ภารกิจเพื่อสันติภาพและเอกราชของขบวนการเสรีไทย

ขบวนการเสรีไทยเกิดจากการรวมตัวของคนไทยทุกชนชั้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีความมุ่งหมายในการต่อสู้เพื่อเอกราช อธิปไตยและสันติภาพของประเทศ ผู้ที่เข้าร่วมขบวนการทุกท่านต้องถือว่า มีความเสียสละและความกล้าหาญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้เข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทยภายใต้การยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น

“ขอให้เราอย่านึกถึงตัวตนของบุคคล
ซึ่งย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา
แต่ขอให้นึกถึงงานอมตะของเขา
บุคคลอาจจะแตกต่างด้วยกำเนิด
ด้วยฐานะและการศึกษา
แต่การเสียสละเป็นยอดแห่งคุณธรรม
ที่ยกให้มนุษย์อยู่ในระดับเดียวกัน”

นั่นคือ ข้อเขียนอันเปี่ยมไปด้วยพลังและสำนึกอันแรงกล้าจากนายฉันทนา หรือ มาลัย ชูพินิจ หนึ่งในผู้ปฏิบัติเสรีไทยให้คำอธิบายถึงบทบาทความเสียสละของการปฏิบัติการของขบวนการเสรีไทยอย่างสั้น ๆ

เรื่องปฏิบัติการเสรีไทยนี้ควรจะได้มีการสืบค้นเพื่อนำไปเผยแพร่ให้อนุชนรุ่นหลังและสาธารณชนได้รับทราบกันมากขึ้น

ความมุ่งหมายในการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยนั้นเป็นไปเพื่อเอกราชอธิปไตยและไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามรุกราน

ครูฉลบชลัยย์ พลางกูร ได้ตอบคำถามว่า ทำไมไม่รั้ง คุณจำกัด พลางกูร ไว้ไม่ให้เดินทางไปเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรที่เมืองจุงกิง ประเทศจีน ทั้งๆที่รู้ว่าเสี่ยงอันตรายมากในสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเอเชีย ความว่า “ฉันต้องสนับสนุนเขา เพราะเขาทำเพื่อชาติมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทุกอย่างทำเพื่อชาติมานานแล้ว มีใครถามว่า ทำไม่ไม่รั้งเขาไว้ ฉันรั้งเขาไว้ไม่ได้ ฉันต้องสนับสนุนเขา การที่เขาทำงานเสรีไทยทำให้เขามีโอกาสรับใช้ชาติ ถ้าเขาพลาดไป เขาคงเสียใจมาก เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่กล้าขัดหรอก ต้องคอยสนับสนุน”

และ ในที่สุด “จำกัด พลางกูร” ก็ได้สละชีพ “เพื่อชาติ เพื่อ humanity” ในระหว่างปฏิบัติภารกิจให้ขบวนการเสรีไทยในประเทศจีน

เมื่อรัฐบาลไทยได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นปลายปี พ.ศ. 2484 ได้เรียกตัวคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษกลับประเทศไทย แต่มีอยู่จำนวนหนึ่งไม่จำนวนหนึ่งไม่ยอมกลับและไม่เห็นด้วยกับนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาลในการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น จึงมีการจัดตั้งกลุ่มเสรีไทยขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นสมาชิกเสรีไทยสายอังกฤษที่เข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทย ภารกิจแรกในฐานะสมาชิกเสรีไทย คือ การเดินทางไปกับเรือดำน้ำจากลังกาเข้าอ่าวไทย เพื่อขึ้นบกที่ไทยเพื่อติดต่อกับ รูธ (ห้วหน้าขบวนการเสรีไทย ท่านปรีดี พนมยงค์) แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ล้มเหลว ต่อมา ดร. ป๋วยจึงได้โดดร่มเข้ามาปฏิบัติภารกิจในไทยอีกครั้งหนึ่งมาลงที่บริเวณหมู่บ้านวังน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แต่ทีมเสรีไทยทั้งสามท่านที่โดดร่มลงจัดดังกล่าวถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ ถูกล่ามโซ่ไว้กับเสาบนศาลาวัดวังน้ำขาวและต้องเสี่ยงตายกับภารกิจดังกล่าว

