ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

ผลงานของรัฐบาล ปรีดี พนมยงค์

30
ตุลาคม
2563
ผลงานของรัฐบาล ปรีดี พนมยงค์

ท่านปรีดี พนมยงค์ ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีในคราวแรกเป็นเวลา 68 วัน คือเพียง 2 เดือนเศษ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2489 ท่านปรีดีฯ กล่าวว่าท่าน “ได้แจ้งแก่ประธานสภาฯ และสมาชิกที่ได้มาขอร้องให้รับตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นว่า ขอให้เป็นที่เข้าใจว่ารับตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น แล้วจะขอลาออกเพื่อให้สมาชิก (สภาฯ) พิจารณาหาผู้อื่นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป” โดย “ความบริสุทธิ์ใจที่มิได้มีความทะเยอทะยานที่จะได้ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี” ดังนั้น เมื่อได้อยู่ในตําแหน่งดังกล่าวมาได้ 2 เดือนเศษ ท่านก็กราบถวายบังคมลาออกจากตําแหน่งตามที่ได้กล่าวไว้ 

  • คณะรัฐมนตรีของท่านปรีดี พนมยงค์ ประกอบด้วยบุคคลที่มีประวัติอันดี เป็นที่รู้จักและยอมรับของประชาชน คือ 
  • พลโท จิระ วิชิตสงคราม (หลวงวิชิตสงคราม) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 
  • นายปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 
  • นายดิเรก ชัยนาม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
  • นายทวี บุณยเกตุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ 
  • พระยาสุนทรพิพิธ  (เชย มัฒวิบูลย์) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสงวน จูฑะเตมีย์ (หลวงนฤเบศรมานิตย์) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 
  • นายสพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา (หลวงสุนทรเทพหัสดิน) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 
  • หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ (หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 
  • พันเอก ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม (หลวงเชวงศักดิ์สงคราม) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
  • หลวงชํานาญนิติเกษตร (อุทัย แสงมณี) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 
  • ดร. เดือน บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
  • นายวิจิตร ลุลิตานนท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 
  • ขุนระดับคดี (ปัญญา รมยานนท์) เป็นรัฐมนตรี 
  • นายวิโรจน์ กมลพันธ์ เป็นรัฐมนตรี 
  • พันเอก ทวน วิชัยขัทคะ เป็นรัฐมนตรี 
  • นายอิ้น บุนนาค (พันเอก พระยาสุรพันธเสนีย์) เป็นรัฐมนตรี 

ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475" คือ นายดิเรกฯ นายทวีฯ หลวงนฤเบศร์ฯ หลวงสุนทรฯ หลวงเดชาฯ หลวงเชวงฯ หลวงชํานาญฯ และพันเอก ทวนฯ 

 

นายกรัฐมนตรี ปรีดี พนมยงค์ แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2489
นายกรัฐมนตรี ปรีดี พนมยงค์ แถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2489

 

ในระหว่างเวลา 2 เดือนเศษ คือ ในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2489 ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบในเรื่องสําคัญ ๆ ลุล่วงไปหลายเรื่อง อาทิ 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2489 ได้เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําการต่อต้านการดําเนินสงครามของญี่ปุ่น พ.ศ. 2489 เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งสภาฯ รับหลักการและลงมติเมื่อวันที่ 18 เมษายน ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ 

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2489 นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้แจ้งต่อสภาฯ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่งเพิกถอนเงินของรัฐบาลไทยที่กักกันไว้แล้ว เงินดังกล่าวถูกกักกันเมื่อรัฐบาลไทยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2489 ท่านปรีดี พนมยงค์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเรื่องการเจรจาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับสัมพันธมิตร เรื่อง “สัญญาสมบูรณ์แบบ” ดังต่อไปนี้ 

