐานะประชาชนได้รับการศึกษาที่ดีผ่านรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำให้ได้รับโอกาสที่ดีในการประกอบวิชาชีพมาจนถึงวันนี้

 

 

ผิวน้ำ เฉลิมญาติ Piewnam Chalermyart

ก้าวแรกของการเข้าสู่วงการละครเวที ช่วงนั้นเป็นอาสาสมัครของ สถาบันแสงอรุณ ทางกลุ่ม “ พระจันทร์เสี้ยว (ใหม่) ” กำลังเปิดรับสมัครนักแสดงเข้าร่วมโปรเจ็ก “ นักแสดงอาชีพ ” โดยครู คำรณ คุณะดิลก ผิวน้ำ ได้เป็นนักแสดงคนสุดท้ายที่ถูกคัดเลือกในรุ่นนี้

การได้ร่วมแสดงเรื่อง “ คือผู้อภิวัฒน์ ”  ปี 2538 เป็นการเข้าร่วมในฐานะนักแสดงอาชีพของ “ พระจันทร์เสี้ยว (ใหม่) ” บทที่ได้รับเป็นผู้บรรยายและบทพี่ ในฉากตุลา ครูให้เราดูวิดีโอประวัติศาสตร์ช่วง 14 ตุลาคม 2516 กับ 16 ตุลาคม 2519 เราได้ซึบซับเรื่องราวและภาพเหตุการณ์จากผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างด้วย ทำให้เข้าใจความรู้สึกของความสูญเสียนั้น ที่พิเศษคือได้มีโอกาสคลุกคลีใกล้ชิดและได้รับความเอ็นดูจากครอบครัวพนมยงค์ ทำให้เราซึมซับอุดมการณ์ของท่านอาจารย์ปรีดีมามากพอสมควร

ในเทคนิคการแสดงใช้ keynote คือ ความเชื่อ ศรัทธา ในสิ่งที่เรากำลังสื่อสาร

การได้กลับมา Play Reading Theatre ครั้งนี้ รู้สึกดีมาก เหมือนได้กลับมาทดแทนบุญคุณครูบาอาจารย์ และการได้ทำงานร่วมกับรุ่นพี่ ปี 2530 เป็นความรู้สึกที่ดีมาก และยิ่งตอนที่มีน้องสต๊าฟซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เดินมาหาแล้วบอกว่า “ พี่คะ..หนูประทับใจฉากตุลามาก ดูแล้วร้องไห้เลย หนูจะกลับไปดูคลิปอีกค่ะ” รู้สึกตื้นตันใจมาก

ขอบคุณที่ให้โอกาสได้เข้าร่วมการแสดงครั้งนี้ ยินดีกับการเปิดที่ทำการใหม่ของ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เป็นความภาคภูมิใจ ทำให้คนรุ่นหลังได้ทำความรู้จักกับผู้ที่อุทิศตนเพื่อสาธารณะประโยชน์ สันติสุขของประชาชนอย่างแท้จริง ทุกสิ่งที่ท่านทำในอดีต กำลังเติบโตงอกงามในปัจจุบัน

 

 

เวลาย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475

พระยาพหล

พี่น้องทหารที่รักทั้งหลาย 
ขณะนี้เราได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง 
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช 
มาเป็นระบอบประชาธิปไตย 
และต่อไปนี้คือ ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ 
หลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้มีอยู่ว่า

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย 
เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล 
ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ 
ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก 

๓. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ 
โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ 
จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน 
ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่

๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ 
เมื่อเสรีภาพไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าว

 ๖. ต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร 

(พร้อมกัน) ราษฎรทั้งหลาย 
จงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎร 
ให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วฟ้าดินนี้ให้สำเร็จ 

ประวัติ-ศาสตร์ของมนุษยชาติ 
มิได้หยุดชะงักลง ภายในอายุขัยของคนใดหรือเหล่าชนใด 
ประวัติ-ศาสตร์ จะดำเนินต่อไปในอนาคตโดยไม่มีสิ้นสุด 
ดังนั้น ขอฝากไว้แก่ท่าน และชนรุ่นหลัง 
ที่ต้องการสัจจะเป็นผู้ตอบให้ด้วย

 

 

ในท่ามกลางกระแสหลักของการผลิตละครบันเทิงเชิงซีรีส์วาย ที่มีประวัติศาสตร์ชาติเป็นพื้นหลัง เพื่อเพิ่มความขลังให้กับงานสร้าง ไม่สำคัญว่าวิธีการบันทึกข้อมูลจะส่งผ่านศิลปะแขนงไหน หรือนำเสนอออกมาในรูปแบบใด เพราะคุณค่าแท้จริงนั้นอยู่ที่การเคารพใน “ ความจริง ” ที่เป็นแก่นของการสื่อสาร ซึ่งควรได้รับการถ่ายทอดด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้ที่เจริญแล้วในทุก ๆ ด้าน แม้มีอุดมการณ์ที่แตกต่าง แต่ทุกคนสามารถสร้างชุดความเชื่อได้ด้วยฐานศรัทธาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะในยุคสมัยที่โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ไม่สามารถแผ่อิทธิพลเหนือมวลชนได้อีกต่อไป [6]วาทกรรม ” ใด ๆ ที่บิดเบือน จึงเหมือนเป็นเพียงโจทย์ที่ท้าทาย มีความหมายเชิญชวนพิสูจน์สัตย์ (ก่อนเลือกที่จะเชื่อ) เพื่อแนวทางอภิวัฒน์ที่ชัดเจนต่อไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต.

 

ขอบพระคุณภาพและข้อมูลข่าวจาก    
www.crescentmoontheatre.blogspot.com    
และนักแสดงสมาชิกกลุ่ม พระจันทร์เสี้ยวการละคร 

 


[1] ประชาธิปไตยจะดีหรือชั่ว อยู่ที่ ‘จิตสำนึก’  https://pridi.or.th/th/content/2025/05/2482

[3] คือผู้อภิวัฒน์ https://crescentmoontheatre.blogspot.com/2010/06/blog-post_26.html

[4] Poor Theatre https://grotowski.net/en/encyclopedia/poor-theatre

[5] “คือผู้อภิวัฒน์”: เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพบนนาฏกรรม https://pridi.or.th/th/content/2020/11/484

[6] “ ชิงสุกก่อนห่าม ” วาทกรรมโต้กลับการอภิวัฒน์เพื่อราษฎร https://www.facebook.com/share/v/197RgTW242/