ปรีดี พนมยงค์ในช่วงเริ่มต้นสงครามนั้น ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ไม่มีอำนาจทางการทหารอยู่ในมือ แต่ในฐานะแกนนำสำคัญของคณะราษฎร จึงเป็นผู้มีบารมีทางการเมืองมาก ท่านรัฐบุรุษปรีดีเวลานั้นจึงเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นที่พึ่งสำหรับพวกที่ต้องการต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น และคัดค้านการนำพาประเทศสู่สงครามของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรีเรื่องนโยบายต่อญี่ปุ่น ทำให้ “ปรีดี พนมยงค์” ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ไปเป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

นายปรีดี ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ในเย็นวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ซึ่งเป็นวันกำเนิดของขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทยหรือขบวนการเสรีไทย ว่า

“เมื่อข้าพเจ้ากลับถึงบ้านแล้วก็เพื่อนหลายคนที่มาคอยอยู่ อาทิ หลวงบรรณกรโกวิท นายสงวน ตุลารักษ์ นายจำกัด พลางกูร นายวิจิตร ลุลิตานนท์ นายเตียง ศิริขันธ์ นายถวิล อุดม ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ เพื่อนที่มาพบก็ได้ชี้แจงถึงความรู้สึกของตนเองและของราษฎรส่วนมาก ที่ได้ประสบเห็นกองทัพญี่ปุ่นที่เป็นทหารต่างด้าวเข้ามารุกรานประเทศไทย เมื่อได้ปรึกษาหารือพอสมควรแล้ว ผู้ที่มาประชุมในวันนั้นได้ตกลงพลีชีพเพื่อชาติ เพื่อกอบกู้เอกราชประชาธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย เพื่อการนั้นจึงตกลงจัดตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่นประกอบด้วยคนไทยที่รักชาติทุกชนชั้นวรรณะทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ที่ประชุมได้มอบภาระให้ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าและกำหนดแผนปฏิบัติต่อไป ขบวนการเสรีไทยมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติ 2 ด้านคือ หนึ่ง ต่อสู้ผู้รุกราน โดยพลังคนไทยผู้รักชาติและร่วมมือกับพันธมิตรในสมัยนั้น สอง ปฏิบัติการเพื่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของราษฎรไทยไม่เป็นศัตรูกับสัมพันธมิตร

ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ ได้เขียนบันทึกไว้ด้วยว่า

“รัฐบาลในขณะนั้น นอกจากยอมให้กองทัพญี่ปุ่นตั้งฐานทัพในประเทศไทยแล้ว ยังทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่นอีกด้วย และต่อมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2485 ได้ประกาศสงครามกับบริเดนใหญ่และสหรัฐอเมริกา นายปรีดีซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการฯ มิได้ลงนามร่วมด้วย คือ ขณะนั้นครอบครัวเราอพยพไปอยุธยา นายปรีดีจะไปเยี่ยมครอบครัวทุกสัปดาห์จึงไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ การที่ไม่ได้ลงนามกลับกลายเป็นผลดีเมื่อสงครามสิ้นสุดลงได้อ้างถึงการลงนามไม่ครบองค์คณะสำเร็จราชการ เป็นเหตุผลที่ถือว่า การประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรเป็นโมฆะ”

หลังสงครามสิ้นสุดลง ท่านรัฐบุรุษปรีดีและคณะ ยังคงต้องเจราจากับฝ่ายพันธมิตรเพื่อไม่ให้ไทยตกอยู่ในสถานภาพของผู้แพ้สงคราม และต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามให้กับฝ่ายาสัมพันธมิตร

ขบวนการเสรีไทยจึงเป็น ขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชอธิปไตย และสันติภาพ ในขณะเดียวกัน

อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก ได้กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

“เป็นการจำลองเรื่องราวในสมัยโบราณกาลของบรรดาประเทศแถบตะวันออก ในยุคที่คนทั้งชาติลุกฮือจับอาวุธ เพียงแต่พระเจ้าแผ่นดินมีบัญชา โดยไม่จำเป็นต้องรู้สาเหตุ นอกจากต้องปฏิบัติตามบัญชานั้น อาณาประชาชาติเหล่านี้แหละที่ปัจจุบันได้พบกับแสงสว่างจากคำสอนของพระพุทธองค์ และได้ตระหนักถึงความผิดพลาดงาเขลาของบรรพบุรุษ พวกเขาได้ซาบซึ้งของการให้อภัย และการลืมเรื่องราวในอดีตกาล และไม่ว่าเป็นผู้ถูกรุกราน ผู้รุกราน ผู้ชนะ หรือผู้แพ้ ได้หันมาร่วมมือกันด้วยความรักสมานฉันท์พี่น้อง ช่วยกันทำงานเพื่อผาสุกร่วมกันของมนุษยชาติ”

ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเหมือน คำประกาศแห่งสันติภาพ ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้ว่า คนไทยส่วนใหญ่รักสันติ ในท่ามกลางไฟสงครามลุกลามทั่วโลกในปี พ.ศ.2484 และตอกย้ำหลักคิดเรื่องภราดรภาพที่มองว่า มนุษย์ไม่ว่าจะชาติใดภาษาใดล้วนเป็นพี่เป็นน้องร่วมโลกกัน ยิ่งเป็นเพื่อร่วมชาติแล้วย่อมต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อยู่กันด้วยความเป็นธรรมและเสมอภาค สังคมก็จะเกิดสันติธรรมขึ้น ความสงบสุขย่อมบังเกิดขึ้น สุนทรพจน์ของหัวหน้าขบวนการเสรีไทย “รู้ท” หรือ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ณ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2484

16 สิงหาคม จึงถือเป็นวันสันติภาพไทย เป็นการเตือนพวกเราให้รำลึกถึงความสำคัญของสันติภาพ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

คนรุ่นใหม่ในยุคนี้จำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้จัก “ขบวนการเสรี” และ บทบาทของเสรีชนในการปฏิบัติอย่างกล้าหาญเพื่อต่อสู้การรุกรานของญี่ปุ่น

เป็นผลมาจากการที่ รัฐไทย ตั้งใจ ตัดต่อประวัติศาสตร์บางช่วงเพื่อลดทอนความสำคัญของ “ปรีดี พนมยงค์” ในฐานะหัวหน้าขบวนการ

อำนาจรัฐที่ตัดต่อ และ ละเลย ต่อประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึง พลังของกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี 

วันที่ ๑๖ สิงหาคม นั้นถือเป็นวันสันติภาพไทย เป็นการเตือนพวกเราให้รำลึกถึงความสำคัญของสันติภาพทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

ผมขอนำประวัติศาสตร์วีรกรรมของคนไทยที่ได้ร่วมเสียสละ นำสุนทรพจน์ของรู้ท อันสะท้อนถึงความเป็นตัวตน ความคิดเรื่องสงครามและสันติภาพ ของ ปรีดี พนมยงค์มาให้อ่านกัน      

หากเราศึกษาถึงสุนทรพจน์ในงานประกาศสันติภาพ และ เป็นสุนทรพจน์ที่เป็นการส่งสัญญาณถึงจุดสิ้นสุดของขบวนการเสรีไทย หลังจากได้เสร็จสิ้นภาระกิจเพื่อชาติ เราก็จะเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบุรุษอาวุโสผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยได้เป็นอย่างดี

 