รัฐบาลมีเรื่องที่จะแจ้งให้สภาทราบ 2 เรื่อง คือ เรื่องต้นเป็นเรื่องซึ่งเมื่อวานนี้ทางรัฐบาลได้ทําข้อตกลงกับทางฝ่ายอังกฤษในเรื่องการแก้ไขสัญญาสมบูรณ์แบบ อันว่าด้วยการที่เราจะต้องส่งข้าวให้แก่ฝ่ายอังกฤษเปล่า ๆ นั้น บัดนี้ได้มาทําความตกลงกันว่า แทนที่ฝ่ายไทยจะส่งข้าวให้แก่อังกฤษเปล่า ๆ นั้น แต่นี้ต่อไปทางฝ่ายอังกฤษเป็นฝ่ายที่จะได้มาซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย 

สาระในข้อตกลงนั้นมีอยู่ในคําแถลงร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และไทย ซึ่งได้แจกไปยังท่านสมาชิกทั้งหลายแล้ว แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งทางฝ่ายอังกฤษได้ยืนยันตั้งแต่ครั้งรัฐบาลคุณควง (อภัยวงศ์) และต่อมาในรัฐบาลปัจจุบันนี้ เมื่อได้รับเรื่องนี้ขึ้น ก็ได้พิจารณาโดยถี่ถ้วนถึงว่า ถ้าเราจะพิจารณาตัวเลขเก่าของเราที่มีอยู่ในขณะที่เซ็นสัญญา ซึ่งตามความเดิม ตามตัวบทสัญญาที่เซ็นที่สิงคโปร์นั้นเราจะต้องส่งมอบข้าวเปล่าข้าวให้ตามจํานวนข้าวที่มีอยู่ในขณะนี้ แต่เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเราวินิจฉัยได้ยากว่าจํานวนข้าวที่มีอยู่ในขณะนั้นเป็นจํานวนเท่าใด ส่วนสัญญาใหม่นั้นก็เป็นสัญญาซึ่งเขาขอรับซื้อข้าวจากเราเป็นจํานวนล้านสองแสนตัน แต่ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะส่งได้ภายใน 12 เดือน คือจํานวนที่เขาขาดอยู่เท่าไร (จํานวนที่ไทยส่งให้อังกฤษได้ไม่ครบ 1.2 ล้านตัน) ก็เป็นเรื่องซึ่งเราจะต้องส่งข้าวให้แก่เขาเปล่า ๆ ตามที่ได้ตกลงกัน 

ในการที่รัฐบาลได้มาบริหารงาน ก็เป็นห่วงถึงเหตุ 2 ประการ ประการที่ 1 เราจะมีข้าวพอหรือไม่ และ 2 เมื่อเรามีข้าวพอแล้ว ปัญหาเรื่องการขนส่ง เราสามารถจะขนส่งได้หรือไม่ รัฐบาลได้พยายามพิจารณารายละเอียดถึงจํานวนข้าวว่า เราจะมีอยู่หรือไม่ ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ข้าวในรุ่นนี้เราก็ยังพอมีอยู่พอสมควร และมีหวังว่า การทํานาในปีต่อไปโดยวิธีการที่ทางรัฐบาลได้สนับสนุนและช่วยเหลือชาวนา และด้วยความเต็มอกเต็มใจของชาวนาที่จะช่วยกันทํานาให้ได้ผลแล้ว จํานวนข้าวนี้ก็พอที่สามารถจะส่งไปได้ คือ ทั้งข้าวปีนี้และข้าวปีหน้า ทีนี้ก็เหลืออยู่ในเรื่องการขนส่ง รัฐบาลและท่านทั้งหลายก็ย่อมจะทราบดีว่า การขนส่งนั้น เนื่องจากมหาสงครามคราวนี้ ทางรถไฟของเราได้รับความชอกช้ําเป็นอันมาก เราขาดทั้งรถจักร รถตู้ ตลอดจนสะพานหลายแห่งได้ถูกทําลาย แต่เมื่อได้เจรจากัน เราได้รับผล คือ สะพานบ้านดารานั้น ทางสหประชาชาติเขาจะซ่อมให้ และได้ลงมือจัดการซ่อมแล้ว เป็นที่หวังว่า ในปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน สะพานบ้านดาราคงสําเร็จลง ส่วนทางกรุงเทพฯ คือ สะพานพระราม 6 นั้น ได้ตกลงที่จะจัดเป็นเรือข้ามมาให้ เวลานี้ได้เริ่มลงมือมาแล้ว 2-3 วัน ที่ได้ชี้แจงมานี้ คิดว่าราว 7 อาทิตย์ เรือข้ามตอนสะพานพระราม 6 นี้ก็จะใช้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ รถตู้ของเราที่อยู่ทางปักษ์ใต้ก็ดี หรือทางเหนือก็ดี จะได้เอามาใช้ระดมในการขนนี้ได้ แต่แม้กระนั้นก็ตาม จํานวนรถตู้ของเราก็ได้รับความชอกช้ํา จึงได้ให้ที่ปรึกษาการคลังไปสิงคโปร์ ไปพบกับลอร์ดคิลเลอร์น เมื่อรัฐบาลเข้าบริหารงานใหม่ ๆ ท่านลอร์ดคิลเลอร์น (ผู้สําเร็จราชการของอังกฤษในเอเชียอาคเนย์ภายหลังสงคราม) ก็ได้มาประเทศไทย และได้บินกลับไปเมื่อเช้านี้เอง นี่ก็เป็นที่หวังได้ว่ารถจักรและรถตู้ที่อยู่อินเดียอันเป็นทรัพย์สมบัติของอเมริกานั้น เราก็จะได้ดําเนินการเจรจาขอซื้อมาเป็นจํานวนรถจักร 30 คัน และรถตู้ประมาณ 1,300 คัน และนอกจากนั้นยังได้สั่งรถจักรมาจากอเมริกาอีก นี่ต้องการเวลานานพอสมควร และในการขนส่งทางน้ํา เราก็ยังขาดอีกหลายแห่ง ขาดทั้งเครื่องเรือ ขาดทั้งน้ํามัน แต่เมื่อได้รับความมั่นใจและความหวังที่การขนส่งทางน้ํา เราก็จะได้อิมปรู้ฟให้ดี แล้วปัญหาการขนส่งนี้ก็จะได้เป็นทางพอที่จะทําได้ 