“ สหายทั้งหลาย

ข้าพเจ้าเชิญท่านมาร่วมสโมสรในวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะตำแหน่งราชการของข้าพเจ้าหรือของท่าน ข้าพเจ้าเชิญท่านมาในฐานะสหายที่ได้ร่วมกันรับใช้ประเทศข้าพเจ้าจักต้องขออภัยสหายอื่นอีกมากมายที่ข้าพเจ้าไม่สามารถเชิญท่านมาในคราวเดียวพร้อมกันได้หมด เนื่องด้วยสถานที่คับแคบเกินกว่าจำนวน ฉะนั้น จึงร้องท่านทั้งหลายช่วยติดต่อไปยังสหายตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ให้ทราบถึงคำปรารภของข้าพเจ้าในวันนี้โดยทั่วกันด้วย

ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะแสดงเปิดเผยในนามของสหายทั้งหลายถึงเจตนาอัน บริสุทธิ์ ซึ่งเราทั้งหลายได้ถือเป็นหลักเป็นคติในการรับใช้ชาติครั้งนี้ว่า เรามุ่งจะทำหน้าที่ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นคนไทย ซึ่งจะต้องสนองคุณชาติ เราทั้งหลายไม่ได้มุ่งหวังทวงเอาตำแหน่งในราชการมาเป็นรางวัลตอบแทน การกระทำทั้งหลายไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือหมู่คณะใด แต่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งมวล

การกระทำคราวนี้มิได้ก่อตั้งเป็นคณะหรือพรรคการเมือง แต่เป็นการร่วมงานกันประกอบกิจ เพื่อให้ประเทศชาติได้กลับคืนสู่สถานะก่อนวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ แม้ว่าการดำเนินงานจะได้จัดให้มีองค์การบริหาร คือกองบัญชาการสำนักงานหรือสาขาใด ๆ ขึ้น ก็เพื่อความจำเป็นที่จะได้จัดให้มีองค์การบริหาร คือกองบัญชาการสำนักงานหรือสาขาใด ๆ ขึ้น ก็เพื่อความจำเป็นที่จะให้งานนี้ได้มีระเบียบอันนำมาซึ่งวินัยและสมรรถภาพ สมาคมซึ่งมีสมาชิกน้อยกว่าผู้ร่วมงานคราวนี้ต้องมีกรรมการฉันใด ผู้ร่วมงานคราวนี้ซึ่งมีจำนวนมากก็ยิ่งจำเป็นต้องมีองค์การบัญชาการฉันนั้น เมื่อองค์การในการรับใช้ชาติจำเป็นต้องมีขึ้นดังกล่าวแล้ว ก็จำเป็นจะต้องมีนามสำหรับในการนี้ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนชาวไทยอยู่ในต่างประเทศได้รับความรับรองตลอดมา ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกองค์การและผู้ร่วมงานในต่างประเทศว่า “เสรีไทย” เพราะเวลานั้นต่างประเทศเข้าใจว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้ครอบครองของญี่ปุ่น เสรีไทยไม่ใช่ผู้ที่อยู่ใต้ครอบครองของญี่ปุ่น ความหมายก็คือไทยที่เป็นเสรีไทยทั้งหลายที่ต้องการให้ประเทศของตนเป็นอิสระ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ต่างประเทศรับรองการกระทำของผู้ที่อยู่ในต่างประเทศ หาใช่เป็นคณะหรือพรรคการเมืองไม่ส่วนองค์การต่อต้านภายในประเทศนั้น ในชั้นเดิมไม่มีชื่อเรียกองค์การว่าอย่างไร การชักชวนให้ร่วมงานตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นมา ก็ชักชวนเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นให้พ้นประเทศ และเมื่อองค์การภายในและภายนอกประเทศได้ติดต่อกันแล้วในชั้นหลังสาส์นที่เจ้าหน้าที่ต่างประเทศได้มีมายังข้าพเจ้า เรียกขานองค์การที่เราร่วมงานระหว่างคนไทยทั้งภายในและภายนอกนี้ว่า Free Siamese Movement หรือขบวนการเสรีไทย เป็นนามสมญาที่ควรยอมรับ ข้าพเจ้าก็ถือเอานามนี้โต้ตอบกับต่างประเทศโดยใช้นามองค์การว่า องค์การขบวนเสรีไทย ซึ่งเราทั้งหลายก็จะเห็นได้ชัดอีกว่า ไม่ใช่เรื่องคณะพรรคการเมือง

วัตถุประสงค์ของเราที่ทำงานคราวนี้มีจำกัดดังกล่าวแล้ว และมีเงื่อนเวลาสุดสิ้นกล่าวคือ เมื่อสภาพการณ์เรียบร้อยลงแล้วองค์การเหล่านี้ก็จะเลิก และสิ่งซึ่งจะเหลืออยู่ในความทรงจำของเราทั้งหลาย  ก็คือมิตรภาพอันดีในทางส่วนตัวที่เราได้ร่วมรับใช้ชาติด้วยกันมา โดยปราศจากความคิดที่จะเปลี่ยนสภาพองค์การเหล่านี้ก็จะเลิก และสิ่งซึ่งจะเหลืออยู่ในความทรงจำของเราทั้งหลาย ก็คือมิตรภาพอันดีในทางส่วนตัวที่เราได้ร่วมรับใช้ชาติด้วยกันมา โดยปราศจากความคิดที่จะเปลี่ยนสภาพองค์การเหล่านี้ให้เป็นคณะหรือพรรคการเมือง และเพราะเหตุที่การกระทำคราวนี้เป็นการสนองคุณชาติ ผู้ใดจะรับราชการในตำแหน่งใดหรือไม่นั้น จึงต้องเป็นไปตามความสามารถตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนเหมือนดังคนไทยอื่นทั้งหลาย เราพึงพอใจด้วยความระลึกและด้วยความภูมิใจว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ที่เกิดมาเป็นคนไทย จริงอยู่ในระหว่างที่สะสางให้สภาพของประเทศกลับเข้าสู่ฐานะเดิม ได้มีผู้ร่วมงานคราวนี้ บางคนรับตำแหน่งในราชการ แต่ทั้งนี้ขอให้เข้าใจว่าบุคคลเหล่านั้นเข้ารับหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายโดยพระบรมราชโองการให้ปฏิบัติ หรือนัยหนึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำสั่ง เพื่อจัดการเรื่องที่เกี่ยวพันอยู่กับนานาประเทศให้เสร็จสิ้นไปเท่านั้น หาใช่เป็นการเอาตำแหน่งราชการมาเป็นรางวัลไม่

ผู้ที่ได้ร่วมงานกับข้าพเจ้าคราวนี้ ถือว่าทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ชาติ มิได้ถือว่าเป็นผู้กู้ชาติ การกู้ชาติเป็นการกระทำของคนไทยทั้งปวง ซึ่งแม้ผู้ไม่ได้ร่วมในองค์การนี้โดยตรง ก็ยังมีอีกประมาณ ๑๗ ล้านคน ที่ได้กระทำโดยอิสระในการต่อต้านด้วยวิถีทางที่เขาเหล่านั้นสามารถจะทำได้  หรือเอากำลังใจช่วยขับไล่ญี่ปุ่นพ้นไปจากประเทศไทยโดยเร็วก็มี หรือแม้แต่คนไทยที่นิ่งอยู่โดยไม่ทำการขัดขวาง  ผู้ต่อต้านญี่ปุ่นหรือผู้รับใช้ชาติ ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้รับใช้ชาติทำการสะดวก ฯลฯ เป็นต้น คนไทย  ทั้งปวงเหล่านี้ทุกคนร่วมกันทำการกู้ชาติของตนด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่คอยขัดขวางการต่อต้านของผู้รับใช้จะเป็นโดยทางกาย ทางวาจา หรือทางใจนั้น ก็มีบ้างเล็กน้อยเป็นธรรมดา แต่เขาเหล่านั้นในทางพฤตินัย ไม่ใช่คนไทย เพราะการกระทำของเขาเหล่านั้นไม่ใช่การกระทำของคนที่เป็นคนไทย เขามีสัญชาติไทยแต่เพียงโดยนิตินัย คือเป็นคนไทยเพราะกฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