ต่อมาก็เหลือในเรื่องราคา ซึ่งได้พูดจาโต้ตอบกันมาเป็นเวลาช้านาน ปัญหาในเรื่องราคานี้ก็ยังไม่ตกลงกัน จนกระทั่งผู้แทนของฝ่ายอังกฤษอเมริกาที่ประจําอยู่ในประเทศไทยซึ่งเป็นองค์การข้าวของเขา ได้บินไปอังกฤษเมื่อประมาณสัก 1 อาทิตย์ ได้ไปพยายามเจรจาทางโน้นก็เป็นผลสําเร็จ ได้รับโทรเลขในเรื่องราคาข้าวที่เขาตกลงจะรับซื้อเมื่อวานซืนนี้ คือ จะถือว่า 1 ตัน คือ ลองตัน เป็นราคาข้าว 12 ปอนด์ 14 ชิลลิง ถือมาตรฐานของข้าวหัก 35 เปอร์เซ็นต์ คือ ถ้าข้าวมีจํานวนหักมากกว่านี้ ราคาก็ลดลงตามสมควร ถ้าหักน้อยลงไปก็เพิ่มตามสมควร ส่วนข้อที่ผิดแปลกไปจากเดิมนั้น เป็นราคาขนส่งไปจนถึงเกาะสีชัง แต่ตอนหลังเห็นว่า การขนส่งไปถึงเกาะสีชังจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่เรือไลท์เตอร์ที่จะนําไปที่เกาะสีชัง จะเป็นการลําบากตลอดจนกระสอบป่านที่จะหามาก็ลําบาก ผลสุดท้ายก็ต้องสั่งกระสอบป่านจากเขา จึงได้ตกลงวิธีใหม่ ถือว่าราคาข้าวไม่รวมทั้งกระสอบด้วย ให้เขาหามา เมื่อเราสีข้าวเสร็จแล้ว ก็ขนมาลงเรือไลท์เตอร์ของเขา แล้วชําระเงินกันที่โรงสี ไม่ใช่ชําระเมื่อถึงเกาะสีชังหรือถึงเมืองนอก เพราะราคา 12 ปอนด์ 14 ชิลลิงนี้ ถ้าเทียบกับก่อนสงครามแล้ว ก็เห็นว่าเป็นราคาข้าวที่ดี เมื่อก่อนสงคราม ราคา 8 ปอนด์ต่อ 1 ลองตัน นอกจากปีที่อัตคัดเหลือเกินจึงถึง 12 ปอนด์ 