ข้าพเจ้าจึงกล่าวได้ในนามของสหายทั้งหลายว่า ราษฎรทั้งปวงประมาณ ๑๗ ล้านคน ที่เป็นไทยทั้งโดยทางนิตินัยและพฤตินัยนั้นเอง เป็นผู้กู้ชาติไทย ฉะนั้น ผู้ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องขอขอบคุณอย่างสูงยิ่งก่อนอื่น ก็คือคนไทยทั้งปวงนี้

ในส่วนผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้าในการรับใช้ชาติ ข้าพเจ้าขอขอบใจหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช  และขอบใจคนไทยในสหรัฐอเมริกา คนไทยในอังกฤษ คนไทยในจักรภพของอังกฤษ และคนไทยในประเทศจีน ผู้ที่ได้ช่วยเหลือกิจการอยู่ในต่างประเทศ

ส่วนภายในประเทศ ข้าพเจ้าขอขอบใจหัวหน้าผู้ใหญ่ในกองบัญชาการ คือ นายทวี บุณยเกตุ  นายพลตำรวจเอก อดุล  อดุลเดชจรัล  พลเรือตรี สังวร  สุวรรณชีพ  นายดิเรก  ชัยนาม  พลโท สินาด  โยธารักษ์  นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย ซึ่งได้เป็นหัวหน้าบัญชาการในการต่อต้านให้ดำเนินไปด้วยดี ข้าพเจ้าขอขอบใจหัวหน้ารอง และผู้ที่ประจำในกองบัญชาการ ขอบใจหัวหน้าพลพรรคและพลพรรคอื่นทั้งหลาย ซึ่งถ้าจะระบุนามในที่นี้ก็จะเป็นการยืดยาว การกระทำของท่านเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในสมุดที่ระลึกซึ่งข้าพเจ้าจะสั่งให้รวบรวมขึ้น ข้าพเจ้าขอขอบใจทหารบก  ทหารเรือ  ทหารอากาศ และตำรวจ ที่ได้ร่วมมือร่วมใจกับข้าพเจ้าในงานรับใช้ชาติคราวนี้โดยทั่วกัน

ในงานปฏิบัติหน้าที่คราวนี้ ได้มีสหายของเราเสียชีวิตไปหลายคน อาทิ พระองค์เจ้า     จีระศักดิ์  นายจำกัด  พลางกูร  นายสมพงศ์  ศัลยพงศ์  นายการะเวก  ศรีวิจารณ์  และพลพรรคอื่นอีกหลายคน ซึ่งหัวหน้าพลพรรคกำลังสำรวจรายนาม ขอให้สหายทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ตั้งจิตอธิษฐานให้วิญญาณของผู้ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วในงานนี้จงอยู่โดยผาสุกในสัมปรายภพ

ในที่สุดนี้ ขอให้สหายทั้งหลายจงพร้อมใจกันเปล่งเสียงชโย  เพื่อสดุดีคนไทยทั้งปวง โดยขอให้คนไทยทั้งปวงเสวยความสุขเกษมสำราญในสันติภาพอันถาวร  และอวยพรให้ชาติไทยตั้งมั่นเป็นเอกราชอยู่ชั่วกาลปวสาน ”

เป็นสุนทรพจน์ที่ชัดเจนด้วยจุดยืน อุดมการณ์อันมั่นคงเพื่อชาติและราษฎรไทย ความปรารถนาต่อสันติภาพอันถาวร  

และ หลักแห่งนิติธรรม ขันติธรรม เมตตาธรรม มิตรภาพ ภราดรภาพ จะนำมาซึ่งสันติภาพและความสงบสุขร่มเย็นบนพื้นแผ่นดินไทยและโลก

บทบาท-ผลงาน