ส่วนข้อปลีกย่อยที่ตกลงกัน คือ ในเรื่องพรีเมี่ยม ได้ตกลงกันว่า ถ้าหากว่า ในเดือนพฤษภาคมนี้ เราจะส่งข้าวให้ได้เท่าไรแล้ว เขาก็จะเพิ่มให้อีก 3 ปอนด์ หมายความว่า ในตอนต้นราคาข้าวที่เราจะส่งให้เขาในเดือนพฤษภาคมนี้ราคาไม่ใช่ 12 ปอนด์ 14 ชิลลิง เป็นราคา 15 ปอนด์ 14 ชิลลิง ทีนี้ถ้าหากว่าเราส่งให้เขาก่อนวันที่ 15 มิถุนายน คือระหว่างวันที่ 1 มิถุนายนถึงวันที่ 15 มิถุนายน ก็ได้พรีเมี่ยม 2 ปอนด์ ก็กลายเป็น 14 ปอนด์กับ 14 ชิลลิง ส่วนราคาต่อไป คือ คงที่ 12 ปอนด์ 14 ชิลลิง นี่เป็นราคาข้าวสารโดยมาตรฐาน 35 เปอร์เซ็นต์ของข้าวหักที่เจือปนลงไป ส่วนราคาข้าวเปลือกนั้น ก็จะต้องคิดว่าส่วนสัมพันธ์กันตามส่วน ซึ่งเมื่อได้พิจารณาดูโดยถ่องแท้แล้ว ก็เห็นว่าราคาข้าวที่ได้ตกลงนั้นเป็นราคาอันสมควร และถึงอย่างไรก็ดี สิ่งสําคัญที่ควรคํานึง ก็คือ เมื่อเราได้ตกลงไปเช่นนี้แล้ว การที่เราจะต้องซื้อข้าวให้เขาเปล่า ๆ นั้น หมายความว่าเราได้รับศูนย์ ต่อมาก็ได้รับเพิ่มขึ้น และราคานั้นไม่ใช่ราคาตกต่ํา เป็นราคาที่สมควรและประกอบทั้งมีพรีเมี่ยมอย่างงามทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ทางรัฐบาลจึงได้ตกลงที่จะทําข้อตกลงอันนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับอัครราชทูตอังกฤษได้ลงนามอักษรย่อไว้และใช้บังคับได้ทันที ให้มีผลว่า ข้าวที่เราจะส่งไปให้เขาเปล่า ๆ ตามข้อตกลงสมบูรณ์แบบนั้นเป็นอันยกเลิกไป บัดนี้เรายังรอที่จะตกลงข้อสัญญาระหว่าง 3 ฝ่าย คือ สหรัฐอเมริกา กับไทย และอังกฤษ ซึ่งหวังว่าในเวลาอีกไม่กี่วัน ข้อตกลงทั้ง 2 ฝ่ายเกี่ยวกับข้าวและเครื่องอุปโภคบริโภคนี้ก็คงตามมาที่เรารออยู่นี้ ก็เพื่อจะขอแก้ข้อความบางประการ ซึ่งรัฐบาลทางโน้นเขากําลังพิจารณาอยู่ 

นอกจากนั้น ยังได้รับคํามั่นอีกหลายอย่างหลายประการในเรื่องที่เราจะได้รับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย จึงเห็นว่า ข้อตกลงอันนี้เป็นข้อตกลงที่ปลดเปลื้องภาระของเราไป เราจะได้รับเงินปอนด์ซึ่งเป็นเงินที่เราสามารถจะซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคเข้ามาสู่ประเทศได้ เราไม่ต้องตั้งงบประมาณซื้อข้าวให้แก่สหประชาชาติ ทําให้เราได้ใช้จ่ายเงิน ถ้าหากว่ามีรายได้พอจะบํารุงประเทศของเราในทางอื่น และเราก็สามารถที่จะแบ่งเบางบประมาณของเราลงไปได้เป็นจํานวนหลายร้อยล้านบาท 

เมื่อเราได้ตกลงกับอังกฤษเช่นนี้แล้ว ปัญหาจึงคิดถึงว่า การกําหนดค่าปริวรรตแห่งเงินตราของเรา (อัตราแลกเปลี่ยน) นั้น ควรจะทําสถานใดดี เมื่อเราได้มีเงินปอนด์ที่จะเข้ามา ถ้าหากว่าส่ง (ข้าว) ได้ตามนี้แล้ว ปีหนึ่งคงราว 15 ล้านปอนด์ แม้แต่เพียงเท่านี้ เราก็สามารถที่จะเพิ่มค่าน้ําเงินของเราให้ดีกว่าทุกวันนี้ เหตุฉะนั้น เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าจึงได้เซ็นกฎกระทรวงคลังที่ได้ออกตามพระราชบัญญัติเงินตราในภาวะฉุกเฉิน เพิ่มค่าของเงินบาทลงไป โดยถืออัตราทองคําบริสุทธิ์ ดังนี้ คือ ให้เพิ่มค่าของบาทเท่ากับทองคําบริสุทธิ์น้ําหนัก 0.02029 และได้อนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับหรือจ่ายปอนด์สเตอลิงหรือดอลลาร์สหรัฐอเมริกาแลกเปลี่ยนทันทีกับธนบัตรไทย ณ สถานที่ใดและอัตราใด นอกจากนี้จะกําหนดเป็นครั้งคราวให้ คือ ให้กําหนด 40 บาท เท่ากับ 1 ปอนด์ หรือ 100 บาท ต่อ 10 เหรียญ 7 1/2 เซ็นต์ และคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มและลดแล้วแต่กรณี คือหมายความว่าเราเพิ่มค่าเงินบาทของเราแทนที่จะเป็น 60 บาท ต่อหนึ่งปอนด์ หรือ 15 บาท ต่อหนึ่งดอลลาร์ นี่เป็นสเตปแรกที่เราสามารถจะทําได้ ในอัตราเงินนี้จะรักษาไว้ภายใน 12 เดือนนี้ เราจะรักษาให้คงที่ไว้อย่างนี้ และด้วยกําลังเงินของเราทุนสํารองที่มีอยู่นั้นก็เชื่อว่าเราสามารถที่จะรักษาค่าของปริวรรต (อัตราแลกเปลี่ยน) ใน 12 เดือน นี้ได้ด้วยประการเช่นนี้ 

นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังได้มีหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่จะขอให้เพิกถอนเงินที่ได้กักกันไว้ทางอังกฤษประมาณ 15 ล้านปอนด์ และได้รับตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีอังกฤษแสดงความหวัง ทําให้ข้าพเจ้าเกิดความหวังอยู่ในยอด 15 ล้านปอนด์ ซึ่งอยู่ประเทศอังกฤษนั้น เราก็อาจจะได้รับความเห็นอกเห็นใจของทางฝ่ายท่านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ อีกประการหนึ่งยังมีทองคําของเราที่อยู่ในญี่ปุ่น ในญี่ปุ่นนี้มีอยู่ 2 ยอดด้วยกัน เป็นทองคําซึ่งได้มีขึ้นก่อนญี่ปุ่นเข้าเมือง (ก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2484) ส่วนหนึ่ง ท่านทั้งหลายบางทีจะยังจําได้ว่า เมื่อก่อนญี่ปุ่นได้เข้ามายังประเทศไทยนั้น ญี่ปุ่นครั้งนั้นได้ถูกเขา (สหรัฐอเมริกา) ยึดเงิน และญี่ปุ่นได้มาหาข้าพเจ้าเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีคลัง ที่จะมาเอาเงินบาทในเวลานั้น (เพื่อนําไปซื้อสินค้าเมืองไทย) ข้าพเจ้าได้พยายามเถียงและโต้เถียงกัน จนกระทั่งแทบจะโกรธกันยิ่งกว่าโกรธ หมายความว่า อาจจะเกิดระเบิดกันขึ้นได้ แต่ผลสุดท้าย ญี่ปุ่นยอมให้ทองคํา ทองคํานั้น เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นรัฐมนตรีคลัง ได้สั่งให้นํามาครึ่งหนึ่ง และอยู่ที่ญี่ปุ่นอีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นยอดหนึ่ง อีกยอดหนึ่งเป็นทองคําที่ได้มีเมื่อญี่ปุ่นขึ้นเมืองแล้ว (ระหว่างสงคราม) โดยเขามาเอาเงินบาทเรา (แลกกับเงินเยนของญี่ปุ่น) และบางครั้งก็ (สัญญาจะชําระคืน เป็นทองคํา) ทองคําบ้าง ทองคํานี้เมื่อครั้งญี่ปุ่นยอมแพ้ใหม่ ๆ ข้าพเจ้าได้เคยส่งโทรเลขไปถึงท่านลอร์ดหลุยส์ (เมาท์แบทเตน) ที่จะเอาทองคําที่อยู่ในมือของฝ่ายสัมพันธมิตร (ในประเทศญี่ปุ่น) กลับคืนมา แต่เขาถือว่าทรัพย์สมบัติที่อยู่ในญี่ปุ่นนั้นจะต้องเป็นประกันชําระหนี้ของสัมพันธมิตรทั้งหลาย ตอนหลังข้าพเจ้าจึงขอแลกว่า ทองที่อยู่ญี่ปุ่นก่อนที่ญี่ปุ่นขึ้นเมืองและถือว่าทองคําอันนั้นเป็นทองคําที่ได้มา ถ้าจะพูดโดยทางอ้อมแล้ว ก็แปลว่าเราได้มีส่วนช่วยสัมพันธมิตรครั้งนั้น คือ ถ้าญี่ปุ่นได้เงินสะดวกในครั้งนั้นแล้ว การที่จะเข้ามารุกรานทางฝ่ายสัมพันธมิตรก็จะเข้ามาสะดวกกว่านี้ แต่โดยเหตุที่เราเกี่ยงเรื่องทองคําหลายประการ ทองคํานี้กําลังเจรจาอยู่ และถ้าหากว่าเป็นโชคดีของประเทศเรา ได้ทองคําที่มีอยู่ก่อนสงครามเข้ามาทุ่มเทช่วยอนาคตของประเทศ เงินตราของเราจะดีขึ้น ที่กล่าวมานี้ เพียงแต่แสดงความหวังให้ท่านถึงฟิวเจอร์หรืออนาคตของเราว่าไม่มืดมน พอมองเห็นแสงสว่าง และปัจจุบันนี้เราก็สามารถที่จะรักษามาตรฐานการเงินของเราด้วยอัตรา 40 บาทต่อหนึ่งปอนด์ หรือ 10 บาท ต่อหนึ่งดอลล่าร์[1]

ถ้อยแถลงของท่านปรีดี พนมยงค์ ต่อสภาผู้แทนราษฎรข้างต้นนี้อาจถือว่าเป็นการสรุปผลงานของท่านในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวาระแรก 68 วัน ภายหลังจากนั้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 ก็ได้มีรัฐพิธีลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสร็จพระราชดำเนินไปทรงกระทำพิธี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ต่อจากนั้นก็มีการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาตามรัฐธรรมนูญ 2489 ทำหน้าที่เป็น “องค์การเลือกตั้ง” (มีจำนวน 96 คน) สมาชิกพฤฒสภา จำนวน 80 คน การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาได้กระทำเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ศกเดียวกัน ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับเลือกตั้ง ในวันที่ 1 มิถุนายน 2489 ได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยพฤฒสภาและสภาผู้แทน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิดประชุม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และในวันนั้นเอง ท่านปรีดี พนมยงค์ และคณะรัฐมนตรี 68 วัน ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้ไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ 

 

ที่มา: วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, บางหน้าในประวัติศาสตร์ไทย อัตชีวประวัติของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2549), น. 379-386.


[1] รายงานฯ สภาผู้แทนราษฎร ปี 2489 (สามัญ) ครั้งที่ 33.